ความคิดเห็น

1

จำนวนแชร์
557
     สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com คงไม่มีน้องๆ คนไหนที่ไม่รู้จักรางวัลลูกโลกทองคำหรอกเนอะ อย่างน้อยก็น่าจะเคยได้ยินกันมาบ้างว่ามีงานประกาศรางวัลในวงการภาพยนตร์ที่มีชื่องานว่า Golden Globe Award แต่วันนี้ พี่พิซซ่า ไม่ได้จะมาพูดถึงรางวัลหนังค่ะ แต่เป็นอีกรางวัลที่มีชื่อคล้ายกันว่า Golden Goose Award ซึ่งเป็นรางวัลในวงการวิทยาศาสตร์แทน มาทำความรู้จักรางวัลนี้กันเลยค่ะ


Golden Goose Award


     Golden Goose Award เป็นรางวัลในสหรัฐอเมริกาที่เริ่มขึ้นในปี 2012 ค่ะ วัตถุประสงค์ของรางวัลนี้คือมอบให้นักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับเงินวิจัยจากรัฐบาลไปทำงานวิจัย แต่งานวิจัยนั้นๆ ในทีแรกมักฟังดูตลก ไร้สาระ หรือแปลก แต่สุดท้ายแล้วกลายเป็นว่างานวิจัยนั้นสร้างประโยชน์ให้วงการวิทยาศาสตร์และสังคมอย่างใหญ่หลวง โดยเฉพาะประโยชน์ในด้านสุขภาพและระบบเศรษฐกิจ ดังนั้นผู้ได้รางวัลนี้มักจะทำงานวิจัยที่ใครเห็นก็รู้สึกว่าไร้สาระและเปลืองเงินรัฐเปล่าๆ แต่ท้ายที่สุดก็พิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นว่างานวิจัยของพวกพวกเขามีประโยชน์และเป็นจุดเริ่มต้นของอะไรดีๆ ได้อีกเยอะ
     แต่ละปีจะมีผู้ได้รับรางวัล 3 ทีม ปัจจุบันถึงปี 2016 นี้มีผู้ได้รางวัลแล้วทั้งหมด 14 ทีม (ทีมที่ 3 ของปี 2016 ยังไม่ประกาศผล) ผู้ได้รางวัลแต่ละท่านจะได้รับโล่รางวัลรูปห่านทองคำที่แต่ละปีจะดีไซน์ต่างกันเล็กน้อย โล่รางวัลแต่ละชิ้นทำมือโดยช่างฝีมือทุกขั้นตอน เพื่อให้ตอบรับกับความวิริยะอุตสาหะของผู้ได้รับรางวัลที่ต้องทำงานหนักมากมายกว่าจะวิจัยได้สำเร็จ ลองมาดูส่วนหนึ่งของผู้ได้รางวัลกันค่ะ

Golden Goose Award รางวัลแด่งานวิจัยที่เหมือนจะไร้สาระ แต่ไม่เลย


จากแมงกะพรุนสู่การค้นพบโปรตีนที่ช่วยงานวิจัยหลายเรื่อง รางวัลปี 2012
ผู้ได้รับรางวัล: Osamu Shimomura, Martin Chalfie, Roger Tsien

     ในปี 1961 คงไม่มีใครคิดหรอกว่าการศึกษาว่าทำไมแมงกะพรุนถึงเรืองแสงเป็นสีเขียวได้จะทำให้เกิดความก้าวหน้าในการศึกษาเรื่องพันธุกรรม เซลส์ และประสาทวิทยา และยังนำไปสู่ความเข้าใจที่มากขึ้นเกี่ยวกับมะเร็ง โรคอัลไซเมอร์ หรือจะนำไปสู่การพัฒนาด้านไบโอเทคและเภสัชกรรม
ในปี 1962 โอซามุ ชิโมมูระ นักศึกษาปริญญาเอกจากญี่ปุ่นที่มาทำวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันรวบรวมแมงกะพรุนกว่าพันตัวมาศึกษาว่าทำไมจึงเรืองแสง และแยกโปรตีนที่ส่องแสงสีเขียวอ่อนในแสงแดดธรรมดาแต่เรืองแสงสีเขียวแบบหลอดฟลูออเรสเซนท์เมื่อส่องกับรังสียูวีออกมา
     ในปี 1988 มาร์ต้น ชาลฟี นักชีวเคมีผู้จบปริญญาเอกจากฮาร์วาร์ดมาได้ยินเรื่องโปรตีนส่องแสงสีเขียวนี่เข้าก็นำมันมาศึกษาต่อ และผลจากการวิจัยของเขาก็ทำให้ค้นพบว่านักวิจัยสามารถดูโปรตีนต่างๆ เพื่อสังเกตกระบวนการทางเคมีของเซลส์ได้
     ไม่นานนักโรเจอร์ เฉียน ผู้จบปริญญาเอกจากเคมบริดจ์ก็มาพัฒนาโปรตีนนี้สำหรับใช้ในการวิจัยต่างๆ ต่อ เขาทดลองโดยใช้กรดอะมิโนกับโปรตีนส่องแสงสีเขียวนี้และทำให้ได้สีที่หลากหลายมากขึ้นและสว่างมากขึ้น งานวิจัยของเขาทำให้นักวิจัยรุ่นต่อๆ มาสามารถระบุโปรตีนแต่ละชนิดและดูกระบวนการทางชีววิทยาในเวลาเดียวกันได้
     ทั้ง 3 ท่านได้รับรางวัลโนเบลในปี 2008 ส่วนงานวิจัยของพวกเขาได้รับเงินทุนสนับสนุนจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติและองค์กรวิทยาศาสตร์แห่งชาติ และงานวิจัยเรื่องนี้ก็กลายเป็นสิ่งที่ช่วยให้นักวิจัยท่านอื่นๆ ทำงานได้ง่ายขึ้น งานวิจัยเรื่องนี้จึงควรได้รับรางวัลนี้ด้วยเช่นกัน


Golden Goose Award รางวัลแด่งานวิจัยที่เหมือนจะไร้สาระ แต่ไม่เลย


จากงานวิจัยการหาคู่แต่งงานสู่โปรแกรมจับคู่การปลูกถ่ายไต รางวัลปี 2013
ผู้ได้รับรางวัล: Alvin Roth, David Gale, Lloyd Shapley

     การปลูกถ่ายไตช่วยชีวิตประชาชนในสหรัฐมาเป็นพันๆ คน ซึ่งการจะจับคู่ผู้บริจาคกับผู้รับบริจาคนั้นเป็นเรื่องยากมากก่อนที่จะมีงานวิจัยนี้ โปรแกรมจับคู่ไตของผู้บริจาคกับผู้รับบริจาคนั้นทำขึ้นโดยนักคณิตศาสตร์เดวิด เกล และลอยด์ ชาพลีย์ พวกเขาใช้หลักการของการมีชีวิตคู่ที่ดีมาเป็นโมเดลในการสร้างโปรแกรมนี้ จากนั้นงานของพวกเขาก็กลายเป็นพื้นฐานให้นักเศรษฐศาสตร์อัลวิน ร็อธ พัฒนาการสร้างตลาดสำหรับการจับคู่ในครั้งนี้ขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้กลายมาเป็นรากฐานของโปรแกรมจับคู่ไตที่ช่วยชีวิตผู้คนได้มากมายในปัจจุบัน
     ในปี 1962 เดวิดและลอยด์ใช้ทฤษฎีการจับคู่ชายหญิงที่เหมาะแต่งงานกันมาสร้างอัลกอริธึม งานวิจัยของพวกเขามีชื่อว่า "การแอดมิชชั่นเข้ามหาวิทยาลัยกับความมั่นคงในชีวิตแต่งงาน" ได้รับเงินสนับสนุนจากสำนักงานวิจัยนาวี พวกเขาหาความคล้ายคลึงระหว่างนักเรียนที่มองหามหาวิทยาลัยที่เหมาะกับตัวเองกับการที่คนคนหนึ่งจะมองหาคู่ชีวิต ซึ่งการวิจัยทั้งหมดทำให้ทั้งคู่ค้นพบอัลกอริธึมที่เรียกว่า the deferred acceptance algorithm
     จากนั้นอัลวินก็นำอัลกอริธึมนี้มาต่อยอด โดยได้รับเงินทุนสนับสนุนจากองค์กรวิทยาศาสตร์แห่งชาติ เขาประยุกต์วันเข้ากับตลาดในหลายๆ มุมมองไม่ว่าจะเป็นระบบการเลือกโรงเรียนรัฐบาลในเมืองใหญ่ หรือโปรแกรมจับคู่หมอจบใหม่กับโรงพยาบาลที่เหมาะสม จากนั้นทั้ง 3 ก็มีการทำงานที่ข้องเกี่ยวกันหรือคู่ขนานกันอยู่เรื่อยๆ แต่ผลงานที่โดดเด่นที่สุดคือการนำความรู้เหล่านี้ไปต่อยอดเป็นโปรแกรมจับคู่การบริจาคไตนั่นเอง


Golden Goose Award รางวัลแด่งานวิจัยที่เหมือนจะไร้สาระ แต่ไม่เลย


จากการนวดหนูสู่การดูแลเด็กคลอดก่อนกำหนด รางวัลปี 2014
ผู้ได้รับรางวัล: Tiffany Field, Gary Evoniuk, Cynthia Kuhn, Saul Schanberg

     ในปี 1979 ดร.ซอล ชานเบิร์ก, ซินเธีย คุห์น และ แกรี่ เอโวนุค จากมหาวิทยาลัยดุ๊ค ได้รับเงินสนับสนุนจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติให้วิจัยหนูเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับเอนไซม์ ornithine decarboxylase และโกรว์ธฮอร์โมน ซึ่งต่างเป็นปัจจัยสำคัญในการเจริญเติบโต ซึ่งหนึ่งในขั้นตอนการทดลองคือการนำแปรงอันเล็กๆ มานวดหลังลูกหนูเบาๆ เพราะอยากรู้ว่ามันจะเหมือนเวลาแม่หนูเลียหลังลูกตัวเองหรือไม่ และนั่นมีผลกับระดับฮอร์โมนแค่ไหน
     หลังจากนั้นดร.ทิฟฟานี่ ฟีลด์ จากมหาวิทยาลัยแพทย์ไมอามี่ ที่กำลังทำวิจัยเกี่ยวกับเด็กคลอดก่อนกำหนดอยู่ก็เจอกับดร.ซอล ทั้งคู่จึงแลกเปลี่ยนผลวิจัยและเริ่มวิจัยช่วยกันทั้ง 2 ทาง สุดท้ายการวิจัยของทั้ง 4 ก็ช่วยให้ทราบว่าควรดูแลเด็กคลอดก่อนกำหนดยังไงถึงจะช่วยชีวิตเด็กได้มากที่สุด และยังส่งผลให้เด็กคนดังกล่าวโตขึ้นอย่างแข็งแรงด้วย แถมงานวิจัยนี้ก็ช่วยให้ทางการสหรัฐลดภาระค่าใช้จ่ายจากการรักษาพยาบาลด้วย


     นี่แค่ตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ของผู้ได้รางวัล Golden Goose Award เท่านั้น จริงๆ ทุกงานวิจัยที่ได้รางวัลต่างน่าสนใจหมดเลยค่ะ งานล่าสุดที่ได้รางวัลไปคือการศึกษาชีวิตรักของแมลงวันสายพันธุ์หนึ่งที่สุดท้ายแล้วการศึกษานี้ทำไปสู่วิธีทำให้มันเป็นหมันซึ่งรักษาชีวิตผู้คนและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ได้เยอะเลย น้องๆ คนไหนที่สนใจการวิจัยต่างๆ เหล่านี้สามารถตามไปอ่านได้ที่เว็บไซต์รางวัล www.goldengooseaward.org เลยค่ะ


Golden Goose Award รางวัลแด่งานวิจัยที่เหมือนจะไร้สาระ แต่ไม่เลย
 


ข้อมูลและภาพประกอบจาก  www.goldengooseaward.org

ค้นหาตั๋วเครื่องบินราคาถูกที่สุด

ดูหมวดนี้ต่อได้ใน Studyabroad > วัฒนธรรมต่างประเทศ
ความคิดเห็น

1

จำนวนแชร์
557

ความคิดเห็นดีๆ ที่อยากให้อ่าน

1 ความคิดเห็น

  1. 2 ก.ค. 2559, 17:01 น. · ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ
    น่าสนใจมากเลยค่ะ แต่ละคนดูทุ่มเทกับมันมากแม้ว่าในตอนแรกจะดูไม่มีอะไรก็ตาม
    #1

แสดงความคิดเห็น

อ่านปากของฉันนะ.. ว่า "ตัวเอ", ตัวเอในภาษาอังกฤษคือตัวไหน? (ตอบให้ถูกนะ ตอบผิดอดโพสต์!)

แสดงความคิดเห็นด้วย

(@)

เด็กดีภูมิใจเสนอ

บทความรูปแบบใหม่!!

หรือถ้าไม่สนใจ กดลิงค์ข้างล่างเพื่อข้ามขั้นตอนนี้

ไม่ล่ะขอบคุณ
L o a d i n g . . .