ความคิดเห็น

4

จำนวนแชร์
1,026
    สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com เมื่อพูดถึงขั้วโลกเหนือหรือที่หนาวๆ ต่างๆ ที่ปกคลุมไปด้วยหิมะเกือบทั้งปี เรามักจะนึกถึงสุนัขลากเลื่อนกันใช่มั้ยคะ เพราะสุนัขลากเลื่อนเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมของชาวเมืองหนาวและยังเป็นพาหนะขนส่งและส่งของ โดยเฉพาะเพื่อไปยังสถานที่ที่พาหนะอื่นๆ ไม่สามารถเข้าถึงได้ โดยสุนัขลากเลื่อนนี้มีมาตั้งแต่สมัย 30,000 กว่าปีมาแล้วนะคะ นานมากๆ และก็ยังไม่หายไปจากวัฒนธรรมเพราะในปัจจุบันยังคงมีสุนัขลากเลื่อนที่นำมาใช้งานและเพื่อการท่องเที่ยวอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ค่ะ หากใครไม่เคยรู้เรื่องราวของสุนัขลากเลื่อนมาก่อน พี่นิทาน จะเล่าให้ฟังค่ะ 

เรื่องราวของ "สุนัขลากเลื่อน" เพื่อนสี่ขาสุดสตรองของชาวเมืองหนาว
   
    ประเทศทางตอนเหนือต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น แคนาดา อลาสกา กรีนแลนด์ ไซบีเรีย นอร์เวย์ ฟินแลนด์ และเขตทางตอนเหนือของสวีเดน รัสเซีย และอื่นๆ (ขอเรียกว่าชาวเหนือแล้วกันนะคะ - People from the North) นั้นมีการใช้งานสุนัขลากเลื่อนกันมาตั้งแต่หลายหมื่นปีก่อนจนถึงปัจจุบันและถือว่าสุนัขลากเลื่อนเป็นสิ่งสำคัญและส่วนหนึ่งของชีวิตชาวเหนือเลยก็ว่าได้ ลองย้อนกลับไปประมาณช่วงปี ค.ศ. 1800 - 1900 หรือยุคตื่นทอง (Gold Rush Era) นักเดินทางและนักขุดทองกว่าหมื่นคนพากันบินไปยังขั้วโลกเหนือเพื่อขุดทอง แต่ก็ต้องเจอกับสภาพอากาศมหาโหดของขั้วโลก การเดินทางในขั้วโลกจึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก ด้วยเหตุนี้จึงต้องหันมาใช้สุนัขลากเลื่อนกัน เพราะเป็นวิธีเดียวเท่านั้นที่จะเดินทางไปไหนมาไหนได้ โดยการขนส่งสิ่งของ การรักษาพยาบาล การส่งจดหมายหรือส่งข่าวหากัน ฯลฯ จึงกลายเป็นบริการทั้งหมดของเหล่าสุนัขลากเลื่อนค่ะ 

เรื่องราวของ "สุนัขลากเลื่อน" เพื่อนสี่ขาสุดสตรองของชาวเมืองหนาว
   
    และรู้หรือไม่ว่าเหล่าสุนัขลากเลื่อนนั้นจะไม่เหมือนกับน้องหมาที่คนเอามาเลี้ยงกันในบ้าน ถึงแม้บางสายพันธุ์ที่นำมาใช้ลากเลื่อนจะมีทั้งไซบีเรียนฮัสกี้และอลาสกันมาลามิวต์ ขอบอกว่าแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะสุนัขที่จะนำมาลากเลื่อนนั้นจะต้องเป็นสายพันธุ์ที่ถูกฝึกและทำงานลากเลื่อนกันมาจากรุ่นสู่รุ่น สืบกันมาเป็นทอดๆ เลยค่ะ สุนัขลากเลื่อนจะวิ่งเร็วกว่าสุนัขธรรมดามาก และมีฝีเท้าที่หนาและแข็งแรงทนทานต่ออากาศหนาวจัดและหิมะ บางครั้งเจ้าของอาจใส่รองเท้าให้สุนัขลากเลื่อนในทีม แต่ก็จะทำให้พวกมันวิ่งช้าลง เลยไม่นิยมหากสุนัขต้องวิ่งไกลๆ ติดต่อกันนานๆ เพราะจะเสียเวลาไปเยอะ ส่วนขนของสุนัขลากเลื่อนจะหนาเป็นพิเศษและมีหลายชั้น และทุกตัวจะเกิดมาเพื่อ 'วิ่ง' และ 'ทำงาน' เท่านั้น อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นเรื่องโหดร้ายนะคะ เพราะสุนัขลากเลื่อนทุกตัวนั้นมีใจรักการวิ่ง มีความปรารถนาที่อยากจะวิ่งอยู่ตลอดเวลา และเมื่อหัวหน้าทีมมีเป้าหมายแล้ว สุนัขลากเลื่อนทุกตัวจะออกวิ่งด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจทำงานกันสุดๆ ไปเลยค่ะ  

เรื่องราวของ "สุนัขลากเลื่อน" เพื่อนสี่ขาสุดสตรองของชาวเมืองหนาว
   
    การทำงานของสุนัขลากเลื่อนนั้นจะทำงานกันเป็นทีม โดยอ้างอิงจากภาพด้านบนคือสุนัขทุกตัวในทีมจะมีหน้าที่แตกต่างกันไปเพื่อทำให้ทั้งตัวสุนัขและรถลากเลื่อนไปถึงจุดหมาย สุนัขที่อยู่หน้าสุดของทีมจะมีตำแหน่งเป็นสุนัขนำทีม (Lead dogs) ที่จะคอยฟังคำสั่งของเจ้าของหรือคนที่อยู่บนรถเลื่อน (ไม่ว่าจะเป็นในการแข่งขันหรือการใช้งานจริงๆ ก็ตามค่ะ) และคอยกำหนดเส้นทางให้สุนัขลูกทีมตัวอื่นๆ ให้ไปในทิศทางที่ถูกต้องและตรงกัน สุนัขนำทีมที่ดีจะต้องมีทักษะการตัดสินใจ มีความมั่นใจและกล้าตัดสินใจเลือกเส้นทางที่ถูกต้อง บางครั้งอาจจะต้องผิดคำสั่งเจ้าของเพื่อเลือกเส้นทางที่ดีที่สุดให้ทีม ฟังดูแล้วเท่สุดๆ ไปเลยค่ะ ตำแหน่งถัดมาคือทีมคุมเส้นทาง (Swing dogs) จะคอยสังเกตตามสุนัขนำทีมว่าต้องวิ่งไปทางไหน เลี้ยวเมื่อไหร่ ช่วยบอกทางกับทีมที่อยู่ด้านหลังค่ะ ต่อด้วยทีมกองกำลัง (Team dogs) ที่จะต้องแกร่งมากๆ เพราะจะเป็นทีมที่ช่วยดึงรถเลื่อนและควบคุมความเร็วให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และทีมคุมรถเลื่อน (Wheel dogs) จะเป็นทีมสุดท้ายที่อยู่หน้ารถเลื่อน คอยดูเส้นทางและระวังทางให้รถเลื่อนเคลื่อนที่ได้อย่างไม่ติดขัด

เรื่องราวของ "สุนัขลากเลื่อน" เพื่อนสี่ขาสุดสตรองของชาวเมืองหนาว
   
    ในสมัยนี้ สุนัขลากเลื่อนนอกจากจะต้องแข็งแรงและทำงานหนักได้ดีแล้วยังจะต้องมี 'นิสัยที่ดี' อีกด้วยนะคะ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าสุนัขลากเลื่อนเนี่ยก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวและได้ลองนั่งเป็นผู้โดยสาร สุนัขเหล่านี้เลยต้องเป็นสุนัขที่ไม่ดุร้าย โห... เก่ง เท่แล้วยังใจดีอีกซะด้วยแฮะ การทำงานของสุนัขลากเลื่อนจะประสบความสำเร็จไม่ได้หากไม่มีการทำงานอย่างเป็นทีมที่ดี และเหนือสิ่งอื่นใดคือความสัมพันธ์ของเหล่าสุนัขลากเลื่อนกับเจ้าของ หรือผู้คุมทีมด้วยค่ะ

เรื่องราวของ "สุนัขลากเลื่อน" เพื่อนสี่ขาสุดสตรองของชาวเมืองหนาว
   
    และอย่างที่บอกว่าสุนัขลากเลื่อนนั้นไม่ได้มีเพียงแค่สองสายพันธุ์ยอดฮิต : ไซบีเรียนฮัสกี้ และ อลาสกันมาลามิวต์เท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายพันธุ์ที่เก่งและมีใจรักการวิ่งไม่แพ้กัน อีกพันธุ์หนึ่งที่ชาวเหนือใช้กันมากในปัจจุบันก็คือสุนัขพันธุ์อลาสกันฮัสกี้ (Alaskan husky) ที่ผสมผสานกันมาจากสองสายพันธุ์ที่พูดถึงตอนแรก รวมถึงสายพันธุ์ใกล้เคียงค่ะ โดยอลาสกันฮัสกี้นี้เป็นสุนัขที่มีประสิทธิภาพในการลากเลื่อนสูงมาก และไม่มีสุนัขสายพันธุ์แท้ๆ พันธุ์ไหนสามารถเทียบความเก่งกาจได้เท่าอลาสกันฮัสกี้เลยค่ะ (รับรองโดยการแข่งขันสุนัขลากเลื่อนแห่งชาติ : world-class dog sled racing) ส่วนพันธุ์อื่นๆ ได้แก่ Canadian Eskimo Dog, Chinook, Greenland dog, Samoyed เป็นต้นค่ะ 

เรื่องราวของ "สุนัขลากเลื่อน" เพื่อนสี่ขาสุดสตรองของชาวเมืองหนาว
   
น่าชื่นชมจริงๆ เลยนะคะกับเหล่าสุนัขที่มีใจรักการวิ่งและทำงานเพื่อมนุษย์ด้วยความซื่อสัตย์แบบนี้ นอกจากเรื่องราวที่เล่าให้ฟังในบทความนี้แล้ว ใครที่สนใจเรื่องเกี่ยวกับสุนัขลากเลื่อนพี่ขอแนะนำว่ามีหนังที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสุนัขลากเลื่อนอยู่หลายเรื่องเลยนะคะ เช่นเรื่อง Snow Dogs, Eight Below หรือ Balto ที่เป็นการ์ตูนแอนิเมชั่น ทุกเรื่องสนุกและซึ้ง + ประทับใจมากๆ ค่ะ ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็มีอีกเยอะเลยค่ะ ลองหาดูนะคะ ^^ 

เรื่องราวของ "สุนัขลากเลื่อน" เพื่อนสี่ขาสุดสตรองของชาวเมืองหนาว
อ้างอิง

ค้นหาตั๋วเครื่องบินราคาถูกที่สุด

ดูหมวดนี้ต่อได้ใน Studyabroad > วัฒนธรรมต่างประเทศ
ความคิดเห็น

4

จำนวนแชร์
1,026

ความคิดเห็นดีๆ ที่อยากให้อ่าน

4 ความคิดเห็น

  1. 4 ส.ค. 2559, 11:31 น. · ผ่านทางเดสก์ทอป

    น่ารักมากกกกกก (สนใจแต่รูปหมา 555555) รักเลยรักเลยรักเลย

    #1
  2. 8 ส.ค. 2559, 12:08 น. · ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ
    คงไม่เอาลากอะไรหรอก น่าจะเอามานอนกอดมากกว่า
    #2
  3. ความเห็นนี้ถูกลบ :(

    เนื่องจาก
    ถูกลบโดยเจ้าของ

  4. 16 ส.ค. 2559, 21:11 น. · ผ่านทางเดสก์ทอป

    ทั้งน่ารัก ทั้งหล่อ แถมเท่อีก งื้อออ รักเลย

    ถ้าประเทศไทยไม่ร้อนขนาดนี้ จะเก็บตังซื้อมาเลี้ยงแน่ๆค่ะ โฮรวว

    #4

แสดงความคิดเห็น

ถึงพี่จะน้ำเน่า แต่ก็เห็นเงาจันทร์นะจ๊ะ, พระจันทร์ดวงไหนหว่า? (ตอบให้ถูกนะ ตอบผิดอดโพสต์!)

แสดงความคิดเห็นด้วย

(@)

เด็กดีภูมิใจเสนอ

บทความรูปแบบใหม่!!

หรือถ้าไม่สนใจ กดลิงค์ข้างล่างเพื่อข้ามขั้นตอนนี้

ไม่ล่ะขอบคุณ
L o a d i n g . . .