ความคิดเห็น

7

จำนวนแชร์
14,518
        สวัสดีค่ะชาวเด็กดีทุกคน ทุกวันนี้เราคงสังเกตได้ว่าคนส่วนใหญ่จะต้องมีสมาร์ทโฟนพกพาติดตัวไปไหนต่อไหนเสมอ และการมีสมาร์ทโฟนก็ทำให้เกิดพฤติกรรมเสพติดอื่นๆ ตามมา ทั้งเสพติดการเล่นโซเชียล เสพติดการถ่ายรูปเซลฟี่ หรือถ่ายรูปอาหาร สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เสพติดการได้ยอดไลค์จากเฟซบุ๊ก ฯลฯ
        เด็กๆ รุ่นใหม่ที่เกิดมาก็เจอสมาร์ทโฟนเลย อาจจะชินตากับอะไรแบบนี้และไม่รู้สึกว่ามันผิดปกติอะไร แต่วัยพี่ หรือวัยผู้ใหญ่ขึ้นไปหน่อย ก็จะกังวลว่าเด็กสมัยนี้ติดสมาร์ทโฟนเกินไปแล้ว ทำไมถึงไม่อ่านหนังสือบ้าง อะไรบ้าง
        แต่เชื่อมั้ยคะว่าย้อนกลับไปกว่า 300 ปีก่อน คนยุคนั้นก็เคยคิดแบบนี้ค่ะ แต่เปลี่ยนจากสมาร์ทโฟนเป็น
หนังสือนี่เอง
 

ยุคเฟื่องฟูของสิ่งพิมพ์

        ในช่วงคริสตศวรรษที่ 17-18 เป็นช่วงที่ธุรกิจการพิมพ์กำลังเฟื่องฟู โดยเฉพาะในประเทศยุโรปค่ะ ประชากรส่วนใหญ่ในตอนนั้นเริ่มสนใจการอ่านมากขึ้น และหลายคนที่ได้รับการศึกษา (โดยเฉพาะผู้ชาย) ก็เริ่มอ่านหนังสือมากขึ้น
        ในยุคนั้นยังไม่มีร้านหนังสือแบบยุคนี้ วิธีการขายคือพ่อค้าต้องเอาหนังสือไปเดินเร่ขายตามบ้านต่างๆ เหมือนขายไอติมเลยค่ะ
รู้หรือไม่? 300 ปีก่อน คนเคยมองการอ่านหนังสือเหมือนการติดสมาร์ทโฟน
        และความเฟื่องฟูของธุรกิจขายหนังสือก็ทำให้โรงพิมพ์น้อยใหญ่ต่างผลิตหนังสือหรือสื่อสิ่งพิมพ์บนกระดาษที่ราคาถูกมากๆ เพื่อให้ชนชั้นล่างเข้าถึงได้ง่ายขึ้นด้วย
        ช่วงนั้นสิ่งที่ถูกตีพิมพ์มีทั้งหนังสือคำสอนทางศาสนาอย่างไบเบิล ซึ่งเป็นหนังสือสามัญประจำบ้านของชาวคริสต์อยู่แล้ว หรือหนังสือรวมเรื่องเล่าพื้นบ้านไว้อ่านแก้เครียด หรือถ้าใครอยากเครียดหน่อยก็มีหนังสือที่ตีพิมพ์งานเขียนของนักวิทยาศาสตร์หรือนักปรัชญาชื่อดังอย่างไอแซค นิวตัน โธมัส เพย์น หรือวอลแตร์ และที่ขาดไม่ได้คือ "นิยาย" ค่ะ
 

การอ่านเคยถูกมองว่าเป็นเรื่องไม่ดี?

        พอผู้คนเข้าถึงสิ่งพิมพ์เหล่านี้ได้มากขึ้น จนเรียกได้ว่าเกิดเป็นกระแส "Reading Mania" หรือกระแส "คลั่งการอ่าน" ก็เริ่มมีคนกังวล และมองว่าชักไม่ดีแล้ว
        การตีพิมพ์สื่อที่ให้ความรู้ เช่น งานเขียนของนักวิทยาศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ นักปรัชญาต่างๆ ทำให้คนบางกลุ่ม เช่น ผู้นำทางศาสนาหรือชนชั้นศักดินาต่างๆ เริ่มกังวลใจว่าประชาชนจะรู้มากเกินไป และเริ่มตาสว่าง
        ซึ่งพวกเขาก็เดาไม่ผิดนัก เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่หลายประเทศในยุโรปเริ่มใช้ระบบการปกครองแบบประชาธิปไตย มีการเลือกตั้ง มีตัวแทนประชาชน แต่หลายประเทศก็ยังไม่ได้ใช้ระบบนี้ ฝ่ายปฏิวัติก็ใช้สื่อสิ่งพิมพ์เหล่านี้แหละในการประชาสัมพันธ์ ให้ความรู้ ปลุกระดมประชาชนให้มาเปลี่ยนระบอบการปกครองกัน
รู้หรือไม่? 300 ปีก่อน คนเคยมองการอ่านหนังสือเหมือนการติดสมาร์ทโฟน
        คนอีกกลุ่มที่น่าจะโดนกีดกันจากการอ่านมากที่สุดคือ "ผู้หญิง" เพราะสมัยนั้นผู้หญิงยังไม่มีสิทธิมีเสียงทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น และผู้หญิงน้อยคนมากที่อ่านหนังสือได้ พอผู้หญิงเข้าถึงสิ่งพิมพ์พวกนี้มากขึ้นก็ทำให้ผู้ชายบางคนเริ่มกลัวว่าพวกเธอจะลุกขึ้นมาขอโหวตขออะไรบ้าง
        และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ค่ะ
        เห็นมั้ยคะว่าการอ่านทำให้เราเปิดหูเปิดตามากขนาดไหน?
        และยังมีสื่ออีกกลุ่มที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษเหมือนกัน นั่นก็คือนิยายค่ะ
       

นิยายที่สร้างปรากฏการณ์เทียบเท่าแฮร์รี่ พอตเตอร์
และก็โดนแบนอย่างรวดเร็วด้วย

        ในขณะที่สิ่งพิมพ์ต่างๆ ขยายตัว วงการนิยายก็เฟื่องฟูมากขึ้นเรื่อยๆ นิยายที่ขายดิบขายดีเป็นพิเศษในสมัยนั้นเป็นนิยายเกี่ยวกับความรักที่ผิดหวังค่ะ
        ชื่อเรื่องคือ The Sorrows of Young Werther (ความชอกช้ำของพ่อหนุ่มเวอร์เธอร์) เป็นงานเขียนของ โยฮันน์ วูล์ฟกัง วอน เกอเธ่ เรื่องราวเกี่ยวกับศิลปินหนุ่มนามเวอร์เธอร์ ผู้หลงรักสาวน้อย ชาร์ล็อต แต่เธอดันต้องแต่งงานกับอัลเบิร์ต เขาเขียนจดหมายเล่าเรื่องทั้งหมดให้เพื่อนฟังและพรรณนาว่าเขารู้สึกชอกช้ำเพียงใด แม้จะออกจากหมู่บ้านไป แต่พอกลับมาอีกทีก็ต้องเห็นภาพบาดตา สุดท้ายเขาเลยคิดว่ารักครั้งนี้ต้องมีสักคนไป และคงเป็นเขานั่นเอง เวอร์เธอร์จึงตัดสินใจฆ่าตัวตาย
รู้หรือไม่? 300 ปีก่อน คนเคยมองการอ่านหนังสือเหมือนการติดสมาร์ทโฟน
        พอได้อ่านนิยายเรื่องนี้ เหล่าวัยรุ่นถึงกับน้ำตาแตก และอินไปกับความรักของเวอร์เธอร์มากๆ มากเสียจนสังคมเริ่มกังวลว่านิยายเรื่องนี้อาจทำให้เกิดการ "ลอกเลียนแบบ"
        วัยรุ่นที่อ่านนิยายเรื่องนี้ พออกหักแล้วอาจตัดสินใจฆ่าตัวตายเหมือนเวอร์เธอร์ก็ได้!
        ในช่วงที่นิยายเรื่องนี้ตีพิมพ์ไปทั่วยุโรปก็เริ่มมีข่าววัยรุ่นฆ่าตัวตายหลายที่ แต่ก็ไม่มีที่ใดพิสูจน์ได้แน่ชัดว่าเป็นการฆ่าตัวตายเลียนแบบ ถึงอย่างนั้นหลายคนก็ออกมาต่อต้านนิยายเรื่องนี้ ทั้งบุคคลสำคัญทางศาสนาอย่างบิชอป บาทหลวงที่เรียกว่า "นิยายแห่งความชั่วร้าย" นักเขียน นักคิดทั้งหลายที่เริ่มกังวลว่านิยายเรื่องนี้อาจส่ง "ผลเสีย" มากกว่าผลดี
รู้หรือไม่? 300 ปีก่อน คนเคยมองการอ่านหนังสือเหมือนการติดสมาร์ทโฟน
        ถึงแม้จะโดนแบน แต่ก่อนหน้านั้นนิยายเรื่องนี้ผลตอบรับดีพอๆ กับแฮร์รี่ พอตเตอร์ของเจ เค โรว์ลิ่งเลยจ้า หนุ่มๆ ต่างแต่งตัวเลียนแบบเวอร์เธอร์ มีการทำของที่ระลึกขายสำหรับแฟนๆ ทั้ง ภาพวาด จานชาม มีผู้ประกอบการรีบตามกระแส ผลิตน้ำหอมกลิ่นเวอร์เธอร์ออกมา แถมในกลุ่มคนมีเงินหลายคนยังต้องมี "ทริปก่อนตาย" จุดหมายคือไวมาร์ ประเทศเยอรมนี สถานที่จากในนิยายเรื่องนี้เอง
       
        เห็นมั้ยคะว่ากระแสตื่นตัวต่อสิ่งใหม่ๆ ในแต่ละยุคสมัย แม้สิ่งนั้นจะต่างกัน แต่ยังคงรูปแบบเดิม นั่นคือคนรุ่นใหม่ตามกระแส มองว่าเป็นเรื่องปกติ คนรุ่นเก่าต่อต้าน มองว่าเป็นอันตราย เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ
รู้หรือไม่? 300 ปีก่อน คนเคยมองการอ่านหนังสือเหมือนการติดสมาร์ทโฟน
        พี่น้องจำได้ว่าสมัยที่พี่น้องยังเด็ก ก่อนที่จะมีสมาร์ทโฟนและอินเทอร์เน็ต คนติดทีวีกันมากๆ จนถึงกับรณรงค์ว่าให้ออกไปทำกิจกรรมอย่างอื่นบ้าง และมีการทำภาพล้อเลียนว่าคนที่นั่งจมอยู่แต่กับทีวีจะเป็นยังไง (แบบในหนัง Wall-E ไง)
        แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ คนเลิกดูทีวี หันมาจับสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์ที่พกติดตัวไปไหนมาไหนได้ ก็ยิ่งทำให้คนติดสิ่งนั้นมากขึ้นไปอีก
        คนยุคหนึ่งก็โทษหนังสือว่าไม่ดี
        คนยุคถัดมาก็โทษโทรทัศน์ว่าไม่ดี
        คนยุคถัดมาก็โทษสมาร์ทโฟนกับอินเทอร์เน็ตว่าไม่ดี
        พี่น้องเชื่อว่ายุคต่อไปซึ่งเป็นยุคที่น้องๆ เด็กดีกลายเป็นผู้ใหญ่ อาจจะได้โทษอะไรสักอย่างที่เข้ามามีบทบาทแทนสมาร์ทโฟน เช่น หุ่นยนต์หรือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก็ได้นะ
 

ทุกอย่างย่อมมีข้อดีข้อเสียในตัวเอง จะห้ามไม่ให้ใช้โดยสิ้นเชิงก็คงไม่ได้
สิ่งเดียวที่เราทำได้คือใช้อย่าง
"พอดี" นั่นแหละค่ะถึงจะดีที่สุด

ข้อมูลจาก
historytoday.com
gradestack.com
wikipedia.org
ภาพประกอบจาก
en.wikipedia.org
pixabay.com

ค้นหาตั๋วเครื่องบินราคาถูกที่สุด

ดูหมวดนี้ต่อได้ใน Studyabroad > วัฒนธรรมต่างประเทศ
ความคิดเห็น

7

จำนวนแชร์
14,518

ความคิดเห็นดีๆ ที่อยากให้อ่าน

  1. เมมเบอร์โหวตความเห็นนี้
    18 ส.ค. 2559, 14:56 น. · ผ่านทางเดสก์ทอป

    อ่านแล้วทำให้รู้สึกว่า ไม่ว่ารุ่นไหน ความคิดของคนรุ่นใหม่ก็โดนต่อต้านเสมอ

    #1
  2. เมมเบอร์โหวตความเห็นนี้
    20 ส.ค. 2559, 23:34 น. · ผ่านทางเดสก์ทอป

    ผมติดหนังสือมากกว่ามือถือนะแน่นอน

    #2
  3. เมมเบอร์โหวตความเห็นนี้
    22 ส.ค. 2559, 20:52 น. · ผ่านทางเดสก์ทอป

    เมื่อถึงเวลาที่เราเป็นผู้ใหญ่ ประกาศเลยว่าจะไม่โทษพวก AI เด็ดขาด!! 

    ...เพราะชอบ AI ค่ะ  เย้ //โปรแกรม Vocaloid ก็คือ AI แบบนึงด้วยใช่มั้ย? เพราะเราค่อนข้างชอบเลย อิๆ เขิลจุง

    #4
  4. เมมเบอร์โหวตความเห็นนี้
    21 ส.ค. 2559, 21:49 น. · ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ

    พูดง่ายๆว่าคนเก่าๆไม่ยอมรับอะไรใหม่ๆมากกว่าเลยโทษนู่นนี่นั่น คิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำถูกอย่างเดียว

    #3

7 ความคิดเห็น

  1. เมมเบอร์โหวตความเห็นนี้
    18 ส.ค. 2559, 14:56 น. · ผ่านทางเดสก์ทอป

    อ่านแล้วทำให้รู้สึกว่า ไม่ว่ารุ่นไหน ความคิดของคนรุ่นใหม่ก็โดนต่อต้านเสมอ

    #1
    • 21 ส.ค. 2559, 20:52 น. · ผ่านทางเดสก์ทอป
      ความคิดของคนทุกรุ่นโดนรุ่นอื่นต่อต้านเสมอ หรือจะว่าคนรุ่นใหม่ไม่ต่อต้านความคิดคนรุ่นเก่า?
      ไม่ต้องรุ่นปู่รุ่นย่า เราอ่านหนังสือประวัติศาสตร์กลับไปเจ็ดร้อยกว่าปีก็ยังคิดว่า "-คนประเทศนั้นตอนนั้นมันทำอะไรของมัน?" เลย
      มนุษย์เราต่อต้านความคิดที่ต่างจากตัวเอง ประเด็นแค่นั้นล่ะครับ ไม่ใช่แค่รุ่นใหม่เป็นเหยื่อของการต่อต้านอยู่รุ่นเดียว
      #1-1
    • 24 ส.ค. 2559, 22:13 น. · ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ
      แนวความคิดแบบนี้เป็นแนวความคิดตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จอย่างแพร่หลายมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ ที่แนวคิดประสบความสำเร็จเพราะมาจากมันสมองของนักปราชญ์ที่สังคมยอมรับ ไม่ใช่การโจมตีคนรุ่นใหม่ แต่เป็นการโจมตีสื่อใดใดที่มอบความสุขมวลรวม (ความนิยมแบบตลาด) อย่างที่เพลโต้เคยโจมตี วรรณกรรมและละคร เรื่องราวเวิ่นเว้อฟุ่มเฟือยที่ว่าด้วยแต่เรื่องของโศกนาฏกรรม เล่นกับความรู้สึกและอารมณ์ จนกระทั่งแนวคิดนี้ก็ถูกสืบทอดต่อมา เหมือนในกระทู้นี้ หรือเหมือนอย่างที่สังคมโจมตีภาพยนตร์ ละคร เกม ทีวี และสมาร์ทโฟนตามลำดับ เมื่อสิ่งหนึ่งมาแทนที่สิ่งหนึ่ง เป้าการโจมตีก็เปลี่ยนตามๆไป
      #1-2
  2. เมมเบอร์โหวตความเห็นนี้
    20 ส.ค. 2559, 23:34 น. · ผ่านทางเดสก์ทอป

    ผมติดหนังสือมากกว่ามือถือนะแน่นอน

    #2
  3. เมมเบอร์โหวตความเห็นนี้
    21 ส.ค. 2559, 21:49 น. · ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ

    พูดง่ายๆว่าคนเก่าๆไม่ยอมรับอะไรใหม่ๆมากกว่าเลยโทษนู่นนี่นั่น คิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำถูกอย่างเดียว

    #3
  4. เมมเบอร์โหวตความเห็นนี้
    22 ส.ค. 2559, 20:52 น. · ผ่านทางเดสก์ทอป

    เมื่อถึงเวลาที่เราเป็นผู้ใหญ่ ประกาศเลยว่าจะไม่โทษพวก AI เด็ดขาด!! 

    ...เพราะชอบ AI ค่ะ  เย้ //โปรแกรม Vocaloid ก็คือ AI แบบนึงด้วยใช่มั้ย? เพราะเราค่อนข้างชอบเลย อิๆ เขิลจุง

    #4

แสดงความคิดเห็น

ปิดไฟใส่กลอน จะเข้ามุ้งนอนอย่าลืมล็อคบ้าน, บ้านหลังไหนล่ะเนี่ย? (ตอบให้ถูกนะ ตอบผิดอดโพสต์!)

แสดงความคิดเห็นด้วย

(@)

เด็กดีภูมิใจเสนอ

บทความรูปแบบใหม่!!

หรือถ้าไม่สนใจ กดลิงค์ข้างล่างเพื่อข้ามขั้นตอนนี้

ไม่ล่ะขอบคุณ
L o a d i n g . . .