/>

อ่านก่อนลงสนาม! “เด็กฝึกงาน” แบบไหนไม่ตกประเมิน แถมบริษัทปลื้มจนอยากจองตัว []

วิว
       สวัสดีค่ะชาว Dek-D โอกาสทองที่ทำให้เราได้สัมผัสชีวิตการทำงานจริงตั้งแต่ยังเรียนมหา’ลัย คือ “การฝึกงาน” พี่เห็นหลายบริษัทออกมาตำหนิเด็กบางคนที่มาฝึกงานแบบขอไปที ซึ่งเท่ากับเด็กคนนั้นทำลายทั้งโอกาสของตัวเองและผู้อื่นด้วย เพราะ...
 
       1. เสียโอกาสเปิดโลกเรียนรู้กระบวนการทำงานทั้งที่โอกาสอยู่ตรงหน้า จำไว้เลยว่าโลกการเรียนกับโลกการทำงานมันต่างกันมากทั้งในแง่สภาพแวดล้อม ผู้คน และภาระหน้าที่ ดังนั้นการได้ไปลองสนามก่อนจะช่วยเป็นภูมิคุ้มกันให้ตัวเรา พูดง่ายๆ ว่าไม่ช็อกหนักตอนไปทำงานจริง

       2. รุ่นน้องคณะ/สถาบัน “อาจจะ” พลอยซวยเพราะภาพจำแย่ๆ ที่รุ่นพี่ทำไว้ ทำให้บางบริษัทเริ่มลังเลว่าควรให้โอกาสเด็กที่นี่มาฝึกงานอีกมั้ย

       3. ถ้าบริษัทที่ฝึกงานประเมินเราในเกณฑ์ดี เราจะหยิบไปพรีเซนต์ได้ตอนสมัครงานจริง กลายเป็นได้เปรียบเด็กจบใหม่คนอื่นที่ประสบการณ์ทำงานเป็นศูนย์ แต่ในทางกลับกัน ถ้าไปสร้างประวัติลบๆ ไว้แล้วบริษัทประเมินกลับมาตามจริง เราจะเสียโอกาสตรงนี้ไปอย่างน่าเสียดายเลยค่ะ  

       4. เสียโอกาสที่จะถูกรุ่นพี่หรือนายจ้างชักชวนมาทำงานจริงในบริษัทนั้น!

อ่านก่อนลงสนาม! “เด็กฝึกงาน” แบบไหนไม่ตกประเมิน แถมบริษัทปลื้มจนอยากจองตัว


แล้วเด็กฝึกงานที่ดีควรเป็นแบบไหนอะ? 
 

       ข้อมูลต่อไปนี้มาจากการสำรวจและสัมภาษณ์ความคิดเห็นจากรุ่นพี่ที่บริษัทต่างๆ ว่า เด็กฝึกงานที่ดีควรเป็นแบบไหน แล้วยิ่งไปกว่านั้น...เด็กฝึกงานแบบไหนที่รุ่นพี่หรือนายจ้างอยากจองตัวมาทำงานจริง ทั้งแบบฟรีแลนซ์และพนักงานประจำ (อ้าแขนรับทันทีถ้าตำแหน่งว่าง)


1. ฝีมือถึงขั้น
 
       ในเบื้องต้นเราควรรู้ว่าควรดึงความรู้ตรงไหนมาใช้กับงานนี้ ถ้าไม่เข้าใจตรงไหนถามให้เคลียร์! (แต่อย่าถามอะไรที่เบสิกมากๆ สำหรับสายที่เราเรียนมา) ช่วงแรกๆ คุณภาพงานอาจยังไม่เป๊ะเวอร์ ยังมีข้อผิดพลาดอยู่บ้างเป็นธรรมดา แต่อย่างน้อยก็ตรวจให้ละเอียดก่อนส่ง และต้องมีพัฒนาการจากข้อผิดพลาดและสิ่งที่รุ่นพี่สอนเพิ่มตลอดระยะเวลาการฝึกงาน


อ่านก่อนลงสนาม! “เด็กฝึกงาน” แบบไหนไม่ตกประเมิน แถมบริษัทปลื้มจนอยากจองตัว
 
       ขั้นไหนที่บริษัทปลื้มจนอยากดึงตัว? งานต้องได้มาตรฐาน และรู้งาน เช่น ไม่ต้องอธิบายละเอียดยิบก็เข้าใจว่าตัวเองต้องทำอะไร แล้วถ้าจะให้ดีมากๆ เลยคือสามารถนำเสนอไอเดียใหม่เกี่ยวกับงานนั้นๆ ได้ เพราะมันจะบ่งบอกถึง “ความคิดสร้างสรรค์” ซึ่งเป็นสิ่งที่บริษัทต้องการมากๆ ในสมัยนี้
 
       ลักษณะเด็กฝึกงานที่บริษัทหมายตาสุดๆ เช่น สายคอลัมนิสต์ เขียนคอนเทนต์แล้วปัง สามารถจับประเด็นสังคมได้ รู้ว่าเทรนด์สังคมกำลังไปทางไหน ส่วนสายช่างภาพ ถ่ายภาพดี ทำตามโจทย์ที่รุ่นพี่ต้องการได้ เป็นต้น 

อ่านก่อนลงสนาม! “เด็กฝึกงาน” แบบไหนไม่ตกประเมิน แถมบริษัทปลื้มจนอยากจองตัว


2. กระตือรือร้น พร้อมเรียนรู้
 
       เด็กฝึกงานไม่ควรทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้วหรือไม่ก็แก้วที่โดนคว่ำไว้ไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้นนะคะ จริงอยู่ตอนแรกเราเป็นแค่นักศึกษาตัวเปล่าๆ มีเพียงความรู้ที่สั่งสมมา แต่ตลอดเวลาที่ฝึกงาน เค้าจะจับตามองว่าเราพยายามเรียนรู้เพิ่มเติมมั้ย
 
       - ถ้างานในมือไม่ได้เยอะมาก แล้วมีเวลาว่าง ลองเสนอตัวช่วยงานนอกเหนือจากที่ได้รับมอบหมายบ้างก็ได้ค่ะ “พี่คะ มีอะไรให้หนูช่วยมั้ย?”
 
       - ถ้าคำตอบคือ “ไม่มี” เราอาจมานั่งเรียนรู้ระบบงานด้วยตัวเอง แวบไปส่องแผนกอื่นบ้างก็ได้ ดีกว่ามานั่งเล่นมือถือ ฟังเพลง ดูยูทูบทั้งวัน (ดูคลิปนี่ดึงเน็ตด้วยนะเธอ องค์กรเดือดร้อนอีกกก)

       - อย่าเกี่ยงงาน ไม่ว่าจะงานยากหรืองานที่ไม่เกี่ยวอะไรกับตำแหน่งตัวเองเลย เช่น ชงกาแฟ ถ่ายเอกสาร ทำความสะอาด รับโทรศัพท์ เดินเอกสาร ฯลฯ หลายคนมองว่าบริษัทเห็นนักศึกษาฝึกงานเป็นคนใช้ แต่หลายๆ ครั้งจุดประสงค์คือต้องการดูความอดทน นิสัย ความสามารถด้านอื่นๆ ที่ไม่อาจเห็นได้จากงานปกติที่เราทำ

อ่านก่อนลงสนาม! “เด็กฝึกงาน” แบบไหนไม่ตกประเมิน แถมบริษัทปลื้มจนอยากจองตัว
 
       พี่ในบริษัทแห่งหนึ่งยกตัวอย่างว่า เคยเจอเด็กฝึกงานสายสื่อที่ไฟแรงมากก จดยิกตลอด เวลาไปลงพื้นที่ก็คอยสัมภาษณ์ จนสื่อใหญ่ที่ไปด้วยกันชวนไปทำงานด้วย

       คำถามคือ แล้วถ้าขยันแต่ไม่เก่งล่ะ บริษัทจะจองตัวมั้ย? ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและบริษัทค่ะ บางตำแหน่งที่แค่ทำตามแพทเทิร์นไปเรื่อยๆ ไม่ต้องอาศัยการประยุกต์อะไรมากมาย ก็อาจอาศัยแค่เข้าใจระบบงาน แต่ถ้าไม่ใช่ลักษณะนั้น บริษัทก็จะดูความกระตือรือร้นควบคู่กับฝีมือการทำงานด้วย 
 
อ่านก่อนลงสนาม! “เด็กฝึกงาน” แบบไหนไม่ตกประเมิน แถมบริษัทปลื้มจนอยากจองตัว


3. รับผิดชอบ ตรงต่อเวลา

       นอกจากทำงานเสร็จทันเดดไลน์ ก็ยังมีพฤติกรรมอื่นๆ ที่บ่งบอกเรื่องความรับผิดชอบ เช่น เข้างาน-ออกงานตรงเวลา ลางานเท่าที่จำเป็น ไม่เกี่ยงงานที่เกี่ยวข้องกับเรา ไม่หายตัวเข้าห้องน้ำหรือ ไปร้านสะดวกซื้อนานเกินไป ฯลฯ หลายบริษัทเคยเจอเด็กฝึกงานที่เดี๋ยวมาเดี๋ยวหาย จนแทบจะจำหน้าไม่ได้ ถ้าเป็นแบบนี้มากๆ มีโอกาสโดนส่งตัวกลับมหา’ลัยเลยค่ะ เสียเวลาไม่พอ เสียประวัติอีกเนอะ

       Note: ถึงแม้วันนั้นจะว่างๆ ไม่มีอะไรให้ทำ แต่เราก็ควรมาทุกวันทำงาน แล้วเลิกงานเวลาเดียวกับพนักงานปกติ ยกเว้นบางบริษัทที่เค้าบอกเองเลยว่า ให้เด็กฝึกงานกลับก่อนได้ถ้าไม่มีงาน

อ่านก่อนลงสนาม! “เด็กฝึกงาน” แบบไหนไม่ตกประเมิน แถมบริษัทปลื้มจนอยากจองตัว
 

4. รู้จักเข้าสังคม

       เด็กฝึกงานไม่ควรปลีกตัวเข้าโลกโซเชียลตลอดเวลา หรือเอาแต่จับกลุ่มอยู่กับเพื่อนที่มาฝึกงานด้วยกัน ชนิดไม่คิดจะชวนคุยผูกมิตรกับพี่ๆ อะไรเล้ยยยย มันทำให้เห็นว่า เราขาดทักษะเรื่องการเข้าสังคมและการทำงานเป็นทีม ซึ่งกระทบงานแน่ๆ แหละ เพราะเกือบทุกงานต้องอาศัยการสื่อสารทั้งนั้น ถ้าไม่คุยกันเองในบริษัทก็ต้องคุยกับลูกค้านี่แหละ

อ่านก่อนลงสนาม! “เด็กฝึกงาน” แบบไหนไม่ตกประเมิน แถมบริษัทปลื้มจนอยากจองตัว

       เล่าให้ฟังเคสนึง พี่บริษัทหนึ่งยกตัวอย่างว่า เด็กฝึกงานบางคนเข้ามาด้านอาร์ต แต่พี่ๆ เห็นว่าคนๆ นี้มนุษยสัมพันธ์ดี เข้ากับคนง่ายมาก บริษัทจึงชวนเข้ามาทำงานฝ่ายอีเวนต์แทน เห็นมั้ยล่ะ มีแต่ได้กับได้! (แต่ถ้าใครหน้าเหวี่ยงโดยธรรมชาติ แนะนำให้ฝึกยิ้มบ่อยๆ ค่ะ)
 
       แต่...จากที่ฟังเสียงน้องๆ เด็กฝึกงาน ก็มีบางคนเล่าว่า พี่ๆ ในบริษัทดูไม่เป็นมิตรกับเราเท่าไหร่ ชวนคุยเค้าก็ไม่คุยกับเรา เอาแต่บึ้งตึงใส่ จิกกัดบ้างก็มี อันนี้เราต้องมองดีๆ ก่อนว่าเราคิดไปเองรึเปล่า (อาจกำลังง่วนอยู่กับงานในมือ) แต่ถ้ามั่นใจว่าใช่แน่ๆ พี่เชื่อว่าเค้าไม่ได้ใจร้ายกันทั้งบริษัทค่ะ แนะนำให้ลองชวนพี่คนอื่นๆ คุยบ้างก็ได้

อ่านก่อนลงสนาม! “เด็กฝึกงาน” แบบไหนไม่ตกประเมิน แถมบริษัทปลื้มจนอยากจองตัว

 
5. มีสัมมาคารวะ + วุฒิภาวะทางอารมณ์
 
       คำหลักๆ เลยคือ สรรพนามแทนตัวเองว่า “ผม/หนู” คำลงท้าย “ครับ/ค่ะ” ส่วนสามคำยอดฮิต “สวัสดี” “ขอโทษ” “ขอบคุณ” พูดให้ติดปากเลย (พูดแบบจริงใจนะ ไม่ใช่ชักสีหน้า แล้วถ้าขอโทษบ่อยๆ เรื่องเดิมคงไม่ดีเท่าไหร่5555) จริงๆ สังคมทำงานส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ซีเรียสถึงกับคุยเล่นไม่ได้นะคะ ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้น ยิงมุกได้ แต่ให้อยู่ในขอบเขต อย่าล้ำเส้นเกินไป พยายามสังเกตธรรมชาติของแต่ละคนว่าควรชวนเข้าคุยเรื่องอะไร และยอมให้เราเข้าถึงในระดับไหน
 
       ตัวอย่างไม่ดีที่บริษัทเล่าให้ฟัง เช่น นาย A ขยัน ทำงานเก่งมาก แต่ชอบชักสีหน้าและพูดห้วนๆ นาย B ตอนโดนติหรือขัดใจอะไรสักอย่าง ก็เอาไปโพสต์ด่าลงโซเชียล หรือนาย C พูดจาแบบว่า “พี่มีหน้าที่ประเมินก็ประเมินไปเหอะ” มีอยู่จริงนะเธอ คนได้ยินถึงกับงงไปเลย!

อ่านก่อนลงสนาม! “เด็กฝึกงาน” แบบไหนไม่ตกประเมิน แถมบริษัทปลื้มจนอยากจองตัว

 
6. แต่งกายให้เกียรติสถานที่
 
       บางบริษัทที่มียูนิฟอร์มคงไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่ จัดไปตามแพทเทิร์นของเค้า แต่บางบริษัทให้แต่งฟรีสไตล์ได้ สิ่งที่ทุกคนควรเข้าใจตรงกัน คือ ควรให้เกียรติสถานที่และคนอื่น แต่งกายสะอาด เรียบร้อย เสริมว่าถ้าใครเช็กตัวเองเจอกลิ่นตัว กลิ่นปาก กลิ่นเท้า ฯลฯ อย่าลืมปรับปรุงด้วยน๊า ถ้าแก้ได้ไม่ใช่แค่เป็นผลดีในที่ทำงานค่ะ แต่มันจะติดตัวเราไปตลอด ถ้าไม่ชัวร์ก็ลองถามคนใกล้ตัวตรงๆ เลย
 
อ่านก่อนลงสนาม! “เด็กฝึกงาน” แบบไหนไม่ตกประเมิน แถมบริษัทปลื้มจนอยากจองตัว

 
7. มาถูกจังหวะ
 
       เหนือสิ่งอื่นใด ถ้าเกิดเราทำผลงานไว้ดีมาก มนุษยสัมพันธ์ดี นำเสนอเก่ง แต่บริษัทแค่พูดเปรยๆ ไว้ ไม่ชวนมาแบบจริงจังสักที ก็เป็นไปได้ว่าตอนนั้นตำแหน่งที่เหมาะสมกับเรายังไม่ได้ขาดคนค่ะ! อย่าเพิ่งนอยด์นะคะ ><
 
อ่านก่อนลงสนาม! “เด็กฝึกงาน” แบบไหนไม่ตกประเมิน แถมบริษัทปลื้มจนอยากจองตัว
 
       ทั้งหมดนี้เป็นแค่ตัวอย่างทริคที่จะช่วยให้บริษัทไม่ผิดหวังที่รับเราเข้ามาทำงาน แถมยังอยากคว้าตัวมาบรรจุด้วย ถ้าชาว Dek-D หรือพี่ๆ ในบริษัทคนไหนอยากมาแชร์ประสบการณ์เด็กฝึกงานยอดเยี่ยมหรือยอดแย่ อย่าลืมมาเล่าสู่กันฟังนะคะ ^^ 
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=kookkai

พี่กุ๊กไก่ - ผู้เขียน

มนุษย์เบ้าหน้าจีน หวีดนักร้องไทย คลั่งไคล้ซีรี่ส์เกาหลี คลุกคลีกับอาหารญี่ปุ่น

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#ฝึกงาน #เด็กฝึกงาน #ประสบการณ์ทำงาน

บทความที่นิยมอ่านต่อ

    • ความเห็นนี้ถูกลบ :(

      ถูกลบโดยทีมงาน เนื่องจากถูกลบโดยทีมงาน

      ถูกลบเนื่องจาก:
      ถูกลบโดยทีมงาน เนื่องจากถูกลบโดยทีมงาน
      nick
      Guest IP
      #1
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      บริษัทนำเข้าส่งออก และกระจายสินค้า ประเภทอาหรและเครื่องดื่ม

      รับนักศึกษาฝึกงาน จำนวน 5-6 อัตรา

      บริษัท Sal Corporation Co., Ltd. จ้า

      - มีความรับผิดชอบ และ ตั้งใจทำงาน

      - มีความขยัน อดทน สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดีเยี่ยม

      - มีความคิดสร้างสรรค์ สนใจเกี่ยวกับสินค้าประเภท food & beverages

      - หน้าที่ความรับผิดชอบ จะมีส่วนในการช่วยทำ marketing , logistic , sourcingและอื่นๆ

      สนใจส่ง resume ของน้องๆมาที่ chaiviwat.salcorp@gmail.com ได้เลยจ้า

      ตอบกลับ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป