/>

กลเม็ดเอาตัวรอดในยุคช็อปออนไลน์ ผู้ซื้อปลอดภัย & ร้านค้าใหม่มีเกิด! []

วิว
         สวัสดีค่ะชาว Dek-D ระยะหลังมานี้วิถีการช็อปสะดวกสบายชนิดที่ว่าแค่มีสมุดบัญชี (พร้อมเงิน) + สมาร์ทโฟน + อินเทอร์เน็ต ก็ได้ของต้องการแล้ว ส่วนคนขายก็ได้พื้นที่ตั้งร้านในโลกเสมือนขนาดใหญ่ที่มีคนเห็นเยอะมากก ฟังดูดีใช่มั้ยคะ? แต่อย่าลืมว่าการที่ทั้ง 2 ฝ่ายไม่ได้เจอตัวกันจริงๆ ย่อมมีช่องโหว่ที่ทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียเปรียบได้เสมอ วันนี้ Dek-D จึงขอร่วมกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (ETDA) ไกด์วิธีเอาตัวรอดให้น้องๆ ทั้งในมุม "ผู้ขาย" ว่าเราต้องให้ความสำคัญกับอะไรบ้าง เพื่อให้ปลอดภัยและเพิ่มอัตราความปังของร้าน และในทางกลับกัน "ผู้ซื้อ" ต้องคำนึงถึงอะไรบ้างก่อนกดโอนเงิน!

 C h e c k p o i n t 
 
 

กลเม็ดเอาตัวรอดในยุคช็อปออนไลน์ ผู้ซื้อปลอดภัย & ร้านค้าใหม่มีเกิด!
 
         ตลอดปี 2560 ที่เราและคนรอบตัวช็อปออนไลน์กันเพลินๆ เชื่อมั้ยคะว่ามูลค่าของการซื้อขายสินค้า/บริการทางอินเทอร์เน็ต (e-Commerce) ปีนี้พุ่งสูงเรื่อยๆ จนแตะ 2.8 ล้านล้านบาทแล้ว โดยกลุ่มที่เร่งทำยอดให้เติบโตถึง 28% คือกลุ่มธุรกิจที่ขายของให้ลูกค้าทั้งปลีกและส่ง หรือที่มีชื่อเรียกเก๋ๆ ว่า “Business-to-Customer” (B2C) ซึ่งรวมถึงกลุ่มธุรกิจ SMEs ด้วยค่ะ ปกติเราก็จะช็อปจากร้านค้าออนไลน์กลุ่มนี้แหละ
 
         ทีนี้อยากรู้มั้ยว่าเทรนด์ธุรกิจอะไรกำลังเติบโตต่อเนื่อง? 
 
         1. #ทีมอาหาร ร้านขายอาหารแปรรูปและเครื่องดื่ม โตขึ้นไม่ต่ำกว่า 95% ต่อปี
         2. #ทีมแฟชั่น ร้านขายเสื้อผ้าและเครื่องประดับ โตขึ้นไม่ต่ำกว่า 90% ต่อปี แล้วยังมีกลุ่มธุรกิจที่เน้นขายส่งเป็นหลักด้วยนะคะ (ธุรกิจขายส่งจะมีชื่อเรียกว่าเป็นกลุ่ม “Business-to-Business” หรือ B2B นั่นเอง)
         3. #ทีมบิวตี้ ร้านขายเครื่องสำอาง อาหารเสริม น้ำหอม และอุปกรณ์เสริมความงาม โตขึ้นไม่ต่ำกว่า 85% ต่อปี

กลเม็ดเอาตัวรอดในยุคช็อปออนไลน์ ผู้ซื้อปลอดภัย & ร้านค้าใหม่มีเกิด!
 
ร้านเขารุ่ง...แล้วเราควรเริ่มจากจุดไหน?

 
1. สำรวจตัวเอง

         การเปิดร้านค้าออนไลน์ ไม่ใช่วางขายแล้วจบ แต่ผู้ขายต้องมีข้อมูลความรู้ในมือที่จะไปอธิบายตัวสินค้าให้น่าสนใจ รู้ว่าควรตั้งราคาเท่าไหร่ ต้องตอบคำถาม แนะนำ และดึงจุดเด่นไหนมาโน้มน้าวให้ตรงใจลูกค้ามากที่สุด (เหมือนเดาใจลูกค้าได้) แม้แต่เจ้าของร้านค้าออนไลน์ใหญ่ๆ ก็เสนอให้เริ่มจับจากสิ่งที่เราชอบ คุ้นเคย และรู้จักมันดีพอก่อนค่ะ ยิ่งถ้าน้องๆ เคยช็อปมาเยอะจะยิ่งได้แต้มต่อ เพราะรู้เรทราคา และรู้แหล่งที่ช่วยเราลดต้นทุนด้วย
 
         อีกหนึ่งตัวช่วยที่ดีมากๆ คือการสังเกตแนวโน้ม (Trends) ของผู้บริโภค เช่น ช่วง iPhone กำลังฮิต มีร้านขายเคสเกิดขึ้นเยอะมาก ช่วงเกาหลีฟีเวอร์ เกิดร้านค้าของสะสมแฟนคลับ เสื้อผ้าสไตล์เกาหลี เครื่องสำอางนำเข้า ฯลฯ ช่วงเทรนด์รักสุขภาพมาแรง เกิดร้านอาหารคลีน Delivery อุปกรณ์และเสื้อผ้าออกกำลังกาย และธุรกิจ Fitness เติบโตขึ้น เทรนด์มินิมัล ทำให้ร้านค้าหันมาขายของรูปลักษณ์และฟังก์ชันเรียบง่าย และตกแต่งร้านให้ดูสบายตาที่สุด หรือแม้แต่ กระแสซีรี่ส์วัยรุ่น “The End of the F***ingworld” หรือ กระแสนักร้องดังอย่าง “EXO” กับ “The Toys” ยังเป็นเหตุผลส่วนนึงที่ทำให้แฟชั่นเสื้อฮาวายฮิตจนใส่กันทั่วบ้านทั่วเมือง!

กลเม็ดเอาตัวรอดในยุคช็อปออนไลน์ ผู้ซื้อปลอดภัย & ร้านค้าใหม่มีเกิด!

 
2. สำรวจตลาด

         พอลิสต์สินค้าในใจไว้แล้ว ให้ลองแอบส่องว่าคู่แข่งเราเยอะและงัดยากแค่ไหน? ปัญหาหลักที่เจอแน่ๆ คือ ร้านค้าใหญ่ๆ จะรับของหรือสั่งทำทีละเยอะๆ ทำให้ได้ลดต้นทุน แถมมีฐานลูกค้าที่แน่นอยู่แล้วค่ะ เราต้องหาจุดเด่นที่จะดึงลูกค้ากลุ่มนั้นมาสนใจร้านของเราให้ได้ เช่น สินค้าเราหลากหลายกว่ามั้ย นำเข้าจากไหน หรือเป็นสินค้าที่ไม่ซ้ำใคร ฯลฯ
 
         Tips: 

         - วิธีการสำรวจความต้องการง่ายๆ เช่น สอบถามเพื่อน คนในครอบครัว ตั้งกระทู้ขอความเห็นจากชาวโซเชียล (เลือกแหล่งที่ใกล้เคียงกลุ่มเป้าหมายของเรา) หรือบางคนอาจเริ่มทดลองขายสินค้าหลายๆ อย่างเพื่อดูผลตอบรับว่าอันไหนรุ่งอันไหนรอด

 
         การตั้งชื่อร้านก็เป็นเรื่องสำคัญ คู่แข่งของเราอาจไม่เป็นที่รู้จักเพราะคนเซิร์ชหาไม่เจอ ดังนั้นเราจึงมีเทคนิคจากร้านค้าชื่อดังว่า เราควรตั้งสิ่งที่เราทำเป็นหลักไว้ก่อน แล้วค่อยใส่ความครีเอตลงไป เช่น “สมหมายขายกางเกง” ชื่อนี้คนเห็นแล้วรู้เลยว่าขายอะไร เดินผ่านแว่บเดียวก็จำได้แล้ว แถมยังเก๋จนคนรู้ว่าสินค้าร้านนี้รูปแบบกางเกงไม่เชยแน่นอน!
         ตอนนี้ขอให้น้องๆ ทดสินค้าไว้ในใจสัก 1 หมวดก่อน แล้วตามมาดูกันค่ะว่า ถ้าอยาก " เพิ่มโอกาส" ให้ขายปัง ต้องทำยังไงบ้าง!
กลเม็ดเอาตัวรอดในยุคช็อปออนไลน์ ผู้ซื้อปลอดภัย & ร้านค้าใหม่มีเกิด!

 ราคาขาย   -   ต้นทุน  กำไร 
 
         ถ้าอยู่ๆ เดินไปถามพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ว่าควรบวกกำไรเท่าไหร่? คำตอบที่ได้ต่างกันแน่นอนค่ะ เพราะมันไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว แต่ต้องดูความสมเหตุสมผลจากปัจจัยหลายๆ อย่าง เรามาดูกันค่ะว่าต้องคำนึงอะไรบ้าง?

         1. ยังไงก็ห้ามขาดทุน เขียนแจกแจงรายการต้นทุนทั้งหมดให้ครบ ทั้งราคาสินค้าที่รับมาขาย วัตถุดิบ วัสดุ อุปกรณ์เครื่องมือ ค่าแรงงาน ค่าโฆษณา ค่าเดินทาง ภาษี ฯลฯ รวมทั้งหมดหารเป็นจำนวนต่อหน่วย จากนั้นค่อยบวกกำไรต่อหน่วยที่ต้องการ

         2. ราคาเป็นมิตรกับกลุ่มเป้าหมาย คำนึงถึงกำลังซื้อของกลุ่มเป้าหมายหลักที่ตั้งไว้ (เช่น วัยทำงานอาจมีกำลังซื้อมากกว่าคนวัยเรียน) ในกรณีที่กลุ่มเป้าหมาย (Target Group) เรากว้างมากๆ อาจขายสินค้าหลายเกรดแล้วตั้งในราคาที่ต่างกันเพื่อเพิ่มทางเลือก และได้ลองตลาดไปในตัวด้วยว่าสินค้าไหนผลตอบรับดีบ้าง

         3. สังเกตคู่แข่ง แต่อย่าตัดราคา หากเรายังกะราคาไม่ถูก ให้ลองเปรียบเทียบราคากับร้านอื่นๆ ที่ขายสินค้าใกล้เคียงกัน โดยคำนึงเรื่องคุณภาพ  ระยะทางการจัดส่ง และการบริการว่าเรทราคาตอนนี้อยู่ประมาณไหน ถ้าเราอยากตั้งให้สูงกว่านั้น เรามีจุดเด่นอะไรที่ดึงดูดลูกค้าได้บ้าง?    

         เหตุผลที่หลายคนเตือนไม่ให้แข่งกันตัดราคา เพราะทั้งเราและคู่แข่งจะตายกันหมดเพราะเรทราคาโดนกด ลองนึกภาพว่าทั้งเราและคู่แข่งช่วยกันหั่นราคาจนถูกมากๆ ลูกค้าก็จะคาดหวังว่ามันจะเป็นเรทราคาแบบนั้นไปตลอด ถ้าเรากลับมาตั้งราคาปกติ เขาก็จะไปสรรหาร้านอื่นที่ราคาถูกพอๆ กับที่เราและคู่แข่งหั่นราคากันค่ะ ดังนั้นแทนที่จะตัดราคา เราหันมาลดต้นทุน, พัฒนาจุดเด่น หรือทำโปรโมชั่นเป็นช่วงๆ ดีกว่า (แต่ตอนคิดโปรก็ต้องหักลบดีๆ นะว่าขาดทุนมั้ย)

กลเม็ดเอาตัวรอดในยุคช็อปออนไลน์ ผู้ซื้อปลอดภัย & ร้านค้าใหม่มีเกิด!


กลเม็ดเอาตัวรอดในยุคช็อปออนไลน์ ผู้ซื้อปลอดภัย & ร้านค้าใหม่มีเกิด!


         หัวข้อนี้ขอไฮไลท์เน้นๆ เลยว่าห้ามพลาดด! เพราะเราไปเก็บทริคทำร้านให้โดดเด่นท่ามกลางคู่แข่งมาฝากเยอะมากค่ะ เราไปดูกันว่าร้านที่เราคิดไว้ สามารถหยิบเทคนิคไหนมาปรับใช้เพื่อเพิ่มความปังของร้านได้บ้าง (ร้านค้าเดียวใช้ได้หลายวิธีตามความเหมาะสมนะคะ)

1. ลั่นชัตเตอร์ยกระดับความแพง

         ใครคิดว่าเราจะถ่ายภาพสินค้าลงยังไงก็ได้ เพราะเข้าใจว่าลูกค้าสนแค่ราคาถูก ขอบอกว่าคิดผิด!! ลูกค้าหลายคนบอกเลยว่าเค้าอาจเลือกร้านที่สูงกว่าแต่ถ่ายรูปได้สวยงามและน่าเชื่อถือ บางคนก็บอกว่าเค้าจะสะดุดตากับภาพถ่ายสินค้าที่สวยงาม รู้แบบนี้แล้ว เราจะนำเสนอยังไงให้ดูโปรขึ้นดีล่ะ?
 
         ใช้ภาพถ่ายจากสินค้าจริง ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือว่าเรามีของในมือจริงๆ และให้คำแนะนำลูกค้าได้ดีกว่าเพราะสัมผัสมาเอง หากใครถ่ายภาพจากสินค้าจริงแล้ว อย่าลืมระบุลงในภาพหรือคำอธิบายด้วยนะคะว่าเป็น “ภาพถ่ายจากสินค้าจริง” หรือ “พ่อค้า/แม่ค้าถ่ายเองกับมือ” 

         ถ่ายภาพให้สวยแต่ไม่จกตา ใส่ใจความคมชัด ความละเอียด แสงและเงา แต่อย่าแต่งให้เวอร์เกินจริงนะคะ ไม่งั้นจะมีคนมารีวิวว่าของจริงไม่เห็นเหมือนในรูปเลย ถ้าได้แบบนี้รับรองเรตติ้งตก และไม่มีลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำแน่ๆ

         - ถ่ายภาพโทนสบายตาให้สินค้าเด่น เน้นถ่ายบนพื้นหลังฉากขาว อาจเป็นผ้า กำแพง หรือถ้าใครฝีมือด้านถ่ายแพ็กช็อต (Pack shot) ก็เยี่ยมไปเลยค่ะ 

         ใช้อุปกรณ์ประกอบฉาก (Props) เพิ่มความเก๋ นอกจากถ่ายแบบพื้นขาวสนิทแล้ว เรายังหยิบอุปกรณ์ประกอบฉากมาเพิ่มความเก๋ได้อีกเหมือนกัน แต่อย่าเยอะเกินจนบังรัศมีของสินค้า หรือหลายสิ่งจนงงสรุปเราขายอะไรกันแน่เอ่ย วันนี้พี่ก็เก็บตัวอย่างพร็อปส์ที่เหมาะกับสินค้าหมวดต่างๆ มาฝากไว้เป็นไอเดียให้น้องๆ ด้วยนะคะ

         ร้านเสื้อผ้า - ดอกไม้แห้ง หมวก ราวตากผ้า ไม้แขวนสีสวย หรือวางคู่สินค้าชิ้นอื่นในร้านที่เข้ากัน (ถือเป็นการไกด์วิธีแต่งตัว และช่วยเพิ่มโอกาสที่ลูกค้าจะซื้อมากกว่า 1 ชิ้น)
         ร้านเคสมือถือ - โทรศัพท์ของจริง หรือสิ่งของที่เกี่ยวกับลายเคส
         ร้านกระเป๋าผ้า - นิตยสาร รองเท้าผ้าใบ ที่แขวนกระเป๋า
         ร้านอาหารหรือขนม - จาน ช้อน เครื่องเคียง ฟิกเกอร์ตัวเล็กๆ เกาะขอบจาน
 
กลเม็ดเอาตัวรอดในยุคช็อปออนไลน์ ผู้ซื้อปลอดภัย & ร้านค้าใหม่มีเกิด!
Photo Credit: FAHFAHSHOP
 

2. เพิ่มความเรียลเหมือนลูกค้ามีสินค้าอยู่ตรงหน้า

         หนึ่งในจุดอ่อนสำคัญของการซื้อขายออนไลน์ คือ ลูกค้าไม่ได้สัมผัสสินค้าจริง ดังนั้นเราจึงต้องหาวิธีทำให้ลูกค้าเห็นของใกล้เคียงความจริงที่สุดเหมือนได้ไปเลือกเองหน้าร้าน อย่างเช่นวิธีต่อไปนี้ 

         1. ถ่ายแบบจากคนจริง ถ้าใครเปิดร้านขายสิ่งของที่จะมาอยู่บนตัวเรา เช่น เสื้อผ้า เครื่องประดับ เครื่องสำอาง ฯลฯ ทริคที่ทางกูรูบอกมาโดยตรงคือ “เวลาของใช้อยู่กับคน จะช่วยดึงดูดให้อยากซื้อมากขึ้น” ดังนั้นเราอาจถ่ายแบบตัวเอง ชวนเพื่อนมาถ่ายกันให้เข้ากับสไตล์เสื้อผ้า (ถ้ามีชื่อเสียงจะช่วยโปรโมตร้านค้าทางอ้อมด้วยนะ) หรือทุ่มงบจ้างนางแบบนายแบบมืออาชีพ แต่วิธีหลังจะมีค่าใช้จ่าย จึงอาจเหมาะกับร้านที่เปิดมาแล้วสักพักค่ะ

         2. โฟกัสจุดเด่นของสินค้า เราอาจถ่ายภาพหรือวิดีโอโดยขับเน้นจุดเด่นของสินค้าแบบชัดๆ เช่น ความพริ้วของเนื้อผ้า ความระยิบระยับของเพชรบนนาฬิกา ความมันวาวของลิปสติก ฯลฯ โดยเฉพาะถ้าใครขายเครื่องสำอางก็ควรปาด (Swatches) ให้ลูกค้าเห็นชัดๆ และใกล้เคียงความจริงที่สุด (ใครเคยเปิดเว็บรีวิวเครื่องสำอางแล้วสีไม่เหมือนกันสักเว็บยกมือขึ้น! 55555)

         3. ไลฟ์ผ่านโซเชียล ระยะหลังคนเริ่มใช้วิธีไลฟ์กันเยอะ ข้อดีคือเราสามารถนำเสนอสินค้านั้นได้ทุกองศา ผู้ขายอ่านคอมเมนต์แล้วตอบได้ทันที และยังกระตุ้นให้ลูกค้ารีบตัดสินใจซื้ออย่างรวดเร็ว เพราะมีอีกหลายสายตากำลังจับจ้องเหมือนกันนั่นเองค่ะ ถ้าใครสนใจวิธีนี้ ต้องประกาศเวลาไว้ก่อนเพื่อให้ลูกค้ามาดูไลฟ์ตามเวลานัดด้วยนะคะ

         4. ใช้คลิปทดลองสินค้าให้เห็น แสดงให้เห็นตัวสินค้า วิธีใช้งาน และประโยชน์จากการใช้สินค้านั้น ซึ่งบางทีก็ไม่ต้องเน้นขายตรงๆ ก็ได้ เช่น ถ้าเราขายยางรัดผมแบบเกลียวแบรนด์ดัง เราอาจทำคลิป How to ทำทรงผมน่ารักๆ 5 สไตล์สำหรับวัยเรียน โดยแต่ละทรงนั้น เราต้องหยิบยางรัดผมที่เราขายมาเป็นนางเอกของงานด้วยค่ะ แต่อย่าลืมบอกตอนท้ายคลิปด้วยนะคะว่าเป็นสินค้าตัวไหน เดี๋ยวคนตามหากันไม่เจอ

กลเม็ดเอาตัวรอดในยุคช็อปออนไลน์ ผู้ซื้อปลอดภัย & ร้านค้าใหม่มีเกิด!
 

3. วางขายหลายช่องทาง

         เราขอแนะนำให้ลงขายสินค้าบนแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือหลากหลายช่องทาง เพื่อเพิ่มฐานลูกค้า และลดความเสี่ยงหากบางช่องทางเลิกฮิตหรือปิดตัวลง ที่สำคัญยังเพิ่มฐานลูกค้าอย่างรวดเร็วด้วยการจ่ายค่าโฆษณาตามแอปฯ ต่างๆ ได้ด้วยนะคะ เรามาดูกันดีกว่าว่าช่องทางหลักๆ ในการขายของมีอะไรบ้าง!

         1. โซเชียลมีเดีย บอกเลยว่าช่องทางนี้ขาดไม่ได้ เพราะจากการสำรวจพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของคนในปี 2561 พบว่าคนไทยใช้เน็ตเฉลี่ย 10.5 ชั่วโมง/วัน และในคนไทย 100% มีผู้ที่ใช้เน็ตเพื่อเล่นโซเชียลมากถึง 93.64% เลยค่ะ ถือเป็นตัวเลขที่สูงมาก แต่ก่อนจะวางขายผ่านโซเชียลช่องทางใดก็ตาม ต้องศึกษาวิธีใช้งานและลูกเล่นที่จะเอื้อต่อการขายของ เช่น

         เฟซบุ๊ก (Facebook) แชร์รูปภาพ วิดีโอ หรือไลฟ์บนแอคเคานต์ส่วนตัว/เฟซบุ๊กแฟนเพจ, ซื้อขายในกรุ๊ปซื้อขายเฉพาะกลุ่ม หรือเฟซบุ๊กมาร์เก็ตเพลซ (Facebook Marketplace) ซึ่งเดี๋ยวนี้เฟซบุ๊กก็เจาะตลาด e-Commerce ด้วยระบบจ่ายเงินผ่านช่อง Facebook Messenger ที่อัปเกรดความน่าเชื่อถือขึ้นไปอีกขั้นค่ะ
         อินสตาแกรม (Instagram) ลงรูปภาพ วิดีโอ ไลฟ์สด IG Story ลงบนแอคเคานต์ส่วนตัว/ร้านค้า และคนนิยมค้นหาจาก Hashtag (#)
         ไลน์ (Line) สมัคร Line@ หรือแอคเคานต์ร้านค้าที่ช่วยให้สื่อสารกับลูกค้าโปรขึ้น และมีระบบ e-Coupon
         ทวิตเตอร์ (Twitter) เราสามารถลงขายผ่านแอคเคานต์ส่วนตัว/ร้านค้าได้ โดยแอปฯ นี้มีดีเรื่องความไว และเกาะกระแสง่ายๆ ด้วย Hashtag ด้วยเช่นกัน
 
กลเม็ดเอาตัวรอดในยุคช็อปออนไลน์ ผู้ซื้อปลอดภัย & ร้านค้าใหม่มีเกิด!

         2. แอปพลิเคชันซื้อขายออนไลน์ ก่อนเปิดร้านต้องศึกษาจุดเด่นจุดด้อยของแต่ละแอปฯ ซึ่งจะมีระบบซื้อขาย-ตั้งราคา ระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัย (Security) และวิธีส่งเสริมการขายที่ต่างกัน เช่น สิทธิพิเศษร้านค้า, คูปองลดราคา, แคมเปญลดราคาตามเทศกาลต่างๆ ตัวอย่างแอปฯ ฮิตๆ ของคนไทย เช่น Shopee, Lazada, Line Shop, Kaidee (ของมือสอง) ฯลฯ

         3. คอมมูนิตี้/เว็บบอร์ด ช่องทางนี้เหมาะกับสินค้าเฉพาะกลุ่ม เช่น การ์ตูน ของเล่น หนังสือ ฯลฯ และยังเหมาะกับคนที่อยากลองตลาดเพื่อดูว่ากลุ่มเป้าหมายจะสนใจสินค้าของเรารึเปล่า

         4. เว็บไซต์สำเร็จรูป/เว็บไซต์ส่วนตัว หากเป็นเว็บไซต์สำเร็จรูป เราจะใช้งานได้ฟรีแต่มีข้อจำกัดเรื่องระบบที่ต้องใช้แพลตฟอร์มของเขา (ซึ่งอาจไม่ตรงใจเราเป๊ะๆ) และอาจถูกหัก % จากยอดขายด้วย ส่วนเว็บไซต์ของตัวเอง อาจลำบากเรื่องการดูแล และมีค่าใช้จ่ายเยอะ เช่น ค่า Hosting รายเดือน, ค่า Domain Name, ค่าจ้างนักพัฒนาระบบ, ค่าบำรุงรักษา แต่ข้อดีคือเราจะปรับแต่ง Feature ได้ตามต้องการ เพิ่มลูกเล่นได้เต็มที่ เช่น ระบบสมาชิก ระบบสะสมแต้ม ระบบจ่ายเงิน ฯลฯ 

         5. หาโอกาสออกบูท ถึงการช็อปออนไลน์จะฮิตเวอออร์ขนาดไหน แต่ยังไงต้องมีคนที่ไม่กล้าซื้อทั้งที่ไม่เคยสัมผัสสินค้าจริงอยู่ดี วิธีที่ทำให้ลูกค้ารู้จักและเชื่อใจร้านเรามากขึ้นคือการไปออกบูทเพื่อให้คนได้มาเห็นและลองจับสินค้าจริงๆ หากเขาประทับใจสินค้าและบริการขึ้นมา เขาก็จะกล้าซื้อของเราทางออนไลน์มากขึ้น (ยกตัวอย่าง  “รองเท้า” ที่คนไม่กล้าสั่งออนไลน์เพราะกลัวเรื่องไซซ์ ถ้าได้มาลองของจริงก็จะรู้ไซซ์ที่ใช้สั่งออนไลน์ตอนซื้อคู่ต่อไปได้) และอีกข้อดีคือเราจะได้พูดคุยกับลูกค้าเพื่อเก็บความเห็นมาพัฒนาร้านของเราต่อไปด้วยนะ

         อย่างไรก็ตาม การออกบูทจะมีทั้งออกตามตลาดนัดทั่วไป เช่น ตลาดนัดกลางคืน ตลาดนัดมหาวิทยาลัย ฯลฯ หรือตลาดตามห้าง เช่น งานรวมร้านค้า IG, งานรวมร้านค้าแฮนด์เมด ฯลฯ โดยเรทราคาแบบหลังอาจแรงกว่า แต่ใช่ว่าเราจะเลือกตามงบอย่างเดียวนะคะ เราต้องวิเคราะห์ก่อนว่า สินค้าของเรา + กลุ่มเป้าหมาย + งานที่เราจะไปออกบูท มันสัมพันธ์กันมั้ย? แล้วเวลาขายก็อย่าลืมคำนวณไม่ให้ตัวเองเข้าเนื้อ (ต้นทุน + กำไร - ค่าที่ = กำไรสุทธิ) ด้วย การออกบูทจึงเหมือนการลงทุนที่ต้องวางแผน เราต้องเลือกกลุ่มเป้าหมายและอีเวนต์ให้ตรงสินค้า เพื่อให้ผลตอบรับที่คุ้มค่าที่สุด
 
          Tips: หากเปิดขายหลายช่องทาง ควรระบุไว้หน้าร้านให้ครบถ้วน เพื่อให้ผู้ซื้อตามไปซื้อตามความสะดวก เพราะอย่างบางแอปฯ จะมีจัดแคมเปญในโอกาสต่างๆ หรือมีสิทธิพิเศษดีๆ สำหรับผู้ซื้อ (โดยเฉพาะส่วนลดค่าจัดส่ง)  
กลเม็ดเอาตัวรอดในยุคช็อปออนไลน์ ผู้ซื้อปลอดภัย & ร้านค้าใหม่มีเกิด!

         หัวข้อนี้เราจะมาพูดถึงรายละเอียดที่ผู้เขียนต้องอธิบายตัวสินค้า ซึ่งต้องใส่ใจทั้งความครบถ้วนและการใช้ถ้อยคำ (Wording) ว่าเราจะตั้งชื่อยังไงให้คนหาเจอ? เขียนยังไงให้เหมือนนั่งในหัวใจลูกค้า และเขาได้รู้ข้อมูลสำคัญครบโดยใช้เวลาน้อยที่สุด? ทั้งหมดนี้จะส่งผลไปถึงความจริงใจและความน่าเชื่อถือของร้านด้วยนะคะ ในขณะเดียวกันก็จะแนะนำผู้ซื้อด้วยว่า เราควรพิมพ์ค้นยังไงให้เจอของที่อยากได้? และควรเช็กรายละเอียดอะไรให้ชัวร์ก่อนซื้อ?

1. ตั้งชื่อด้วยคีย์เวิร์ด 

         ชื่อสินค้าเป็นตัวชี้ชะตาตั้งแต่เริ่มเลยนะคะว่าคนจะมองเห็นของที่เราขายมั้ย ถ้าใครคิดชื่อสินค้าขึ้นมาใหม่แล้วตั้งแบบโดดๆ, ตั้งแบบกว้างมากๆ ไม่ระบุอะไรชัดเจน, หรือตั้งย่อๆ ง่ายๆ โอกาสที่คนจะเห็นก็มีแค่เดินหลงมาเจอค่ะ แต่ไม่ใช่พิมพ์คำค้นแล้วเจอ (ถ้าใครมีประสบการณ์ช็อปบ่อยๆ จะนึกภาพออกง่ายมาก) เดี๋ยวเราจะขอยกตัวอย่างการตั้งชื่อสินค้าบางหมวด เผื่อน้องๆ จะเอาไปปรับใช้กับร้านของตัวเอง ซึ่งฝั่งผู้ซื้อก็นำไปปรับใช้เพื่อให้ได้ของที่ต้องการได้ด้วยเช่นกันนะคะ
 
         เสื้อผ้า - ระบุประเภท(+เพศ) ชื่อแบรนด์ รุ่น เนื้อผ้า สี ลวดลาย ไซซ์ การใช้งาน
         รองเท้า - ระบุประเภท(+เพศ) ชื่อแบรนด์ สไตล์ วัสดุ สี รูปแบบส้น การใช้งาน 
         กระเป๋า - ระบุประเภท(+เพศ) ชื่อแบรนด์ วัสดุ สี การใช้งาน
         เครื่องสำอาง - ระบุประเภท ชื่อแบรนด์ รุ่น สี คุณสมบัติเด่น ล็อตผลิต
         อาหาร/ขนม - ระบุประเภท ชื่อแบรนด์ ประเทศนำเข้า กลิ่น/รส ล็อตผลิต
         เคสมือถือ - ระบุประเภท ชื่อแบรนด์ วัสดุ สี ลาย คุณสมบัติ
         หนังสือ - ระบุหมวดหมู่ ชื่อเรื่อง สำนักพิมพ์ ชื่อผู้แต่ง

กลเม็ดเอาตัวรอดในยุคช็อปออนไลน์ ผู้ซื้อปลอดภัย & ร้านค้าใหม่มีเกิด!
Photo Credit: Pixabay
 
2. ใส่คำอธิบายกระชับๆ แต่ไม่กั๊ก

         ใครคิดจะเปิดร้านค้าออนไลน์ แต่มาสายไม่พูดเยอะหรือขี้เกียจพิมพ์ เห็นทีต้องปรับตัวค่ะ เพราะคำอธิบายสินค้าส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อมากๆ นักช็อปหลายคนบอกว่า เค้าเลือกซื้อของผ่านช่องทางออนไลน์เพราะมันสะดวกรวดเร็ว เลยไม่อยากทักแชทเพื่อไปถามรายละเอียดสำคัญที่ร้านควรจะลงบอกไว้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แถมบางร้านตอบช้าอีก ทำเอาอารมณ์อยากซื้อลดลงไปเรื่อยๆ

         ว่าแต่อธิบายแบบไหนให้น่าอ่าน ครอบคลุม และไม่เวิ่นเว้อ?

         1. ควรบอกทุกสิ่งที่ลูกค้าจำเป็นต้องทราบ ซึ่งจะต่างกันในแต่ละหมวด หลักๆ จะเป็นข้อมูลที่ขยายจากคีย์เวิร์ดบนชื่อสินค้าที่แนะนำในข้อ 1. และลงลึกข้อมูลอื่นๆ ลงในเนื้อใน ซึ่งต้องดูว่าลูกค้าเราจำเป็นต้องรู้ข้อมูลอะไรเพิ่มบ้าง เช่น ประเทศนำเข้า, รายละเอียดไซซ์ (แนบ Size Chart ด้วย), ปริมาณ, จำนวนของในสต็อก, วัน-เดือน-ปีที่ผลิต/หมดอายุ, ราคาสินค้า, ค่าส่ง, วิธีใช้, วิธีดูแลรักษา, ข้อมูลสำหรับผู้แพ้ยา/สารในอาหาร, คำเตือน, เงื่อนไขการประกันสินค้า, ช่องทางการสอบถามหรือสั่งซื้อ ฯลฯ ก่อนจะลงสินค้า ลองทักไปหาคนรู้จักที่ซื้อสินค้านั้นบ่อยๆ ก็ได้นะคะว่าข้อมูลที่เราเขียน ถือว่าเพียงพอหรือยัง ต้องเตรียมคำตอบเผื่อเจอคำถามที่เราไม่คาดคิดอีกหรือไม่

         คำเตือน!! อย่าคิดจะไม่เขียนราคาเพราะห่วงร้านอื่นตัดราคาเรา (ถ้าเขาจะทำก็เนียนทัก inbox มาถามได้อยู่ดี ทำแค่นี้ไม่ช่วยหรอก) นอกจากจะดูไม่จริงใจแล้ว ลูกค้าอาจเลือกไปซื้อร้านอื่นแทน เพราะไม่อยากเสียเวลาถามนั่นเองค่ะ แถมตอนนี้มีกฎหมายออกมาจัดการร้านที่ไม่เขียนราคาและค่าส่งแล้วให้ผู้ซื้อทักไปถามเอง โทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาทด้วย ถ้าผู้ซื้อพบเจอ สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนกระทรวงพาณิชย์ (1569) พร้อมสินบนนำจับในราคา 25% ของค่าปรับหรือมูลค่าสุทธิของสินค้าที่ศาลมีคำสั่งยึด

         2. เขียนคำโปรโมตเบาๆ (ตามจริง) อาจจะเน้นความโดดเด่นเรื่องดีไซน์และการใช้งาน ถ้าใครรู้จริงเกี่ยวกับสินค้า จะได้เปรียบมากก เพราะรู้ว่ากลุ่มเป้าหมายเรากำลังมีปัญหาอะไรอยู่ แล้วสินค้าเราช่วยตอบสนองยังไงบ้าง

         3. เขียนกระชับ/เขียนเป็นข้อๆ ถ้าเขียนยาวเป็นพืดคงไม่น่าอ่านแน่ๆ แนะนำให้เขียนกระชับ (สั้น + ใจความครบ) อาจเขียนเป็นข้อๆ  (Bullets) ก็ได้ เว้นบรรทัดให้อ่านง่าย ถ้าใครกลัวห้วนหรือดูจืดอาจใส่ Emoji แบบพอดีๆ แต่อย่ารกเกินไปนะคะ

         4. ระบุค่าจัดส่งและช่องทางการสั่งซื้อ ปกติแล้วหากซื้อขายผ่านแอปฯ ระบบจะบังคับให้ใส่ค่าส่ง แต่ถ้าเป็นช่องทางอื่นๆ เช่น โซเชียลมีเดีย, เว็บไซต์, เว็บบอร์ด ฯลฯ เราต้องไม่ลืมระบุค่าส่งไว้ในรายละเอียดสินค้าแต่ละชิ้น หรือระบุที่ “ข้อมูลร้านค้า” (เช่น ใน Bio บนเฟซบุ๊กแฟนเพจ หรืออินสตาแกรม) และอย่างกรณีที่ผู้ขายเปิดร้านในอินสตาแกรม แต่จะไม่ตอบทาง Direct Message ก็ควรระบุว่าให้ติดต่อช่องทางไหน เช่น ให้สอบถามหรือสั่งซื้อทางไลน์เท่านั้น และระบุ LineID หรือลิงก์ให้แอดไลน์ไว้ด้วย (ถ้ามี @ ควรเขียนย้ำว่ามี @ นะคะ บางคนอาจไม่ทันสังเกตแล้วหากันไม่เจอ)
 
กลเม็ดเอาตัวรอดในยุคช็อปออนไลน์ ผู้ซื้อปลอดภัย & ร้านค้าใหม่มีเกิด!
ตัวอย่างจากร้าน 
สมหมายขายกางเกง

กลเม็ดเอาตัวรอดในยุคช็อปออนไลน์ ผู้ซื้อปลอดภัย & ร้านค้าใหม่มีเกิด!
ตัวอย่างจากร้าน 
FAHFAHSHOP

         ส่วนมุมลูกค้าเองก็อย่าสแกนอ่านผ่านๆ แล้วตัดสินใจซื้อแบบความไวแสงนะคะ เพราะกรณีที่อ่านไม่ครบแล้วมาเจ็บใจทีหลังก็มีให้เห็นบ่อยๆ อย่างคนที่ประมูลของใช้มาในราคาถูก แต่ไม่อ่านขนาดที่เขาระบุไว้ พอของถึงเพิ่งรู้ว่าเป็นไซส์มินิเหมือนของเด็ก บางคนโวยร้านว่าเสื้อบางมาก ทั้งที่ผู้ขายเขียนไว้ชัดเจนว่าเป็นผ้าชีฟอง หรืออย่างเคสซื้อรองเท้าแล้วใส่ไม่ได้ ทั้งที่ผู้เขียนระบุว่า เท้าอวบ +1 ไซส์ ฯลฯ ในกรณีที่เขียนแล้วไม่อ่านเองแบบนี้เราเป็นฝ่ายผิดเต็มๆ นะคะ


กลเม็ดเอาตัวรอดในยุคช็อปออนไลน์ ผู้ซื้อปลอดภัย & ร้านค้าใหม่มีเกิด!

         นอกจากหน้าร้านจะต้องมีชื่อร้าน ชื่อสินค้า และคำอธิบาย ที่ช่วยพรีเซนต์ให้น่าสนใจแล้ว อีกเรื่องที่สำคัญมากกคือ “การสื่อสาร” ตั้งแต่ก่อนซื้อยันบริการหลังการขาย ซึ่งข้อมูลในพาร์ตนี้เก็บมาจากประสบการณ์ตรงของทั้งผู้ขายและผู้ซื้อเลยว่าต้องคุยยังไงให้การซื้อขายเสร็จสมบูรณ์โดยไม่มีเรื่องผิดใจกันค่ะ ถ้าใครกังวลเรื่องนี้ต้องรีบมาเก็บด่วนๆ

ฝั่งผู้ขาย 

         1. ตอบเร็ว ข้อนี้อารมณ์ตีเหล็กตอนร้อนเลยค่ะ ยิ่งปล่อยลูกค้ารอนาน อารมณ์อยากซื้อของลูกค้าจะยิ่งลดลง เผลอๆ เขาจะหันไปซื้อของจากร้านคู่แข่งแทน วิธีที่พอช่วยได้สำหรับน้องๆ ที่ติดเรียนคือ
 
         - เขียนคำอธิบายสินค้าให้ครบถ้วนชัดเจนตั้งแต่แรก เพื่อลดโอกาสที่ลูกค้าจะเข้ามาถามเพิ่มเติม หากใครขายของผ่านแอปฯ แล้วมีของในสต็อกแน่นอยู่แล้ว ควรระบุให้ลูกค้าทราบว่า พร้อมส่ง สามารถกดสั่งซื้อได้เลย (ไม่ต้องเช็กสต็อก) 

         ตั้งค่าระบบตั้งข้อความตอบกลับอัตโนมัติ เก็งสิ่งที่ลูกค้ามักถามเข้ามาบ่อยๆ หรือแจ้งว่า “แม่ค้าติดเรียน อาจตอบช้า สามารถพิมพ์คำถามทิ้งไว้เลย แล้วจะมาตอบกลับภายใน...ชั่วโมง”  หรือถ้าใครหยุดไปพักร้อน ก็ให้แจ้งช่วงเวลาที่หยุดและวันที่กลับมาเปิดรับออเดอร์ค่ะ อย่างน้อยๆ วิธีนี้จะช่วยให้ลูกค้ารู้ว่าผู้ขายจะกลับมาตอบประมาณช่วงไหน

         จ้างแอดมินเฝ้าร้านค้า อาจจ้างคนใกล้ตัวหรือคนนอกก็ได้ แต่ที่สำคัญคือต้องเทรนเรื่องข้อมูลและการตอบให้ดีนะคะ บางร้านเจ้าของดีมากแต่คนตอบแชทแย่ ก็พาลทำให้ร้านเรตติ้งพังได้เหมือนกัน แนะนำว่าเจ้าของร้านควรลงมาตรวจเช็กข้อความในแต่ละวันด้วยว่ามีอะไรที่ต้องปรับปรุงให้ดีขึ้น

กลเม็ดเอาตัวรอดในยุคช็อปออนไลน์ ผู้ซื้อปลอดภัย & ร้านค้าใหม่มีเกิด!

         2. ตอบตรง ถึงลูกค้าจะเยอะแค่ไหนก็ขอให้ตั้งสติ อ่านคำถามลูกค้าให้ดี แล้วตอบให้ตรงคำถาม อย่าเฉไฉเพื่อปิดบังข้อมูลบางอย่าง ที่สำคัญมีเทคนิคจากร้านค้าชื่อดังว่า “ควรตอบให้บทสนทนาจบเร็วที่สุด” ความหมายคือ ให้ตอบคำถามของลูกค้า และอธิบายเพิ่มเติมให้กระจ่างในประเด็นนั้นไปเลย ไม่ใช่ถามคำตอบคำ นอกจากลูกค้าได้รู้รายละเอียดประกอบการตัดสินใจซื้อแล้ว ยังแสดงให้เห็นความใส่ใจของร้านค้าด้วยนะคะ สังเกตว่าร้านไหนพูดจาดีๆ จะมีคนรีวิวชมตลอดว่าพ่อค้าแม่ค้าร้านนี้น่ารักนะ 

         (ตัวอย่างสถานการณ์)

         ลูกค้า: "เสื้อตัวนี้เป็นงานจากจีนหรือญี่ปุ่นคะ?" (แนบรูป)
 
         แอดมิน1: "ร้านของเรารับสินค้ามาจากจีน เกาหลี และญี่ปุ่นค่ะ"  X ตอบไม่ตรงคำถาม ตั้งใจปกปิดข้อมูล
         แอดมิน2: "ตัวนี้นำเข้าจากจีนค่ะ แต่เป็นสินค้าเกรด A ไม่ใช่งานโหล แม่ค้าเช็กคุณภาพมาเรียบร้อยแล้วค่ะ ^__^" OK ตอบตรงคำถาม และอธิบายตามจริงเพื่อลดความกังวลของลูกค้า
 
         ลูกค้า: "กางเกงตัวนี้ไซซ์ใหญ่สุดเท่าไหร่ครับ?" (แนบรูป)
 
         แอดมิน1: "ลูกค้าเอวและสะโพกเท่าไหร่ครับ เดี๋ยวผมจะเช็กของให้"  X ตอบไม่ตรงคำถาม
         แอดมิน2: "ตัวนี้ไซซ์ใหญ่สุดคือเอว XXL ครับ ขนาดเอว...สะโพก...และความยาว… ตอนนี้ไซซ์ใหญ่สุดเหลือตัวสุดท้ายแล้วนะครับ" OK ตอบคำถามเสร็จแล้วอธิบายเพิ่มเติม
 

         3. ตอบดี ตอบดีในที่นี้คือ พูดคุยออกมาจาก Service-mind เราอาจไม่ต้องคุยภาษาทางการขนาดนั้น แต่อย่างน้อยต้องสุภาพ อย่าล้ำเส้น ไม่เหวี่ยงไม่วีน โกรธใครมาอย่ามาลงกับลูกค้า พยายามใส่ความอ่อนน้อมลงในคำพูดตามความเหมาะสม เพื่อไม่ให้คนตีความว่าเราตอบห้วน (แนะนำว่าก่อนกดส่งให้อ่านทวนทุกครั้ง ถ้าใครแก้นิสัยพิมพ์ห้วนไม่ได้จริงๆ Emoji จะช่วยให้ทุกอย่างซอฟต์ลงค่ะ 5555)

         (ตัวอย่างสถานการณ์)

         ลูกค้า: "สอบถามหน่อยค่ะ กางเกงแบบนี้ไซซ์ M ยังเหลืออยู่มั้ยคะ?" (แนบรูป)
 
         แอดมิน1: “หมดค่ะ”  X ตัดจบ ไม่ง้อ ไม่ได้ต่อยอดใดๆ
         แอดมิน2: “ตัวนี้ของหมดค่ะ แต่มีอีกแบบที่คล้ายๆ กัน ลูกค้าสนใจมั้ยคะ ^^” (ส่งรูป) OK แสดงถึงความใส่ใจ + ไม่ตัดจบทันที แต่โน้มน้าวให้ซื้อสินค้าอื่นในร้าน
         แอดมิน3: “ตัวนี้ของหมดจ้า แต่จะเข้าอีกทีกลางเดือนหน้าเลย ลูกค้าสามารถแวะเข้ามาชมใหม่ได้นะคะ”  OK แสดงถึงความใส่ใจ และบอกระยะเวลาที่สินค้าจะเข้าล็อตหน้าเพื่อให้ลูกค้ารออย่างมีจุดหมาย
         แอดมิน4: “ขออภัยค่า ไซซ์นี้เหลือแต่ S, L ค่ะ ถ้ามีเข้ามาอีกเค้าจะรีบอัปเดตหน้าร้านให้นะตัวเอง”  OK ใช้ภาษากันเอง แต่ไม่ล้ำเส้น แสดงถึงความใสใจ (สรรพนามต้องดูความเหมาะสมของร้านค้าด้วยนะคะ)
 
กลเม็ดเอาตัวรอดในยุคช็อปออนไลน์ ผู้ซื้อปลอดภัย & ร้านค้าใหม่มีเกิด!

         4. ใช้ภาษาน่าเชื่อถือ อย่าเพิ่งเถียงว่าเปิดร้านออนไลน์ไม่ใช่เปิดคอร์สสอนภาษานะคะ เชื่อมั้ยว่าการใช้ภาษาให้เป๊ะช่วยยกระดับความมืออาชีพและบ่งบอกถึงเกรดร้านค้าได้เลย (ทุกวันนี้เราจะเจอหลายร้านมากๆ ที่ใช้ภาษาไทยผิดจนคนอ่านขัดใจถึงขั้นตั้งกระทู้ก็มี) นอกจากนั้นแล้ว เราควรฝึกประโยคเบสิกที่ใช้ในการคุยกับลูกค้าชาวต่างชาติด้วย เพราะจะได้เปรียบกว่าร้านที่ไม่ยอมพูดคุยกับลูกค้ากลุ่มนี้เลย
 
         Tips: 

         
ตัวอย่างคำศัพท์ที่มักเจอในร้านค้า

         ไซซ์ (Size) คนมักเขียนผิดเป็น ไซร้, ไซร์, ไซล์, ไซน์, ไซต์ (อาจอะลุ่มอล่วยเป็นคำว่า “ไซส์” ได้ แม้ผิดหลักราชบัณฑิต แต่คนไทยก็ชินกับการเขียนแบบนี้)
         ไลน์ (Line) คนมักเขียนผิดเป็น ลาย, ไลค์, ไลท์
         อินบ็อกซ์ (Inbox/IB) คนมักเขียนผิดเป็น อินบล็อก 
         คะ/ค่ะ/ค่า/จ้า คนมักเขียนผิดเป็น นะค่ะ, น่ะค่า, ใช่ไหมค่ะ, ยินดีคะ, คร๊า, น่ะจ้า, จร๊า ฯลฯ  

         ตัวอย่างคำย่อที่มักเจอในการซื้อขายออนไลน์

         F = จอง ย่อมาจาก Confirm แต่ยังไม่ได้ตกลงว่าจะซื้อ
         CF = คอนเฟิร์ม (Confirm) และจะมีคำที่เหมือนกดบัตรคิว คือ CF1, CF2,... ไปเรื่อยๆ ถ้าคนแรกไม่โอนหรือยกเลิก ก็จะถึงคิวคนต่อไป
         CC = ยกเลิก (Cancel) เป็นคำที่ลูกค้าจองแล้วขอยกเลิกการซื้อขาย ซึ่งเสี่ยงติด Blacklist 
         CF no CC = คอนเฟิร์มแล้วห้ามยกเลิก <<< คำนี้ผู้ขายจะเป็นคนระบุไว้

         5. ค้าขายจริงใจ ใครๆ ก็จำ สิ่งที่ยากพอๆ กับการสร้างฐานลูกค้า คือการรักษาลูกค้าไว้ให้มาอุดหนุนเราในครั้งต่อไป สิ่งที่เราต้องทำให้ดีที่สุดคือ ใส่ใจเรื่องบริการหลังการขายด้วย หากมีลูกค้าร้องเรียนหรือสอบถามเกี่ยวกับสินค้า เราควรให้ความช่วยเหลือในฐานะผู้ขายของชิ้นนั้นอย่างเต็มที่

ฝั่งผู้ซื้อ
 
         มาต่อกันที่ฝั่งผู้ซื้อกันบ้าง จริงอยู่ที่เราเป็นผู้อุดหนุนร้านค้า แต่ยังไงก็ต้องเกรงใจและให้เกียรติผู้ขายด้วยเหมือนกันค่ะ เรามาดูกันว่าถ้าอยากเป็นลูกค้าที่น่ารัก ควรมีวิธีสื่อสารกับผู้ขายยังไงบ้าง? 

         1. ไม่สั่งเล่นๆ การสั่งแล้วเงียบหายไม่ได้ผิดกฎอะไร แต่ถือเป็นมารยาทพื้นฐาน เราควรตัดสินใจให้แน่นอนก่อนสั่งซื้อทุกครั้ง ไม่งั้นผู้ขายอาจเสียสิทธิ์ที่จะขายให้ลูกค้าท่านอื่นๆ ไป หรือถ้าจำเป็นจริงๆ ก็บอกเหตุผลกับผู้ขายให้เร็วที่สุด ดีกว่าต้องมาเสี่ยงติด Blacklist หรือโดนประจาน เพราะบางร้านเค้าไม่ปล่อยเรื่องเงียบไปง่ายๆ นะคะ

         2. อ่านก่อนถาม ปัญหายอดฮิตที่แม้แต่คนทั่วไปยังเห็นแล้วรำคาญ คือ ลงรายละเอียดไว้ชัดๆ บางครั้งราคาตัวใหญ่ๆ แปะบนภาพด้วยซ้ำ ลูกค้ายังทักมาถามอีก! จริงๆ ไม่ใช่แค่ผู้ขายหัวเสียหรอก แต่ลูกค้าเองจะเสียเวลาไปกับการรอคอยคำตอบที่มีรายละเอียดพร้อมอยู่แล้ว

         3. พูดจาสุภาพ ถึงแม้จะเจอผู้ขายที่ตอบช้า เราอาจถามย้ำความถี่พอประมาณก็ได้ แต่อย่าเพิ่งพ่นคำด่าหยาบคาย หรือฟลัดข้อความใส่ (=การพิมพ์ข้อความใส่รัวๆ) หรือหากสินค้ามีปัญหา ลองค่อยพูดค่อยจาเพื่อหาแนวทางแก้ไขร่วมกันให้แฟร์ทั้ง 2 ฝ่าย ดีกว่าเกรี้ยวกราดด้วยอารมณ์จนเรื่องโตขึ้นและใช้เวลาเคลียร์นาน หรือหากการพูดคุยไม่ลงตัว ขอให้พึ่งพาหน่วยงานที่รับผิดชอบดีกว่าวางมวยกันค่ะ

         4. ขอรหัสพัสดุทุกครั้ง ถ้าไม่ได้ซื้อผ่านแอปฯ ที่บังคับให้ผู้ขายต้องใส่รหัสพัสดุ เมื่อถึงเวลาที่ระบุไว้แล้วผู้ขายหายเงียบ ไม่แจ้งเลข เราต้องทักไปอัปเดตว่าตอนนี้อยู่ขั้นตอนไหนแล้ว ตกหล่นรึเปล่า หรือโดนชิ่งไปแล้ว
 
กลเม็ดเอาตัวรอดในยุคช็อปออนไลน์ ผู้ซื้อปลอดภัย & ร้านค้าใหม่มีเกิด!

         อย่างที่เกริ่นตั้งแต่แรกว่าการซื้อขายออนไลน์สะดวกมาก แต่เนื่องจากไม่ใช่การซื้อขายต่อหน้า โอกาสโดนโกงหรือโดนเล่นตุกติกจึงง่ายกว่าเดิมเยอะ ดังนั้นเราต้องศึกษาก่อนค่ะว่าทั้งฝั่งผู้ซื้อและผู้ขายควรดูแลตัวเองแบบไหนให้ทุกอย่างจบสวย 

ฝั่งผู้ขาย ทำตัวให้น่าเชื่อถือ + เช็กให้ชัดค่อยจัดส่ง

         1. ทำตัวให้น่าเชื่อก่อน ตั้งแต่การลงรายละเอียดร้านค้า การให้ข้อมูลสินค้าครบถ้วนและตรงตามจริง การตรวจสอบสภาพสินค้าก่อนส่ง การรายงานความคืบหน้าขั้นตอนจัดส่งสินค้า และให้ความสำคัญกับการรีวิวโดยผู้ใช้จริง ซึ่งลูกค้าจะให้เรตติ้งและรีวิวยังไงก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพสินค้า ความรวดเร็วในการจัดส่ง การบริการของร้านค้า

         Tips: ร้านค้าเปิดควรหาวิธีให้ลูกค้ารีวิว เช่น จัดโปรโมชั่นถ่ายรูปรีวิวเพื่อแลกส่วนลดในครั้งถัดไป หรือในกรณีที่ลูกค้าพูดชมสินค้าผ่าน Inbox เราก็ต้องขออนุญาตเขาก่อนมาโพสต์ลงสาธารณะนะคะ

กลเม็ดเอาตัวรอดในยุคช็อปออนไลน์ ผู้ซื้อปลอดภัย & ร้านค้าใหม่มีเกิด!

         2. ระบบเก็บเงินปลายทาง = ดาบสองคม ข้อดีของวิธีนี้คือช่วยเพิ่มโอกาสในการขาย เพราะลูกค้าบางคนไม่กล้าโอนเงินก่อนเห็นของ แต่จะโอเคกับการเลือกปฏิเสธรับได้ถ้าผู้เขียนบรรยายไม่ตรงตามจริง เช่น ความจุแบตเตอรี่ผิด เสื้อผ้าผิดไซซ์ รองเท้าแบรนด์ก็อป ฯลฯ แต่สิ่งที่ผู้ขายเสียเปรียบคือ มีโอกาสโดนลูกค้าปฏิเสธรับด้วยเหตุผลส่วนตัว เช่น สั่งแล้วเปลียนใจไม่เอา, ไปเจอร้านอื่นถูกกว่า ฯลฯ (หากของโดนตีกลับ เราจะเสียค่าส่งกับค่าแพ็ก แต่เอาของกลับมาขายต่อได้) และระบบนี้เก็บค่าธรรมเนียม 3% เช่น ค่าของรวมส่ง 100 บาท + ค่าธรรมเนียม 3 บาท = ต้องเก็บ 206 บาท เราต้องตกลงกันว่าเราหรือลูกค้าจ่ายส่วนนี้ค่ะ

         3. เงินมาแล้วค่อยส่งของ บางร้านเจอลูกค้าเก่าแล้วไว้ใจ หรือส่องดูแล้วโพรไฟล์ดี เลยจัดการส่งของให้ทั้งที่เขาไม่โอนเงินให้ ขอเตือนว่าอย่านะคะ คนที่ไว้ใจสุดท้ายร้ายที่สุดก็มีเยอะ เจ็บใจกันมาหลายรายแล้ว

         4. ตรวจสอบบัญชีทุกครั้งหลังลูกค้าแจ้งโอน ถึงแม้ว่าเงินมาของถึงไป แต่ก็มีเคส “สลิปปลอม” เกิดขึ้น เพื่อแอบอ้างว่าจ่ายแล้วนะจ๊ะ พอเรามาเช็กจริงๆ กลับไม่มีเงินเข้า ทางนั้นก็อ้างนู่นนี่ว่าให้คนอื่นจ่ายให้ ดังนั้นเราต้องตรวจสอบเงินในบัญชีให้เรียบร้อยก่อนค่อยจัดการส่งของให้ หรือบางครั้งอาจต้องโทรไปเช็กกับธนาคารโดยตรงเลยค่ะ

         5. ทำบัญชีแยกสำหรับซื้อขายออนไลน์โดยเฉพาะ เพื่อให้สะดวกต่อการคำนวณและบริหารจัดการรายรับ-รายจ่าย ไม่ต้องสับสนยอดเงินเข้า-ออกในบัญชีว่าเกี่ยวข้องกับร้านค้าหรือไม่

         Tips: หากกลัวสับสนเวลามีคนโอนเข้ามาเยอะๆ ในเวลาเดียวกัน แนะนำให้ผู้ขายแจ้งลูกค้าให้โอนค่าสินค้า + เศษสตางค์ ซึ่งเราอาจให้กดเลขทศนิยมตามใจก็ได้ เพราะโอกาสซ้ำน้อยอยู่แล้ว หรือเราจะจัดลำดับเองก็ได้ เช่น นาย A โอน 200.01 บาท, นาย B โอน 200.02 บาท . . . 

กลเม็ดเอาตัวรอดในยุคช็อปออนไลน์ ผู้ซื้อปลอดภัย & ร้านค้าใหม่มีเกิด!
Photo Credit: Pixabay
 

ฝั่งผู้ซื้อ เช็กความน่าเชื่อถือ + ควบคุมตัวเองก่อนเงินไหล

         1. ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของร้านค้า โดยการเช็กอัปเดตหน้าเว็บหรือเว็บเพจ เช็กคะแนนร้านค้า ย้อนอ่านการพูดคุยของผู้ขายกับผู้ซื้อท่านอื่นว่าเป็นเชิงบวกหรือลบ (สังเกตสำนวนดีๆ ระวังหน้าม้า!!!) และขอเตือนว่าก่อนโอนทุกครั้งควรตรวจสอบว่าชื่อร้านค้า เจ้าของร้าน และเจ้าของบัญชี ว่ามีติด Blacklist ในวงการช็อปออนไลน์หรือไม่ วิธีที่สะดวกสุดคือค้นหาใน Google และอีกเว็บที่แนะนำคือ http://blacklistseller.com ที่ใช้ตรวจสอบคนโกงจากเลขบัญชีได้ค่ะ 

         2. อย่าเพิ่งตาลุกวาวกับของถูก ให้เทียบราคาท้องตลาดก่อนซื้อ เพราะเสี่ยงโดนโกง ได้ของลอกเลียนแบบ หรือของคุณภาพต่ำ โดยเฉพาะเดี๋ยวนี้ยิ่งต้องระวังมากๆ เพราะถึงบางร้านจะเขียนว่าของแท้ 100% ก็มีลูกค้าจริงมารีวิวว่านี่เป็นของปลอม (แหม แต่ราคาถูกกว่าปกตินิดเดียวเองนะ กินนิ่มสุดๆ) 

กลเม็ดเอาตัวรอดในยุคช็อปออนไลน์ ผู้ซื้อปลอดภัย & ร้านค้าใหม่มีเกิด!

         3. อย่าหลงกลโปรโมชั่นจกตา ให้ระวังบางร้านค้าที่ตั้งราคาให้เวอร์เกินจริงไว้ก่อน แล้วทำทีว่าลดเยอะๆ ซึ่งเผลอๆ ราคาลดก็แพงกว่าร้านอื่นที่ขายของชิ้นเดียวกันก็ได้ หรือไม่ก็ขึ้นว่า 1 แถม 1 แต่จริงๆ ราคาของต่อชิ้นคูณสองรอไว้แล้ว วิธีสังเกตว่าลดชัวร์หรือมั่วนิ่ม อาจต้องไปเทียบกับร้านอื่นที่ขายของเหมือนกัน หรืออาจต้องใช้เวลาสังเกตว่าร้านนั้นจัดโปรเวอร์ๆ ทั้งร้าน และจัดทั้งปีทั้งชาติรึเปล่า

         ขอแถมด้วยเคสมิจฉาชีพว่า ช่วงหลังมานี้มีเพจชาวต่างชาติที่โปรยคำเชิญชวนให้ซื้อของเหมือนจับยัดโปรแกรมแปลมาให้ ประมาณว่าโรงงานใกล้ปิดตัว ต้องการระบายของ จึงจัด SALE กระหน่ำ 70-90% ห้ามหลงเชื่อนะคะ ถึงจำนวนเงินจะน้อยแค่ไหนก็ไม่ควรเสียไปกับอะไรแบบนี้

         4. ควรโอนเงินผ่านระบบของแอปฯ ในกรณีที่เราซื้อของผ่านแอปฯ แล้วมีระบบจ่ายเงินที่ปลอดภัยต่อทั้ง 2 ฝ่าย เราก็ควรโอนทางนั้น ถ้าผู้ขายเสนอให้เราโอนเงินเข้าบัญชีผู้ขายโดยตรงโดยไม่มีเหตุจำเป็น ให้สันนิษฐานไว้เลยว่าต้องมีเจตนาไม่ดี

         Tips:
         - เวลาแจ้งชื่อ-ที่อยู่-เบอร์โทรศัพท์แก่ผู้ขาย ควรเลี่ยงการส่งข้อมูลเป็นไฟล์รูปภาพ เพราะเสี่ยงผู้ขายคัดลอกผิด แต่ให้ใช้การส่ง Text ที่ Copy ได้แทน ทั้งนี้เราก็ต้องเช็กให้ละเอียดก่อนส่งนะคะ 
         - ข้อควรระวังคือ ห้ามพิมพ์ข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล ฯลฯ ลงช่องทางสาธารณะ หากต้องการแจ้งโอนกรุณาหลังไมค์ผู้ขาย ป้องกันมิจฉาชีพนำข้อมูลไปทำมิดีมิร้าย

กลเม็ดเอาตัวรอดในยุคช็อปออนไลน์ ผู้ซื้อปลอดภัย & ร้านค้าใหม่มีเกิด!
Photo Credit: Pixabay

         5. อย่าไว้ใจพัสดุเก็บเงินปลายทาง ตรวจสอบก่อนเซ็นรับและจ่ายเงินว่าสินค้าตรงกับคำอธิบายที่เจ้าของร้านให้ไว้รึเปล่า หรือเป็นสินค้าที่เราสั่งมาจริงๆ มั้ย เพราะระยะหลังมีข่าวเตือนเรื่องมิจฉาชีพอาศัยช่องโหว่ของระบบโดยการแพ็กของส่งสินค้าเก็บเงินปลายทาง เปลี่ยนชื่อร้านไปเรื่อยๆ ถ้าลูกค้าหลงกลก็เสร็จค่ะ (เตือนว่าถ้าใครไม่สะดวกรับพัสดุปลายทาง เช่น ไม่ค่อยอยู่บ้าน แถมไม่มีใครรับแทนด้วย ก็ไม่ควรเลือกจัดส่งด้วยวิธีนี้นะคะ)

         6. จำกัดวงเงินบัตรเครดิต ลักษณะบัตรเครดิตคือการรูดก่อนแล้วมาจ่ายทีหลัง เอาเงินในอนาคตมาใช้ (อารมณ์เหมือนเราใช้โทรศัพท์แล้วโดนเรียกเก็บบิลตามปริมาณการใช้ตอนหมดรอบนั่นแหละค่ะ) ดังนั้นถ้าไม่มีวินัยและควบคุมตัวเองไม่ได้ หนี้มาแน่นอน เราจึงแนะนำให้จำกัดวงเงินบัตรเครดิต ไม่ให้ใช้จ่ายเกินจำนวน….บาท เพื่อช่วยป้องกันการช็อปเพลินจนเงินรั่วไหลค่ะ
 


HOW TO สั่งแล้วไม่ได้ของ/ของชำรุด/ของพัง เราจะทำอะไรได้บ้าง!?!

         การช็อปออนไลน์ มีข้อดีทั้งสะดวกรวดเร็ว และประหยัดค่าใช้จ่ายไปเยอะ แต่ถ้าบังเอิญโดนโกงแบบไม่คาดคิดขึ้นมา เช่น ไม่ได้รับของ หรือของเกิดชำรุดเสียหาย เราในฐานะผู้ซื้อจะทำยังไงได้บ้าง?

         1. หากสินค้าเสียหาย ถ่ายรูปสินค้าทุกมุมเก็บไว้ + แจ้งให้ผู้ขาย พร้อมสอบถามว่าทางร้านจะรับผิดชอบยังไงบ้าง เชื่อว่าหลายคนน่าจะอารมณ์เดือดในขั้นตอนนี้ ขอให้ระงับอารมณ์แล้วพูดจาด้วยเหตุผลก่อนนะคะ เพราะบางกรณีก็ไม่ใช่ความตั้งใจของผู้ขายค่ะ

         - หากซื้อขายผ่านโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก, อินสตาแกรม, ไลน์ ฯลฯ ให้ติดต่อร้านค้าโดยตรง
         - หากซื้อขายผ่านเว็บไซต์ ในเว็บจะมีระบุขั้นตอนและเงื่อนไขการรับผิดชอบ เราสามารถติดต่อไปยัง Call Center ได้เลย

         2. หากมีปัญหาไม่สามารถเจรจากับผู้ขายได้ เช่น เงียบหายเข้ากลีบเมฆ, ปัดความรับผิดชอบ ฯลฯ เราสามารถร้องเรียนกับหน่วยงานต่างๆ ที่รับแจ้งเรื่อง เพื่อขอคำแนะนำในขั้นต่อไปค่ะ

         เอกสารที่ต้องรวบรวม: ใบสั่งซื้อสินค้า, ข้อมูลร้านค้า, หลักฐาน (ตัวสินค้าและภาพถ่าย), ข้อความสนทนาระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย, หลักฐานการโอนเงิน แล้วส่งไปยังหน่วยงานที่รับเรื่องร้องเรียน***

กลเม็ดเอาตัวรอดในยุคช็อปออนไลน์ ผู้ซื้อปลอดภัย & ร้านค้าใหม่มีเกิด!
Photo Credit: Pixabay
 
หน่วยงานที่รับเรื่องร้องเรียน
 
         1. ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาออนไลน์ 1212 OCC 
         ETDA กระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม
         กลเม็ดเอาตัวรอดในยุคช็อปออนไลน์ ผู้ซื้อปลอดภัย & ร้านค้าใหม่มีเกิด! 1212  กลเม็ดเอาตัวรอดในยุคช็อปออนไลน์ ผู้ซื้อปลอดภัย & ร้านค้าใหม่มีเกิด! 1212@mdes.go.th

         สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) หรือ เอ็ตด้า (ETDA) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีหน้าที่ให้คำแนะนำและให้คำปรึกษาปัญหาที่เกิดจากการขายของออนไลน์ เป็นศูนย์กลางประสานความร่วมมือในการรับ-ส่ง การแจ้งเบาะแส หรือเรื่องร้องเรียนออนไลน์ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การกระทำผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ การกระทำผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ปัญหาจากการซื้อขายออนไลน์ ภัยคุกคามไซเบอร์ ฯลฯ
 
         *** ETDA รับเรื่องร้องเรียนและให้คำปรึกษาทั้งทางฝั่งผู้ซื้อและผู้ขายเลยนะคะ  

         2. อย. กระทรวงสาธารณสุข 
         กลเม็ดเอาตัวรอดในยุคช็อปออนไลน์ ผู้ซื้อปลอดภัย & ร้านค้าใหม่มีเกิด! 1556  กลเม็ดเอาตัวรอดในยุคช็อปออนไลน์ ผู้ซื้อปลอดภัย & ร้านค้าใหม่มีเกิด! complain@fda.moph.go.th

         3. สคบ. สำนักนายกรัฐมนตรี
         กลเม็ดเอาตัวรอดในยุคช็อปออนไลน์ ผู้ซื้อปลอดภัย & ร้านค้าใหม่มีเกิด! 1166  กลเม็ดเอาตัวรอดในยุคช็อปออนไลน์ ผู้ซื้อปลอดภัย & ร้านค้าใหม่มีเกิด! consumer@ocpb.go.th

         4. กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์
         กลเม็ดเอาตัวรอดในยุคช็อปออนไลน์ ผู้ซื้อปลอดภัย & ร้านค้าใหม่มีเกิด! สายด่วน 1569  กลเม็ดเอาตัวรอดในยุคช็อปออนไลน์ ผู้ซื้อปลอดภัย & ร้านค้าใหม่มีเกิด! 1569@dit.go.th

         5. มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
         กลเม็ดเอาตัวรอดในยุคช็อปออนไลน์ ผู้ซื้อปลอดภัย & ร้านค้าใหม่มีเกิด! 02-2483734-7  กลเม็ดเอาตัวรอดในยุคช็อปออนไลน์ ผู้ซื้อปลอดภัย & ร้านค้าใหม่มีเกิด! complain@consumerthai.org
 

กลเม็ดเอาตัวรอดในยุคช็อปออนไลน์ ผู้ซื้อปลอดภัย & ร้านค้าใหม่มีเกิด!

         ปัจจุบันมีบริการจัดส่งพัสดุเยอะมากกก แน่นอนถ้าใครเป็นขาช็อป ก็น่าจะเคยเจอลักษณะการส่งของจากหลายๆ ที่มาแล้ว ว่าแต่แบบไหนล่ะที่เหมาะกับร้านของเรามากที่สุด? และในทางกลับกัน ผู้ซื้อจะเลือกการจัดส่งแบบไหนให้เหมาะกับเรามากที่สุด?

         1. บริการขนส่งไปรษณีย์ การขนส่งสุดคลาสสิกในราคาประหยัด ราคาขึ้นอยู่กับน้ำหนักสินค้าและวิธีจัดส่งที่มีหลายแบบ แนะนำ 2 แบบหลักๆ คือ “พัสดุลงทะเบียน” ใช้เวลาส่ง 1-5 วัน และ “พัสดุด่วน” (EMS) ของถึงภายใน 1-3 วัน สำหรับพ่อบุรุษไปรษณีย์จะมีกิตติศัพท์เลื่องลือเรื่องความชำนาญในพื้นที่ ซึ่งไม่ใช่จำได้แค่ทางทุกตรอกซอกซอย แต่บางรายถึงขั้นจำข้อมูลเราได้ละเอียดมาก เช่น ช่วงเวลาที่อยู่บ้าน รถยนต์ในบ้าน คนในบ้าน คนละแวกบ้าน หรือถ้าใครใช้บริการบ่อยๆ แม้คนส่งจะเขียนเลขที่บ้านผิด พี่เขาก็ตามมาส่งถูกนะคะ (ช่วงหลังเขาให้แจ้งเบอร์โทรผู้รับด้วยนะคะ อย่าลืม ไม่งั้นได้กลับมาขอกันวุ่น)

         Tips: หากต้องการส่งสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีขนาด A5 - F4 น้ำหนักรวมไม่เกิน 5 กิโลกรัม สามารถใส่ซองหรือใส่กล่องแล้วระบุว่า “สิ่งของตีพิมพ์” จะได้เรทราคาที่ถูกลง และเพิ่มบริการเป็นส่งลงทะเบียนได้ป้องกันของหาย (ไม่เกิน 2 กิโลกรัม) ส่วนตอนส่งห้ามปิดผนึก (ซอง - เย็บแม็กซ์ / กล่อง - มัดเชือก) เพราะเจ้าหน้าที่อาจเปิดเช็กว่าเป็นสื่อสิ่งพิมพ์จริงๆ หรือไม่ และขอเตือนว่าน้องๆ ที่ต้องการส่งสิ่งพิมพ์ว่า ควรห่อหุ้มวัสดุที่กันน้ำสักชั้น และยัดกระดาษหนังสือพิมพ์ให้กล่องมีพื้นที่ว่างน้อยที่สุดเพื่อลดโอกาสของเสียหายค่ะ

กลเม็ดเอาตัวรอดในยุคช็อปออนไลน์ ผู้ซื้อปลอดภัย & ร้านค้าใหม่มีเกิด!
Photo Credit: Pixabay

         2. บริการขนส่งเอกชน ทุกวันนี้มีให้เลือกหลากหลายมากๆ และมีจุดเด่นที่ความรวดเร็ว อย่าง “Kerry” ที่คนร่ำลือว่าของถึงมือไวในสภาพดี ราคาก็ไม่แรง ขึ้นอยู่กับน้ำหนักและขนาดพัสดุ แถมมีโทรแจ้งผู้รับล่วงหน้าว่าจะมีของไปส่ง (อาจเลื่อนให้ส่งวันอื่นหรือฝากผู้อื่นรับแทนได้ถ้าเราไม่ว่างพอดี) ซึ่งเขาอาจถามทางเรานิดหน่อย ในขณะที่ “DHL” และ “Alpha” จะใช้การส่งข้อความแจ้งผู้รับล่วงหน้าว่าพัสดุกำลังเดินทางมาถึง
 
         3. บริษัทรถทัวร์ เหมาะกับพัสดุขนาดใหญ่ เช่น เสื้อผ้าหรืออาหารล็อตใหญ่ๆ จักรยานยนต์ ฯลฯ เข้าถึงต่างจังหวัดได้สะดวกรวดเร็ว โดยเขาจะคำนวณราคาจากขนาด น้ำหนัก และระยะทาง แต่ต้องอาจต้องมารับที่สถานีขนส่ง ไม่ได้เสิร์ฟถึงบ้าน

         4. นัดสถานที่รับสินค้า บางร้านค้าเสนอวิธีนี้เพื่อให้ผู้ซื้อสบายใจที่ได้ตรวจสอบของโดยละเอียดก่อนจ่ายเงิน โดยเฉพาะของมูลค่าสูงๆ หรือผู้ซื้อบางคนอาจขอนัดรับเพื่อประหยัดค่าส่ง ในกรณีนัดรับ ผู้ขายควรให้ลูกค้าวางเงินมัดจำก่อนป้องกันโดนเบี้ยวนัด ส่วนใหญ่สถานที่นัดรับจะเป็นตามแนวสถานีรถไฟ ห้างสรรพสินค้า หรือจุดที่สังเกตง่ายๆ ถ้าอยู่ไกลก็พยายามนัดคนละครึ่งทาง แต่ขอร้องเลยว่าอย่านัดในช่วงเวลามืดค่ำและเป็นสถานที่ที่ไม่ค่อยมีคนพลุกพล่านนะคะ ไม่งั้นได้ตุ้มๆ ต่อมๆ กันทั้ง 2 ฝ่ายแน่ๆ
 
กลเม็ดเอาตัวรอดในยุคช็อปออนไลน์ ผู้ซื้อปลอดภัย & ร้านค้าใหม่มีเกิด!
Photo Credit: Pixabay
 

ทริคเล็กๆ เพิ่มความปลอดภัย + ลดต้นทุน
 
         1. ซื้อซองพัสดุ/กล่องไปรษณีย์เองประหยัดกว่า
 
         ถ้าออเดอร์เข้ามาเยอะ ต้องส่งบ่อย ส่งตลอดเวลา แนะนำให้ซื้อถุงหรือกล่องจากร้านค้าภายนอกมาแพ็กเองเพื่อลดต้นทุน โดยกล่องนั้นต้องไม่มีลวดลายและแข็งแรงมากพอ บางครั้งอาจนำกล่องที่เรามีในบ้านมาใช้ซ้ำ (Re-use) แต่ต้องห่อหุ้มด้วยกระดาษสีน้ำตาล และตรวจเช็กด้วยว่ามันยังคงสภาพดีอยู่มั้ย ถ้าแอบยับเยิน อารมณ์ขาดๆ หรือเป็นรูแล้วก็ไม่ควรเสี่ยงนะคะ ซื้อกล่องใหม่ให้ลูกค้าประทับใจดีกว่า

         2. เลือกกล่องให้พอดีกับของ รับรองประหยัด

         เราควรเลือกไซส์กล่องให้พอดีกับขนาดสิ่งของข้างใน เพื่อให้ประหยัดค่าส่งในกรณีใช้บริการขนส่งที่ยิ่งกินที่ยิ่งจ่ายแพง และอีกเหตุผลคือ หากมีช่องว่างน้อย ของจะขยับเขยื้อนน้อย ลดโอกาสเสี่ยงที่ของจะพังได้ด้วยค่ะ
 
กลเม็ดเอาตัวรอดในยุคช็อปออนไลน์ ผู้ซื้อปลอดภัย & ร้านค้าใหม่มีเกิด!
Photo Credit: Pixabay

         3. บับเบิ้ลกันกระแทก ไอเท็มวิเศษต้านพลังโยน

         ไม่ว่าจะเลือกใช้บริการขนส่งที่ไหนก็มีสิทธิ์ของชำรุดเสียหายได้ ดังนั้นไอเท็มวิเศษคือ “บับเบิ้ลกันแตก” ที่เราควรเอามาห่อหุ้มคุ้มครองของให้อยู่ดีมีสุข ถ้าชิ้นไหนค่อนข้างเปราะบาง แนะนำให้ห่อวนหลายๆ ชั้นเลยก็ได้ค่ะ เพราะน้ำหนักน้องบับเบิ้ลเบามาก แทบไม่กระทบค่าขนส่ง หากใครสังเกตรีวิวหลายร้านค้าจะรู้ว่าลูกค้ามักประทับใจกับผู้ส่งที่ห่อของมิดชิดแน่นหนา

         Tips: ตัวอย่างสินค้าที่ควรห่อน้องเยอะๆ เช่น เครื่องสำอาง, น้ำหอม, ของใช้เซรามิก อะครีลิก แก้ว, ของเล่น, ของสะสม, อาหาร ฯลฯ

         4. ขอความเมตตาด้วยเครื่องหมายหรือข้อความ “ระวังแตก” (FRAGILE)

         สารภาพว่าพี่เองไม่มั่นใจว่าข้อความนี้จะช่วยอะไรได้รึเปล่า แต่อย่างน้อยลองก็ไม่เสียหายค่ะ เราควรเขียนระบุหรือติดสติกเกอร์บนกล่องพัสดุให้พนักงานเห็นชัดเจน อาจทำให้เขาระมัดระวังในการส่งสินค้าเรามากขึ้นค่ะ 
ก่อนปิดบทความ
เช็กลิสต์กันว่าเราตกหล่นหัวข้อไหนไปมั้ย?
         แม้เราจะเห็นหลายร้านค้าที่ประสบความสำเร็จในโลกออนไลน์ จนเผลอๆ ถึงขั้นรุ่งในตลาดออฟไลน์ด้วย แต่บอกตรงๆ ว่ากว่าจะถึงจุดนั้น เจ้าของธุรกิจต้องวางแผนอย่างรัดกุม ติดตามความเคลื่อนไหวและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด พี่หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ “ผู้ซื้อ” สามารถช็อปได้ปลอดภัยหายห่วง ส่วนน้องๆ ที่เตรียมเปิดร้านค้าออนไลน์ นำเทคนิคต่างๆ ไปปรับใช้ได้ และขอเชิญชวนให้คว้าโอกาสลองสักครั้ง ถึงพลาดเราก็ยังมีหน่วยงานคอยช่วยเหลืออยู่ข้างหลังเสมอ 
 
         สุดท้ายนี้ Dek-D ขอขอบคุณข้อมูลสถิติตัวเลขจากการสำรวจ e-Commerce ของประเทศไทย และ Internet User Profile ของ ETDA หากน้องๆ สนใจ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้เลยที่ ETDA.or.th รับรองมีประโยชน์ในยุคทองช็อปปิ้งออนไลน์นี้แน่นอนค่ะ :) 

กลเม็ดเอาตัวรอดในยุคช็อปออนไลน์ ผู้ซื้อปลอดภัย & ร้านค้าใหม่มีเกิด!กลเม็ดเอาตัวรอดในยุคช็อปออนไลน์ ผู้ซื้อปลอดภัย & ร้านค้าใหม่มีเกิด!
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=kookkai

พี่กุ๊กไก่ - ผู้เขียน

มนุษย์เบ้าหน้าจีน หวีดนักร้องไทย คลั่งไคล้ซีรี่ส์เกาหลี คลุกคลีกับอาหารญี่ปุ่น

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#เด็กกิจกรรม #ETDA #ซื้อขายออนไลน์ #ร้านค้าออนไลน์ #ผู้ซื้อ #ผู้ขาย #ช็อป #Shopping #ร้องเรียน

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป