/>

'ฮับ' เด็ก 13 กับไอเดีย "โปรแกรมช่วยผู้พิการทางหู" ที่เข้ารอบ 20 คนสุดท้ายในงาน Google []

วิว
 “แก๊งนางฟ้าบ้านนา” ผู้ปลุกเสน่ห์แดนชนบทด้วยแฟชั่นสไตล์ท้องถิ่น (คลิป 5 ล้านวิวการันตีความแซ่บ!)
 
        สวัสดีค่ะชาว  Dek-D  พบกับคอลัมน์ "เด็กพลังบวก" ที่จะพาน้องๆ ไปค้นหาแรงบันดาลใจจากวัยรุ่นเจ๋งๆ ที่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และทำกิจกรรมเพื่อตัวเองและสังคมกันค่ะ

        เมื่อไม่นานมานี้หลายคนน่าจะได้ยินข่าวที่เด็กไทยได้เข้ารอบ Finalist หรือ 20 คนสุดท้ายในงาน Google Sciene Fair ซึ่งงานนี้เปิดโอกาสให้เยาวชนอายุ 13-18 ปีจากทั่วโลก สามารถส่งไอเดียสิ่งประดิษฐ์ที่คิดว่าจะเปลี่ยนโลกได้ และหากได้เข้ารอบตัดสินแล้ว จะต้องไปบินไปเข้าร่วมงานแข่งขันที่สำนักงานใหญ่ Google ที่สหรัฐอเมริกา! บอกเลยว่าบรรยากาศในงานชวนประทับใจมากกก ไม่แน่ว่าบทสัมภาษณ์นี้จะช่วยจุดไฟให้น้องๆ อยากส่งไอเดียเข้าร่วมการประกวดในครั้งหน้าก็ได้นะคะ ^^


Photo Credit: Tatum Varith
 

แนะนำตัว
 
        "สวัสดีครับ 'ฮับ' เหมวิช  วาฤทธิ์  อายุ 13 ปี ตอนนี้เรียนอยู่ Year 9 (เทียบเท่า ม.2) โรงเรียนวารีเชียงใหม่อินเตอร์เนชันแนลครับ" (อ่านเนื้อหาโปรเจกต์ของน้องฮับที่นี่)


หัด Coding ตอนอายุ 12

        ก่อนอื่นขอถามความสนใจทางคอมพิวเตอร์ว่าเริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนไหน? "คุณพ่อช่วยซัพพอร์ตมาตั้งแต่เด็กๆ ครับ ผมเป็นคนขี้สงสัยอยู่แล้ว ชอบแกะๆ แงะๆ คอมพ์ฯ มาดู แล้วคุณพ่อก็ผมเรียนรู้ว่ามันมีอะไรอยู่ข้างในบ้าง ทำหน้าที่อะไร และเพราะอะไร พอโตมาผมก็ไปเลือก component มาประกอบคอมพ์และหัดดูสเปคครับ"

        "แต่ถ้าเป็น Coding ผมเพิ่งหัดตอนประมาณอายุ 12  ก่อนนั้น 9 ขวบก็มีต่อบล็อก ซึ่งเป็นโปรแกรมของ Lego สั่งงานให้ Lego เดินหน้าถอยหลัง (เรียนเอง) พอ 10 ขวบก็ต่อเครื่องช่วยผู้พิการทางสายตาครับ จริงๆ ตั้งใจทำเป็นโปรเจกต์ แต่โปรแกรมช่วยผู้พิการทางสายตาก็ pop-up ขึ้นมา"

 
จุดเริ่มต้น = กิจกรรมจิตอาสา
และการค้นพบหลักการโดยบังเอิญ

 
        เนื่องจากโปรเจกต์ที่น้องฮับส่งไปประกวดในงาน Google Science Fair คือโปรแกรมช่วยเหลือผู้พิการทางหู เราเลยขอถามจุดเริ่มต้นของไอเดียนี้ "จริงๆ มันเป็นการค้นพบโดยบังเอิญครับ มีวันนึงนั่งเล่นกีตาร์ไฟฟ้าอยู่ แล้วคุณแม่เปิดหนังเสียงดัง ผมไม่ได้ต่อตัวขยายเสียงเลยไม่ได้ยินอะไรเลย จนเอาคางไปแตะตัวกีตาร์ เสียงก็ดังขึ้นมา"

        "ผมค้นคว้าในเน็ตไป 3-4 วันและ discuss กับคุณหมอ พบว่ามันคือ 'หลักการนำเสียงผ่านกระดูก' (Bone Conduction) ปกติการได้ยินจะต้องผ่านแก้วหู > กระดูกค้อน ทั่ง โกลน > คลอเคลีย แต่กรณีนี้คือคลื่นเสียงจะสั่นสะเทือนผ่านกระดูกเข้าไปยังคลอเคลียโดยตรง หลักการนี้ 'Ludwig van Beethoven' เป็นผู้ค้นพบผ่านเปียโนครับ"

        "จากนั้นผมก็เกิดไอเดียว่าเราน่าจะเอาหลักการนี้ไปลองทำเครื่องช่วยฟังสำหรับผู้พิการทางการได้ยินนะ และ discuss ต่อก็ได้ข้อสรุปว่าควรทำออกมาแปะไว้กระดูกหลังหู เพราะไขมันน้อยกว่าทุกส่วน และมีกระดูกโปนออกมาเยอะกว่า ทำให้นำเสียงได้ดีกว่าครับ คุณพ่อเลยไปซื้อของมาประกอบเครื่องช่วยฟัง บางอย่างก็ใช้วัสดุในบ้าน เช่น ตลับคอนแทคเลนส์กับไส้ที่คาดผมของแม่ 5555"


Photo Credit: Google Science Fair

        "จากนั้นคุณพ่อก็ช่วยต่อวงจร ได้ออกมาเป็นเครื่องมือช่วยฟัง เมื่อนำไป Pre-test กับผู้พิการทางหู 20 กว่าคนก็พบว่าเสียงซอฟต์นุ่มสบาย ไม่มีเสียงหวีดภายนอกเข้ามารบกวน เสียงที่ได้ยินจะไม่ดีเลย์ เนื่องจากเสียงกระทบกระดูกหลังหูสั่นสะเทือนเข้าไปในหูชั้นในโดยตรง จึงไม่ก่อให้เกิดการระคายหูและเกิดขี้หูครับ พอเราพบว่ามันใช้ได้จริง ก็ทำ Official Test ทำจดหมายหาผู้อำนวยการโรงเรียนโสตศึกษาอนุสารสุนทร เชียงใหม่ ขออาสาสมัครมาช่วยทดสอบ"


Photo Credit: Google Science Fair


Photo Credit: Google Science Fair
 

Photo Credit: Google Science Fair
 
        "จริงๆ แล้วก็มีอาจารย์ซึ่งเป็นเพื่อนมหาวิทยาลัยของคุณพ่อช่วยซัพพอร์ตในการเขียนซอฟต์แวร์ด้วยครับ ตอนเรา 10 ขวบ ยังไม่สามารถเขียนโปรแกรมออกมาได้ เราก็เอาไอเดียไปคุยกับอาจารย์ ผ่านไป 2 สัปดาห์เขาก็เขียนเสร็จ ซึ่งตอนสัมภาษณ์ผมก็มีบอก Google เรื่องนี้ด้วยครับ"

        ก่อนหน้านั้นเขาเคยมีโปรเจกต์ทำโปรแกรมช่วยผู้พิการทางสายตาด้วย อยากรู้ว่าทำไมเราถึงเน้นช่วยเหลือคนกลุ่มนี้โดยเฉพาะ? "มันเป็น mindset มาตั้งแต่เด็กๆ ครับ ครูที่สอนร้องเพลงเขามีช่วยงานการกุศล อย่างตอนเกิดแผ่นดินไหวในเนปาล ผมก็ได้ไปช่วยร้องเพลงสมทบทุน แล้วก็เคยไปร้องเพลงให้คนตาบอดฟังด้วย พอได้ทำงานแนวนี้เยอะๆ ก็ทำให้อยากหาวิธีเพื่อช่วยเหลือพวกเขา"


ฉายา "The Youngest"
เพราะอายุถึงแล้วกดสมัครทันที

 
        ทำไมเราถึงคิดอยากสมัครเข้าร่วมงานนี้? "พอดีมีครูต่างชาติเคยแนะนำมาครับ เกณฑ์คือ 13-18 ปี แต่ตอนนั้นผม 10 ขวบ เลยเก็บไว้ในใจก่อน คุยกับคุณพ่อว่างาน Google มันเท่ดีนะ แล้วพออายุถึงก็สมัครทันทีครับ ในปี 2018 ที่ผมสมัครมีธีมว่า 'Every idea has the power to change our world' ถ้ามีไอเดียที่คิดว่าจะช่วยเปลี่ยนโลก ก็สามารถทำเป็นโครงงานวิทยาศาสตร์เพื่อส่งประกวดได้ ซึ่งตอนนั้นผมก็กำลังทำโปรเจกต์โปรแกรมช่วยผู้พิการทางหูอยู่พอดีครับ ^^"

        "พอกดสมัครไปแล้วเขาก็มีสัมภาษณ์ทาง VDO Conference และผ่านการคัดเลือก 100 คนในรอบ Regional Finalist จากนั้นจะมีผลยืนยันส่งมาทางเมล และคัดเหลือ 20 คนสุดท้ายในรอบ Global Finalist ผู้ชนะในงานนั้น ถ้าเป็น Grand prize จะได้ทุน 50,000 เหรียญ ส่วนรางวัลจากองค์กรอื่นๆ เช่น National Geography, Google, Lego จะได้ 15,000 เหรียญครับ"

        "ผมเดินทางไปถึงอเมริกาวันที่ 12 ก.ค. เพื่อเตรียมตัวและฝึกพรีเซนต์ ...ก็เครียดพอสมควรเพราะเป็นงานประกวด Science Fair แรกเลยในชีวิต สิ่งที่ผมต้องทำมี 2 ส่วน วันที่ 27 เป็นงาน Exhibition จัดบูธและพรีเซนต์โปรเจกต์ตัวเอง และวันที่ 28 ก็เปิดสไลด์พรีเซนต์ในห้องประชุม 5 นาที + ตอบคำถาม 7 นาที ผมได้เห็นผลงานเจ๋งๆ เยอะมากที่ทั้ง impact และเปลี่ยนโลกได้"


Photo Credit: Tatum Varith


Photo Credit: Tatum Varith
 

การฝึกฝนแบบกระชั้นชิด
ก่อนถึงรอบ Finalist ที่รอคอย

 
        "ในงานจะเป็นการแข่งขันปิด คนนอกเข้าไม่ได้ อย่างผมเองเขาก็อนุญาตให้คุณพ่อเข้าไปด้วยได้แค่ 1 คน แล้วเขาก็แยกพาคุณพ่อทัวร์ Google ครับ ดังนั้นการจัดบูธ การแข่งขัน การพรีเซนต์ ผมต้องทำเองทั้งหมด พอพรีเซนต์เสร็จ วันสุดท้ายก่อนประกาศผลถึงจะเปิดให้บุคคลทั่วไปที่ติดตามผลงานหรือทำงานใน Google สามารถเข้าชมบูธได้"
 
        "ตั้งแต่เริ่มสมัคร ผมต้องหัดเขียนงานวิจัย ทั้งสมมติฐาน ผลการทดสอบ ข้อสรุป การอ้างอิง ฯลฯ ต้องทำกราฟประมวลผล คุณพ่อเลยสอน Excel ฝึกทำไป 1-2 วัน แล้วตอนทำ Presentation เพื่อนๆ คุณแม่ก็มาช่วยกันฟังและให้ฟีดแบ็กเพื่อปรับปรุงด้วยครับ ^^"
 


Feedback อันมีค่า
จากกรรมการและผู้พิการที่เดินมาหาเขา

 
        "ตอนพรีเซนต์โปรเจกต์ กรรมการก็ให้ feedback ที่ดีมากๆ ว่าซอฟแวร์ที่ผมทำสามารถใช้ได้กับผู้พิการที่มีปัญหาทางเดินหายใจและอัลไซเมอร์ได้ด้วย เพราะผู้มีปัญหาทางเดินหายใจจะมีพลังเสียงที่ต่ำ แล้วเขาบอกอีกว่าให้เราทำต่อไปเรื่อยๆ ครับ"

        "นอกจากนี้ตอนจัดบูธ มีผู้พิการทางหูมายืนคุยนานมาก (ผมมารู้ตอนหลังว่าเขามีปัญหาทางการได้ยิน) เขาบอกว่ามันเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการ เพราะเครื่องไม่ทำให้เกิดขี้หู ไม่มีเสียงหวีด แล้วเสียงที่ได้ยินก็นุ่มด้วย พอวันประกาศผลแล้วผมไม่ได้รางวัล เขาก็มาปลอบ แล้วบอกให้ทำต่อไปเรื่อยๆ เครื่องนี้จะช่วยเปลี่ยนชีวิตคนทั่วโลกให้ดีขึ้นได้ คำพูดเขาเป็นแรงผลักดันให้ผมอยากทำโปรเจกต์นี้ต่อไปครับ"




Photo Credit: Google Science Fair

 
บรรยากาศที่ไม่เหมือนการแข่งขัน
 
        "ผมแทบไม่รู้สึกถึงความกดดันเลยครับ เพราะทุกคนเคารพและให้เกียรติกันมากๆ เหมือนเขามองว่าทุกคนเป็น The Winner อยู่แล้ว มีแต่ชื่นชมผลงานของกันและกัน อย่างเช่นตอนนึงที่ผมเดินเข้าไป Congratulations กับคนได้ Grand prize เขาตอบกลับมาว่า 'ไม่...ผมสิที่ต้องแสดงความยินดีกับคุณ เพราะคุณก็คือ The Winner เหมือนกัน'   ไม่ว่าใครก็ตามที่ชนะในวันนั้น เขาจะมาแสดงความยินดีกับคนที่ไม่ได้รางวัลด้วยครับ ^^"
 
        คุณแม่เล่าเสริมอีกว่า "เด็กๆ เขารักกันมาก ฮับเองได้เพื่อนใหม่เยอะ มีการแลกคอนแทคกัน ขนาดเราเป็นผู้ปกครอง พ่อแม่ยังมาชื่นชมกันว่าไอเดียของลูกเราดีมากเลยนะ สามารถต่อยอดได้ด้วย เขา professional และเคารพกันมากๆ ไม่มีการดูถูกหรือมาข่มผลงานกันเลย แม้แต่กรรมการเองยัง cheer up ไม่เคยทำร้ายจิตใจเด็กแม้แต่นิดเดียว คุณแม่เองอยากให้เด็กไทยได้สัมผัสกับบรรยากาศแบบนี้เช่นกัน"


Photo Credit: Tatum Varith


Photo Credit: Tatum Varith


Photo Credit: Tatum Varith


เทคนิคเรียนภาษา
= เรียนรู้ผ่านสิ่งที่ชอบ

 
        แค่ได้ยินว่าน้องไปนำเสนอโปรเจกต์ในงานใหญ่ที่ต่างประเทศ เราก็เข้าใจทันทีว่าทักษะภาษาอังกฤษน้องต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ เลยอยากถามถึงเทคนิคการเรียนรู้ภาษาอังกฤษสักหน่อย "จริงๆ พ่อแม่บ่มเพาะเรื่องภาษาให้เราตั้งแต่เด็กเลยครับ เขาพูดภาษาอังกฤษกับผมตลอด ส่งเรียนโรงเรียน 2 ภาษา (ตอนนี้ก็เรียนนานาชาติ) และผมยังได้เรียนผ่านดนตรี หนังฝรั่ง กับเกมออนไลน์ที่เป็นภาษาอังกฤษด้วยครับ"

        "ที่สำคัญคือผมเรียนดนตรีตั้งแต่ 2 ขวบครึ่ง เวลาครูสอนร้องเพลงภาษาอังกฤษ ทุกอักขระต้องชัดเจน ไม่งั้นเขาจะไม่ปล่อยผ่านเลย"


Photo Credit: Tatum Varith
 

เคยประกวด The Voice Kids
 
        นอกจากความสนใจที่เล่ามาทั้งหมด เขายังเป็น 1 ในผู้เข้าประกวด The Voice Kids ด้วยนะคะ คุณแม่เล่าว่าน้องชอบร้องเพลงมาตั้งแต่ยังเด็กมากๆ "ช่วงเรียนเตรียมอนุบาลตอน 2 ขวบครึ่ง เขาเห็นครูฝรั่งดีดกีตาร์ร้องเพลงให้เด็กๆ ปรบมือตาม เขาเห็นแล้วชอบ กลับบ้านมาก็ร้องเพลงที่ครูสอนทุกวันๆ หลังๆ เริ่มเคาะจังหวะ จับกีตาร์เด็กเล่น(ที่เป็นพลาสติก)มาดีด ซึ่งเราสังเกตว่าการดีดของเขามันลงตรงจังหวะหมดเลย"




 
        "พอเรารู้ว่าเขาชอบก็ส่งไปเรียนภาษาอังกฤษผ่านดนตรี ซึมซับมาเรื่อยๆ จน 5 ขวบ แล้วเขาก็ขอเรียนร้องเพลงค่ะ พอ 6 ขวบเริ่มจับอูคุเลเล่ แล้ว 9 ขวบก็มาเป็นกีตาร์ จนครูบอกว่าสอนหมดแล้ว เลยส่งต่อให้สามีสอนต่อ ตอนนี้เขากำลังเรียนทฤษฎีดนตรีโดยใช้หลักสูตรของเบิร์กลีย์ (Berkeley) เรียนการร้องเพลงแจ๊สขั้นสูง ตอนแรกกลัวเขาเรียนไม่ไหว แต่เขากลับทำได้"
ทิ้งท้ายถึงผู้อ่าน

        น้องฮับทิ้งท้ายว่า "อย่ากลัวที่จะแสดงความคิดเห็น อายุไม่ใช่ตัวกำหนด ไม่ใช่อุปสรรค แต่เป็นแค่กำแพงที่ไปกั้นความคิดเราไว้ครับ"


Photo Credit: Tatum Varith
 
        นับเป็นเด็กไทยอีก 1 คนที่ความสามารถรอบด้านมากๆ (จริงๆ เขายังมีความสามารถด้านการยิงธนูอีกนะ) หลายคนอาจคิดว่าพ่อแม่ต้องกดดันหรือบังคับให้เรียนพิเศษ แต่จริงๆ แล้ว เขาปล่อยให้ลูกเรียนรู้ไปตามความสนใจ และหากลูกสงสัยอะไร พ่อแม่ก็จะมีส่วนร่วมในการไกด์ให้เขาหาคำตอบด้วยตัวเองค่ะ ^^ สุดท้ายนี้หากใครอยากหาแรงบันดาลใจดีๆ จากน้องฮับ สามารถเข้าไปติดตามได้ที่เพจ Hub Varith และยูทูบแชนเนล HUB เหมวิช วาฤทธิ์ ได้เลยนะคะ
 
อย่าลืมย้อนอ่านเด็กพลังบวกตอนที่แล้วนะคะ :)

'เตย' สาวศิลปากรนามปากกา 'MerryxMerci'
กับไอเดียมิกซ์ชุดไทยลงในแฟชั่นแบรนด์โปรด!
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=kookkai

พี่กุ๊กไก่ - ผู้เขียน

มนุษย์เบ้าหน้าจีน หวีดนักร้องไทย คลั่งไคล้ซีรี่ส์เกาหลี คลุกคลีกับอาหารญี่ปุ่น

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#เด็กกิจกรรม #เด็กพลังบวก #ฮับ #Google #GoogleScienceFair #โปรแกรม #Coding #ผู้พิการ

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป