Dek-D.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของ
ผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับ

ไม่รู้จะเรียนต่ออะไรใช่ไหมคะ มานี่สิพี่จะเล่าให้ฟัง +เตรียมตัวสอบเข้าคณะศึกษาศาสตร์/ครุศาสตร์ [ยินดีให้แชร์]

วิว
#ศึกษาศาสตร์ #ทีมมศว #dek66 #dek65 #dek64
สวัสดีค่ะ พี่ขอแนะนำตัว ที่มาที่ไปของตัวเองก่อนนะคะ ปัจจุบันพี่กำลังศึกษาอยู่ที่คณะศึกษาศาสตร์ เอกจิตวิทยาและการแนะแนว (เอกเดี่ยว) มหาวิทยาศรีนครินทรวิโรฒ   ตอนนี้เพิ่งจบปี 1 มาหมาด ๆเลยค่ะ แต่ก็ยังไม่จบดี เกรดบางตัวยังไม่ออกแต่พี่ว่าพี่คงไม่ตก พี่ต้องไม่ตก พี่ต้องจบปี  1 แน่ ๆ 55555 วันนี้พี่ไม่ได้จะมาเล่าเรื่องการเรียนปี 1 ที่ผ่านมาหรอก แต่พี่จะมาเล่าประสบการณ์การค้นหาตัวเองว่าเราอยากเรียนต่ออะไรแล้วก็วิธีการเตรียมตัวสอบเข้าครูนะคะ มาเริ่มกันเลยยยยยยยย
พี่เริ่มต้นคิดเรื่องเรียนต่อแบบ แบบบบบบเอาไปใช้สอบสัมภาษณ์เข้า ม.4 อะค่ะ มันก็ไม่เชิงจริงจังสักเท่าไหร่ แต่ก็ลองคิด ๆ ดูว่าตัวเองชอบอะไร พี่ได้คำตอบตามความคิดของเด็ก จบ ม.3 มาว่า "จิตวิทยา" ฉันอยากเรียนจิตวิทยา พี่ก็กำคำตอบในมือไปแบบไม่มีตัวเลือกสำรองอะไรเลยค่ะ ก่อนสัมภาษณ์ก็มีคุยกับเพื่อนว่าจะตอบอะไรกัน ไม่มีใครเลือกเหมือนพี่เลยแต่พี่ก็ยังคงเชื่อมั่นในคำตอบตัวเองอยู่นะคะ หลังจากนั้นพี่ก็ได้เข้าเรียนต่อ ม.4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ จุดเริ่มต้นของความสับสนมันโบกมือเข้ามาทักทายพี่แล้วค่ะ  ความคิดมันเปลี่ยนแบบกระทันหันมาก ๆ พี่จบ ม.4 ด้วยความคิดว่าฉันจะเรียนหมอ คุณพระคุณเจ้า พอตอนนี้มานั่งย้อนกลับไปดูความคิดตัวเองตอนนั้นโอ้ ไม่มีคำบรรยาย เหมือนฝันที่ไม่กล้าฝันเลย แต่พี่กลับตัวทันค่ะ พี่กลับมาได้หลังจากที่ลองได้ไปเข้าค่ายแนะแนวการศึกษาต่อ ของมหาวิทยาลัยที่สุดจะท็อปด้านสายวิทยาศาสตร์สุขภาพเลยก็ว่าได้ พี่ขออนุญาตพูดชื่อเลยละกัน มหาวิทยาลับมหิดลค่ะ การเข้าค่ายครั้งนี้เปลี่ยนความคิดพี่ทันทีหลังจากที่ได้รู้ว่าถ้าเข้ามาเรียนแล้วจะต้องเจอกับอะไรบ้าง พี่ถามตัวเองแล้วก็ตอบกับตัวเองได้ทันทีว่าฉันจะไม่เรียนต่อสายวิทยาศาสตร์สุขภาพเด็ดขาด มันไม่ใช่ทางฉันแน่ ๆ ไม่ใช่ว่าตัวคณะ หรือสาขา เหล่านี้ไม่ดีนะคะ แต่มันแค่ไม่เหมาะสมกับพี่เท่านั้นเอง ทุกคนมีสิ่งที่ตัวเองชอบแล้วก็ถนัดค่ะ พี่ต้องขอบคุณค่ายนี้มาก ๆ เลยด้วยซ้ำที่ทำให้พี่รู้ตัวและกลับตัวทัน  มันเป็นอีกบทเรียนหนึ่งเลยนะที่สอนให้เรารู้ว่าอย่าติดอยู่ในกรอบ อย่าแค่นั่งเรียนอยู่แต่ในห้องเรียน ออกไปเจอของจริง ออกไปดูว่าสิ่งที่เราคิดกับความเป็นจริงมันเป็นอย่างไร มันเป็นวิธีที่พี่ใช้ค้นหาตัวเองค่ะ หลังจากที่พี่ขึ้น ม.5  ตอนนี้พี่กลับมาในเส้นทางเดิมแล้วค่ะ "จิตวิทยา" กลับมาเป็นที่ 1 ในใจของพี่เหมือนเดิมแล้ว แต่ๆๆๆๆ ประสบการณ์ที่ผ่านมามันบอกเราว่า แน่ใจนะ ถ้าพลาดเหมือนตอน ม.4 หละ เวลาก็เริ่มเหลือน้อยแล้วนะ งั้นก็มาลองไปค่ายกันดูอีกสักครั้ง ครั้งนี้พี่ไปที่ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย   ไม่ผิดหวังเลยค่ะที่ตัดสินใจไป ครั้งนี้พี่เริ่มเห็นเส้นทางของตัวเองชัดขึ้นมาอีก  พี่ตอบตัวเองได้อีก 1 ข้อ ว่าพี่อาจจะไม่มีความสามารถพอเมื่อเทียบกับระยะเวลาที่เหลืออยู่ ปัญหาของพี่อยู่ที่พี่อ่อนภาษาอังกฤษมาก ๆ  ถ้าอยากเรียนจิตวิทยาจริง ๆ แบบเจาะลึกจริง ๆ เราหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะต้องใช้ภาษาอังกฤษ ต้องใช้ตั้งแต่สอบเข้า พอเข้ามาเรียนแล้วก็ต้องใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนอีก ต้องอ่านหนังสือ ต้องอ่าน text ซึ่งถ้าให้พี่เริ่มปูพื้นฐานภาษาอังกฤษใหม่ตั้งแต่ต้น เวลา 1 ปีสำหรับความสามารถในระดับของพี่ พี่ลองประเมินความสามารถของตัวเองแล้วพี่ไม่สามารถทำได้  แต่ตอนนั้นพี่มีแผนสำรองไว้เรียบร้อยแล้ว  นี้เป็นอีกส่วนหนึี่งที่ทำให้พี่ไปค่ายของคณะจิตวิทยาเลย พี่อยากรู้ค่ะว่าตกลงพี่ชอบจิตวิทยามากแค่ไหน เพราะตอน ม.5 พี่ได้รู้จักวิชาเอกชื่อว่า จิตวิทยาและการแนะแนว แต่ตอนนั้นพี่ก็ยังไม่แน่ใจ พี่เลยต้องไปดูให้เห็นอีกครั้ง เมื่อดูแล้ว รู้แล้ว ได้คำตอบแล้ว ตอนนี้เป้าหมายสุดท้ายที่พี่มั่นใจจริง ๆ มันมาแล้วค่ะ ซึ่งมันก็เหลือเวลาอีก 1 ปี 1 ปีสุดท้าย ชีวิต ม.6 กับการเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยมันได้เริ่มต้นขึ้นแล้วค่ะ  แบบฉบับจริงจังเลยแหละ
เมื่อเป้าหมายชัดเจนสิ่งต่อไปที่ต้องทำคือ วิธีที่จะไปสู่เป้าหมายค่ะ พี่เริ่มหาข้อมูลและอ่านหนังสือแบบจริงจังตอนปิดเทอม ม.5 ขึ้น ม.6 แล้วก็ลากยาวไปยันคืนก่อนสอบเลย พี่หาข้อมูลของสาขาที่พี่จะเข้า ทุกมหาวิทยาลัย เหนือสุดจนใต้สุดมีที่ไหนบ้าง จดคะแนนขั้นต่ำของทุกที่ที่หาได้ อัตราส่วนคะแนนที่ใช้ วิชาที่ต้องสอบ เน้นวิชาอะไร รวมข้อมูลให้ได้มากที่สุด หลังจากนั้นก็มาเริ่มอ่านหนังสือกันเลย คะแนนเน้น ๆ ที่ต้องใช้สำหรับสอบเข้า ตอนนั้นพี่ยึดของ เอกจิตวิทยาและการแนะแนว มศว เป็นหลัก คือ GAT กับ  PAT5 วิธีการเตรียมสอบของ 2 วิชานี้พี่ใช้วิธีการทำให้ได้เยอะที่สุด เจอข้อสอบให้ได้มากที่สุด สำหรับ GAT ในส่วนของGATไทยพี่จะเน้นมาก  ๆ เพราะพี่รู้ว่าจุดอ่อน
 ของพี่คือภาษาอังกฤษ เพราะฉะนั้นในส่วนที่เราสามารถเก็บคะแนนได้เราต้องพยายามเก็บให้ได้มากที่สุด พี่หาข้อสอบทั้งหมด ทำย้อนทุก พ.ศ.ที่จะสามารถหาได้ บวกกับซื้อพวกหนังสือโจทย์ GAT เชื่อมโยงมาทำเสริมเพิ่มเติมนิดหน่อย แต่ส่วนตัวแล้วพี่คิดว่าทำแค่ข้อสอบเก่าก็พอ อ้ออีกอย่างหนึ่งคือ พี่มีบุญเก่าจากตอน ม.4 ที่ตอนนั้นอยากสอบหมอพี่เลยรู้วิธีการทำข้อสอบเชื่อมโยงจากการทำข้อสอบ กสพท. มาบ้าง แล้วก็ตอนที่ทำ GAT หมดแล้วพี่ก็ไปเอาหนังสือ กสพท.มาทำPartเชื่อมโยง ซึ่งถ้าใครเคยลองทำจะรู้ว่ามันจะยากกว่า GAT เชื่อมโยงอยู่ในระดับหนึ่ง ในส่วนของ GAT ไทยพี่เตรียมตัวไปประมาณนี้ ส่วน GAT ENG พี่อ่านรวมกับ 9 วิชาสามัญภาษาอังกฤษไปเลย  คะแนนหลัก ๆ อีกส่วนที่สำคัญมาก ๆ คือ PAT 5 ที่พี่สอบเข้าใช้อัตราส่วนเท่ากับ GAT  เลย (อ้างอิงอัตราส่วนปี 63 GAT 40% PAT5 40% วิชาสามัญภาษาไทย 10% วิชาสามัญภาษาอังกฤษ 10%) ในส่วนของ PAT5 พี่จะทำโจทย์ในหนังสือเกร็งข้อสอบเป็นหลัก  ส่วนข้อสอบเก่าพี่หาไม่ค่อยเจอ จากที่เคยสอบมาสิ่งที่เน้น ๆ เลยคือการอ่านจับใจความ การจับประเด็นสำคัญ ในแบบฝึกหัดที่เราทำความยากระดับ 5 แต่ปีที่พี่สอบ ส่วนของการจับใจความคือยากระดับ 8 คือมันเหนือความคาดหมายเรามาก สิ่งที่ยากไม่ใช่ประเด็นคำถามแต่เป็นปริมาณของตัวหนังสือ โจทย์หนึ่งข้อ ยาว 1 หน้า ก็คืออ่านกันจนตาลายเกือบตายคาข้อสอบกันเลย แต่ต้องมีสติมาก ๆ เลยนะ พยายามทำให้เต็มที่ นั่งอยู่ในห้องสอบแล้วต้องสู้อย่างเดียวเท่านั้น ส่วนการคำนวนเป็นเลขพื้นฐานเลย ระดับ ม.ต้น
 ยากบ้างง่ายบ้างปนกันไป บางข้อทำไม่ได้พี่ก็ข้ามไปก่อน เพราะคณิตสำหรับพี่ถ้าไม่ได้พี่จะไม่นั่งจม มันเสียเวลา พี่จะข้ามเลย ไปทำข้อข้างหน้าที่เราทำได้แล้วมั่นใจได้คะแนนแน่  ๆ ดีกว่า ส่วนสุดท้ายคือ มิติสัมพันธ์ เห็นโจทย์แล้วอยากร้องไห้อีกครั้ง เกินคาดอีกแล้ว สมมตินะคะ ในแบบฝึกหัดที่เราฝึกทำ หมุน 4 รอบได้คำตอบ แต่ในข้อสอบจริงให้เพิ่มไปอีก 1 เท่า นั่งขีดนั่งลากนั่งหมุนนั่งนึกไป 8 ตลบ คำตอบถึงจะออก สำหรับ PAT5 ส่วนตัวพี่รู้สึกว่าตัวเองเตรียมตัวไปน้อยกว่าความจริงมาก ข้อสอบจริงยากกว่าแบบฝึกหัดที่เราฝึกทำ แต่ก็ยังรู้สึกว่าที่ตัวเองทำไปก็ค่อนข้างมั่นใจในระดับหนึ่ง แต่เป็นระดับที่่ลดทอนลงมาจากตอนแรกแล้วอีกทีนะ  แบบจากที่อยากได้สัก 180 ก็ลดลงมาเหลือสัก 150 ก็พอใจแล้ว  คะแนนหลัก ๆ ก็จบไป 2 ตัวแล้ว อีก 2 ตัวที่เหลือ วิชาสามัญภาษาไทย กับ  วิชาสามัญภาษาอังกฤษ 2 ตัวนี้ถึงจะดูว่าใช้ไม่เยอะแต่พี่ว่ามันสำคัญนะ 2 ตัวนี้รวมกันก็ 6000 คะแนนเลย ซึ่งความหวังของพี่ก็ต้องอยู่ที่วิชาภาษาไทยแน่นอนค่ะ แต่ด้วยความที่พี่ชอบเรียนภาษาไทย ชอบอ่าน ชอบทำข้อสอบภาษาไทยอยู่แล้ว โดยเฉพาะวิชาสามามัญจะเป็นข้อสอบที่ถามความเข้าใจ การจับใจความ การใช้ภาษาเป็นหลักจะไม่มีพวกหลักภาษาเข้ามาเกี่ยวข้องพี่เลยไม่ค่อยเครียดกับวิชานี้เท่าไหร่ ข้อไหนที่อ่านแล้วฮะพี่ก็จะปล่อย ๆ ไป ไม่เข้าใจคืออือไม่เข้าใจจริง ๆ และพี่ก็ทำพวกแนวข้อสอบมาก่อนในระดับหนึ่ง ส่วนข้อสอบเก่าพี่ทำย้อนหลังไปประมาณ 5 พ.ศ. แนวข้อสอบก็จะซ้ำ ๆเดิม ๆ วน ๆกันไป และพี่ก็ผิดข้อแนวเดิม ๆ ในของทุก พ.ศ. เลย ตอนนั้นคือก็ปล่อยแล้ว หาจุดแก้ไม่เจอเลยปล่อยเลยตามเลย วิชาสุดท้ายคือ วิชาภาษาอังกฤษ นี้น่าจะเป็นวิชาที่พี่เตรียมตัวน้อยที่สุด เรียกว่าไปตายเอาดาบหน้าเลยละกัน พี่ไม่อ่านแล้วก็ไม่ทำข้อสอบเก่า Part Grammar เลย ทำแค่ข้อสอบเก่า Part Conversation กับ Part   Reading ซึ่งเป็นส่วนที่พี่คิดว่าน่าจะพอเก็บคะแนนได้ อ่านให้เข้าใจก็น่าจะตอบได้บ้าง แต่สำหรับใครที่ได้ภาษาอังกฤษอยู่แล้วหรือมีเวลาสามารถเรียนทันอ่านทันก็พยายามเก็บให้ได้เยอะ ๆ นะคะ เพราะถ้าเราทำได้เราก็จะยิ่งได้เปรียบนะ สรุปการอ่านหนังสือของพี่คือ "เทเท่าที่จำเป็นอย่ายื้อให้เสียเวลา ทุ่มให้กับส่วนที่มั่นใจแล้วทำให้เต็มที่" อ้อแล้วก็ช่วง ม.6  พี่ก็ยังมีไปเข้าค่ายอีกนะ  ต่อให้เป้าหมายจะชัดแล้วแต่พี่ก็ยังอยากจะไปเห็นว่าสิ่งที่เราตัดสินใจสุดท้ายแล้วมันเหมือนหรือต่างจากสิ่งที่เราหาข้อมูลไว้ไหม แน่นอนว่าเจอของจริงก็ดีกว่าเปิดอินเตอร์เน็ตหาอยู่แล้ว  แล้วก็เป็นค่ายครูของ มศว ด้วย ตรงตามเป้าหมายเป๊ะ ๆ ไปดูกันสักทีซิว่าเป็นยังไง หลังจากกลับมาจากค่ายครั้งนี้พี่การันตีกับตัวเองได้แล้วว่านี้แหละ คณะนี้ สาขานี้ นี่แหละที่เราจะเรียนต่อ  
แล้วทำไมพี่ถึงมาหยุดที่ครูแนะแนว ทำไมพี่ถึงอยากเป็นครู ต้องยอมรับอย่างแรกเลยว่าพี่ยังชื่นชอบในจิตวิทยาอยู่และไม่เคยเลิกชอบ แต่จะทำยังไงได้เราฝืนความสามารถตัวเองไม่ได้ แต่เราหาทางเลือกให้ตัวเองได้ พอพี่ได้เจอสาขานี้ ที่ได้เรียนจิตวิทยาด้วยและก็ได้เรียนครูด้วย ซึ่งส่วนตัวแล้วพี่เป็นครูได้นะ แต่ไม่ใช่ครูสอนวิชาการอะ และพี่ก็สามารถเป็นครูแนะแนวได้เพราะพี่ชอบการให้คำปรึกษา ชอบช่วยเหลือคนอยู่แล้ว และพี่ก็เคยมีประสบการณ์ด้านการให้คำปรึกษามาเป็นพื้นฐานมาแล้วบ้างตอนเรียน ม.ปลาย ประกอบกับปีที่พี่สอบเข้า เอกจิตวิทยาและการแนะแนว มศว กลับมาเปิด เอกเดี่ยวอีกครั้ง เหมือนทุกอย่างมันเดินทางมาบรรจบกันพอดีแล้ว และอีกหนึ่งสิ่งคือ  เอกนี้คะแนนสูงทุกปี เกณฑ์คะแนนเอกเดี่ยวปีก็ก่อน ๆ  ก็ไม่มีเพราะเพิ่งกลับมาเปิดตอนปีพี่ สุดท้ายแล้วก็ต้องสู้ให้สุดทำให้เต็มที่ที่สุด จนสุดท้ายพี่ก็ได้เข้ามาเรียนในสิ่งที่พี่ตามหา ในสิ่งที่พี่สนใจ ถามว่าเรียนยากไหม มันมีทั้งยากและง่ายปนกันไป แต่มันน่าแปลกนะต่อให้มันจะยากแต่ถ้าเป็นสิ่งที่เราชอบจริง ๆ เรากลับพร้อมสู้ ตอน ม.ปลาย เราไม่สามารถเลือกได้ว่าชอบวิชานี้เราจะเรียนแค่วิชานี้ สุดท้ายแล้วเราก็ต้องอดทนเรียน อดทนอ่านหนังสือสอบ
ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม แต่พอเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว เราได้เลือกเรียนในสิ่งที่เราชอบแล้ว ต่อให้มันจะยากแต่เราจะอ่าน อ่าน อ่าน และพยายามกับมันได้โดยที่ไม่รู้สึกว่าเรามาทำอะไรหรือเรากำลังทำอะไรอยู่ เพราะมันคือสิ่งที่เราเลือกแล้ว
สำหรับกระทู้นี้พี่พูดแบบรวม ๆ ถึงการค้นหาตัวเอง จากเรื่องราวแล้วก็ประสบการณ์ของตัวเอง น้อง ๆ ที่เข้ามาอ่านไม่ว่าจะอยากเรียนต่อคณะอะไร สาขาอะไร หรือยังไม่รู้ว่าจะเรียนอะไร สิ่งที่พี่อยากบอกคือ ลองออกไปเจอ ไปเห็น หาประสบการณ์ ลองดูว่ามันใช่ตัวเราไหม ยิ่งเจอเร็วก็มีเวลาเตรียมตัวเยอะ แต่ถ้ายังไม่มั่นใจก็ลองไปเรื่อย ๆ จนถึงจุดที่เรารู้สึกว่าสมควรแล้วเหมาะสมแล้ว ลงตัวแล้วก็ลุยเลย
ปล.แต่ระหว่างนั้นก็อ่านหนังสือเตรียม ๆ ไปด้วยนะพวกวิชาหลัก ๆ ทั้งหลาย GAT วิชาสามัญทั่วไป อ่านเตรียมไว้เลย   ความรู้พื้นฐานวิชาต่าง ๆ 
สุดท้ายของกระทู้นี้พี่อยากฝากไว้ว่า การได้เรียนในสิ่งที่เราชอบ ในสิ่งที่เราถนัดจริง ๆ มันรู้สึกดีมาก ๆ เลย ต่อให้เหนื่อยแต่เราก็พร้อมสู้ พี่ขอให้น้อง ๆ มัธยมทุกคนเจอในสิ่งที่ตัวเองตามหานะคะ
ถ้ามีคำถาม อยากให้พี่เขียนเรื่องอะไร  หรือแชร์ประสบการณ์การเรียน 1 ปีที่ผ่านมา หรืออะไรก็ตามสามารถ comment ไว้ได้เลยนะคะถ้ามีโอกาสพี่จะมาเขียนในเรื่องอื่น ๆ ที่น้อง ๆสนใจและพี่พอจะแชร์ประสบการณ์ให้ได้นะคะ
ส่งกำลังใจให้ จขกท.

แสดงความคิดเห็น

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

บทความที่นิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เด็กดี TCAS

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป