/>

รู้หรือไม่ ยาชาเค้าใช้ในชีวิตประจำวันอะไรบ้าง [ไม่ระบุให้แชร์]

วิว

           ยาชานั้นมีคุณูปการต่อวงการแพทย์อย่างมหาศาล ในสมัยโบราณที่การผ่าตัดต้องผ่าตัดสดๆ โดยไม่มียาชานั้น อาจทำให้คนไข้ทุกข์ทรมานหรือเจ็บปวดจนถึงกับเสียชีวิตได้ ยกเว้นจิตใจคนที่แข็งแกร่งมากๆ อย่างกวนอูที่หมอฮูโต๋ผ่าตัดแผลเกาทัณฑ์ที่ลึกถึงกระดูกให้สดๆ ขณะเล่นหมากรุก

         ประวัติของยาชาเริ่มมาจากการค้นพบและนำมาใช้ของคาร์ล ลุดวิก ชไลค์ (Karl Ludwig Schleich) ในปี พ.ศ.2435 ปัจจุบันมียาชาหลายตัวที่นำมาใช้ในวงการแพทย์ ได้แก่ ไลโดเคน (lidocaine), บิวปิวาเคน (bupivacaine), คลอโรโปรเคน (chloroprocaine), เททระเคน (tetracaine), เมปิวาเคน (mepivacaine), เอติโดเคน (etidocaine) โดย ยาชาที่ใช้มากที่สุดน่าจะได้แก่ ไลโดเคน หรือมีชื่อทางการค้าว่า ไซโลเคน (Xylocaine)

ยาชานั้นนับว่าปลอดภัยพอสมควร แต่อย่างไรก็ตาม มีคนแพ้ยาชาจำนวน 1 คนต่อ 500-1,000 คนที่ใช้ยาชา

การแพ้ยาชานั้นมีอาการได้ตั้งแต่น้อยไปถึงมาก แต่ส่วนใหญ่เป็นอาการแพ้น้อยถึงปานกลาง ได้แก่ ปวดหัว มึนหัว คลื่นไส้ หูอื้อ หูได้ยินเสียงกริ่ง ตามัว หน้ามืด ไม่มีแรง กล้ามเนื้อบิดเกร็ง กล้ามเนื้อใบหน้ากระตุก รู้สึกขมปาก ลิ้นชา ริมฝีปากชา มือชา มือเย็น ตัวลอย ใจไม่ดี ใจสั่น กระสับกระส่าย

หากแพ้มากขึ้นไปอีก อาจมีอาการชักเกร็ง ไม่รู้สึกตัว หยุดหายใจ หัวใจแต่ช้า หัวใจหยุดเต้น หัวใจล้มเหลว เลือดเป็นกรด และเสียชีวิต

ยาชามีการใช้ในชีวิตประจำวันอย่างแพร่หลาย วันหนึ่งๆ น่าจะหลายหมื่นราย เพราะใช้ในการแพทย์ทุกแผนก เช่น

แผนกทันตกรรม ในกรณีถอนฟัน ผ่าตัดฟัน ฯลฯ

แผนกศัลยกรรม ล้างแผล เย็บแผล เจาะปอด เจาะตับ ผ่าตัดเล็กทุกชนิด เช่น ผ่าฝี ผ่าไฝ ผ่าก้อน จี้หูด ตัดหูด แม้แต่ผ่าตัดบางอย่างที่ไม่คิดว่าใช้เฉพาะยาชาเฉพาะที่ได้ เช่น ขยายเส้นเลือดหัวใจ ฯลฯ

แผนกศัลยกรรมตกแต่ง ทำตา ทำจมูก ดึงหน้า ดูดไขมัน ฯลฯ

แผนกกระดูกและข้อ ล้างแผลกระดูก ผ่าก้อนของข้อ จัดกระดูกเข้าที่ บล็อคเส้นประสาทเพื่อผ่าตัดเฉพาะที่ ฯลฯ

แผนกสูติกรรม เย็บแผลคลอด บล็อคประสาทสันหลังให้การคลอดไม่เจ็บปวด (painless labour) บล็อคเส้นประสาทเพื่อทำหัตถกรรม เช่น ใช้คีมช่วยคลอด ฯลฯ

แผนกอายุรกรรม, กุมารเวชกรรม ใช้ในหัตถการ เจาะช่องท้อง ช่องปอด เจาะน้ำไขสันหลัง ผ่าตัดต่อมน้ำเหลือง ผ่าตัดก้อน ดูดไขกระดูก ฯลฯ

แผนกหูตาคอจมูก ใช้ในการผ่าตัดเล็กแทบทุกชนิด เช่น ผ่าตัดตา ลอกต้อ ผ่าตัดแก้วหู ฯลฯ

แผนกวิสัญญี ใช้ฉีดเข้าไขสันหลังเพื่อระงับความรู้สึกท่อนล่าง บล็อคเส้นประสาทเพื่อผ่าตัดอวัยวะต่างๆ ฯลฯ

ความปลอดภัยของการใช้ยาชานั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ดังนี้

1.แพทย์ผู้ใช้ต้องมีความชำนาญ รู้กลไกการออกฤทธิ์ อาการแพ้ยาชา และสามารถแก้ไขเหตุการณ์ได้เมื่อเกิดแพ้ยาชา โดยมีทั้งการเฝ้าระวัง เตรียมพร้อมบุคลากร ยาถอนพิษ และเครื่องมือช่วยชีวิต

2.จำนวนยาชาที่ใช้ต้องไม่มากไป โดยทั่วไปจำนวนสูงสุดของยาชาไลโดเคนที่ใช้คือ 5 มก./กก. หรือ 7 มก./กก. หากไลโดเคนนั้นผสมสารหดรัดตัวเส้นเลือด (epinephrine)

3.การแพ้ยาชานั้น อาจเกิดจากแพ้ยาชาโดยตรง หรือแพ้สารที่ผสมในยาชา ได้แก่ sodium metabisulfite หรือบังเอิญฉีดยาชาเข้ากระแสเลือด ยาชาเหล่านี้จะเข้าไปสู่สมองทำให้เกิดอาการผิดปกติอย่างรวดเร็ว

4.คนไข้ที่อ่อนแอ อายุมาก เจ็บป่วยเรื้อรัง เช่น เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ร่างกายผ่ายผอมมาก มีโรคหัวใจ ไต ตับ ลมชัก กินข้าวไม่ได้ ขาดน้ำ หรือความดันโลหิตต่ำ ต้องระมัดระวังการใช้ยาชามาก เพราะอาจเกิดโอกาสแพ้ยาชาสูง และรุนแรงกว่าคนทั่วไป

การป้องกันการแพ้ยาชา

แม้ไม่อาจป้องกันได้ทุกราย แต่อาจทำให้การแพ้มากเป็นแพ้น้อยได้โดย

1.เลือกทำการผ่าตัดเฉพาะที่จำเป็น

2.ใช้จำนวนยาชาให้น้อยที่สุด

3.แพทย์ควรฉีดยาชาช้าๆ ถามอาการคนไข้หากมีอาการผิดปกติแม้แต่น้อย เช่น หูได้ยินเสียงอื้อ ใจไม่ดี ต้องรีบหยุดฉีดทันที

4.ระวังการใช้ยาชามากเกินขนาดที่กำหนด การฉีดยาชาซ้ำ ต้องระมัดระวังว่าจำนวนรวมจะมากเกิน

5.ควรใช้เครื่องตรวจเฝ้าระวังสัญญาณชีพและความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือด (Monitor) เมื่อใช้ยาชา

6.เตรียมอุปกรณ์ช่วยชีวิต ยาแก้แพ้ยาชา และทีมช่วยชีวิตให้พร้อม ทุกครั้งที่มีการใช้ยาชา

7.หากคนไข้ทราบว่าตนเองแพ้ยาชา หรือเคยมีอาการสงสัยว่าแพ้ยาชา ควรแจ้งแพทย์ก่อนจะใช้ยาชาทุกครั้ง

ที่มา หนังสือพิมพ์มติชน



แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 24 กันยายน 2551 / 09:10
ส่งกำลังใจให้ จขกท.

แสดงความคิดเห็น

3 ความคิดเห็น

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป