คชลักษณ์ [ไม่ระบุให้แชร์]

วิว

การตรวจคชลักษณ์ช้าง

เมื่อมีผู้พบเห็นช้าง ที่มีลักษณะดี หรือพิเศษ จากช้างทั่วไปในป่า หรือที่ใด ก็ได้ ตามพระราชบัญญัติ รักษาช้างป่า ต้องทำการแจ้งให้ทางการทราบ หลังจากที่กระทรวงมหาดไทย ได้รับเรื่องแล้ว ก็จะทำการแจ้ง มายังสำนักพระราชวัง ซึ่งทางสำนักพระราชวัง ก็จะสั่งการ จัดตั้งผู้ชำนาญคชลักษณ์ ไปตรวจสอบ โดยการตรวจคชลักษณ์ด้วยกัน 11 ประการ ถ้าตรวจพบเกินกว่าครึ่ง (ไม่จำเป็นต้องครบ 11 ประการ) และดูลักษณะ อาการนิสัย กิริยาของช้างว่าดี (เช่นการเดิน การนอนมีกิริยาเรียบร้อย การไม่กินน้ำ และอาหารร่วมกับช้างอื่น ๆ ฯลฯ) ก็สามารถตัดสินใจได้ว่าช้างนี้ เป็นช้างสำคัญ
เริ่มแรก ต้องมีการไหว้ครู (ตามแต่ละตำรา) ต่อมาจึงดูลักษณะของช้าง ภายนอก การได้ส่วน ลักษณะ ขนาดหัว ลำตัว หาง ขา หู ความโค้ง ของกระดูกสันหลัง ต่อไปดูที่สีผิวของตัวช้างว่ามีสีอะไร ถ้าเป็นลูกช้าง บางครั้ง จะแลไม่เห็นสีที่แท้จริงของตัวช้าง ต้องเอามะขามเปียกประมาณ 3-4 กิโลกรัม ใส่กระป๋องใหญ่ เคล้ากับน้ำ ให้ละลาย แล้วนำมาทาตัวช้างให้ทั่ว หมักทิ้งไว้ข้ามคืน รุ่งเช้าจึงทำการล้างออก ก็จะแลเห็นสีที่แท้จริงของผิวช้าง การล้างนี้ ห้ามใช้ผงซักฟอก สบู่ เพราะในตัวช้างมีกลิ่นตัวอยู่ ถ้าใช้ผงซักฟอก หรือสบู่ล้าง อาจทำลายกลิ่นจริง ๆ ของช้างเสียหมด นอกจากนี้ ไม่ควรใช้แปรงขนแข็ง มาขัดผิว เพราะจะทำให้ขนที่ผิวหลุดไปหรือผิวอาจเกิดแผลได้ ใช้กาบมะพร้าวถู ได้อย่างเดียว

วิชาคชศาสตร์ เป็นวิชาหนึ่งในวิชาไตรเทพของศาสนาพราหมณ์ แบ่งออกเป็น 2 ตำรา คือ

1. ตำราคชลักษณะ
กล่าวถึงรูปพรรณสัณฐานของช้าง ๆ ทั้งดีและชั่ว ถ้าได้เอาไว้แล้วจะได้คุณ หรือโทษตามแต่ลักษณะของช้าง 

2. ตำราคชกรรม
กล่าวถึงตำราที่รวบรวมเวทมนต์คาถา กระบวนการจับช้าง รักษาช้าง และการบำบัดเสนียดจัญไรต่าง ๆ
การตรวจ ควรตรวจลูกช้าง ที่มีอายุเกินกว่า 1 ปีขึ้นไป เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีระของช้างที่มีอายุต่ำกว่า 1 ปี มากมาย และอย่างรวดเร็ว เช่น สีผิว ลักษณะและสีขนทั่วตัว ฯลฯ

ผิว ที่ต้องคชลักษณ์ จะทำการสำรวจบริเวณผิวหนังอ่อน ตามร่องตะเคียวต่างๆ ( ซอกรักแร้ ซอกขา หรือบริเวณขาหนีบ รอยย่นของคอ ) โดยจะต้องมีสีออกดอกบัวแดง ( 1-3 ปี ) สีของผิว ที่ต้องคชลักษณ์ ต้องมีสีน้ำตาลหม่น สีโกมุท ที่ค่อนข้างออกขาว ( อย่างพระเศวตอดุลยเดชพาหน ) 

ขน โดยดูที่หู โตนด บริเวณบรรทัดหลัง โดยโคนขน จะออกสีดำ ตรงปลายสีออกใสๆ มองแล้ว เห็นเหมือนกับเป็นแก้ว อยู่ข้างในตลอดเส้น รองลงมาคือขนมีสีน้ำผึ้ง ส่วนขนที่ไม่ดีคือ ขนที่ด้านทึบหมดหรือมีส่วนปลายอยู่นิดหน่อยที่เป็นส่วนโค้ง ตระกูลพรหมพงศ์ จะมีน้ำเต้าอยู่ 8 แก้วในขุมขน ถ้าเป็นเต้าแฝดก็ยิ่งแน่ว่าเป็นตระกูลนี้ ส่วนในด้านของจำนวนขน ที่ออกมา ในแต่ละขุมนั้น กำหนดไว้ว่ามี 2 เส้น ขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ถ้าช้างตระกูลอื่นๆ อีก 3 ตระกูลจะมี 1 เส้น กระจายไปทั่วตัว

ู การดูหู ต้องไม่ฉีกไม่แหว่ง ซึ่งถ้ามีลักษณะดังกล่าวจะเป็นโทษ

หาง หางที่ดีต้องมีขน ถ้าหางไม่มีขนเป็นช้างไม่ดี ลักษณะของหางมีมากเช่น
หางเขิน - หางสั้น ( ประมาณไม่เกินข้อพับของขาหลัง ) ลักษณะไม่ดี
ปัดปลอก - หางยาวประมาณข้อเท้าหลังของช้าง เป็นลักษณะที่ดี
บังคลอง - หางที่วางตัวเบนออกด้านซ้ายหรือขวา ลักษณะไม่ดี
ปัดตลอด - หางยาวจรดพื้นดิน ลักษณะไม่ดี
ขนหางต้องใสเหมือนกัน ขนหางที่ดีที่สุดต้องเส้นสีน้ำผึ้ง ต่างกับขนที่อยู่รอบตัว

นัยน์ตา แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ
ส่วนนอก สีขาวใหญ่ สดใส ไม่ขุ่น
ส่วนกลาง สีม่วงอ่อน ฟ้า เทา
ส่วนใน สีดำ ต้องมีขนาดใหญ่จึงดี ( ตาวัว ) ถ้าเป็นตานก ( ตาหยี ) จะไม่ค่อยว่องไว แต่มักจะซื่อและเชื่อง

เพดาน ที่ดีควรมีสีเดียวกับผิวหนัง ( เวลาให้อ้าปากกว้างและยกหัวจะเห็นได้ดีที่สุด )

อัณฑโกส ( อวัยวะเพศผู้ ) ดูเวลาปัสสาวะ ที่ดีควรมีสี ชมพู ม่วง 

กระสอบ ( อวัยวะเพศเมีย ) ช้างต้องเก็บมิดชิด หรือเก็บหมด ถ้าห้อยไม่ดี

เล็บ เอามะนาวมาฝาน แล้วถูที่เล็บ ทิ้งไว้ 10 นาที ลักษณะเล็บที่ดี ต้องเรียบ คล้ายฝาหอยแครง สีของเล็บไม่แตก สีขาว ชมพู
เล็บไม่ดีมีลักษณะ ผิวขรุขระ ผิวแตก

ร่องตะเคียว บริเวณรักแร้ ( เนื้ออ่อน ) ดูว่าเป็นสีอะไร ที่ดีควรมีสีน้ำตาลขาว ไม่ใช่ขาวซีด ไรเล็บลึกเข้าไปในเล็บมากจะดี

เสียงร้อง คล้ายเสียงแตรหรือเสียงสังข์ หรือดังแล้วค่อยๆ หาย ไม่ขาดช่วง

ช่องแมงภู่ ( ต่อมน้ำมัน ) ดูที่สีต่อมภายนอก ควรมีสีเดียวกับสีผิว ไม่มีปานหรือรอยด่าง ลึกดีแต่ตื้นไม่ดี 

งาหรือสนับงา ให้แหวกลงไป ( ถ้าช้างอายุน้อยกว่า 1 ปี หรือช้างพังจะไม่เห็น ) สีของผิวบริเวณนั้นควรมีสีชมพูหรือขาว
แต่เวลาสำรวจจริง มักเน้นที่ ปกกระพอง ( ลอนศีรษะ ) น้ำเต้า ( รอยย่อขมับ ) งา ผิวกาย และหาง

นอกจากนี้ยังต้องคอยดูกิริยา มารยาทของช้างประกอบด้วย เพราะปกติแล้ว ช้างเผือก มักแสดงอาการบางอย่าง ที่ผิดกับช้างเชือกอื่นๆ อุจจาระของช้างเผือกจะมีกลิ่นหอม เพราะเลือกกินอาหาร

ช้างเผือกแบ่งเป็น 4 ตระกูล คือ

1. อิศวรพงศ์

ตำราพระคชลักษณ์
โดยลักษณะชาติมีวรรณะเป็นกษัตริย์ สมบูรณ์ด้วยคชลักษณ์ หนังเนื้อดำสนิท ผิวพรรณ ละเอียดเกลี้ยง หน้าใหญ่ โขมดสูง น้ำเต้ากรม งวงเรียว เป็นต้น ปลายงางอนขึ้นเสมอกัน ปากรูปหอยสังข์ คอกลม เมื่อยามย่างยกอยู่ดูเป็นสง่า หน้าสูงกว่าท้าย ทรวงอกผึ่งผายใหญ่กว่าแสดงกำลัง เท้าใหญ่ท้ายเป็นสุกรชาติ หลังราวคันธนูศร ผนฏท้องเป็นไปตามวงหลัง ขาหน้าทั้งสอนอ่อนประหนึ่งท้าวแขน บาทและข้อหน้าหลังเรียวดังดอกบัวกลม หางเป็นข้อห่วง สนับงาแลเห็นเป็นสองชั้น ขมับเต็มมิได้พร่อง หูใหญ่ ช่อม่วงข้างขวายาว ใบหูอ่อนนุ่มสรรพด้วยขนขึ้นมากกว่าข้างซ้าย

ตำรานารายณ์ประทมสินธุ์
พระอิศวร ให้บังเกิดชาติกษัตริย์ สมบูรณ์ด้วยลักษณะเนื้อดำสนิท ผิวเนื้อละเอียดเกลี้ยงงาทั้งสองใหญ่ขึ้นเสมอกัน เท้าใหญ่ น้ำเต้ากลม โขมดสูง งวงเรียว เป็นต้นเป็นปลาย ปากดุจพวยสังข์ คอกลม เมื่อเดินนั้นยกคอ หลังเป็นคันธนู ท้ายเป็นสุกร ผนฎท้องตามวงหลัง อกใหญ่หน้าสูงกว่าท้าย เท้าทั้งสองอ่อน เท้าหน้าหลังเรียวรัด ฝักบัวกลม หางเป็นข้อห่วง สนับงาเป็น 2 ชั้น ขมับเสมอมิได้พร่อง หูใหญ่ ช่อม่วงยาว ด้านขวามีใบหูอ่อนนุ่มมีขนมากกว่าซ้าย หน้าใหญ่สรรพงามพร้อม ต้องด้วยลักษณะ (ผนฎ = ขนอ่อนบริเวณรูหู น้ำเต้ากรม = หน้าผากรูปคล้ายน้ำเต้า ไพรปาก = ขน หรือเครา บริเวณริมฝีปากล่าง ลงมาเกือบถึงคาง )

ลักษณะของช้าง 8 หมู่ในอสรพงศ์ คือ

- อ้อมจักรพาล อ้อมจักรวาล
- กัณฑ์หัตถ์หรือพทันธร
- เอกทันต์
- กาฬวกะหัตถี หรือ กาฬทันตหัตถี
- จตุรสกหรือจตุศกหรือจัครศก
- โรมทันต์ หรือทันตรำพาน
- สีหชงค์หรือสีหชงฆ์
- จุมปราสาท


2. พรหมพงศ์

ตำราพระคชลักษณ์
โดยลักษณะชาติ มีวรรณะเป็นพราหมณ์ สมบูรณ์ด้วยคชลักษณ์ สมบูรณ์ด้วยคชลักษณ์ เนื้อหนังอ่อน ขนอ่อนละเอียด เส้นเรียบ หน้าใหญ่ ท้ายต่ำ น้ำเต้าแฝด ขนงคิ้วสูง โขมดสูง มีกระทั่ว ตัวดังดอกกรรณิการ์ ขนหลัง ขนหู ขนปาก และริมตายาว และขุมหนึ่งรวมขึ้น รวมกันอยู่ 2 เส้น อกใหญ่ งวงเรียวรัดแลดูงดงามยิ่งนัก งาใหญ่โดยปลายและต้นสมส่วน มีสีดุจดอกจำปา

ตำรานารายณ์ประทมสินทร์
พระพรหมให้บังเกิดเป็น ชาติพราหมณ์ สมบูรณ์เนื้ออ่อน ขนอ่อนละเอียด น้ำเต้าแฝด ขนงคิ้วสูง โขมดสูง มีกระทั่วตัว ดังดอกกรรณิการ์ ท้ายต่ำกว่าหน้า ขนหลัง ขนหูปกปากและขนตายาว ขนขึ้นขุมละสองเส้น อกใหญ่ งาดุจสีจำปา งวงเรียว รัดเป็นต้นปลายสั้นงาม

ลักษณะของช้าง 10 หมู่ในพรหมพงศ์ คือ
- ฉัททันต์ มีผิวขาวเหมือนสีเงิน งาขาวเหมือนสีเงินยวง หาง เท้า และสันหลังสีแดง ถือว่าเป็นช้างสำหรับพระเจ้าจักรพรรดิ ช้างนี้เดินเร็วมาก โดยเดินทางรอบจักรวาล ออกจาก พระราชวังแต่เวลาพอรุ่ง พอพระอาทิตย์ขึ้นก็กลับมาถึงวัง
- อุโบสถ สีผิวเหมือนสีทอง ซึ่งช้างตระกูลอุโบสถนี้เดินเร็วมาก แต่ช้ากว่า ฉัททันต์ โดยออกจากวังไปแต่เช้าไปรอบจักรวาล พอเที่ยงก็กลับถึงวัง
- เหมหัตถี มีผิวสีเหลือง สีตาและเล็บเหมือนสีตัว
- มงคลหัตถี สีผิว สีตา และสีเล็บ เป็นสีม่วงเหมือนสีดอกอัญชัน มีงางอนขึ้นไปด้านขวา
- คันธหัตถี สีผิว สีตาและสีเล็บเหมือนสีไม้กฤษณา มูตร มูลและตัวช้างมีกลิ่นหอมดังกลิ่นไม้กฤษณา
- ปิงคัล สีผิว สีตาและสีตัวเหมือนสีตาแมว
- ดามพหัตถี ลักษณะสูงใหญ่ สีผิวสีเล็บและสีผิวตัวเหมือนสีทองแดงหล่อน้ำใหม่
- บัณฑร สีผิวขาวเผือกเหมือนหนึ่งไกรลาศ สีตาและสีเล็บเหมือนสีตัว
- คังไคย สีผิวเหมือนสีน้ำไหล สีตาและสีเล็บเหมือนสีตัว
- กาลวกหัตถี สีผิวดำเหมือนสีปีกกา สีตาและสีเล็บเหมือนสีตัว

นอกจานี้ มีช้างอัฏฐทิศ ในตระกูลพรหมพงศ์ ว่าเป็นช้างสำหรับบ้านเมือง เป็นช้างที่ประจำทั้ง 8 ทิศ แห่งเขาพระสุเมรุ คือ

ทิศบูรพา ( ตะวันออก ) ชื่อหมู่ ไอราพต มีสีกายดังเมฆ
ทิศอาคเนย์ ( ตะวันออกเฉียงใต้ ) ชื่อหมู่ บุณฑริก มีสีกายดังดอกอุบล
ทิศทักษิณ ( ใต้ ) ชื่อหมู่ พราหมณ์โลหิต มีสีกายแดงดังเลือด
ทิศหรดี ( ตะวันตกเฉียงใต้ ) ชื่อหมู่ กระมุท มีสีกายดังดอกกระมุท
ทิศประจิม ( ตะวันตก ) ชื่อหมู่ อัญชัน มีสีกายดังดอกอัญชัน
ทิศพายัพ ( ตะวันตกเฉียงเหนือ ) ชื่อหมู่ บุษปทัณฑ์ มีสีกายดังสีหมากสุก
ทิศอุดร ( เหนือ ) ชื่อหมู่ เสาวโภม มีสีกายดังหญ้าแพรกอ่อน
ทิศอิสาน ( ตะวันออกเฉียงเหนือ ) ชื่อหมู่ สุประดิษฐ์ มีสีกายดังเมฆสนธยา


3. พิศณุพงศ์หรือวิษณุพงศ์

ตำราพระคชลักษณ์
โดยลักษณะชาติมีวรรณะเป็นแพทย์ สมบูรณ์ด้วยคชลักษณ์ ผิวเนื้อหนังหนา ขนเกรียนทรวงอก คอ สีข้าง และเท้าทั้งสี่ใหญ่ได้ขนาด หาง งวง และหน้ายาวใหญ่อย่างประหลาด มีกระแดงที่หูเสมอกัน ตาขุ่น ขนเส้นใหญ่และหลังราบ ( ผิวหน้า ขนหน้าเกรียน อก คาง คอ เท้าทั้งสี่ใหญ่ หาง งวงยาว หน้าใหญ่ มีกระแดงเสมอกัน ตาใหญ่ ขุ่นมัว หลังราบ )

ตำรานารายณ์ประทมสินธ์
พระนารายณ์ให้บังเกิดเป็นชาติแพทย์ สมบูรณ์ผิวเนื้อหนา ขนเกรียน อก ข้าง คอ เท้าทั้ง 5 ใหญ่ หาง งวง หน้า ใหญ่ ยาว มีกระหูแดงยาวเสมอกัน ลูกจัษุขุ่น ขนใหญ่ หลังราบ


4. อัคนิพงศ์

ตำราพระคชลัษณ์
โดยชาติมีวรรณะเป็นศูทร สมบูรณ์ผิวเนื้อแดงกระด้าง ขนที่หูหยาบ หน้าเป็นกระแดงดั่งแววมยุรา งาแดง หลังแดง ที่หน้างวงแดง สันหลังแดง หน้างวงแดง ผิวเนื้อไม่หม่นไม่ดำสนิท ตะเกียบหูห่าง หางเขินจักษุดั่งสีน้ำผึ้ง

ตำรานารายณ์ประทมสินธุ์
พระนารายณ์ให้บังเกิดเป็นชาติศูทร สมบูรณ์ผิวเน้อแดงกระด้าง ขนหยาบ ตะเกียบหูห่างเขิน หน้าเป็นกระแดงดั่งแววนกยูง งาแดง สันหลังแดง หน้างวงแดง ผิวเนื้อไม่หม่นไม่ดำสนิท จักษุดังสีน้ำผึ้ง

http://www.surin.net/elephant/good-characteristics.html



แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 20 สิงหาคม 2552 / 19:02

PS.  ขอทรยศคนทั้งโลกดีกว่าให้ คนทั้งโลกมาทรยศ
ส่งกำลังใจให้ จขกท.

แสดงความคิดเห็น

1 ความคิดเห็น

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป