/>

กายภาพบำบัดเงินเดือนประมานเท่าไร [ไม่ระบุให้แชร์]

noonsa
Guest IP
วิว
ให้หัวใจกระทู้นี้ ~

แสดงความคิดเห็น

ยอดถูกใจสูงสุด

  • ถูกลบเนื่องจาก:
    iamPT
    Guest IP
    #31
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
    ถ้าหากว่าพวกคุณอยากทำงานสบาย และให้ค่าตอบแทนสูงๆ ผมขอแนะนำพวกคุณให้ไปเรียนสาย



    ธุรกิจดีกว่าครับ ครั้งหนึ่งผมยังจำได้ดี แม่บอกผมว่าโลกสายการแพทย์เป็นโลกที่ไม่งดงาม มีผู้คน



    มากมายร้องโอดโอย เดินเข้ามาหาเราเพื่อขอวันข้างหน้าในการใช้ชีวิตของพวกเขา และประโยคเด็ด



    ที่แม่บอก “หมอเงินแสน แต่ธุรกิจเงินล้านนะลูก”  ผมเติบโตมาพร้อมกับธุรกิจ ในบรรดาญาติๆของผม



    ไม่มีสายการแพทย์เลยสักคน มันคงน่าคิดล่ะครับ ว่าทำไมผมถึงมาเรียนกายภาพได้



         ยอมรับเลยครับว่า คณะนี้ไม่เคยอยู่ในลิสอาชีพตลอด 3ปี ชีวิต ม ปลายของผม วันที่ผมเลือก สห



    เวช สาขา กายภาพบำบัด ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่คืออะไร เรียนแล้วจบเป็นอะไร ต้องเรียนอะไรบ้าง เงิน



    เดือนเท่าไหร่ แต่เรื่องของเรื่อง วันนั้นครับญาติซึ่งจบคณะที่ผมอยากเข้ามาตลอดสามปีได้แวะเวียน



    มาเยี่ยมคุณยายผม ผมเลยได้มีโอกาสคุยกะพี่เขา พี่เขาบอกอย่าเรียนเลย ขนาดพี่จบค่าเทอมละแสน



    ยังเลิก แต่พี่แนะนำ สหเวช สาขา กายภาพบำบัดนะ พี่เค้าบอก ทำงานเหมือนหมอเลย แต่เป็นเวลา



    ไม่หนักเท่าหมอ แถมรายได้ก็พอๆกัน (แต่เท่าที่อ่านในกระทู้มันก็ ไม่ค่อยจะเป็นอย่างที่พี่เค้าว่า) ซึ่ง



    ตอนนั้นผมก็คิดหนักล่ะครับ อีก 4 ชม ก็จะปิดระบบและด้วย ก็เลยตัดสินใจเลือกไป แล้วก็ปรากฏว่า



    ผมติด! ผมดีใจ แต่มองไม่เห็นภาพตัวเองในอนาคตว่าเป็นยังไง





       หลังจากนั้นผมก็เข้ามาเรียน เชื่อมั้ยครับ ผมได้รู้ว่าสาขาผมมีรุ่นพี่ซิ่วเข้ามากกว่า ครึ่งสาขา ผมได้



    รู้จักเพื่อนที่คะแนนถึงทันตะแต่เข้าคณะนี้  ผมได้รู้จักเพื่อนที่คะแนนถึงเภสัชแต่เข้าสาขานี้  ได้คุยกะ



    เพื่อนที่บอกว่าถ้าจะเรียนเภสัชเข้ากายภาพดีกว่า มันทำให้ผมรู้สึกได้เลยว่า โลกมันเปลี่ยนไปแล้วมี



    คนที่เขามีแนวคิดใหม่ๆ มากกว่าที่จะยึดติดกับค่านิยมแบบเดิมที่ว่า เป็นแพทย์ ทันตะ เภสัช ย่อมดี



    กว่า คุณลองคิดดูว่าสามสายสาขานี้ เค้ามีอยู่ในประเทศเป็น 100 กว่าปีแล้วนะครับ แต่ในขณะที่



    กายภาพบำบัดเข้ามาได้ประมาณ 50 ปี และเพิ่งจะมาเป็นที่รู้จักจริงๆก็ 20 ปีให้หลัง แล้วจะนำไป



    เปรียบเทียบกันได้ยังไงล่ะครับ สิ่งที่มีมานานมันก็ย่อมเลอค่าไปตามกาลเวลาของมัน



    .. วันก่อนครับ ผมไปทำฟัน หมอบอกอนาคตผมคงต้องไปให้คุณรักษาหลัง



    .. แม่เพื่อนผมไปหาหมอครับ บอกลูกเรียกกายภาพบำบัด หมดบอกดีมากก บอกลูกคุณให้ตั้งใจเรียน



    เพราะ เนี่ย เป็นแหล่งเงินแหล่งทองเชียวนะคุณ



    .. เมื่อเร็วๆนี้ ผมได้มีโอกาสคุยกับอาจารย์เภสัช อาจารย์บอกว่าอย่ามาเรียนวิชาผมเลย เดี่ยวนี้คนกิน



    ยาไม่ค่อยหาย ต้องกลับไปสู่วิถีธรรมชาติ เดี่ยวบ่ายนี้ ผมก็ต้องไปทำกายภาพกับรุ่นพี่คุณ





    เป็นไงครับฟังแล้วหัวใจพองโตมั้ย นั่นแหละครับเรื่องราวที่ผมได้ยินมา ผมชักจะหลงรักวิชาที่คนทั่ว



    ไปมองไม่เห็น แต่คนที่ถูกมองว่าแจ๋วกลับเห็นว่ามันมีอะไรซะแล้วซิครับ  หนึ่งปีที่ผ่านมาของการเรียน



    ยอมรับครับว่าหนัก แต่ผมก็ได้เรียนรู้อะไรมากมาย มีคนถามทำไมไม่เป็นหมอจริงๆเลย จะเป็นหมอ



    กายภาพทำไม รู้มั้ยเพราะอะไรเพราะผมสะดุดในวลีของรุ่นพี่ที่ว่า หมอรักษาคนด้วยเครื่องมือ แต่



    หมอกายภาพอย่างเรารักษาคนด้วยสองมือ(ผมว่าแจ๋วกว่าอีก) สายการแพทย์คือการทำงานเป็นทีม



    เวิร์คครับ คนไข้บางคนไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติได้เพียงการรักษาจากแพทย์  แต่จำเป็นต้องมี



    นักกายภาพบำบัดอย่างเราเข้าไปกายภาพบำบัดให้เขากลับมาใช้ชีวิตปกติได้อีกครั้ง





    ถ้าคุณเป็นบุคคลที่พร้อมจะเรียนหนัก และมีจิตใจที่พร้อมจะช่วยเหลือผู้อื่นจริงๆ ก็มาใช้สมองกับ



    ปัญญาของคุณตอบแทนประเทศด้วยการดูแลคนไทยเถอะครับ เชื่อเถอะครับอนาคตสายอาชีพนี้ก้าว



    ไกลแน่นอน แค่มันยังไม่นานพอสำหรับคนไทย  คุณเชื่อมั้ยครับในอเมกา Physical Therapy เทียบ



    เท่ากับ แพทย์ และผู้ที่จะเรียน PT และในขณะที่ออสเตรเลีย Physical Therapy คะแนนสอบเข้าสูง



    เป็นอันดับสามของประเทศ สิ่งที่ผมอยากจะบอกไม่ใช่การสนับสนุนให้คุณเรียนจบไปทำงานต่างชาติ



    หรอกครับ แต่สิ่งที่ผมอยากให้คุณเห็นคือ ต่างชาติเขามองเห็นความสำคัญในสายวิชาชีพนี้มากต่าง



    หาก แล้วในอนาคตคุณคิดว่ามันจะไม่ดีขึ้น มันจะเป็นไปได้ยังไง? เปิดโลกทัศน์ให้กว้างๆครับ  



    ประเทศต้องเดินไปข้างหน้า อาจารย์ผมบอกว่ายิ่งหลังจากเปิดอาเซียน อาชีพนี้จะเป็นอาชีพที่น่าจับ



    ตามองมากอาชีพหนึ่ง มันเป็นสาขาแห่งอนาคตที่คนไทยมักแปลความหมายกันผิดๆ หนึ่งปีของผม



    ผมได้รู้จักอาชีพนี้มากขึ้นได้รู้ว่ามันมีอะไรมากมายกว่าที่คนมาเม้นไว้ในกระทู้กัน ทั้งเรื่องเงินเดือน



    การทำงาน ฯลฯ มันไม่ได้มีแค่นี้ครับ





       ถ้ามองในมุมมองของค่าตอบแทน เทียบกับคนในวงการเดียวกัน ก็อย่างเดิมที่ผมจะย้ำครับ อะไรที่



    มีมานานย่อมเลอค่าไปตามกาลเวลา แพทย์ ทันตะ เภสัช เค้ามีมานานครับ และเขาก็เรียนกันนาน



    ด้วยครับ เราจบก่อนแม้เงินเดือนเดือนแรกของเราอาจไม่เท่าเขา แต่เอาเถอะครับ กว่าเขาจะจบเราก็



    คงทำเงินเดือนเราก็อาจมากกว่าหรือน้อยกว่าเขาได้แล้วล่ะครับ มันอยู่ที่ความพยายามของแต่ละคน



    เปิดโลกทัศน์ให้กว้างๆครับ คุณพร้อมที่จะเดินในเส้นทางนี้รึเปล่า ทางที่หลายคนกำลังเข้าใจเราผิด



    ทางที่คุณอาจจะต้องเหนื่อย  ทางที่บางคนบอกค่าตอบแทนหลักแสน แต่บางคนบอกหลักหมื่น  ทาง



    ที่ไม่ได้ถูกมองว่าแจ๋วเท่าแพทย์ ทันตะ เภสัช  ทางที่คนทั่วไปมองไม่เห็น มีเพียงเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่



    จะเข้ามาทำให้เส้นทางนี้เป็นที่รู้จัก (ลองย้อนกลับไปมองวันที่ทุกๆอาชีพไม่ว่าจะเป็น แพทย์ ทันตะ



    เภสัช พยาบาล ครู นักกฎหมาย นักเศรษฐศาสตร์ วิศวะ เสมียนบัญชี นักธุรกิจ สถาปนิก นักวิทยา



    ศาสตร์ ตำรวจ ทหาร นักการเมือง ฯลฯ เพิ่งเข้ามาในประเทศไทย ทุกคนต่างตั้งคำถามว่า เขาคือ



    ใคร แล้วปัจจุบันนี้ มีใครบ้างไม่รู้จัก  เราโชคดีกว่าเพราะอาชีพของเราเข้ามาในวันที่เทคโนโลยีก้าว



    ไกล มีคนไทยไปเรียนในต่างประเทศและรู้ว่าวิชาชีพนี้สำคัญมากเพียงใด)  มาร่วมสร้างเส้นทางสาย



    อาชีพแห่งอนาคต แล้วจะรู้เลยว่า วันนึงนักกายภาพบำบัด ก็จะเป็นอาชีพที่ทุกคนว่าแจ๋วมากที่สุด



    เหมือนกัน เนี่ย.. ใกล้แล้วๆ  





        และสิ่งสุดท้ายที่ผมอยากจะบอก ผมก็เคยเหมือนกับพวกคุณอยากเรียนจบไปทำงานสบาย เงิน



    เดือนสูงๆ ไม่เหนื่อยมาก แต่มันก็เป็นหลักเหตุและผลที่คนทั้งโลกก็ทราบกันดี ไม่มีอะไรได้มาโดยที่



    ไม่ขยันและพยายาม ยิ่งโดยสาขาวิชาชีพนี้แล้วเมืองนอกเค้าเรียนกัน 6 ปีนะครับ แต่ในขณะที่



    ประเทศไทยเราบรรจุหลักสูตรไว้เพียง 4 ปี และก็เรียนได้ตั้งแต่ ป ตรี ฟังดูเรียนง่ายนะครับ แต่ขอบอก



    ว่าหนักมาก!





    ปล. ขอบคุณที่อ่านจนจบ ผมหวังว่าบทความของผมจะทำให้หลายๆท่านได้มองเห็นอะไรมากยิ่งขึ้น



    และเปลี่ยนมุมมองปรับทัศนคติที่มีต่อสายอาชีพของเรา เรามีอะไรมากกว่าที่ท่านรู้จักและมองเห็น



    อย่างตัวผมเองที่พิมมาผมก็ได้ปรับทัศนคติที่ผมเคยมี ผมเปิดใจให้กับอาชีพที่ผมไม่รู้จักแต่เข้ามาได้



    เพราะเขากำหนดมาให้เป็นอย่างนี้ ผมรู้ครับว่าอาชีพนี้คงเทียบเงินเดือนที่ผมตั้งใจไว้ในอาชีพแรก



    ของผมไม่ได้มันต่างกันลิบลับเลย แต่ก็ไม่ใช่ว่าผมเห็นแก่เงินหรือว่าอะไรนะครับ แต่ผมเชื่อว่าด้วย



    ความพยายามที่บริสุทธิ์ใจจะทำให้ผมทำเงินเดือนได้เท่าเทียมกับที่ผมเคยหวังไว้ อย่างน้อยไม่รวย



    เงินก็รวยใจครับ อาจารย์เคยบอกว่า แค่หนูติดกายภาพมาก็เหมือนได้ทำบุญครั้งใหญ่แล้ว มีคนอีก



    มากมายกำลังรอนักกายภาพที่ดีๆอย่างหนู  ^^



    ถ้าไม่ลองเรียนรู้อะไรใหม่ๆแล้วจะรู้คุณค่าของอนาคตได้อย่างไร ?
    ตอบกลับ
  • ถูกลบเนื่องจาก:
    nawininter
    Guest IP
    #4
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
    เงินเดือนขั้นต่ำการทำงานในโรงพยาบาลของรัฐ คือ 10030 บาท + ค่า พตส. อีก 1000 บาท + ค่าลงพื้นที่อีกเป็นครั้งๆไป ไม่ต่ำกว่าครั้งละ 500 บาท(ไม่เกิน 6 ชั่วโมง) + ค่าเปิดคลินิกหรือทำเคสโฮม(รับทำกายภาพบำบัดที่บ้านนอกเวลา) ไม่ต่ำกว่าครั้งละ 500 บาท(ในเวลาไม่เกิน 3 ชั่วโมง) เดือนนึงประมาณ เกือบๆๆ 20000 บาท ก้อถึงว่าคุ้มนะครับสำหรับการเรียน 4 ปี ขึ้นกับความขยันของเราเอง ถ้าขี้เกียจอย่ามาเรียนเลยดีกว่าครับ เพราะคุณอาจมาทำให้วิชาชีพคนอื่นเค้าเสียหายได้





    ส่วนในโรงพยาบาลเอกชน เริ่มต้นที่ประมาณ 12000-15000 บาท อาจได้เพิ่มอีกจากค่าทำคลินิกจากเคสโฮม





    กายภาพบำบัดเหมือนจะงานหนัก แต่จริงแล้วไม่หนักหรอกครับ ถ้ารู้จักวิธีการแอพพลายหรือฉลาดเลือกวิธีการรักษาทางกายภาพบำบัดนั่นเอง เพราะทุกๆจุดของการรักษาจะมีทริคหรือเทคนิคการประยุกต๋ที่เซฟตัวเองอยู่



    ข้อดีของกายภาพบำบัดที่พี่มองเห็นอยู่อย่างนึงก้อคือ การที่จะได้สำผัสกับสิ่งคัดหลั่งจากร่างกายผู้ป่วยนั้นมีโอกาสน้อย ดังนั้นเราจะเซฟจากเชื้อโรคมาก มีการทำงานในชั่วโมงที่น้อยในเวลาราชการ ไม่ต้องเข้าเวรดึกมาขดตาหลับขับตานอนที่โรงพยาบาล



    หลายคนมองกายภาพบำบัดว่ามีแต่นวดนั้นเป็นเรื่องที่มองในมุมแคบ



    จริงๆกายภาพบำบัด ทำได้หลายอย่างมากกว่านี้ นวดเป็นส่วนประกอบส่วนน้อยในวิธีการรักษาทางกายภาพบำบัด



    ตัวอย่างการรักษาที่คนทั่วไปน่าจะเคยเห็น คือ การเคาะปอด สั่นปอด การจัดกระดูก การออกกำลังกายเพื่อการรักษาที่มีเทคนิคเฉพาะอย่างกับผู้ป่วยแต่ละประเภท การออกกำลังกายเพื่อการรักษาในน้ำ การใช้เครื่องมือทางกายภาพบำบัด เช่น อัลตราซาวด์ เครื่องกระตุ้นไฟฟ้า เลเซอร์ อัลตราไวโอเลท เครื่องช้อทเวฟ-ไมโครเวฟ แผ่นประคบร้อน-เย็น ขี้ผึ้งพาราฟิน การแช่ในถังน้ำวน เป็นต้น



    กายภาพบำบัดแบ่งเป็นหลายๆฟิล์ว เช่น กายภาพบำบัดทางออร์โธปิดิกส์ กายภาพบำบัดทางระบบประสาท กายภาพบำบัดทางระบบหัวใจและทรวงอก กายภาพบำบัดทางกีฬา กายภาพบำบัดในผู้สูงอายุ กายภาพบำบัดในผู้ป่วยเด็ก กายภาพบำบัดชุมชน



    ซึ่งคนส่วนใหญ่ก้อจะเลือกทำงานในด้านที่ตัวเองถนัดที่สุด



    ในอนาคต จะมีตำแหน่งผู้วชาญในแต่ละด้าน ซึ่งก้อจะทำให้คนๆนั้นได้เงินเพิ่มจากเงินที่เคยได้รับครับ



    กายภาพบำบัดเป็นวิชาชีพที่ค่อยข้างใกล้ชิดกับผู้ป่วยมาก



    ดังนั้น กายภาพบำบัดหลายๆคนมักจะได้ของฝากจากผู้ป่วยเสมอๆ อย่าที่พี่เคยได้ คือ ซีดีเพลงโมสาร์ท 6 แผ่น และขนมนมเนยอื่นๆ



    สิ่งหนึ่งที่กายภาพบำบัดหลายๆคนคงภูมิใจในวิชาชีพนี้เหมือนๆกัน คือ



    การได้ทำให้ผูป่วยหายจากโรคที่เขาเป็นด้วยหนึ่งสมองสองมือของตัวเราเองซึ่งเป็นสิ่งที่พ่อแม่เราได้มอบให้มา1
    ตอบกลับ

75 ความคิดเห็น

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป