/>
Dek-D.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของ
ผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับ

ธุดงค์ญี่ปุ่น : ตอนที่ 1 [ไม่ระบุให้แชร์]

วิว


พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

   คืนสุดท้ายก่อนออกเดินทางจากประเทศไทย อาจารย์ก็ไปพักอยู่ที่บ้านร่มโพธิ์ทองของโยมมนูญที่แถบสุขุมวิท วันนั้นอาจารย์ได้พักอยู่อย่างสบาย ได้ฉันอาหาเต็มที่ มีคนมาให้กำลังใจก่อนออกเดินทาง

   พอถึงวันที่ 15 เมษายน 2532 อาจารย์ก็นั่งเครื่องบินไปถึงที่สนามบินนาริตะ ประเทศญี่ปุ่น สรุปแผนการง่ายๆคือเดินไปถึงเมืองฮิโรชิม่า ระหว่างการเดินทางก็รักษาพระวินัยเคร่งครัด หมายถึง ไม่รับเงินทอง อาศัยบิณฑบาตร หาที่พัก แล้วก็ไม่นั่งรถ พอลงจากเครื่องบินแล้วก็เริ่มใช้ชีวิตเหมือนหอยทาก ซึ่งอาจารย์ชอบเปรียบว่าใช้ชีวิตเหมือนกับพระธุดงค์ แบกเอาบ้านคือเปลือกหอยติดตัวไปไหนมาไหนตลอดเวลา อาจารย์เองก็เช่นกัน ต้องแบกบริขารสัมภาระทั้งหมดติดตัวไปด้วยตลอด มีตั้งแต่บาตร จีวร สังฆาฏิ กลด ผ้าใบสำหรับปูนอน กระติกน้ำ ฯลฯ รวมน้ำหนักประมาณ 15 กิโลกรรม

   ทีนี้จากประสบการณ์การธุดงค์ในเมืองไทยของอาจารย์เองก็ถือว่าไม่ลำบากมาก อย่างน้อยบิณฑบาตก็ไม่ค่อยมีปัญหาในเมืองไทย ถ้ามีบ้านมีคน อย่างน้อยมีข้าวเปล่าๆก็อิ่มท้อง ทีนี้เมื่อจะเดินธุดงค์ในญี่ปุ่น อะไรๆก็ไม่แน่นอน คนญี่ปุ่นไม่มีประเพณีใส่บาตรด้วยอาหาร เพราะพระญี่ปุ่นในนิกายมหายานก็รับเงินได้ ทำครัวเองได้ แต่เมื่อเราไม่รับเงินทอง รับแต่อาหารก็ไม่แน่ว่าจะได้ไหม หรือได้รับทันที่จะฉันก่อนเที่ยงไหม ได้ก็ฉันได้ ไม่ได้ก็ฉันไม่ได้ แล้วก็เดินไปเรื่อยๆ จะพักที่ไหน นอนที่ไหนก็เป็นธุดงค์จริงๆ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่แน่นอน

คืนแรกในญี่ปุ่น

  
อาจารย์ไปถึงสนามบินนาริตะประมาณสี่โมงครึ่ง เป็นเวลาเกือบเย็นแล้ว ออกเดินไปถึงตัวเมืองนาริตะที่ห่างไปราว 10กิโลเมตรก็ท้องฟ้าเริ่มมืด ไปถึงหน้าประตูวัดนาริตะซันก็ราว2ทุ่ม

   วัดนาริตะซันเป็นวัดนิกายชินงอน มีหลักคำสอนตามนิกายตันตระ สอนให้คนบรรลุโพธิญาณด้วยการสวดมนต์ออ้นวอน นับถือพระไวโรจนะพุทธะเป็นหลัก และถือคัมภีร์มหาไวโรจนะสูตรเป็นสำคัญ นิกายชินงอนนี้มีลักษณะของลัทธิตันตระซึ่งผสมรวมเอาแนวคิดของฮินดูเข้าไปด้วย และนิกายชินงอนนี้ก็ได้รวมแนวความเชื่อของลัทธิชินโตเข้าไปผสมเพิ่มเติม




   ที่วัดนี้จะเปิดอยู่ตลอดเวลา ไม่มีประตู ไม่มียาม ใครจะเข้าออกตอนไหนก็ได้ อาจารย์ก็รอจนถึงสองทุ่มแล้วค่อยเข้าไปดู ข้างในมีศาลาอยู่ ยกพื้นสูงประมาณเมตรหนึ่ง ก็เดินขึ้นบันไดไป ประตูศาลาก็ปิดอยู่ แต่ระเบียงนอกชานก็มีหลังคาคลุม นอนได้ อาจารย์กับญาณะซัง(เมื่ออาจารย์ ตัดสินใจจะไปธุดงค์ในญี่ปุ่นแล้ว อาจารย์ก็มีสหธรรมิกพระญี่ปุ่นอยู่องค์หนึ่งชื่อญาณรโต อาจารย์ชอบเรียกเขาว่าญาณะซัง เลยตกลงกันว่าจะไปธุดงค์กันสององค์)ก็เลยนั่งสมาธิตรงนั้น เอาผ้ามุ้งกลดที่เป็นผ้าร่มมาห่มคลุมตัวไว้ เกรงว่าจะโดนไล่ แต่ก็ไม่มีใครมาว่า ผู้คนก็เดินเข้าออกได้อิสระ บริเวณที่อาจารย์นั่งอยู่ก็ไม่มีใครเดินผ่าน พอเห็นว่าไม่มีคนแล้วและไม่น่าจะมีปัญหาอะไรอาจารย์ก็เลยนอนตรงนั้น นั่นเป็นคืนแรกในญี่ปุ่น

   พอเช้ามืดอาจารย์ก็เก็บของให้เรียบร้อย พอคนเข้ามาจะได้ไม่รบกวนใคร แล้วอาจารย์ก็นั่งสมาธิ ชมวัดรอเวลาไปจนผู้คนเริ่มตื่นเริ่มออกมาข้างนอกกัน

   ก่อนจะมาญี่ปุ่นก็มีโยมคนไทยคนหนึ่งถามว่าจะไปถึงวัดนาริตะซันวันไหน เขารับปากว่าพออาจารย์ไปถึงก็จะมาใส่บาตร นัดเจอกันตรงโคมไฟสีแดงใหญ่ๆบริเวณซุ้มประตูทางเข้า อาจารย์เลยนั่งรอโยมอยู่ที่จุดนัดพบ ให้ญาณะซังไปบิณฑบาตคนเดียว แต่ก็คุยกับโยมไว้นานแล้ว อาจจะไม่มาตามที่คุยกันก็ได้ อาจารย์เลยเผื่อใจไว้ก่อนว่า "มาก็ดี ไม่มาก็ไม่เป็นอะไร ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนไม่แน่นอน" อาจารย์ก็นั่งสมาธิรอไป ระหว่างนั้นอาจารย์ก็ย้อนระลึกถึงเมื่อครั้งกลับมาญี่ปุ่นครั้งแรก

การกลับมาญี่ปุ่นครั้งแรก

  
อาจารย์ได้กลับมาญี่ปุ่นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2529 คือประมาณสามปีก่อนที่จะมาธุดงค์ครั้งนี้ ตอนนั้นบวชได้12พรรษา ไม่เคยกลับมาญี่ปุ่นนานถึง15ปีแล้ว มาถึงก็รักษาศีลรักษาวินัยไม่รับเงิน แต่ก็ไม่ได้ติดต่อญาติพี่น้องไว้ก่อนเลย ก่อนมาได้คุยกับโยมญี่ปุ่นคนหนึ่งที่เคยมาปฏิบัติธรรมที่วัดป่านานาชาติ เป็นช่างภาพอิสระอยู่ที่โตเกียว โยมคนนี้ก็บอกว่า อาจารย์ไม่มีทางเดินออกจากสนามบินได้ จะออกมาก็ต้องนั่งรถไฟหรือรถประจำทางเท่านั้น แต่ไม่มีเงินก็ขึ้นรถไม่ได้อีก พอลงจากเครื่องบินผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองแล้วอาจารย์ก็นั่งอยู่พักหนึ่ง หวั่นๆอยู่เหมือนกันว่าจะเดินออกจากสถานีได้ไหม

   พอเดินออกมาก็เจอประตูทางออก มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเฝ้าอยู่ อาจารย์ก็ค่อยๆเดินไป ลุ้นอยู่ในใจว่าเขาจะยอมให้เราเดินออกไปไหม แต่ก็เดินออกไปได้ไม่มีอะไร

   อาจารย์รู้จักทิดชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งที่เคยบวชอยู่ด้วยกันที่กรุงเทพฯ ตอนนี้สึกออกมาแล้วกลับมาอยู่ที่ตัวจังหวัดชิบะ เมืองนาริตะเองก็อยู่ในจังหวัดชิบะนี้เหมือนกัน เรียกได้ว่าไม่ไกลกันเกินไปนัก อาจารย์อยากจะโทรหาทิดคนนี้แต่ก็โทรไม่ได้เพราะไม่มีเงิน พอเดินออกมาได้สิบเมตรเลยเดินกลับมาหาเจ้าหน้าที่แล้วขอเขาใช้โทรศัพท์ เจ้าหน้าที่ก็เดินเข้าออฟฟิศไปถามหัวหน้า แล้วก็เดินออกมาชี้ให้ไปใช้โทรศัพท์สาธารณะที่อยู่ห่างไปประมาณหกสิบเมตรโทร อาจารย์ก็เลยไม่โทร เดินออกมาเลย จริงๆถ้าอธิบายไปว่าเราเป็นพระต้องรักษาศีลไม่ใช้เงินก็คงจะยอมให้ใช้ แต่ตอนนั้นใจอาจารย์รู้สึกไม่อยากอธิบาย เลยไม่โทรก็ได้

   เดินออกมาได้ก็จริงอยู่แต่ถนนที่เดินออกมาไม่มีทางเดิน เป็นถนนให้รถวิ่งอย่างเดียวไม่มีฟุตบาท ถนนก็ค่อนข้างแคบ มีแต่รถวิ่งทั้งนั้น แถมก่อนกลับมาชาวบ้านที่อุบลราชธานีก็รู้ว่าอาจารย์จะกลับมาญี่ปุ่น ก็เลยซื้อของฝากถวายให้อาจารย์เอาไปฝากแม่ มีทั้งหมอนสามเหลี่ยมทั้งผ้าขาวม้า อาจารย์ก็เอาเชือกฟางมัดไว้แล้วทำหูหิ้วถือไว้ข้างหนึ่ง อีกข้างหนึ่งก็สะพายบริขาร ของฝากไม่ได้หนักมากแต่หิ้วแบบนี้แล้วเชือกมันบาดมือ เจ็บมือพอสมควร ก็ต้องคอยเปลี่ยนข้างถือสลับกันไปมาระหว่างของฝากกับบริขาร ต้องเดินริมๆระวังรถชนอีก ทุลักทุเลน่าดู

   พอประมาณสองถึงสามทุ่มอาจารย์ก็อยากจะนอนพัก แต่หาที่นอนไม่ได้ เพราะอากาศชื้นจนดินเปียกปักกลดนอนไม่ได้ มองไปข้างทางมีแต่โรงแรมสูงๆทั้งนั้น เลยต้องเดินไปเรื่อยๆ เจ็บมือก็เจ็บ จนมาเกือบถึงตัวเมืองแล้วเจอริมถนนใต้ทางยกระดับมีที่ว่างเยอะ ตอนนั้นก็ประมาณเที่ยงคืนแล้ว อาจารย์เลยปูอาสนะ เอามุ้งมาคลุมทั้งตัว ตั้งบาตรไว้แล้วงอตัวลงมาหนุนบาตรนอน อาจารย์ก็เคยปฏิบัติเนสัชชิกอยู่ประจำคือไม่เอนกายนอนเลย เคยฝึกต่อเนื่องเป็นเดือนๆ พอจะนั่งหลับแบบนั้นได้

   พอตื่นมาประมาณตีสี่ก็เห็นแต่รถสิบล้อคันใหญ่ๆวิ่งไปวิ่งมา ก็เริ่มมีความรู้สึกไม่มีที่ไป ไม่รู้จะไปที่ไหนดี ตอนนั้นฟ้าเริ่มสว่างแล้วเพราะที่ญี่ปุ่นสว่างเร็ว แต่ชาวบ้านก็ยังไม่ตื่นกัน ก่อนออกจากสนามบินอาจารย์ก็หยิบแผ่นพับแนะนำสถานที่ต่างๆในเมืองมาด้วย ก็เลยไปตามแผนที่ตั้งใจจะไปวัดนาริตะซัน วัดแห่งนี้โด่งดังมาก อาจารย์ก็เคยได้ยินชื่อมาตั้งแต่สมัยมัธยมต้น แต่ระหว่างทางก็ไปแวะนั่งตามสวนสาธารณะก่อนเพื่อฆ่าเวลา

   พอไปถึงก็ราวๆเจ็มโมงกว่า อาจารย์ก็วางบริขารแล้วเดินชมวัด ออกจากญี่ปุ่นมาเป็นสิบปีแล้ว เลยรู้สึกไม่คุ้นตา เหมือนตัวเองเป็นนักท่องเที่ยวคนหนึ่ง เดินชมว่าวัดญี่ปุ่นเป็นแบบนี้เอง สวยดีเหมือนกัน พอประมาณแปดโมงพระก็ออกมาทำกิจจัดสถานที่ อาจารย์เลยเข้าไปคุยกับเขาว่าพอมีทางที่จะขอพักที่นี่สักคืนหนึ่งได้ไหม พระก็ชี้นิ้วไปที่โรงแรมราคาถูกริมถนน ชั้นล่างเป็นร้านขายของส่วนชั้นบนเป็นที่พัก ต้องเสียค่าบริการ อาจารย์ก็รู้สึกว่าเอาอีกแล้วหรือ ถ้าอย่างนั้นไม่พักก็ได้ ออกเดินทางต่อเลยแล้วกัน

   ที่เมืองนี้ก็เป็นเมืองโบราณสมัยซามูไร ถนนหนทางก็แคบๆ ขอโทรศัพท์ก็ถูกปฏิเสธ ขอพักก็ถูกปฏิเสธอีก อาจารย์เลยรู้สึกว่าถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร ตัดสินใจไปเลยว่าวันนี้ไม่บิณฑบาต เดินไปจนกว่าจะหมดแรงล้มลงไปเลย ก่อนอื่นต้องเข้าไปที่ตัวเมืองชิบะแล้วเดินต่อไปจนถึงโตเกียว จากนั้นก็เดินกลับไปบ้านเกิดที่อิวาเตะ สมัยเรียนเคยนั่งรถไฟจากอิวาเตะมาก็ต้องนั่งรถนอนคืนหนึ่งจึงจะถึงโตเกียว ไกลมาก

   แต่อาจารย์ก็เดินไปเรื่อยๆ ก้าวขาไปทีละก้าว เจ็บมือก็เจ็บ มานึกตอนนี้ก็สงสัยเหมือนกันว่าทำไมตอนนั้นไม่เอาผ้ามาพันเชือกหิ้วของจะได้ไม่เจ็บมือ ไม่รู้ทำไมนึกไม่ออก ประมาณ 11 โมงเช้าก็ไปถึงทางเชื่อมเข้าถนนไฮเวย์ รถที่ออกจากถนนแคบๆของเมืองก็ต้องหยุดรถก่อนเลี้ยว อาจารย์ก็วางบริขารไว้ริมถนนตรงนั้นแล้วเดินไปมา ไม่นานก็มีรถคันแรกขับผ่านมา เขาก็จอดแล้วถามว่าจะไปไหน พอรู้ว่าจะไปชิบะก็เลยนิมนต์อาจารย์ขึ้นรถ

   พอคุยกันบนรถอาจารย์ก็เล่าว่าออกจากญี่ปุ่นไปบวชเป็นพระอยู่ประเทศไทยสิบกว่าปี ออกจากญี่ปุ่นมาได้15ปีเพิ่งได้กลับมา โยมคนนั้นก็บอกว่าเขาเป็นสัตวแพทย์ เมื่อปีก่อนทางรัฐบาลญี่ปุ่นส่งเขามาทำงานที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ตามโครงการช่วยเหลือด้านวิทยากร ได้อยู่เมืองไทยมาหนึ่งปี ดูออกว่าอาจารย์เป็นพระไทยเลยจอดรับ แล้วเขาก็ถามว่าฉันอาหารแล้วหรือยัง พอบอกไปว่ายังเขาก็รีบหาร้านอาหารที่อยู่ตามข้างถนนไฮเวย์ ตอนนั้นก็ประมาณ11โมงครึ่ง เข้าไปแล้วโยมก็สั่งอาหารว่าเอาอาหารที่ทำได้เร็วที่สุดมาสองชุด เพราะเขารู้อยู่ว่าพระไทยฉันอาหารหลังเที่ยงไม่ได้ วันนั้นอาจารย์เลยไม่ต้องอด

   พอฉันเสร็จก็ขอโยมใช้โทรศัพท์ เลยโทรไปติดต่อทิดได้ ทิดเลยนิมนต์ไปพักที่บ้าน คืนที่สองของการกลับมาญี่ปุ่นครั้งแรกก็ได้พักที่บ้านทิด

   อาจารย์ได้ไปพักกับเพื่อนเก่าก็เลยนั่งคุยกันสัพเพเหระ ทิดเล่าว่าก่อนจะสึกได้ไปเที่ยวตามต่างจังหวัด เข้าไปตามวัดบ้านในชนบท พระเณรที่นั่นต้องมาช่วยชาวบ้านดำนา อาหารค่อนข้างขาดแคลน ชาวบ้านขาดเนื้อสัตว์ เณรเลยไปตักหนอนในห้องน้ำมา ล้างเอาของเสียออกให้เหลือแต่ตัวหนอนแล้วเอาไปทำอาหารทาน

   คุยเรื่องเก่าๆกันกับทิด แล้วทิดก็ถามว่าได้ติดต่อที่บ้านแล้วหรือยัง พอรู้ว่าไม่ได้ติดต่อไปทิดเลยให้ใช้โทรศัพท์ พอโทรไปพี่ชายก็รับสาย ถามว่าจะไปถึงบ้านเมื่อไร อาจารย์ก็ตอบไม่ถูก บอกไปว่ากว่าจะเดินไปถึงนี่ก็อาทิตย์หนึ่งหรือสองอาทิตย์ก็ไม่รู้ แต่พอตอนเช้าทิดคนนี้ก็ซื้อตั๋วรถไฟชินกังเซ็นให้อาจารย์นั่งไปถึงเมืองชิสุกุอิชิในจังหวัดอิวาเตะบ้านเกิดของอาจารย์เลย กลายเป็นว่าเดินทางวันเดียวถึง

   นี่ก็เป็นประสบการณ์การกลับมาญี่ปุ่นครั้งแรกของอาจารย์

บิณฑบาตรวันแรกในญี่ปุ่น


   อาจารย์รอโยมที่โคมไฟทางเข้าวัดนาริตะซันอยู่จนแล้วจนรอด แต่สุดท้ายโยมที่นัดไว้ก็ไม่มาใส่บาตร ช่วงที่อาจารย์รอโยมอยู่ก็ให้ญาณะซังเป็นตัวแทนไปบิณฑบาตแทนอาจารย์ ญาณะซังก็ไปเดินบิณฑบาตตามร้านค้าร้านขายของที่ระลึกในรอบๆเมืองนาริตะแล้วกลับมา ได้มาแค่ลูกอมถุงเดียว    พอดีมีเสบียงที่โยมในกรุงเทพถวายไว้ จำพวกเนยแข็ง ช๊อคโกแลตซึ่งเป็นสัตตาหะกาลิก หมายถึงอาหารที่พระพุทธเจ้าอนุญาตให้เก็บไว้ฉันได้ภายในเจ็ดวันหลังรับประเคน ก็เลยต้องเอาออกมาแบ่งกันฉันก่อนออกธุดงค์ต่อ

หมายเหตุ : 1.ตอนที่2จะนำมาลงวันเสาร์หน้านะคร้าบ(เสาร์ที่27 ส.ค. 54)
                   2.ขอขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ "ธุดงค์ญี่ปุ่น" ของพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก 
                     


แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 20 สิงหาคม 2554 / 16:04
ส่งกำลังใจให้ จขกท.

แสดงความคิดเห็น

3 ความคิดเห็น

บทความที่นิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป