/>
Dek-D.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของ
ผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับ

ธุดงค์ญี่ปุ่น : ตอนที่2 [ไม่ระบุให้แชร์]

วิว


พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก
   ช่วงที่ถึงโตเกียวอาจารย์หาที่พักไม่ได้ก็เดินไปเรื่อยๆ คืนที่สามในญี่ปุ่นอาจารย์ก็ต้องไปนั่งพักผ่อนอยู่ริมถนน มีผู้หญิงวัยรุ่นที่นั่งรถผ่านตะโกนมาว่า "Nice Fasion" ชุดเก๋มาก เขาคงเห็นพระห่มจีวรแล้วดูแปลกตาดีเลยตะโกนแซว

   ในโตเกียวนี่หาที่นอนแทบไม่ได้ ต้องนอนสถานีรถไฟเกือบตลอด คืนที่สามในญี่ปุ่นอาจารย์ก็เดินจนห้าทุ่ม รอรถไฟเที่ยวสุดท้ายออกไปก่อนแล้วอาจารย์ก็เข้าไปพักในสถานี พอตีสี่เขาก็เปิดไฟแล้วคนก็กรูเข้ามาขึ้นรถไฟเที่ยวแรกเต็มสถานีไปหมด อาจารย์ต้องรีบเก็บข้าวของแล้วออกมาจากสถานี จากนั้นก็เดินต่อไปเรื่อยๆจนหกโมงเช้า แล้วไปนั่งสมาธิ นั่งริมถนน อากาศก็หนาวแถมง่วงด้วย เลยเอาผ้าพลาสติกมาคลุมตัวกันหนาว นั่งสมาธิหลับๆตื่นๆอยู่ตรงนั้น แล้วจู่ๆก็มีรถดับเพลิงเปิดไฟสัญญาณฉุกเฉินเข้ามาจอดแต่ไม่ได้เปิดไซเรน เจ้าหน้าที่ดับเพลิงรีบลงมาถามว่าเป็นอะไร มีปัญหาอะไรหรือเปล่า เอารถมารับ จะพาไปส่งโรงพยาบาล อจารย์ก็บอกไปว่าไม่มีอะไร สบายดี ปรากฏว่ามีคนเห็นอาจารย์นั่งอยู่ แล้วนึกว่าเป็นคนป่วยแต่ไปโรงพยาบาลไม่ได้เลยมานั่งหลับอยู่ตรงนี้ เขาเลยหวังดีโทรไปบอกให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงมาดู

นัดพบกับมหาวีโร

   อาจารย์กับญาณะซังมาถึงเมืองโตเกียวเมื่อวันที่18 เมษายน 2532 พอมาถึงเขตเมืองโตเกียวแล้วอาจารย์ก็นัดพบกับลูกศิษย์คนหนึ่งชื่อโคอิจิโร่ นากาชิม่า เป็นลูกชายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมญี่ปุ่น เขามาถือศีลอยู่ที่วัดป่านานาชาติช่วงหนึ่ง ตั้งใจว่าจะบวช แต่ช่วงนั้นเขากลับมาญี่ปุ่นเพื่อพูดคุยกับพ่อแม่ให้เข้าใจกันเสียก่อนจึงจะบวชได้ ภายหลังเขาก็ได้บวชแล้วได้รับฉายาว่า "มหาวีโร"

   อาจารย์ก็นัดเจอกับเขาที่สถานีรถไฟ มหาวีโรที่ตอนนั้นยังเป็นโยมก็จะถวายอาหารบิณฑบาต ตอนนั้นเพิ่งแปดโมงกว่าร้านอาหารยังไม่เปิด มีแต่ร้านแม๊คโดนัลด์ โยมเลยซื้อแฮมเบอร์เกอร์มาถวายรูปละสองชุด อาจารย์กับญาณะซังฉันจนหมดก็พออิ่มท้องหน่อยๆ อร่อยดี แต่ให้ฉันอีกเท่าตัวก็ยังไหวเพราะเราเดินกันทั้งวัน ด้วยความที่สนิทกันอาจารย์เลยบอกไปว่าที่ฉันไปนี่แค่ครึ่งท้อง แต่โยมบอกว่าขอโทษด้วย เงินหมดแล้ว อาจารย์ก็ว่าไม่เป็นไร ฉันประมาณนี้ก็ตรงตามหลักที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ ว่าการฉันอาหารนั้น ให้ฉันจนรู้สึกว่าอีกห้าคำก็จะอิ่มแล้วให้หยุด จากนั้นค่อยดื่มน้ำตามสักแก้วหนึ่งจึงจะเป็นการฉันที่พอดี หลวงพ่อชาก็ชอบสอนเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน

ฉันเสร็จแล้วโยมก็นิมนให้ไปพักที่คอนโดของเขา แล้วรับปากว่าอยู่ที่นั่นจะถวายอาหารให้ฉันอิ่มเต็มที่แน่นอน แล้วโยมก็เอาบริขารบางส่วนขึ้นรถไฟล่วงหน้าไป ส่วนอาจารย์กับญาณะซังต้องเดินเท้าไปตามที่ตั้งใจไว้ พอสัมภาระที่ต้องแบกเบาลงแล้วอาจารย์ก็เดินเร็วหน่อย เพราะว่าต้องเดินให้ถึงคอนโดภายในวันนั้น

   อาจารย์ก็เดินผ่านพระราชวังไปจนถึงคอนโดของมหาวีโรช่วงเย็นๆ แล้วก็พักอยู่ที่นั่น3-4วัน ตอนนั้นเท้าอาจารย์ก็แตกจนเลือดไหลต้องเอาพลาสเตอร์ยาปิดไว้ ช่วงที่พักอยู่ที่คอนโดเลยพยายามรักษาแผลให้แห้งจะได้หายเร็วๆ ระหว่างนั้นก็มีโยมชื่อคุณปรีดีจากสถานฑูตไทยมาคอยดูแลถวายอาหารที่คอนโด ที่จริงแล้วโยมปรีดีนับถือศาสนาคริสต์ แต่มีคนรู้จักที่กรุงเทพฝากให้ช่วยดูแลอาจารย์ด้วยเขาก็เลยมา

รายการโทรทัศน์ติดต่อขอถ่ายสารคดี

   ช่วงที่อยู่คอนโดในโตเกียว อาจารย์ก็โทรไปหาช่างภาพอิสระที่เคยโทรติดต่อกันเมื่อตอนกลับมาญี่ปุ่นคราวก่อน เขาก็ส่งข่าวไปทางสถานีโทรทัศน์Nippon Television ทางสถานีเขาเลยติดต่อมา เขาไม่เชื่อว่ายุคสมัยนี้ถ้าไม่ได้ใช้เงินแล้วเราจะสามารถไปถึงเมืองฮิโรชิม่าได้อย่างไร เลยขอติดตามไปทำสารคดี อาจารย์ก็อนุญาต

   การถ่ายทำสารคดีในญี่ปุ่นใช้งบประมาณสูงมาก เขาจะคอยติดตามอัดเทปถ่ายภาพอาจารย์เป็นช่วงๆไป ช่วงละ3-4วัน จนกว่าจะถึงฮิโรชิม่า อย่างตอนอยู่โตเกียวก็มาตามถ่ายเก็บข้อมูล เก็บประสบการณ์ของอาจารย์อยู่3วันแล้วก็กลับ พอไปถึงฟูจิก็มาอีก3วันอย่างนี้ อาจารย์ก็มีบัตรโทรศัพท์อยู่ พอไปถึงเมืองไหนก็คอยโทรบอกว่าเรากำลังอยู่ที่นี่นะ กำลังอยู่ที่นี้กำลังจะเข้าเขตนี้ ถ้าเขาอยากจะถ่ายภาพก็จะนั่งรถชินกังเซนมา ผู้ผลิตรายการจะเช่ารถมาตามหาอาจารย์ก่อนว่ากำลังเดินธุดงค์อยู่ตรงไหน พอเจอกันแล้วเขาก็เรียกทีมงานมาอยู่กับเรา3-4วัน โดยจะไม่เข้ามารบกวนหรือช่วยเหลืออะไรทั้งสิ้น แล้วเขาก็กลับไปทำงานอื่นๆ ทำอย่างนี้ ทีมงานถ่ายทำมีประมาณเกือบ10คน มีช่างภาพคอยถ่าย เอาไมโครโฟนมาติดที่ตัวอาจารย์กับญาณะซังด้วย เราจะพูดอะไรเขาก็อัดเทปหมด มีใครมาคุยด้วยเขาก็อัดไว้ เวลาเราบิณฑบาตหรือหาที่พักเขาก็จะเดินตามหลังไปเรื่อยๆเพื่อถ่ายทำ ระหว่างที่เราเดินทางเขาก็กลับขึ้นรถตู้ขับตามเก็บภาพจากมุมต่างๆ พอมีใครมาพูดหรือคุยด้วยค่อยรีบเข้ามาถ่ายใกล้ๆ ทีมงานจะปล่อยให้เราเดินอย่างอิสระไม่มารบกวน แต่จะมีทีมงานคนหนึ่งคอยเดินตามหลังอยู่ไกลๆ จะได้รู้ว่าอาจารย์อยู่ที่ไหน

   พระเอกของสารคดีนี้คือท่านญาณรโต ญาณะซังเรียนจบหมอจากมหาวิทยาลัยเกียวโต เรียนจบแล้วก็มาบวชเป็นพระในพระพุทธศาสนาเลยไม่เข้าทำงาน ทีมงานถ่ายในมุมมองว่าญาณะซังเรียนจบสูงๆ แล้วมาบวชเป็นพระ มาติดตามเป็นลูกศิษย์อาจารย์ที่เป็นนักแสวงบุญเดินธุดงค์ไปฮิโรชิม่า ระหว่างทางจะผ่านบ้านเกิดของญาณะซังที่เมืองนารา พ่อแม่ก็รอพบเขาอยู่ที่นั่น

   สารคดียาว1ชั่วโมง พอออกอากาศแล้วก็มีเรทติ้ง17เปอร์เซ็นต์ คือจากคนดูทีวีร้อยกว่าล้านคน มีคนดูสารคดีนี้17ล้านคน เรทติ้งสูงมากพอสมควร

มิยาซาว่า เคนจิ

  
  
มิยาซาว่า เคนจิ เป็นกวีและนักประพันธ์วรรณกรรมเด็กชื่อดังของญี่ปุ่น เรียกได้ว่าคนญี่ปุ่นแทบทุกคนต้องรู้จักผลงานของเขา

   เคนจิเกิดเมื่อปีพ.ศ.2439 ที่จังหวัดอิวาเตะจังหวัดเดียวกับบ้านเกิดของอาจารย์ ที่บ้านของเคนจิเป็นคหบดีในเขตนั้นทำธุรกิจโรงรับจำนำ แต่เขาเป็นคนขี้สงสาร เห็นคนจนๆต้องลำบากมาขอจำนำของแล้วทนดูไม่ได้ เลยไม่มีใจรักที่จะทำธุรกิจนี้ จนมีปัญหากับพ่อ

   เคนจิเป็นคนชอบอ่านชอบเขียนหนังสือ ไปไหนก็จะมีกระดาษกับดินสอติดไปด้วยเสมอ พอคิดอะไรออกก็เขียนเก็บเอาไว้ เป็นคนเขียนเร็วมาก บางครั้งถึงกับอ่านคำที่ตัวเองเขียนไว้ไม่ออกก็มี นอกจากนี้ยังเป็นคนชอบการเกษตรและเรื่องดวงดาว เขานับถือนิกายนิชิเรนโดยเน้นไปที่การเมตตาและช่วยเหลือผู้อื่น เมื่อไม่ลงรอยกับพ่อเรื่องธุรกิจที่บ้านแล้ว เคนจิจึงออกจากบ้านไปอยู่โตเกียว เรื่องนี้เป็นข่าวดังในแถบนั้นจนถึงกับลงหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น

   ระหว่างที่อยู่โตเกียวก็เลี้ยงดูตัวเองด้วยการทำงานที่สำนักพิมพ์ แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาบ้านเกิด เมื่อโทชิน้องสาวที่เขารักมากป่วย เมื่อกลับมาแล้วเคนจิก็เป็นครูอยู่4ปี ในช่วงที่เป็นครูนี้เขาก็ตีพิมพ์หนังสือและบทกวีออกมาเยอะพอสมควร

   มิยาซาว่า เคนจิมองว่าจังหวัดอิวาเตะอุดมสมบูรณ์ มีสภาพแวดล้อมที่สวยงามและสงบสุข เป็นเมืองในอุดมคติ แต่ช่วงนั้นมีข่าวภัยธรรมชาติ สภาพอากาศฤดูกาลผิดเพี้ยน มีผู้คนเดือดร้อนเต็มไปหมด เขาจึงตระหนักว่าอาหารเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในโลก จึงตั้งใจที่จะพัฒนาการเกษตรให้ก้าวหน้า

   ในด้านความเป็นครูนั้น เคนจิออกจะเป็นคนสบายๆ ไม่เคร่งครัด เขาเป็นคนชอบทานแตงโม เชอบเอาหลอดทิ่มเข้าไปในผลแตงโมงทั้งลูกแล้วดูดเนื้อกิน แตงโมที่ปลูกในโรงเรียนร้อยลูก จะถูกเคนจิดูดจนเนื้อกลวงไปเสียยี่สิบลูก วันหนึ่งเขาพาเด็กๆที่ทำงานจนเหนื่อยไปอาบน้ำที่แม่น้ำ แล้วชวนเด็กๆให้ว่ายข้ามแม่น้ำไปแอบเจาะแตงโมในสวนอีกฟากแม่น้ำกิน พอเจาะแตงโมกินไปได้สักพักเจ้าของสวนก็ออกมาไล่ เด็กๆและเคนจิก็วิ่งหนีกันอย่างสนุกสนาน แต่ที่จริงแล้วเคนจิจ่ายเงินค่าแตงโมไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว พร้อมทั้งตกลงกับเจ้าของไร่ว่าให้ทำแบบนี้เพื่อให้เด็กๆได้มีประสบการณ์ที่สนุกสนาน

   เคนจิดูแลเด็กทุกคนเป็นอย่างดี พูดจาดี หากมีใครป่วยก็จะคอยไปดูแล พอแต่ละคนเรียนจบเขาก็จะพยายามหางานที่เหมาะสมกับเด็กคนนั้นให้ แต่ด้วยความเป็นคนไม่เคร่งครัดของเขา ทำให้เขาลาออกจากอาชีพครูในที่สุด เมื่อลาออกมาแล้วเขาก็ยึดอาชีพทำไร่ ผลผลิตที่ได้ก็นำมาจำหน่ายในราคาถูกๆ เรียกว่าทำด้วยใจรักมากกว่าจะแสวงหากำไร

   มิยาซาว่าเคนจิก็เสียชีวิตในปีพ.ศ.2476 ด้วยอายุเพียง37ปี หลังจากนั้น18ปีอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโกก็ถือกำเนิดขึ้นในเมืองชิสุกูอิชิ จังหวัดอิวาเตะ

   หลังจากเคนจิเสียชีวิตแล้วก็มีการพิมพ์ผลงานต่างๆของเขาที่ยังไม่เคยตีพิมพ์มาก่อนอีกมากมาย เขากลายเป็นนักเขียนที่คนญี่ปุ่นอ่านผลงานมากที่สุดคนหนึ่ง วรรณกรรมที่โด่งดังของเขาคือเรื่อง "รถไฟสายทางช้างเผือก" และบทกวีที่โด่งดังที่สุดคือ " Ame ni mo Makezu" แปลชื่อเป็นภาษาไทยได้ว่า "ไม่ยอมแพ้กระแสฝน"

 
"ไม่ยอมแพ้กระแสฝน
ไม่ยอมแพ้กระแสลม
ไม่ยอมแพ้หิมะและความร้อนของฤดูร้อน
ขอเพียงมีร่างกายแข็งแรง
ไม่มีความโลภ
ไม่โกรธโดยเด็ดขาด
ยิ้มอย่างสงบอยู่เสมอ
กินข้าวกล้องวันละสี่ถ้วย
พร้อมกับมิโสะและผักอีกนิดหน่อย
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
ไม่เอาอัตตาตัวตนเข้าไปเกี่ยวข้อง
ตาดู หูฟังอย่างเข้าใจ จดจำได้ไม่ลืม
ภายใต้ร่มเงาของต้นสน
ปลูกกระท่อมหญ้าเล็กๆอยู่อาศัย
ถ้าทิศตะวันออกมีเด็กเจ็บป่วยไข้
จะไปช่วยเยียวยารักษาให้
ถ้าทิศตะวันตกมีแม่ผู้ออ่นล้า
จะไปช่วยแบกฟ่อนข้าวให้
ถ้าทิศใต้มีใครกำลังจะตาย
จะไปปลอบโยนว่าไม่มีอะไรต้องกลัว
ถ้าทิศเหนือมีใครทะเลาะเบาะแว้งกัน
จะไปเตือนสติว่า หยุดดีกว่า
ไม่มีประโยชน์อันใด
เมื่อเกิดความแห้งแล้งจะหลั่งน้ำตา
เมื่อเกิดหนาวสั่นในฤดูร้อนจะเดินพล่าน
ใครๆก็เรียกว่าคนไม่ได้ความ
ไม่มีใครชมเชย ไม่มีใครรำคาญ
คนแบบนี้แหละที่ฉันอยากเป็น"
มิยาซาว่า เคนจิ
   อาจารย์ได้อ่านงานเขียน "ไม่ยอมแพ้กระแสนฝน" ของเขามาตั้งแต่สมัยเป็นวัยรุ่นแล้วรู้สึกประทับใจมาจนปัจจุบัน อ่านแล้วก็รู้สึกว่าเราก็เห็นคุณค่าของชีวิตแบบนี้ ต้องการใช้ชีวิตอย่างนี้เหมือนกัน

   "ไม่ยอมแพ้กระแสฝน" เป็นเหมือนอุดมคติของเคนจิที่จะใช้ชีวิตอย่างสมถะเรียบง่าย มีความมุ่งมั่น อดทน เสียสละ ตั้งใจที่จะช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน พูดได้ว่าคนญี่ปุ่นแทบทุกคนรู้จักบทกวี "ไม่ยอมแพ้กระแสฝน" เพราะมีการนำบทกวีนี้ไปเขียนลงบนผ้า สลักลงบนไม้ หรือหล่อเป็นแผ่นโลหะขายเป็นเครื่องประดับบ้านไว้ติดตามห้อง เป็นงานเขียนที่เป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้คนเป็นจำนวนมาก

   กระแสฝน กระแสลม หิมะฤดูหนาว ความร้อน เปรียบเหมือนความไม่แน่นอนและอุปสรรคที่ทุกชีวิตต้องเผชิญ สำหรับอาจารย์ การออกธุดงค์ไปญี่ปุ่นในครั้งนี้ก็เหมือนกัน เราก็ตั้งใจแน่วแน่ที่จะรักษาใจดีไว้ทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับความยากลำบากขนาดไหน เราจะไม่ละทิ้ง"ยิ้มน้อยๆในใจ" และเตือนใจตัวเองว่า
อดได้ ทนได้ รอได้ ด้วยใจดี




หมายเหตุ : 1.ตอนที่3จะนำมาลงวันเสาร์หน้านะคร้าบ(เสาร์ที่3 ก.ย. 54)
                      2.ขอขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ "ธุดงค์ญี่ปุ่น" ของพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก 
                         3.ลิงค์ตอนที่1 http://www.dek-d.com/board/view.php?id=2249170


แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 27 สิงหาคม 2554 / 20:04
ส่งกำลังใจให้ จขกท.

แสดงความคิดเห็น

4 ความคิดเห็น

บทความที่นิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป