/>
Dek-D.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของ
ผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับ

ธุดงค์ญี่ปุ่น : ตอนที่8 [ไม่ระบุให้แชร์]

วิว
   
ซากุระ

   วันหนึ่งก็มีโยมที่เห็นเราเดินแล้วศรัทธานิมนต์ให้พักที่บ้านเขา อาจารย์ก็โทรไปบอกรายการโทรทัศน์ไว้แล้วว่าอยู่เมืองนี้ พอดีโยมเขานิมนต์ให้พักต่ออีกวัน เขาอยากให้เราพักผ่อนบ้าง จะดูแลอาหารให้เป็นอย่างดี และอยากจะคุยกับอาจารย์ต่อ ทางอาจารย์ก็อยากจะพักเหมือนกัน จะได้ซักผ้าอาบน้ำให้สบายๆ โปรดิวเซอร์รายการสารคดีเขาก็มาตามหาอาจารย์วันที่อาจารย์พักบ้านนั้นพอดี ปกติเขาขับรถหาไม่กี่ชั่วโมงก็จะเจออาจารย์เดินอยู่ริมถนน แต่วันนั้นอาจารย์พักอยู่บ้านโยมเขาเลยหาไม่เจอ หาทั้งวันก็ไม่เจอ ส่วนอาจารย์ก็พักผ่อนอยู่บ้านโยมอย่างสบายใจ กว่าจะหากันเจอก็ตอนอาจารย์ออกเดินทางต่อ

   ทางเขาก็ต้องลำบากคอยตามหา ทางอาจารย์ก็ฉันได้ไม่ค่อยอิ่ม อาจารย์เลยเสนอไปว่า เราเปลี่ยนจากตามหากันแบบนี้เป็นนัดเจอกันดีกว่าไหม พอมาเจอกันแล้วก็จะให้โอกาสเขาได้ทำบุญด้วย พูดง่ายๆก็ให้เขาทำบุญถวายอาหารให้พวกอาจารย์นี่แหละ อาจารย์จะได้หมดห่วงเรื่องอาหารไปมื้อหนึ่ง ทางโปรดิวเซอร์ก็ไม่ต้องลำบากตามหาอาจารย์ ทางนั้นเลยตกลงว่าทุกครั้งที่เจอกันจะทำบุญถวายอาหารในวันแรกหนึ่งมื้อ และก่อนกลับอีกหนึ่งมื้อ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นร้านอาหารริมทางเล็กๆ ทำกันเองในครอบครัว จะมีอาหารชุดหลายๆอย่างให้เลือก ราคาไม่แพง อาจารย์ก็สั่งอาหารชุดจำพวกดงบุริ เป็นข้าวหน้าต่างๆประมาณสามชุด ตบท้ายด้วยของหวานกับกาแฟด้วย นานๆทีจะได้ฉันอะไรแบบนี้ที

ลำบากอย่างไรก็รักษาศีลเคร่งครัด

   การเดินธุดงค์ในญี่ปุ่นแม้จะไม่มีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น แต่ก็ต้องเจอความลำบากอยู่บ่อยๆ ทั้งการบิณฑบาต การหาที่พัก บางครั้งก็หิว บางครั้งก็ต้องนอนตามป้ายรถเมล์ ต้องทนความหนาว บางครั้งก็นั่งหลบฝนอยู่ริมถนน มองดูรถที่วิ่งผ่านไปมาแล้วเกิดอารมณ์ความรู้สึกแปลกๆ ชวนให้นึกถึงที่หลวงพ่อชารู้สึกเมื่อครั้งธุดงค์ในป่า ว่าเราต้องมาลำบาก ไม่มีบ้านอยู่ ไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ อาจารย์ก็รู้สึกอย่างนี้ขึ้นมาเหมือนกัน แต่เราก็สมัครใจมาเดินธุดงค์เองเลยไม่เป็นทุกข์ บางครั้งก็เดินผ่านภัตตาคาร เห็นคนนั่งทานอาหารกันอย่างมีความสุข แต่อาจารย์ต้องเดินตัวเปียกอยู่ริมถนน ร้านขนมปังก็ชอบเป็นกระจกใสเปิดไฟสว่าง มีขนมปังวางเยอะๆ พอเดินผ่านไปตอนกลางคืนก็ได้แต่มองดู

   เราตั้งใจจะรักษาพระวินัยไม่รับเงินทอง มีคนแก่กลุ่มหนึ่งเข้ามาไหว้แล้วเอาเงิน 100 เยนวางไว้ข้างหน้าด้วยความเคารพและศรัทธา ถึงจะหิวก็ใช้เงินไม่ได้  พอหนุ่มสาวคู่หนึ่งเดินผ่านเราก็ให้ปัจจัย
แก่เขาไป บอกว่าเอาไปทำอะไรก็ได้ให้เป็นประโยชน์ก็แล้วกัน

   วันหนึ่งเราเดินอยู่ก็มีสุภาพสตรีคนหนึ่งนั่งรถติดตามเรามา พอถึงก็ลงมาจะทำบุญ บอกเราว่า "อยากจะทำบุญ" เราบอกว่า "เราไม่รับปัจจัย รับแต่อาหาร" เขาก็รีบหยิบอาหารที่เตรียมไว้เป็นอาหารกลางวันของเขาเอง ออกมาถวายเราหมด ถวายแล้วก็บอก "ขอบคุณ" อย่างนี้ก็มี เดินไปเรื่อยๆเวลาบิณฑบาต ก็มีโยมถวายปัจจัยบ่อยๆ เราก็ปฏิเสธเรื่อยไป ญาณะซังก็เลยถามอาจารย์ใหญ่ว่า ทำไมรับปัจจัยไม่ได้ โยมก็อยากถวาย เราก็หิว คนญี่ปุ่นที่อยากถวายปัจจัยก็มีอยู่เรื่อยๆ อาจารย์ก็ตอบไปว่า "ถ้ารับปัจจัยเราก็เริ่มเก็บปัจจัย เก็บสมบัติก็เริ่มสร้างทุกข์ แต่ถ้าเรารับอาหาร ฉันหมดไม่ต้องเก็บสะสมก็เป็นสันโดษ" 

   ญาณะซังก็เคยบอกไว้ว่า เวลาเดินตามอาจารย์ใหญ่ เกือบ 99 เปอร์เซ็นต์ ก็เดินตามหลังสักสองสามเมตร จริงๆก็น่าจะถือบริขารให้อาจารย์ใหญ่ แต่ก็ไม่ไหว เลยถือให้แต่กลดกับย่าม ของญาณะซังเองก็มีถุงบาตรกับกลด เดินตามหลังปกติก็ไม่เห็นอะไร เห็นแต่เท้าของอาจารย์ใหญ่ ก้มหน้าก้มตาเดิน มีแต่ทุกข์ทรมาน หิวก็หิว ฉันก็ไม่ค่อยจะอิ่ม นอนก็ไม่ค่อยจะหลับ ถนนที่เดินก็อยู่ในเมือง เขาก็กินข้าวกันอร่อย เราก็ไม่ได้กิน ตอนเย็นเราก็ต้องเดิน มีความรู้สึกว่า เขาอยู่บนสวรรค์ เราอยู่ในนรก วันหนึ่งอาจารย์หันกลับมาบอกว่า "ญาณะซัง ดูซิ ต้นชากำลังออกใบไม้ใหม่ เขียวสวยน่าดูนะ" แต่ปรากฏว่า ญาณะซัง ทุกข์ตลอด


การเดินก้าวหนึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในโลก

   การเดินธุดงค์ก็ต้องเจอกับความลำบากอย่างนี้ ระหว่างทางก็มีหลายคนถามอาจารย์ว่า จะเดินธุดงค์ไปฮิโรชิม่าทำไม อาจารย์ก็ตอบว่า  ฮิโรชิม่าไม่ใช่เป้าหมาย แต่ต้องการฝึกจิตให้เป็นสมาธิ เดินไปทีละก้าวด้วยความเอาใจใส่ มีสติสัมปชัญญะ ในทุกย่างก้าว ดูจิต รักษาจิตของเราไว้ นี่คือเป้าหมายของการธุดงค์ ธุดงค์เราก็ต้องอยู่กับปัจจุบัน  แม้จุดหมายปลายทางจะอยู่ที่เมืองฮิโรชิม่าก็ตาม เราก็ต้องรู้ตัวตลอดเวลาว่า เป้าหมายแท้จริงคือ ต้องให้ความสำคัญกับทุกก้าวเดิน อยู่กับปัจจุบัน คือเดินจงกรมนี่แหละ ทำหน้าที่ในปัจจุบัน ทำดีที่สุด ด้วยใจดีเป็นหลัก ก็เดินไปด้วยใจเป็นสมาธิ

ความสุขเล็กๆ น้อยๆ

  
เมื่อจิตเป็นสมาธิอยู่กับปัจจุบันแล้ว ก็มีความสุขกับสรรพสิ่งรอบตัวได้ เห็นดอกหญ้าข้างถนนแค่นี้ก็รู้สึกมีความสุข เจอเด็กๆ เจอผู้คนมาคุยด้วยก็มีความสุข คนที่พบเราก็มีความพอใจ มีความสุข เช่นครั้งหนึ่งก็มีโยมผู้หญิงเข้ามาไหว้ แล้วก็ขอเดินตามไประยะหนึ่ง ระหว่างเดินโยมคนนี้ก็สวดอิติปิโสของญี่ปุ่นเสียงดังไปด้วย หรืออย่างเมื่อคราวเจอเด็กๆ ประมาณประถม1 ถามอาจารย์ว่ามาจากไหน จะเดินไปไหนหรือ พออาจารย์บอกไปว่าเดินมาจากนาริตะ จะเดินไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงเมืองฮิโรชิม่า เด็กๆได้ยินแล้วก็ตื่นเต้นกันใหญ่ ขอเดินตามไปด้วยระยะหนึ่ง แล้วก็เอาน้ำชาจากกระติกน้ำเล็กๆของเขามาถวายอาจารย์ เพียงเท่านี้ก็มีความสุข เห็นเทวรูปจิโซอยู่ริมทางก็มีความสุข เห็นทิวทัศน์ธรรมชาติหรืออะไรเล็กๆน้อยๆก็มีความสุข เมื่อจิตเป็นสมาธิอยู่กับปัจจุบันแล้ว เรื่องอะไรเล็กน้อยก็มีความสุขได้ พบอะไรก็รู้สึกว่าเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่า แม้จะเป็นสิ่งที่คนทั่วไปเห็นว่า น่าเบื่อ หรือไร้ค่าก็ตาม ไม่เหมือนกับผู้คนทั่วไปที่ต้องเห็นอะไรที่แปลกใหม่ น่าตื่นเต้น หรือไปหาอาหารดีๆ ราคาแพงรับประทานจึงจะมีความสุข บางคนต้องลงทุนลงแรงต่างๆนานาจึงจะหาความสุขได้ แต่อาจารย์ไม่ต้องลงทุนอะไรก็มีความสุขได้ เพียงแค่จิตเป็นสมาธิอยู่กับปัจจุบันไปทีละก้าวเดินเท่านั้นก็พอ


พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

หมายเหตุ : 1.ตอนที่9จะนำมาลงอาทิตย์หน้านะครับ
                      2.ขอขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ "ธุดงค์ญี่ปุ่น" ของพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก 
                         3.ลิงค์ตอนที่1 http://www.dek-d.com/board/view.php?id=2249170
                            4.ลิงค์ตอนที่2 http://www.dek-d.com/board/view.php?id=2254185
                                 5.ลิงค์ตอนที่3 http://www.dek-d.com/board/view.php?id=2259084
                                      6.ลิงค์ตอนที่4 http://www.dek-d.com/board/view.php?id=2262940
                                          7.ลิงค์ตอนที่ 5 http://www.dek-d.com/board/view.php?id=2268369
                                            8.ลิงค์ตอนที่6 http://www.dek-d.com/board/view.php?id=2278700
                                             9.ลิงค์ตอนที่7 http://www.dek-d.com/board/view.php?id=2286092

ส่งกำลังใจให้ จขกท.

แสดงความคิดเห็น

7 ความคิดเห็น

บทความที่นิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป