/>
Dek-D.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของ
ผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับ

ธุดงค์ญี่ปุ่น : ตอนจบ [ไม่ระบุให้แชร์]

วิว





ความเป็นมาของธุดงควัตร 13 ข้อ


   ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ พระองค์ก็เคยบำเพ็ญทุกรกิริยา ทรมานร่างกาย เช่น ทำตัวเหมือนสุนัข ทำตัวเหมือนสัตว์ป่า กลั้นหายใจหรืออดข้าวต่างๆสารพัดอย่างนาน 6ปี เกือบตาย ผอมลงจนเรียกว่าหนังหน้าท้องก็ติดกระดูกสันหลัง เมื่อตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ท่านก็ทรงแสดงปฐมเทศนาสอนปัญจวัคคีย์ทั้ง5 ด้วยพระสูตรธัมมจักกัปปวัตตนสูตรว่า

   "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ที่สุดแห่งการกระทำสองอย่างนี้ มีอยู่ เป็นสิ่งที่บรรพชิตไม่ควรข้องแวะเลย นี้
คือการประกอบตนพัวพันอยู่ด้วยความใคร่ในกามทั้งหลาย (กามสุขัลลิกานุโยค) เป็นของต่ำทราม เป็นของชาวบ้าน เป็นของคนชั้นปุถุชน ไม่ใช่ข้อปฏิบัติของพระอริยเจ้า ไม่ประกอบด้วยประโยชน์เลย นี้อย่างหนึ่ง  อีกอย่างหนึ่งคือ การประกอบการทรมานตนให้ลำบาก (อัตตกิลมถานุโยค) เป็นสิ่งนำมาซึ่งทุกข์ ไม่ใช่ข้อปฏิบัติของพระอริยเจ้า ไม่ประกอบด้วยประโยชน์เลย"

   แต่ควรเจริญอริยมรรคมีองค์ 8 ซึ่งก็เป็นการปฏิบัติธรรมของเรา ต่อมาภายหลังพระพุทธองค์ก็มองเห็นว่า วิธีปฏิบัติของธุดงควัตรซึ่งจัดเป็นทรมานตนให้ลำบากนั้น บางสิ่งบางอย่างก็เป็นประโยชน์ จึงอนุญาตและส่งเสริมธุดงควัตร 13ข้อ ให้เป็นข้อปฏิบัติที่เข้มงวดเป็นพิเศษ เพื่อเป็นการขัดเกลากิเลสอย่างยิ่ง ใครจะปฏิบัติหรือไม่ก็ได้  เลือกปฏิบัติเป็นบางข้อก็ได้ ไม่ได้บังคับ

   ธุดงควัตรทั้งหมดมีอยู่ด้วยกัน 13ข้อ แบ่งออกเป็น 4หมวด คือ

   หมวดที่ 1 เกี่ยวกับจีวร มี2ข้อ

                    1 ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร หมายถึง ใช้ผ้าที่ชาวบ้านไม่ใช้แล้ว ทิ้งไว้เป็นขยะ หรือนำผ้าห่อศพมาใช้
                    2 ถือผ้าไตรจีวรเป็นวัตร คือ ใช้ผ้าเพียง 3ผืน ได้แก่ สบง จีวร และ สังฆาฏิ

   หมวดที่ 2 เกี่ยวกับบิณฑบาต มี5ข้อ
                    3 ถือบิณฑบาตเป็นวัตร
                    4 ถือบิณฑบาตตามลำดับบ้านเป็นวัตร ไม่ใช่มุ่งหน้าเลือกเดินไปเฉพาะบ้านที่มีฐานะดี
                    5 ถือการฉันในอาสนะเดียวเป็นวัตร
                    6 ถือการฉันในบาตรเป็นวัตร
                    7 ถือการห้ามภัตที่ถวายภายหลังเป็นวัตร เช่นกำลังฉันอยู่ มีคนมาถวายอาหารเพิ่มก็ไม่รับแล้ว

   หมวดที่ 3 เกี่ยวกับที่พักอาศัย มี5ข้อ
                     8 ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร
                     9 ถือการอยู่โคนไม้เป็นวัตร
                     10 ถือการอยู่กลางแจ้งเป็นวัตร
                     11 ถือการอยู่ในป่าช้าเป็นวัตร
                     12 ถือการอยู่ในเสนาสนะที่เขาจัดไว้ให้เป็นวัตร

   หมวดที่ 4 เกี่ยวกับการปรารภความเพียร มี1ข้อ
                     13 ถือเนสัชชิก คือไม่เอนกายนอน ปฏิบัติอิริยาบท ยืน เดิน นั่ง เท่านั้น (เวลาง่วงก็นั่งพิงข้างฝาแล้วหลับไป)

พระมหากัสสปะ : สาวกผู้เป็นเลิศด้านธุดงควัตร

  
พระมหากัสสปเถระคือผู้ที่ได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่า เป็นเอตทัคคะในด้านผู้มีธุดงค์มาก หมายถึงเป็นภิกษุสาวกผู้เป็นเลิศด้านธุดงควัตร

   พระมหากัสสปเถระเป็นบุตรของกบิลพราหมณ์ ในหมู่บ้านพราหมณ์ ใกล้กรุงราชคฤห์ มีนามเดิมว่า "ปิปผลิ" ตระกูลของท่านมีทรัพย์สมบัติเป็นอันมาก เมื่ออายุได้20ปี ท่านถูกพ่อแม่รบเร้าให้แต่งงานแต่ท่านไม่ต้องการ จึงออกอุบายหลบเลี่ยง แต่สุดท้ายก็ไม่อาจเลี่ยงได้ จึงต้องแต่งงานกับนางภัททกาปิลานี

   ทั้งตัวท่านและนางภัททกาปิลานีต่างก็ไม่ต้องการครองเรือนและไม่สนใจในกาม เมื่อแต่งงานกันแล้ว ยามร่วมเรือนหอ ท่านจะขึ้นที่นอนจากทางขวา ส่วนภรรยาขึ้นที่นอนจากทางซ้าย แล้วเอาพวงมาลัยวางไว้กึ่งกลางที่นอน และจะไม่ล่วงข้ามพวงมาลัยไปโดยเด็ดขาด

   ต่อมาทั้งตัวท่านและภรรยาต่างปราถนาที่จะออกบวช ทั้งสองจึงปลงผมให้กันและกัน ห่มผ้าย้อมน้ำฝาด เอาบาตรใส่ถุง แล้วแยกกันออกเดินทางตามหาศาสดา

   พระพุทธเจ้าพำนักอยู่ในพระเวฬุวันวิหารเห็นด้วยพระญาณว่าปิปผลิกับนางภัททกาปิลานีได้ตัดสินใจออกบวช จึงออกไปนั่งอยู่ใต้ต้นไทรเพียงลำพังแล้วเปล่งพุทธรัศมีเรืองรอง เมื่อปิปผลิมาเห็นเข้าจึงคิดว่าคนผู้นี้คงเป็นศาสดาของเรา จึงเข้าไปขอบวช พระพุทธเจ้าจึงบวชให้

   เมื่อบวชแล้วพระมหากัสสปเถระมีโอกาสได้เปลี่ยนผ้าสังฆาฏิกับพระพุทธเจ้า ท่านจึงรู้สึกว่าตนควรจะปฏิบัติให้สมกับที่ได้รับพระกรุณา จึงสมาทานธุดงควัตรทั้ง13ข้อ หลังจากบวชได้7วัน พระมหากัสสปเถระก็บรรลุอรหัตผล เป็นพระอรหันต์

   พระมหากัสสปเถระถือธุดงควัตรอยู่ป่าจนเข้าสู่วัยชรา วันหนึ่งท่านไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่พระเวฬุวัน พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "กัสสป บัดนี้เธอชราแล้ว ผ้าป่านบังสุกุลเหล่านี้ของเธอหนัก ไม่น่าสวม ไม่น่านุ่งห่ม เพราะเหตุนั้นแล เธอจงใช้คฤหบดีจีวร จงบริโภคโภชนะที่เขานิมนต์ และจงอยู่ในสำนักของเราเถิด"

   แต่พระมหากัสสปตอบปฏิเสธว่า ตนถือธุดงค์เป็นวัตรมานานแล้ว และสรรเสริญคุณของธุดงควัตร เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสถามว่าเห็นประโยชน์อันใดจากการถือธุดงควัตรต่อไป พระมหากัสสปจึงตอบว่าเห็นประโยชน์สองประการดังนี้

   1.เล็งเห็นการอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม (ความสุขที่ได้รับในทันที ผลที่ประจักษ์แก่ตนในชาติปัจจุบัน)
   2.เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับชนภายหลังได้ปฏิบัติตามได้เห็นว่าธุดงควัตรเป็นข้อปฏิบัติที่เป็น
ประโยชน์

   เมื่อได้ยินดังนั้นแล้ว พระพุทธเจ้าจึงตรัสชื่นชมในความตั้งใจที่จะกระทำตนเป็นแบบอย่างเพื่ออนุเคราะห์แก่ชนรุ่นหลัง ท่านจึงทรงอนุญาตให้พระมหากัสสปเถระถือธุดงควัตรทั้ง13ข้อต่อไป

   ภายหลังพระพุทธเจ้าตรัสยกย่องพระมหากัสสปเถระว่า

   "ภิกษุทั้งหลาย พระมหากัสสปเถระเป็นเลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเรา ผู้ทรงธุดงค์และสรรเสริญคุณของธุดงค์"

สรรพสิ่งที่เห็นเป็นธรรม

  
ท่ามกลางความลำบากต่างๆมากมาย หากจิตใจเราสงบแล้ว ก็สามารถมองเห็นธรรมะได้ ในขณะที่ผู้อื่นอาจมองไม่เห็นประโยชน์อะไรเลยก็ตาม อย่างวันหนึ่งอาจารย์เดินอยู่ชายทะเล เห็นเศษแก้วชิ้นหนึ่ง ถูกน้ำทะเลซัดไปๆมาๆอยู่อย่างนั้น จนกลมเกลี้ยงไม่มีอันตราย อาจารย์ก็สอนญาณะซังว่า จงเป็นเหมือนแก้วชิ้นนั้น คือ ขัดเกลากิเลสออกไปให้หมด และเมื่อญาณะซังได้พบกับพ่อแม่ที่เมืองนารา หลังจากออกจากบ้านมาได้ 5 ปี พ่อแม่ก็ดีใจที่ได้พบลูก แต่ญาณะซังก็อธิบายให้พ่อแม่เข้าใจไม่ได้ว่ามาบวชทำไม หลังจากพ่อแม่กลับไปแล้ว ทีมงานสารคดีก็สัมภาษณ์ญาณะซังอีกครั้งหนึ่ง ญาณะซังบอกว่า เราต้องอดทนจนกว่าพ่อแม่จะเข้าใจเรา อาจารย์เลยบอกไปทันทีว่า "อดทนอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีความเพียรด้วย"  ญาณะซังก็บอกว่า "แม้จะไปถึงฮิโรชิม่าแล้วผมก็ยังต้องฝึกฝนตนเองต่อไป" อาจารย์เลยบอกไปอีกว่า " ไม่ใช่ ฮิโรชิม่าเป็นแค่จุดเริ่มต้นของการฝึกฝนต่างหาก"

สวนสันติภาพเมืองฮิโรชิม่า

   ตอนช่วงเช้าของวันที่ 25 มิถุนายน 2532 อาจารย์ก็บิณฑบาตอยู่ในตัวเมืองฮิโรชิม่าแล้ว ทางสถานีโทรทัศน์ก็ตามมาถ่ายสารคดีด้วย วันนั้นมีโยมศรัทธามาใส่บาตรเยอะมาก ไม่นานอาหารก็ค่อนข้างจะเต็มบาตร ทีมถ่ายทำสารคดีบอกว่า เพราะชาวเมืองฮิโรชิม่ามีนิสัยชอบช่วยเหลือคนเดินทาง คุ้นเคยกับการอนุเคราะห์อาคันตุกะ

   พอฉันเสร็จอาจารย์ก็ออกเดินต่อจนมาถึงจุดหมายปลายทาง Peace Memorial Park จิตอาจารย์ก็รู้สึกแปลกๆ นับตั้งแต่เดินทางออกจากสนามบินนาริตะมาจนถึงที่หมาย สิ่งที่อาจารย์เป็นห่วงที่สุดในการธุดงค์ครั้งนี้คือห่วงว่าจะเจอกลุ่มวัยรุ่นมาก่อกวน ที่ญี่ปุ่นมีปัญหาเด็กวัยรุ่นชอบทำร้ายคนจรจัด รวมทั้งห่วงว่าจะมีปัญหากับตำรวจ ทั้งเรื่องไปพักตามที่จอดรถหรือสวนสาธารณะและการบิณฑบาต เพราะการบิณฑบาตในญี่ปุ่นจะต้องมีใบอนุญาตจากเจ้าหน้าที่เสียก่อน แต่อาจารย์ไม่มีและไม่ได้ติดต่อไว้ เห็นว่าเราบิณฑบาตอาหาร ไม่ได้ไปรบกวนหรือเรี่ยไรปัจจัยใคร ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร สุดท้ายเรื่องไม่ดีที่อาจารย์เป็นห่วงก็ไม่เกิดขึ้นเลย ถึงที่หมายได้โดยสวัสดิภาพ


อนุสาวรีย์ทรงอานม้าในบริเวณ Peace Memorial Park

   สถานที่เด่นที่สุดใน Peace Memorial Park ซึ่งมีบริเวณกว้างขวางใหญ่โตก็คือ A-Bomb Dome เป็นซากตึกศูนย์แสดงสินค้าที่อยู่บริเวณใกล้ใจกลางจุดทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ โดนระเบิดจนเหลือแต่ซากตั้งอยู่ เป็นอนุสรณ์สถานของเหตุการณ์ทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่เมืองฮิโรชิม่าเมื่อวันที่6 สิงหาคม พ.ศ.2488 มีคนเสียชีวิตทันทีที่โดนระเบิด 70,000ถึง 80,000 คน เสียชีวิตหลังจากนั้นอีกราว 70,000คน รวมแล้วมีคนเสียชีวิตไปไม่น้อยกว่า 140,000คน

A-Bomb Dome

   บริเวณรอบๆอนุสรณ์สถานก็มีอนุสาวรีย์ต่างๆที่เป็นเครื่องเตือนใจถึงผลเสียหายในครั้งนั้น และเรียกร้องให้ทุกคนบนโลกใฝ่หาสันติภาพ เช่นอนุสาวรีย์ที่ระลึกถึงเด็กๆที่เสียชีวิตไปในเหตุการณ์ครั้งนั้น ตัวยอดของอนุสาวรีย์เป็นรูปเด็กผู้หญิงชูนกกระเรียนกระดาษ เด็กผู้หญิงคนนี้ชื่อซาดาโกะ ซาซากิ บ้านของเด็กคนนี้อยู่ห่างจากจุดระเบิดไปหนึ่งกิโลเมตรกว่า ตอนที่ระเบิดนิวเคลียร์ถูกทิ้งลงที่เมืองฮิโรชิม่านั้น ซาดาโกะเพิ่งอายุได้2ขวบ พออายุได้12ปีก็ป่วยเป็นโรคลูคีเมียอย่างรุนแรง เพราะผลกระทบจากกัมมันตภาพรังสีในตอนนั้น ซาดาโกะเชื่อว่าถ้าพับนกกระเรียนครบ1,000ตัวแล้วก็จะหายจากโรคนี้ได้ แต่สุดท้ายซาดาโกะก็เสียชีวิตลง แม้ว่าจะพับได้มากกว่า1,000ตัวก็ตาม นกกระเรียนทั้งหมดถูกฝังลงในหลุมศพของเด็กคนนี้ด้วย ในปัจจุบันนี้รอบอนุสาวรีย์ก็มีจัดแสดงนกกระเรียนกระดาษที่เด็กทั่วโลกพับส่งมาเพื่อเป็นการแสดงความรำลึกและเรียกร้องสันติภาพ


อนุสาวรีย์ที่รำลึกถึงซาดาโกะ ซาซากิ

   ดูแล้วก็เกิดความรู้สึกแปลกๆ จิตส่วนหนึ่งก็รู้สึกพอใจที่ทำตามเป้าหมายได้สำเร็จ จิตอีกส่วนหนึ่งก็คิดถึงความสูญเสียจากสงครามที่มีคนตายมากมาย ทั่วทั้งโลกจากสงครามโลกครั้งที่2ก็ร่วม70ล้านคน เลยทำให้ไม่ค่อยสบายใจ
  
   อาจารย์กับญาณะซังก็ไปนั่งสมาธิเจริญเมตตาภาวนาให้แก่ผู้คนทั้งหมดที่เสียชีวิตไปในครั้งนั้นอยู่ตรงบริเวณอนุสาวรีย์ทรงอานม้าที่สลักชื่อผู้เสียชีวิตทั้งหมดไว้บนนั้น นั่งสมาธิอยู่ประมาณครึ่ง
ชั่วโมง ถ้ามองลอดอนุสาวรีย์นี้ไปก็จะเห็นกองไฟแห่งสันติภาพที่จุดไว้ตั้งแต่ พ.ศ.2507 และจะไม่ยอมให้ดับลงจนกว่าโลกนี้จะพ้นจากภัยของอาวุธนิวเคลียร์ ถ้าทอดสายตาต่อไปก็จะเห็น A-Bomb Dome ที่เป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้คนเห็นความสำคัญของสันติภาพ

   พอนั่งสมาธิเสร็จแล้วอาจารย์กับญาณะซังเข้าไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ Peace Memorial Museum ภายในพิพิธภัณฑ์มีภาพถ่ายของผู้ที่ถูกระเบิดนิวเคลียร์ คนที่อยู่ใกล้จุดระเบิดแล้วถึงกับระเหยไปเลยก็มี บางคนอยู่ห่างออกมาก็ถูกความร้อนเผาจนผิวไหม้เกรียมทั้งตัว ที่ถูกเผาจนลายของเสื้อผ้าที่สวมฝังลงไปในผิวก็มี ผู้ที่อยู่ห่างๆก็โดนผลกระทบจากกัมมันตภาพรังสี ทั้งมีเนื้องอกทั่วตัว ผมร่วงเกือบหมดศีรษะ และเป็นโรคต่างๆนานา

   นอกจากนี้ก็มีข้าวของเครื่องใช้ที่เหลือรอดมาได้ นาฬิกาที่หยุดเดินเมื่อเวลา 8นาฬิกา 15นาทีซึ่งเป็นเวลาที่เกิดระเบิด กล่องข้าวกลางวันของเด็กคนหนึ่งที่หาร่างไม่เจอ รถสามล้อถีบของเด็กที่ถูกระเบิดเสียชีวิต เสื้อผ้าที่ผู้ถูกระเบิดสวมใส่ในวันนั้น พร้อมภาพถ่ายเจ้าของที่ไหม้เกรียมไปทั้งตัว ไป
จนถึงเส้นผมและชิ้นส่วนอวัยวะบางชิ้น อย่างเล็บที่ดำเกรียมบิดเบี้ยวผิดรูปของผู้รับผลกระทบจากระเบิด

   คืนนั้นอาจารย์ได้พักที่โรงแรมโดยทางทีมถ่ายทำสารคดีเป็นคนจัดการให้ พอตอนเช้าก็พาพวกอาจารย์ไปเลี้ยงโอโคโนมิยากิหรือพิซซ่าญี่ปุ่น ซึ่งเป็นอาหารที่มีชื่อเสียงของฮิโรชิม่า ระยะทาง1,000กิโลเมตร ใช้เวลาทั้งสิ้น 72วัน เดิน2,200,000ก้าวโดยประมาณจนมาถึงที่หมาย

พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

ปัจจุบัน ท่านญาณรโต(ญาณะซัง) เป็นรองเจ้าอาวาสอยู่วัดอมราวดี ประเทศอังกฤษ

ขอขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ "ธุดงค์ญี่ปุ่น" ของพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก 

อาทิตย์หน้าจะนำบทความดีดีของพระอาจารย์มาลงให้อ่านกันใหม่นะครับ  


ส่งกำลังใจให้ จขกท.

แสดงความคิดเห็น

5 ความคิดเห็น

บทความที่นิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป