Dek-D.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของ
ผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับ

เข้าใจกรรม ชีวิตเป็นสุข [ไม่ระบุให้แชร์]

วิว


ความเห็นที่ถูกต้อง (สัมมาทิฏฐิ)







  
พุทธศาสตร์เป็นศาสตร์ว่าด้วยสัมมาทิฏฐิ ความรู้ชอบ ความเห็นชอบ ทั้งรู้ทั้งเห็นตามความเป็นจริงว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้เป็นไปตามเหตุและผล

    การกระทำของเราเรียกว่า กรรม มี 3 ทาง

   การกระทำทางกาย เรียกว่า กายกรรม

   การกระทำทางวาจา เรียกว่า วจีกรรม

   การกระทำทางใจ เรียกว่า มโนกรรม

   ท่านให้พิจารณากรรมในแง่ต่างๆ แบ่งเป็น 5 อย่าง คือ



กัมมะสักกะ

  
กัมมะสักกะ แปลว่า เรามีกรรมเป็นของของตน สักกะ หมายความว่าของตน มโนกรรมก็ดี วจีกรรมก็ดี กายกรรมก็ดี มีความหมายจริงๆ

   มีเรื่องที่น่าสนใจขอเล่าให้ฟังเรื่องหนึ่ง

   ช่วงปี พ.ศ. 2532 อาจารย์กลับไปเยี่ยมประเทศญี่ปุ่นและพักอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งในกรุงโตเกียว วันหนึ่งคุณหมอเด็กท่านหนึ่งกับผู้หญิงวัยกลางคน พาเด็กผู้ชายอายุราว 13ขวบ มาเยี่ยมอาจารย์ เด็กคนนั้น ดูแล้วหน้าตาดี หน้าคม ลักษณะฉลาดอยู่ แต่พูดไม่ได้ เขียนหนังสือไม่ได้ พฤติกรรมเหมือนเด็กปัญญาอ่อน เข้าใจว่าไปโรงเรียนพิเศษเรียนหนังสือเหมือนเด็กทั่วๆไป เขาซนมากจริงๆ เข้ามาวัดก็วิ่งไปวิ่งมา ไม่อยู่นิ่ง

   บ้านญี่ปุ่นมีห้องใหญ่ๆ ใช้ประตูเบาๆ ทำด้วยไม้กับกระดาษสา แบ่งเป็นห้องเล็กๆได้ เมื่อมีแขกมาหลายคน หรือประชุมใหญ่ ก็เก็บประตูหมด ผู้หญิงก็ยกได้เบามาก เดี๋ยวเดียวก็เสร็จ ปีใหม่หรือนานๆครั้งหนึ่งก็ฉีกกระดาษทิ้งทำความสะอาดแล้วก็เอากระดาษใหม่ปิด สะอาดเหมือนได้ห้องใหม่ เด็กคนนี้วิ่งไปทั่วห้อง เอานิ้วเจาะ ปุ๊บ ๆ ๆ ๆ ๆ เขาสนุก เราทุกข์ เขามาวัดเพื่อให้อาจารย์อบรมเทศน์ให้เด็กคนนั้นฟัง แม่ให้ลูกเขียนชื่อตัวเองให้อาจารย์ดู เขาเขียนตัวโต แม่ต้องช่วยหน่อย แต่อาจารย์อ่านไม่ออก เพราะไม่ค่อยชัด คนที่สอนเขียนคงจะอ่านออก เด็กคนนี้อยู่เฉยได้ไม่ถึง2-3นาที แล้วก็นอนตักแม่ตลอด อาจารย์เองไม่เคยพบสภาพอย่างนี้ แต่คุณหมอนิมนต์อาจารย์เทศน์ เด็กคนนี้เหมือนไม่ฟังแต่จริงๆฟังอยู่ คุณหมอบอกว่าอย่างนั้น

   คุณหมอเด็กสนใจอยากศึกษาเด็กคนนี้ ก็เลยให้เด็กมาเล่นกับคุณหมอที่คลีนิคอาทิตย์ละ 1 ชั่วโมง และได้สอนให้เขาพิมพ์ดีดด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ เขาสามารถพิมพ์หนังสือเป็นจดหมายได้ในเวลาไม่กี่วัน ถ้าเด็กธรรมดาก็ต้องใช้เวลานาน แต่เด็กคนนี้เรียนได้เร็วมาก แสดงว่าเขาไม่ใช่คนปัญญาอ่อน IQ สูงมาก เขาพิมพ์เรื่องราวของตัวเขาเอง คุณหมอก็เลยได้รู้ว่าเขามีความรู้สึกอย่างไร คิดอะไรอยู่ และได้รู้ว่า เขารังเกียจแม่มากๆ เพราะตอนที่เขาอายุยังไม่ถึงขวบ แค่9เดือน แม่ตั้งท้องใหม่ แม่กับพ่อปรึกษากันว่า ลูกชายคนนี้ยังเดินไม่ได้ พูดก็ไม่ได้ เลี้ยงคนเดียวก็เหนื่อยแย่แล้ว พ่อแม่สองคนตกลงกันทำแท้งลูก ลูกชายคนนี้ฟังอยู่ด้วย รู้เรื่อง เสียใจมากที่แม่ฆ่าน้อง ตั้งแต่นั้นผูกโกรธอาฆาตไว้กับแม่ เด็ก9เดือนนะยังเรียกพ่อแม่ไม่ได้ แม่เพิ่งกำลังสอนให้พูด แม่มีความรู้สึกว่าลูกเริ่มจะพูดอยู่สักครั้งสองครั้งแล้วก็หยุดพูด เขามีลูกสาวอีกคนหนึ่ง พี่สาวของเด็กคนนี้อายุห่างกันประมาณ 2-3 ปี ไม่มีปัญหา ปกติดี

   เด็กคนนี้กำลังต่อสู้กับอารมณ์ที่ขัดแย้งกันอยู่ภายใจิตใจ วันไหนแม่พาลูก ไปเที่ยวเล่นในสวนสนุก ลูกชายมีความสุข ก็พิมพ์หนังสือออกมาว่า วันนี้แม่พาไปเที่ยวสนุกมีความสุขมากๆ รักแม่ อยู่ไปอีก 2-3 วัน เกิดสัญญาเก่า(ความจำ) เกิดอาฆาตพยาบาท แค้นใจเสียใจที่ "แม่ฆ่าน้อง" ก็โกรธแม่อีก แม่ก็รักลูก อาจจะยิ่งกว่าคนอื่นก็ได้ แม่ก็ทำดีกับลูก ลูกก็มีความสุข รักแม่ แต่อารมณ์เก่าๆมันตีกลับมาทับอีก ต่อสู้อยู่อย่างนั้น เขาชอบไปวัด ชอบพระพุทธศาสนา ทางศาสนาสอนให้แผ่เมตตากรุณาเป็นหลัก เมื่อโตแล้วอยากจะเป็นผู้ช่วยคุณหมอหรือบวชพระในพระพุทธศาสนา เขามาเยี่ยมอาจารย์เพราะดูทีวีแล้วก็เกิดศรัทธา และคุณหมอมีความหวังนิดหน่อยว่าอาจารย์จะเทศน์ช่วยเขาได้บ้าง

   ช่วงกลางเดือนเมษายน พ.ศ. 2532 อาจารย์ได้เดินธุดงค์จากสนามบินนารีตะถึงเมืองฮิโรชิม่า ระยะทางเกือบ 1,000กิโลเมตร ใช้เวลา 72 วัน ไม่ได้รับเงินทอง รับแต่อาหารบิณฑบาต หาที่นอน แล้วแต่โอกาส พักที่วัดบ้าง ตามริมถนนบ้าง กลางคืนมืดๆแล้วก็เข้าไปนอนที่จอดรถของห้างสรรพสินค้าบ้าง  ใต้สะพานบ้าง สาระพัดแบบ เมื่อถึงโตเกียว จากสนามบินนารีตะอาทิตย์หนึ่ง สื่อมวลชน สถานีโทรทัศน์ญี่ปุ่นมาขออนุญาตทำสารคดีเพราะบางคนคิดว่าไม่น่าจะเดินถึงเมืองฮิโรชิม่าได้ รายการนี้ได้ออกอากาศ เขาเห็นเขาจึงอยากมาเยี่ยมอาจารย์ คุณหมอก็นิมนต์อาจารย์เทศน์ให้เขาฟัง แต่อาจารย์ไม่ค่อยมีอารมณ์เทศน์ เพราะผู้ฟังนอนตักแม่คะนองมือคะนองเท้าตลอดไม่อยู่ธรรมดา แต่คุณหมอบอกเรื่อยๆว่า เด็กคนนี้เหมือนไม่ฟังแต่ความจริงใครพูดอะไรก็ฟังทั้งนั้น อาจารย์ตั้งใจเทศน์เรื่องวิธีระงับเวร ความโกรธ และเจริญเมตตากรุณาให้เด็กฟัง แต่ได้ผลมากน้อยเพียงใดไม่ทราบ

   เรื่องนี้อาจารย์ยกขึ้นมาพูดในวันนี้ เพื่อเป็นอุทธาหรณ์ แสดงให้เห็นว่า เด็ก 9เดือน ยังพูดอะไรไม่ได้ เดินก็ไม่ได้ เหมือนไม่รู้เรื่องอะไรเลย แต่ความจริง เขามีความรู้สึก ความเข้าใจ ความคิดเขาสามารถสร้างมโนกรรมได้จริงๆ รุนแรงถึงขนาดนั้นก็มีอยู่ หมอก็สันนิษฐานว่าความโกรธ ความรังเกียจแม่อย่างรุนแรงเป็นกำลังทำให้ระบบประสาทของเขาพิการ





                         







กัมมะทายาทา

   กัมมะทายาทา แปลว่า เรามีกรรมเป็นผู้ให้ผล ทายาทคือ ผู้รับมรดก ผู้รับผลกรรม วิบากกรรมมีจริง เมื่อเรา ทำความดีความชั่วด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี เราต้องเป็นผู้รับวิบากกรรมที่เราทำไว้จริงๆ

   มีสุภาพสตรีท่านหนึ่ง เริ่มเข้ามัชฌิมวัยแล้ว มาทำบุญใส่บาตรที่วัดป่าแห่งหนึ่งในต่างจังหวัด มีอยู่ช่วงหนึ่งเธอห่างจากวัดไปเป็นเดือนๆ พอเธอกลับมาวัดอีกครั้ง สังเกตด้ว่ากราบพระไม่เป็นธรรมชาติ ไม่เหมือนเดิม เพราะใส่แขนปลอม หลังฉันเสร็จโยมผู้ชายคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า สามีของเธอทำงานที่กรุงเทพและมีบ้านเล็กมีภรรยาน้อยอยู่ที่นั่น เช้าวันหนึ่งเธอทะเลาะกับสามีรุนแรงและด่าไปว่า "อยากจะตัดแขนของเมียน้อย" หลังจากสามีไปทำงาน เธอนั่งรถไปทำธุระกับเพื่อน3คน เกิดอุบัติเหตุรถคว่ำประตูรถทับแขนซ้ายขาดหายไปข้างหนึ่ง นอกจากนั้นไม่เป็นอะไรมากนัก คนอื่นก็ไม่เป็นอะไร เหตุการณ์นี้ทำให้ตัวเธอผู้นั้นและอีกหลายๆคนเชื่อว่าวิบากกรรมมีจริง

   สุภาพสตรีผู้นั้นคงเคียดแค้นและคิดอยู่เป็นประจำว่า "อยากจะตัดแขนเมียน้อย" เพราะคิดว่าถ้าเขาไม่มีแขนคงจะไม่มีใครรักเขา
ผลคือผู้คิดผู้พูดรับวิบากกรรมเอง



ผลตอบแทนอาจจะเป็น 2 เท่า 3 เท่า 10 เท่า หลายๆเท่าก็ได้

   ถ้าเราพิจารณาดูให้รอบคอบแล้วก็จะเห็นได้ชัดว่า ด่าเขาเหมือนด่าตัวเอง นินทาเขาเหมือนนินทาตัวเอง ดูหมิ่นดูถูกเขาเหมือนดูหมิ่นดูถูกตัวเอง เบียดเบียนเขาเหมือนเบียดเบียนตัวเอง  ทำร้ายเขาเหมือนทำร้ายตัวเอง ฆ่าเขาเหมือนฆ่าตัวเอง

   ควรพิจารณาลึกๆอีกว่า ไม่ใช่ว่าเราทำเขาว่าเขาหนึ่งแล้วเราจะได้รับผลตอบแทนกลับมาหนึ่งเท่านั้น แล้วแต่เหตุปัจจัย ผลตอบแทน ผลิตผลอาจจะเป็น2เท่า 3เท่า 10เท่า หลายๆเท่าก็ได้ มะละกอเมล็ดหนึ่งเพาะปลูกทะนุถนอมดูแลอย่างดี ให้ปัจจัยสนับสนุนพอดีๆ ปีต่อไปอาจจะผลิตผลเป็นหลายร้อยลูกก็ได้ 2ปี 3ปี จึงค่อยๆหมดสภาพไป อายุมากแล้วก็ตายไป ทำดี ทำบาปก็เหมือนกัน

   การทำความดีก็เช่นเดียวกัน

   ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มีเรื่องเล่ากันว่า

   หลายปีก่อนมีคนแก่คนหนึ่ง ดูท่าทางยากจน เสื้อผ้าก็เก่า ล้มนอนอยู่ข้างถนนหน้าโรงพยาบาล นางพยาบาลคนหนึ่งเห็นเข้า ก็พาเข้ามาในโรงพยาบาลและเยียวยารักษาให้เป็นอย่างดีด้วยความเอาใจใส่ ไม่นานก็ดีขึ้น คนแก่คนนั้นจะกลับบ้านแต่เขาไม่มีเงินติดตัวเลย นางพยาบาลก็ให้ค่ารถพอที่เขาจะขึ้นรถกลับบ้านได้ ไม่กี่วันเขานั่งรถเบนซ์ แต่งตัวดี เป็นเถ้าแก่มาเยี่ยมนางพยาบาลใจดี และถามว่าอยากได้อะไรบ้าง นางพยาบาลก็ตอบกลับไปว่า "ฉันเองไม่อยากได้อะไร แต่ถ้ามีตึกสักหลังหนึ่งทางโรงพยาบาลจะได้รักษาคนไข้มากขึ้น" เถ้าแก่ คนนั้นจึงสร้างตึกให้โรงพยาบาลหลังหนึ่ง

   การทำความดีก็อาจจะมีผลมากมายได้เหมือนกัน โดยเฉพาะการทำบุญกับผู้ทรงศีล ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ มีอานิสงส์ใหญ่ มีผลใหญ่



กัมมะโยนิ

  
กัมมะโยนิ แปลว่า เรามีกรรมเป็นแดนเกิด โยนิแปลว่าพาไป พาไปเกิด ที่เกิด บาปอันตนทำไว้ เกิดในตน มีตนเป็นแดนเกิด



   อุบาสกมหากาล

   ท่านมหากาลเป็นโสดาบันรักษาศีลอุโบสถเดือนละ 8 ครั้ง ฟังธรรมกถาตลอดคืนในวิหาร(วัด) ครั้งนั้นช่วงกลางคืน พวกโจรเข้าไปในบ้านใกล้วิหารแล้วได้ทำโจรกรรม ขโมยของ เมื่อเจ้าของบ้านตื่นขึ้น พวกโจรหนีกระจัดกระจายกันไปทั่วทิศ ส่วนโจรคนหนึ่งหลบหนีเข้าไปในวิหาร ทิ้งของบางอย่างที่ขโมยมาไว้หน้าอุบาสกมหากาลซึ่งฟังเทศน์ฟังธรรมมาตลอดคืน พอพวกเจ้าของบ้านตามล่าหมู่โจรพบเห็นสิ่งของที่ถูกขโมยมาตรงหน้าอุบาสกมหากาล จึงจับแล้วสาบแช่งด่าว่าต่างๆนานา "ขโมยของของเราแล้วแสร้งนั่งเหมือนฟังธรรมอยู่" และทุบตีอุบาสกมหากาลจนตาย แล้วปล่อยทิ้งไว้

   ครั้งนั้น ภิกษุหนุ่มสามเณรทั้งหลาย ถือหม้อน้ำดื่มไปแต่เช้าตรู่ พบเห็นมหากาลนอนตายอยู่เช่นนั้นกล่าวกันว่า สงสารมหากาล ฟังธรรมกถาอยู่ในวิหารต้องมามรณะลงอย่างนี้ไม่สมควรเลย ใครๆก็รู้จักอยู่ว่าอุบาสกมหากาลเป็นคนดี เป็นโสดาบันไม่เคยทำบาปเลย จึงได้พากันกราบทูลถามพระบรมศาสดา พระองค์ตรัสว่า "อย่างนั้นภิกษุทั้งหลาย นายมหากาลได้มรณะไปอย่างไม่สมควรในอัตภาพนี้ แต่เขาได้มรณะสมควรแก่กรรมที่เขาทำไว้แล้วในกาลก่อนนั้นแล"

   ภิกษุหนุ่มและสามเณรเหล่านั้นกราบทูลอาราธนาให้เล่าเรื่องราว พระพุทธเจ้าจึงตรัสเล่าถึงบุพกรรมของมหากาลนั้นว่า






   ในอดีตกาลพวกโจรซุ่มอยู่ที่ป่าดงแห่งหนึ่งในแคว้นของพระเจ้าพาราณสี พระราชาทรงตั้งราชภัฏคนหนึ่งไว้ที่ป่าดง ราชภัฏคนนั้นรับค่าจ้างแล้วก็นำคนไปจากฟากข้างนี้สู่ฟากข้างโน้น นำคนจากฟากข้างโน้นมาสู่ฟากข้างนี้ โดยอารักขาเพื่อให้พ้นภัยจากพวกโจรเหล่านั้น

   วันหนึ่งบุรุษคนหนึ่งพาภริยารูปสวยของตนขึ้นสู่ยานน้อยแล้วไปที่นั้น ราชภัฏพอเห็นหญิงนั้นก็เกิดเสน่หารักใคร่ เมื่อคู่สามีภริยาขอร้อง "ขอนายท่านจงช่วยให้เราทั้งสองผ่านพ้นดงนี้เถิด" ราชภัฏก็ตอบว่า "บัดนี้ค่ำมืดเสียแล้ว พรุ่งนี้เช้าเถิดเราจะพาไป เรามีที่พักอาหารให้ไม่ต้องห่วง" สองสามีภริยาอ้อนวอนว่า "นาย ยังมีเวลา ขอได้โปรดนำเราทั้งสองไปเดี๋ยวนี้เถิด"

   ขอร้องอย่างไรราชภัฏก็ยืนยันว่าจะพาไปพรุ่งนี้ สามีภริยาทั้งคู่ไม่ปราถนาเลย แต่จำเป็นต้องไปพักกันที่เรือนพักกับพวกของราชภัฏ ในเรือนของราชภัฏนั้นมีแก้วมณีดวงหนึ่ง ราชภัฏได้นำไปซ่อนที่ยานน้อยของสามีภริยาคู่นั้น ในเวลาจวนรุ่งเช้า ให้ลูกน้องทำเสียงเป็นพวกโจรเข้าไปในบ้าน แล้วพวกลูกน้องก็ร้องเอะอะขึ้นว่า "นายๆ แก้วมณีหายไปแล้ว" นายราชภัฏได้สั่งให้ตั้งด่านตรวจ ตั้งกองรักษาไว้ที่ประตูบ้านทุกจุด แล้วตรวจค้นหาแก้วมณี ในที่สุดเขาก็ได้พบเห็นแก้วมณีที่ตนซ่อนไว้ที่ยานน้อยของสามีภริยาคู่นั้น จึงพูดขู่ว่า "เจ้าขโมยแก้วมณีไป" แล้วก็ด่าและเฆี่ยนตีสามีนั้นจนตาย แล้วก็นำไปทิ้งเสีย พระบรมศาสดาทรงสาธยายมาถึงตรงนี้แล้วก็หยุด

   เอ นึกสงสัยว่าผู้หญิงรูปสวยกับราชภัฏชั่วรายนี้ เป็นอย่างไรกันต่อไป ท่านไม่ได้บอก แต่ราชภัฏสมัยนั้นคือท่านอุบาสกมหากาลนี่เอง

   กัมมะโยนิ บาปกรรมอันตนทำไว้เอง เกิดในตน มีตนเป็นแดนเกิด ย่อมย่ำยีบุคคลผู้มีปัญญาทราม พระพุทธเจ้าทรงอธิบายไว้อย่างนี้


กัมมะพันธุ


  
กัมมะพันธุ แปลว่า เรามีกรรมเป็นผู้ติดตาม พันธุหมายความว่า พวกพ้อง พี่น้อง เรามีกรรมหรือการกระทำที่ทำให้จิตวิญญาณของเราผูกพันกัน

   พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า สัตว์ที่เราเห็นกันด้วยตานี้ตั้งแต่มด ยุง กบ เขียด แมว สุนัข วัว ควาย มนุษย์เรานี้ อย่างน้อยชาติหนึ่งเคยเป็นพ่อแม่พี่น้องกันในวัฏฏสงสารที่ยาวนาน รักกัน ชังกันมาอย่างนี้จนทุกวันนี้ และต่อไปอีกหลายภพหลายชาติ ตราบเท่าที่ยังไม่บรรลุมรรคผลนิพพาน


   เมื่อเป็นเช่นนี้ เราไม่ควรประมาท 
   ทำใจให้สงบ น้อมเข้ามาสู่ตน
   ตรวจตราดูว่ามีใครบ้างที่เราอาฆาตพยาบาท
   ถ้ามี รีบให้อภัย อโหสิกรรมเสียแต่บัดนี้ อย่างน้อยก็ชาตินี้ก่อนตาย
   ไม่ต้องเป็นคู่เวร คู่กรรม เจ้าเวรเจ้ากรรมกันต่อไป
   อย่าคิดว่าเราต่างคนต่างอยู่ไม่เป็นอะไร แม้จะอยู่คนละจังหวัด คนละประเทศก็ตาม
   ก็จะมีโอกาสพบกันในชาติหน้า
   มีโอกาสมากด้วย ถ้ามีอุปาทานยึดมั่นถือมั่น
   ดูใจของตนก็เห็นชัด คิดถึงใครก็ดี คิดแค้นใจ อาฆาตพยาบาทใครก็ตาม 
   นั่นแหละระวังให้ดี ต่อไปจะเกิดมาเป็นญาติใกล้ชิดกันนะ แล้วก็จะทำความเดือดร้อนให้แก่กัน
   ต่อไปนับภพนับชาติไม่ถ้วน

   พยายามทำแต่กรรมที่ดี เช่น ให้ทาน มีแต่ ให้ ๆ ๆ ๆ มีปิยะวิจา พูดดี พูดไพเราะ ใช้ถ้อยคำที่น่าฟัง ทำประโยชน์ ช่วยเหลือสังคม วางตนเหมาะสม เสมอต้นเสมอปลาย ไม่มีต่อหน้าลับหลัง

   การประพฤติปฏิบัติต่อกันอย่างนี้ ทำให้เราอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขในปัจจุบัน และเป็นการสร้างกรรมผูกพันที่ดีต่อกันตลอดไป อนาคตถ้าเราเกิดมาพบกันอีก ก็จะเป็นแม่ลูกพี่น้อง เพื่อนฝูงที่ดีต่อกัน เกื้อกูล สนับสนุนซึ่งกันและกัน








กัมมะปฏิสะระณา


   กัมมะปฏิสะระณา แปลว่า เรามีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย


พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ

สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

   พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง เป็นสะระณะของข้าพเจ้า เราก็มีกรรมเป็น "สะระณะ" คือมีกรรมเป็นที่พึ่ง ที่อาศัยของเราด้วย


   ความเป็นอยู่ของเราในปัจจุบันเรากำลังอาศัยอยู่กับของเก่า ทั้งรูปธรรมและนามธรรม ตั้งแต่ร่างกาย ทรัพย์สินสมบัติ สิ่งแวดล้อม ประเทศชาติ บุคคล ตลอดถึง นามธรรม คุณความดีของจิตใจเรียกว่าเป็นบารมีของตนเอง

   ความดีท่านจัดไว้ 7 อย่าง  เพื่อความเข้าใจง่าย เรียกว่า อริยทรัพย์ 7

1. ศรัทธา
เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ เชื่อกรรม วิบากกรรม เชื่อว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นต้น

2. ศีล รักษากาย วาจา ให้เรียบร้อย

3.หิริ ความละอายต่อบาปทุจริต

4.โอตตัปปะ ความสะดุ้งกลัวบาป

5.พาหุสัจจะ ความเป็นคนเคยได้ยินได้ฟังธรรมมาก และจำธรรมเหล่านั้นได้อย่างดี และรู้ศิลปวิทยามาก

6.จาคะ สละให้ ปันสิ่งของของตนแก่คนที่ควรให้

7.ปัญญา รอบรู้สิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์



   อริยทรัพย์ 7 ประการนี้ดีกว่าทรัพย์ภายนอก มีเงินทอง เป็นต้น เพราะไม่มีใครโขมยไปได้และเป็นทรัพย์ที่อาศัยได้ ไม่เพียงแต่ชาตินี้ อาศัยได้หลายภพ หลายชาติต่อๆไป


   อริยทรัพย์ 7 อย่างนี้ สงเคราะห์เข้าได้เป็น 3 ประการ คือ ทาน ศีล ภาวนา





ทาน ศีล ภาวนา

   ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัยและมีเหตุผล
   เมื่อเราหวังผลอะไร สร้างเหตุปัจจัยให้พร้อม
   ความปราถนาของมนุษย์เรามีมากมายก็จริง แต่สรุปแล้วก็ประมาณ 3 อย่าง
   สมมติว่าชาติหน้ามีจริง เราต้องการเกิดมาเป็นอย่างไร

   ทุกคนอยากเกิดมาเป็นผู้มีฐานะดี ไม่ยกเว้นสักคน ไม่มีใครอยากจะเป็นคนยากจน ทุกคนต้องการฐานะมั่นคง มีสิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่าง

ทานเป็นเหตุปัจจัย ให้เรามีฐานะมั่นคง

   ทุกคนอยากเกิดมาเป็นคนรูปดี ไม่ยกเว้นสักคน ไม่มีใครอยากเกิดมา พิการ ขี้โรค ขี้เหร่ ทุกคนต้องการมีอาการ 32 ครบถ้วน สุขภาพแข็งแรง อายุยืน รูปหล่อ รูปสวย

การรักษาศีลเป็นเหตุปัจจัย ให้เกิดมามีอาการ 32 ครบถ้วน

   ทุกคนต้องการเกิดมาเป็นคนมีปัญญาดี ไม่มียกเว้นสักคน ไม่มีใครอยากจะเป็นคนโง่ ทุกคนอยากมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดรอบรู้

ภาวนาเป็นเหตุปัจจัย ให้เราเกิดเป็นคนมีปัญญา

  

   การบำเพ็ญ ทาน ศีล ภาวนา มีอานิสงส์อย่างนี้
   บำเพ็ญวันนี้เกิดอานิสงส์ตั้งแต่วันนี้เดี๋ยวนี้ จนตลอดชาตินี้ ชาติหน้าด้วย เป็นกัมมะปฏิสะระณาจริงๆ 

   ทาน ศีล ภาวนา สะระณัง คัจฉามิ
   จงบำเพ็ญทาน ศีล ภาวนา และความดีทุกประการ เป็นชีวิตจิตใจตลอดไป                                 
                                     




                                          

                                              ที่มา ; หนังสือ "ผิดก่อน-ผิดมาก" ของพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก


                                

 



แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2555 / 14:26
แก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2555 / 14:31

PS.  
ส่งกำลังใจให้ จขกท.

แสดงความคิดเห็น

5 ความคิดเห็น

บทความที่นิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป