Dek-D.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของ
ผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับ

10 ปัญหายิ่งใหญ่ที่ทำให้แต่งนิยายไม่จบ (เมื่อผมพบว่าการแต่งนิยายในเว็บเด็กดียากกว่าที่คิด)

ตั้งกระทู้ใหม่
ตั้งกระทู้ใหม่

 

บทความนี้สามารถคัดลอกไปลงที่อื่นได้ เจ้าของบทความไม่ว่าแต่อย่างใด

 

ความจริงบทความนี้เป็นบทความฉลองยอดรีวิวบทความเว็บเด็กดีครบ 1,000,000 รีวิว หากแต่ตอนแรกเก็บเข้ากรุ  เพราะยิ่งเขียนยิ่งตัน อีกทั้งมาอ่านแล้วน่าอายเป็นบ้า  แต่มีนอนเบอร์คนหนึ่ง ซึ่งไม่ต้องบอกว่าเป็นใคร มันคือ “หนอน” นั้นเอง (มันทวงทุกเช้าทุกเย็น) ซึ่งคะยันคะยอเหลือเกิน ผมก็บ่ายเบี่ยงมาตลอด เช่นไม่ว่างบ้าง ขี้เกียจบ้าง (ซึ่งช่างตรงกับหัวข้อในนี้มาก)  แต่เพราะทนมันทวงไม่ไหว เลยกลับไปเขียนใหม่ ซึ่งใช้เวลานานถึงหลายเดือน กว่าจะเขียนเสร็จ แต่ก็ไม่มาลงอีกอาย กลัวแป๊ก แต่วันนี้ก็ตัดสินใจลงก็ลง ให้สิ้นเรื่องเส้นราว (แต่ไม่หมดเวรกรรมกับหนอน)  

                ปล. เนื้อหาค่อนข้างยาว เพราะนึกอะไรก็เขียน เขียนเรื่อยเปื่อย

 

เว็บเด็กดีเป็นศูนย์รวมนิยายมากมายหลายเรื่อง หลายประเภท ซึ่งก็มีหลายเกรด ทั้งเกรดดี ไปจนถึงเลวร้าย ที่น่าสนใจคือมีนิยายหลายเรื่องที่หลายคนแต่งไม่จบ ซึ่งมีเหตุผลที่เราแต่งนิยายไม่จบมากมาย  ต่อไปนี่คือ 10 เหตุผลที่แต่งนิยายไม่จบ ซึ่งเหตุผลส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาที่พบในการแต่งนิยาย และหลายคนมักเอามาบ่นบ่อยๆ เพื่อหาวิธีแก้ปัญหา

 


PS.  สนับสนุนฮาเร็ม ต่อต้านการเข้าวิน และบูชานิมพ์ดั่งเทพ

แสดงความคิดเห็น

>

57 ความคิดเห็น

cammy 14 ก.พ. 56 เวลา 11:42 น. 1

 

อันดับ 10. ตั้งมาตรฐานสูงเกินไป

 

คุณเป็นแบบนี้หรือเปล่าครับต่อหน้าคนอื่นว่าคุณวิจารณ์ผลงานคนอื่นบอกว่าไม่ดีอย่างนั้นอย่างโน่น และบอกว่าจะแต่งนิยายให้ที่ดีกว่านี้ให้ดู แล้วหรือประกาศว่า “กรูจะเป็นนักเขียนที่เจ๋งที่สุดในประวัติศาสตร์” ต่อหน้าคนอื่นๆ แต่ปรากฏว่าเราเขียนงานออกมาไม่ได้เลย พูดง่ายๆ เก่งแต่ปาก ทำไม่ได้ตามที่พูดเอาไว้  ผลคือล้มเหลวยังไม่ได้เขียนด้วยซ้ำ

                วินาทีที่คุณโม้หรือประกาศเอาไว้เยอะว่าจะแต่งนิยาย วินาทีนั้นเท่ากับเป็นฆ่าตัวเองแล้ว  สาเหตุเพราะ อย่างแรกคือการแต่งนิยายนั้นมันยากกว่าที่คุณคิดเอาไว้ ปากเราบอกว่าง่าย แต่เมื่อทำออกมาก็รู้ว่ายาก อีกทั้ง เรากดดันตัวเอง สร้างมาตรฐานสูงให้กับตัวเองมากเกินไป อยากให้สมบูรณ์แบบตั้งแต่เริ่มต้น    ทั้งๆ ที่ประสบการณ์แต่งนิยายเท่ากับ 0 ยิ่งเราโม้เรื่องนิยายให้คนอื่นฟังมากเท่าไหร่ ก็ทำให้คนอื่นเกิดอาการหมั่นไส้ แทนที่จะอยากติดตามเรา ด้วยความรู้สึกดีๆ กลับเป็นด้านลบ จ้องจับผิดนิยายเรา  หรืออยากดูนิยายเราว่าสมกับปากหรือไม่ ผลที่ตามมาก็คือทำให้ยิ่งกดดันตนเอง จนเกิดความรู้ว่าเราไม่สามารถแต่งนิยายให้สมกับปากของเราได้ว่า เรานิยายของเราจะออกมาดีหรือเปล่า ผลสุดท้ายก็กลายเป็นแค่เก่งแต่ปาก ล้มเหลวทั้งที่ไม่แต่งนิยายด้วยซ้ำ ไปดังนั้นทางที่ดีเราควรถ่อมตัวและอย่าคาดหวังความสมบูรณ์แบบในทันทีเพระไม่มีใครผลงานดีตั้งแต่แรกหรอก จงเขียนง่ายๆ ตามความคิดของตนเอง สิ่งที่คุณต้องการอยากสื่อในตอนแรก และพยายามถ่อมตัวเข้าไว้จะดีที่สุด


 

แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2556 / 12:30

PS.  สนับสนุนฮาเร็ม ต่อต้านการเข้าวิน และบูชานิมพ์ดั่งเทพ
1
ลูเซีย The jar's modeller 14 พ.ย. 59 เวลา 12:41 น. 1-1
โดนตัวเรามาก 555555+
คิดว่าเป็นเหตุผลหนึ่งที่ดองเยอะ คือหวังไว้สูง แต่ทำออกมาไม่ได้ดั่งใจ นอยเอง เซ็งเอง ดองเอง และไม่จบเอง
0
cammy 14 ก.พ. 56 เวลา 11:45 น. 2


อันดับ 9. โลเล (พล็อต)

 

          ใจโลเลยังคงเป็นปัญหายิ่งใหญ่สำหรับผู้ที่คิดจะเขียนนิยายสักเรื่องหนึ่ง โลเล หมายถึง นิสัยไม่แน่นอน ไม่มั่งคง เอาแน่เอานอนไม่ได้ ลังเล แปรปรวน เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา  ซึ่งปัญหานี้ให้หลายคนจอดแต่งนิยายไม่จบมาหลายรายแล้ว

ประมาณว่าคุณมีไอเดียมากมายหรือทางเลือกมาเกินไป อยากจะเขียนให้หมดไส้หมดพุง แต่เราไม่สามารถทำได้ เพราะหากทำมันจะมั่วพิลึก ใจโลเลนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลาในการแต่งนิยาย ไม่ว่าจะเป็นช่วงคิดพล็อต ไปจนถึงช่วงเขียนถึงกลางเรื่องแล้ว  ไล่ตั้งแต่คิดพล็อต ที่ตัดสินใจไม่ได้สักทีว่าจะแต่งนิยายแนวไหน จะเอาแฟนตาซีตลกดี? หรือว่าจะเป็น แฟนตาซีแอ็คชั่น? หรือไซไฟดีไหน? หรือจะเป็นแนวสยองขวัญ? สมมุติว่าเราตัดสินใจนิยายเป็นแนวสยองขวัญ ปัญหาคือจะเอาสยองขวัญแบบเรื่องสั้นหรือเรื่องยาว พอตัดสินใจว่าเป็นเรื่องยาวจะเอาแนวซอมบี้หรือวิญญาณแค้น ต่อมาก็โลเลอีกว่าไม่เหมาะสยองขวัญ เลยเลือกใหม่จะเอาแนวไหนดี โลเลแบบนี้ไม่รู้จบ เขียนพล็อต วางพล็อตแล้ว แต่พอเจออะไรดีกว่า ก็ลบของเก่าทิ้งและเปลี่ยนแปลงใหม่ ตอนหลังอ่านแล้วไม่ดี ก็เอาเก่ามาใช้ดีกว่า และในอนาคตได้รับอิทธิพลอื่นๆ เข้ามาก็ใส่เข้าไปอีก เป็นแบบนี้จนไม่ต้องเขียนนิยายสักที

สาเหตุที่เป็นแบบนี้เพราะคนเขียนไม่ทราบว่าตนถนัดแนวใด คือคิดว่าตนถนัดทุกแนว (หรือไม่โดดเด่นสักแนว) ซึ่งนั้นได้กลายเป็นปัญหา เพราะ พอจะเขียนเข้าจริงก็ไม่รู้จะเรื่องแบบไหนดีที่จะเขียน บางคนเขียนแต่งนิยายไปแล้ว แต่พอมาถึงกลางเรื่อง ปรากฏว่าอ่านแล้วไม่สนุก กลับไปแก้ไขใหม่ ลบของเดิมทิ้ง ส่วนมากได้รับอิทธิพลจากสื่อหรือแรงบันดาลใจใหม่ๆ แต่แทนที่จะดีกลับทำให้นิยายเน่า (ล้มเหลว) จนออกทะเลในที่สุด



แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2556 / 11:47

PS.  สนับสนุนฮาเร็ม ต่อต้านการเข้าวิน และบูชานิมพ์ดั่งเทพ
1
ลูเซีย The jar's modeller 14 พ.ย. 59 เวลา 12:43 น. 2-1
อันนี้ถ้ามีพล็อตก่อนจะเริ่มเขียน จะไม่มีปัญหา
หมายถึงพล็อตที่ดีและแน่น ไม่นับพล็อตหลวมนะ
0
cammy 14 ก.พ. 56 เวลา 11:48 น. 3

 

อันดับ 8. ใจโลเล (เลือกตัวละคร)

แน่นอนว่าการจะเขียนนิยายแต่ล่ะเรื่อง สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือตัวละครที่จะดำเนินเรื่องนิยายของเรา ซึ่งตัวละครนั้นจะมีกำหนดนิสัย ตั้งชื่อ การกระทำ (บท) ให้เข้ากับนิยายเรื่องนั้น

อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนการเลือกตัวละครว่าตัวไหนควรใส่นิยายของเราถือว่ายากสุดๆ สำหรับคนใจโลเล โดยเฉพาะการเลือกพระเอกและนางเอก มันเป็นสิ่งที่ยากสุดๆ สำหรับใครบางคน โดยเฉพาะผม ซึ่งจนบัดนี้ก็ยังไม่สามารถเลือกว่าคนไหนจะเป็นนางเอกหรือพระเอกในนิยายของผมได้เสียที (เข้าทำนองรักพี่เสียดายน้อง)

ในขณะบางคนใช้อิทธิพลจากสื่อต่างๆ (ภาพยนตร์ไม่ก็การ์ตูน) มาเป็นแรงบันดาลใจ แต่พอแต่งๆ ไปแต่งมากับพบว่าตัวละครที่เราเลือกไม่เหมาะเลย (และได้รับอิทธิพลใหม่อีก)

 เมื่อเลือกตัวละครได้แล้ว ปัญหาต่อมาจะตั้งชื่อตัวละครยังไงดี เพราะชื่อถือว่าเป็นส่วนสำคัญต่อการเขียนและการดึงดูดแก่คนอ่านได้  ยิ่งเป็นชื่อไทยยิ่งตั้งยากเพราะจะใช้ชื่ออะไรให้ลื่นตา เขียนหรืออ่านแล้วไม่รู้สึกขัดใจแต่อย่างใด ซึ่งชื่อนั้นบางคนคิดเป็นปีๆ ก็มี

เมื่อเรื่องพระเอกและนางเอกพร้อมตั้งชื่อในนิยายของเราแล้ว ปัญหาใหม่ก็มาอีกนั้นคือตัวละครหลักๆ ในเรื่อง ที่เราเลือกไม่ถูกว่าจะเอาตัวละครตัวไหนมีบทอะไรดี  นิยายบางเรื่องยัดตัวละครอย่างกับสามก๊กทำให้มีปัญหาเรื่องการวางบท และบางตัวก็เล่นไม่คุ้มค่าตัว ส่งผลทำให้คุณตกนรกตัวละครที่สุด

ไม่แปลกหรอก ที่เรามักเห็นกระทู้จำพวก รับสมัครตัวละคร,ตั้งชื่อ หรือกระทู้ช่วยโหวตตัวละครให้หน่อย เป็นต้น


PS.  สนับสนุนฮาเร็ม ต่อต้านการเข้าวิน และบูชานิมพ์ดั่งเทพ
0
cammy 14 ก.พ. 56 เวลา 11:50 น. 4

 

อันดับ 7. คนอ่าน (ในกรณีคนอ่านน้อย)

 

กำลังใจถือว่าเป็นสิ่งสำคัญในการแต่งนิยายเรื่องหนึ่งในบรรลุถึงจุดมุ่งหมายได้ และการแต่งนิยายเรื่องหนึ่งๆ จะต้องมีความจุดมุ่งหมาย เป้าหมายเป็นสำคัญ คนเราส่วนมากเวลาจะทำอะไรก็มักจะหวังผลตอบแทนไม่มากก็ไม่น้อย การแต่งนิยายเหมือนกัน  นักเขียนและคนสร้างผลงานเกือบทั้งหมด  อยากให้คนติชม ตอบกลับบ้าง แม้มีคนอ่านเป็นพัน แต่คนไม่ตอบมาสักคน คนทำก็หมดกำลังใจ

                การที่นิยายของเรามีคนอ่าน จะมากหรือน้อยเราก็ภาคภูมิใจแล้ว แน่นอนว่าสำหรับคนเขียนนิยายครั้งแรกหรือพวกมือใหม่ก็อยากให้นักอ่านสักคนมาสนใจนิยายเราบ้าง แต่นั้นถือเป็นเรื่องยากยิ่งกว่ายาก (ยิ่งนิยายของเราอย่างกับรายงานเด็กประถมยิ่งยากเข้าไปใหญ่) หลายคนพยายามที่จะเรียกคนอ่านเข้ามานิยายของเรา หลากหลายวิธี ซึ่งต่อให้ใช้วิธีใดก็ต้องใช้เวลานาน (อย่างมากต้อง 3 ปีอย่างต่ำ)  ซึ่งหลายคนอดทนถึงจุดนั้นไม่ได้หวัง อยากได้ผลออกมาเร็วๆ  เมื่อคนอ่านน้อยก็ส่งผลต่อกำลังใจของเราจนเลิกแต่งนิยายกลางคันในที่สุด

ความจริงแล้วการแต่งนิยายนั้นเริ่มต้นเราอาจจะขาดทุนนิดหน่อย จะต้องอดทนและต้องเอาใจใส่ กว่าที่จะได้กำไร ที่สำคัญคือการแต่งนิยายให้สมกับการได้เม้นต่างหาก หากคุณเขียนนิยายกิ๊กก๊อก ปัญญาอ่อน จ้างให้ก็ไม่มีใครอยากให้เม้นหรอก ซึ่งนักเขียนมือใหม่มักลืมจุดนี้ไป


PS.  สนับสนุนฮาเร็ม ต่อต้านการเข้าวิน และบูชานิมพ์ดั่งเทพ
0
cammy 14 ก.พ. 56 เวลา 11:51 น. 5

 

อันดับ 6. คนอ่าน (ในกรณีคนอ่านมาก)

 

บางครั้งคนอ่านก็มีอิทธิพลต่องานเขียนเหมือนกัน ในกรณีที่คุณใส่ใจต่อเสียงของคนอ่านมากเกินไป จนขาดความเป็นของตัวเองไป แต่งตามใบสั่งของคนอ่าน แต่ผลกับได้แทนที่จะดีขึ้น กับเลวร้ายลง จนความสนุกนิยายหดหาย ตัน และเลิกแต่งต่อในที่สุด

การที่นักเขียนคนหนึ่งมีความสัมพันธ์กับผู้อ่านก็ถือว่าเป็นเรื่องดี ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ การได้กำลังใจ  แต่อย่างไรก็ตาม อย่าให้ผู้อ่านครอบงำอิทธิพลต่อการเขียนของคุณเด็ดขาด เพราะบางครั้งเม้นบางอย่างอาจมาแบบร้ายๆ มาเพื่อติคุณโดยเฉพาะ ซึ่งทำให้หมดกำลังใจในการแต่งไป แต่อย่างไรก็ตามหากเราตั้งสติและคุณต้องมีเหตุผลด้วยว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่จริง รับได้หรือรับไม่ได้ เช่น ตำหนิเรื่องเขียนถูกๆ ผิด (ผมโดนประจำ แต่หน้าด้านแล้ว ฮ่า)

นอกจากนี้บางครั้งคุณต้องแยกด้วยว่าอะไรควรทำ ไม่ควรทำ เช่น บางครั้งบางเม้นอาจมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจการดำเนินเรื่องในอนาคต เช่น ความคาดหวังอยากให้ตัวละครXกับตัวละครนี้ อยากให้ตัวละครนี้ตาย อยากให้เนื้อหาจบแบบนี้ เป็นต้น ซึ่งหากจะทำตามใบสั่งของคนอ่าน ก็ต้องวางโครงเรื่องให้เหมาะสม หากทำไม่ได้ผลคือความผิดพลาดครั้งใหญ่

จงแต่งนิยายตามใจคนแต่ง อย่าให้คนอ่านมีอิทธิพลมากเกินไป รับฟังได้ แต่ไม่ใช่ว่าเห็นอะไรเอาหมด แต่ในขณะเดียวกันอย่าหักหลังคนอ่าน ในขณะเดียวกันก็ต้องสร้างเนื้อหาให้คนอ่านรับได้ไว้ด้วย


PS.  สนับสนุนฮาเร็ม ต่อต้านการเข้าวิน และบูชานิมพ์ดั่งเทพ
0
cammy 14 ก.พ. 56 เวลา 11:52 น. 6

 

อันดับ 5. ความตั้งใจไม่พอ

 

                เวลายังคงเป็นปัญหาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการแต่งนิยายเรื่องหนึ่ง เพราะเราจำเป็นต้องใช้เวลามากพอสมควรในการแต่งนิยาย ซึ่งการหาเวลาว่างแต่งนิยายนี้มันยากจริงๆ วันหนึ่งเราต้องไปเรียน ไปทำงาน ไปเที่ยว ทำกิจกรรมต่างๆ  กว่าที่จะเปิดคอมเพื่อเขียนนิยายนั้นก็เป็นเวลาช่วงค่ำไปแล้ว (มาตรฐานเด็กที่กำลังเล่าเรียน) ไม่รวมอุปสรรค์เหตุวิสัยอื่นอีกไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์เสีย, ไวรัสคอมพิวเตอร์, เซฟโดนลบ, แต่งนิยายอยู่ดีๆ ไฟดับลืมเซฟหายวับ  (บางเจ้าลืมเชฟ) เป็นต้น ทั้งเสียเวลาและเสียอารมณ์ เลิกแต่งนิยาย (เม่ง) เหมือนกับว่าทำอะไรต้องมีมารผจญตลอด แต่นั้นถือเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเรื่องต่อไปนี้

สมมุติว่าเรามีเวลาที่แต่งนิยาย  มีความคิดที่จะแต่งนิยาย ครั้งแรกคุณเปิดคอม และเริ่มต้นเขียนนิยาย แต่แทนที่จิตใจจะจดจ่อแต่งนิยาย  จิตใจและสมองของคุณกลับจดจ่ออย่างอื่นแทน เพราะเจ้าคอมพิวเตอร์นี้ศูนย์รวมสิ่งล่อตาล่อใจของเราจริงๆ ไม่ว่าจะเป็น อินเทอร์เน็ต, อนิเมะการ์ตูน, ดูภาพยนตร์, ฟังเพลง, เล่นเกม, ดูคลิป ฯลฯ ซึ่งแต่ละอย่างเราอยากจะดู อยากจะเล่นมากกว่าแต่งนิยายมาก หากคิดเล่นๆ จะพบว่าเราเสียเวลากับอย่างอื่นในคอมพิวเตอร์ มากกว่าแต่งนิยายในคอมเสียอีก

                ปกติเรามักมีเหตุผลมากมายในทำอะไรอย่างอื่นก่อนที่แต่งนิยาย ไม่ว่าจะเป็นสร้างอารมณ์ เติมไฟให้ติด หรือมีความคิดประมาณว่าแค่ดูนิดๆ หน่อยน่าเดี๋ยวค่อยแต่งนิยาย แต่กลายเป็นว่ามันกลับทำลายสมาธิเราอย่างไม่รู้ตัว เช่น ตัวอย่างการ์ตูนด้านบน เมื่อเราเปิดคอม แต่ขี้เกียจเปิด Microsoft Word แต่ทีเปิดเน็ตนี้ลื่นซะงั้น เพราะว่าแต่งนิยายมันน่าเบื่อต้องใช้สมาธิสูง แต่พอเปิดเน็ตนี้มีแต่บันเทิง หรือเล่นเกมเมามัน ยิงพวกนาซี ดูฉากต่อสู้ ผลคือเวลาหมดไปโดยเปล่าประโยชน์ไปหลายชั่วโมง แถมสมองยังตัน คิดไม่เป็นระบบระเบียบ เบลอ ความรู้สึกตั้งใจแต่งนิยายหายหมดสิ้น เวลาหมดแล้วไปนอนดีกว่า ผลัดวันประกันพรุ่ง เป็นแบบนี้เรื่อยไป จนนิยายไปไม่ถึงไหน

นอกจากนี้ก็อยู่ที่บรรยากาศ พอตอนเล่นเกมนี้ไม่เท่าไหร่  แต่พอจะแต่งนิยายก็พบว่าบรรยากาศรอบตัวไม่เต็มใจเลย ไม่ว่าจะเป็นอากาศร้อนมาก หนาวบ้าง อากาศดีก็รู้สึกง่วง ยุงเยอะ มดเยอะ เสียงระ หรือเสียงเครื่องยนต์ดัง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ช่วยบันทอนจิตใจในการแต่งนิยาย และเลิกเขียนนิยายหันมาเล่นเกมดีกว่า เป็นต้น

                สรุปคือเราไม่มีความตั้งใจพอในการแต่งนิยาย การแต่งนิยายมันน่าเบื่อ และไม่ได้ตั้งใจ  ซึ่งเรามักสร้างเหตุผลต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงแต่งนิยาย โดยอ้างว่าต้องการสร้างอารมณ์ แต่อารมณ์ที่ว่ากว่าจะมานั้นก็สายแล้วสำหรับแต่งนิยายสำหรับวันนี้ไป

                ดังนั้นทางที่ดีบังคับตนเองให้จดจ่อแต่งนิยายและเลิกสนใจทุกสิ่งทุกอย่างรอบข้างได้แล้ว!!


PS.  สนับสนุนฮาเร็ม ต่อต้านการเข้าวิน และบูชานิมพ์ดั่งเทพ
0
cammy 14 ก.พ. 56 เวลา 11:54 น. 7

 

อันดับ 4. ความกลัวและความกังวล

 

เป็นปกติของมนุษย์ที่จะต้องมีความกลัวและความกังวลไม่มากก็ไม่น้อย ที่ต้องเตรียมพร้อมเผชิญปัญหาหรือสถานการณ์ความเครียดต่างๆ  การแต่งนิยายก็เช่นกันที่เรามักรู้สึกกลัวและกังวลในเรื่องต่างๆ มากมาย ซึ่งเกิดทุกช่วงไม่ว่าจะเป็นช่วงคิดพล็อต ไปจนถึงช่วงแต่งนิยายเรา เรามักคิดหนักว่าอนาคตนิยายของเราจะออกมาดีหรือล้มเหลว

สาเหตุทำให้เกิดเรื่องเหล่านี้ขึ้นเพราะ การไม่รู้ ข้อเท็จจริงไม่ทราบ คลุมเครือ ไม่แน่ใจเรื่องฝีมือการเขียนนิยายว่าจะออกมาดีหรือมาร้าย หรือเคยเจอกับเรื่องไม่ดี เช่น เจอข่าวประเภทฟ้องนิยายลอกคนอื่นมา แล้วกังวลว่าพล็อตของเราจะโดนคนอื่นหาว่าลอกเขาหรือเปล่า   ผลคือเกิดความไม่แน่ใจของนิยายตนเอง ความกลัวก็จะมาแทนที่

ส่วนมากความกลัวที่พบบ่อยที่สุดในนักเขียน ก็คือกลัวจะไม่สนุก กลัวเหมือนคนอื่น กลัวไม่มีคนอ่าน กลัวเม้น เห็นได้ชัดในการตั้งกะทู้ต่างๆ ในบอร์ดนักเขียนที่มักมีคำถามที่แสดงความกลัวและกังวลอย่างชัดเจน เป็นต้นว่า กลัวนิยายไม่มีคนอ่าน (ทั้งๆ ที่ลงนิยายผ่านมาแค่ 3 วัน)  กลัวคนมาด่านิยายเรา กลัวโดนคนอื่นลอก กลัวโดนหาว่านิยายเราลอกคนอื่นมา กลัวไม่สมจริง กลัวโน้นกลัวนั้น ไม่แปลกที่บางครั้งมักมีคนถามคำถามแปลกๆ เช่นเอาจากสถานที่จริงมาใส่นิยายของเราได้หรือเปล่า?, จะแต่งแบบไหนดี, นิยายเราแต่งดีไหม, เขียนยังไงให้สนุก, เอาเรื่องศาสนามาใส่ได้ไหม  เป็นต้น  ซึ่งบางสิ่งบางอย่างไม่จำเป็นต้องถามเลย มันมีตัวอย่างที่โดดดังที่เห็นได้ชัดเจนอยู่แล้ว

สิ่งที่ผมอยากจะบอกเรื่องเหล่านี้คือ มีแต่คุณเท่านั้นที่จะตอบได้นิยายของคุณเป็นอย่างไร รู้แก่ใจอยู่แล้วว่านิยายแรงบันดาลใจหรือลอกคนอื่นมา สนุกหรือไม่สนุก สิ่งเหล่านี้คุณอยู่กับตัวคุณทั้งสิ้น จงเชื่อมั่นนิยายของตนเอง อย่าไปถามคนอื่น การแต่งนิยายคือการเสี่ยงอย่างหนึ่ง หากกลัว หรือมีความคิดครึ่งๆ กลางๆ ก็ไม่ต้องแต่ง เอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่สบายใจจะดีกว่า  หากเราชนะความกลัวได้ ความก้าวหน้าก็จะมาหาเอง


PS.  สนับสนุนฮาเร็ม ต่อต้านการเข้าวิน และบูชานิมพ์ดั่งเทพ
0
cammy 14 ก.พ. 56 เวลา 11:55 น. 8

 

อันดับ 3. ตัน

 

ครั้งหนึ่งเคยมีเม้นหนึ่งเขียนว่า “ช่วงนี้รู้สึกว่าไม่อยากเขียนนิยายเลย(แต่ก็ยังอ่านนิยายอยู่ตลอด) รู้สึกว่าตัน เขียนไม่ได้ ฟีลมันไม่เหมือนกับตอนแรก ๆที่เขียน ใครพอจะเป็นแบบผมหรือเคยเป็นบ้างครับ มีวิธีแก้ยังไง ขอบคุณมากครับ”

                ตันยังคงเป็นปัญหายิ่งใหญ่ในการแต่งนิยาย ตันในภาษาการแต่งนิยายหมายถึงไปต่อไม่ได้ คิดเนื้อเรื่องต่อจากนี้ไม่ได้  หรือติดอยู่ตรงนี้ ไปไหนไม่ได้สักที มุกหมด เขียนอะไรไม่ค่อยได้ ผลคือดองยาว ไม่มีท่าทีจะมาแต่งต่อแต่อย่างใด

                อาการตันนั้นเป็นปัญหาที่พบในนักเขียนทุกคนที่ตกหลุมตรงฉากใดฉากหนึ่งไม่ปักที เริ่มแรกประมาณว่า ตอนแรกสมองเราแล่น วาดภาพนิยายไว้แล้ว และเมื่อเริ่มต้นเขียน เมื่อมาถึงจุดหนึ่งเราก็เริ่มนึกไม่ออกแล้วว่าไปต่ออะไร หาไอเดียไม่ได้ เริ่มขี้เกียจเขียน สมองก็เริ่มคิดแล้วว่าจะแต่งนิยายเพื่ออะไร ผลคือเบื่อและล้มเลิกในการแต่งในที่สุด (บางคนแต่งนิยายใหม่ แต่ก็ตันอีก สรุปคือแต่งอะไรก็ไม่เคยจบ)

                ตามความเห็นของผมแล้ว ปกติการแต่งนิยายเราควรวางแผนให้ละเอียด ไม่ว่าจะเป็นสร้างพล็อตการดำเนินเนื้อเรื่องว่าตอนหน้าจะเป็นอย่างไร ซึ่งเราต้องคิด 3 ช่วงคือ ช่วงแรก ช่วงกลาง และช่วงจบ ไม่วาจะเป็นในหนึ่งตอน หรือแบบนิยายจบไว้ด้วย ซึ่งคิดด้วยว่าจุดประสงค์ที่ต้องการสื่อแต่ละตอนทำอย่างไร บลาๆ (แนะนำไปอ่านวิธีแต่งนิยายเอาเอง) ที่เหลืออยู่ที่ประสบการณ์และความสามารถของคนเขียนเองว่าคุณแต่งนิยายให้เป็นนิยายในแบบของเราได้ไหม

แต่คนที่แต่งนิยายในเว็บเด็กดีส่วนใหญ่ จะแต่งนิยายเรื่องยาวจะทำแบบการ์ตูนจัมป์ คือแต่งแบบไม่มีแผนงาน ไม่มีข้อมูลเพียงพอ ไม่รู้ว่าแท้จริงว่าตอนต่อไปจะจบยังไง ขอให้ได้หนึ่งตอนก่อน เมื่อลงหนึ่งตอนเสร็จ แต่ดันคิดไม่ออกว่าตอนต่อไปจะเอายังไงต่อ ไปต่อไม่ได้ ตอนที่สองเลยกลายเป็นว่าได้รับอิทธิพลอะไรก็มาใส่ เช่นเห็นตัวละครจากการ์ตูนเรื่องนี้น่ารักดีเอามาใส่นิยายดีกว่า ฉากนี้สนุกดีเอามาใส่ ผลคือผสมมัวปนไปต่อไม่ได้  อีกทั้งเมื่อเขียนออกมาก็ไม่ตรงใจกับที่เราคิดเอาไว้ เพราะเราตั้งมาตราฐานความรู้สึกสูงมากเกินไป ไม่อยากแต่งต่อ ทั้งหมดเหล่านี้นำมาซึ่งอาการตันทั้งสิ้น

ความจริงมีการแก้ปัญหาอย่างหนึ่งแต่มันใช้ไม่ได้สำหรับใครหลายคนแน่นอน นั้นคือการข้ามไปแต่งฉากอื่น หรือตอนอื่นที่คุณคิดว่าสามารถแต่งได้ แล้วค่อยวกมาแต่งตอนที่คุณเกิดอาการตันต่อ แต่ส่วนใหญ่นักเขียนในเว็บเด็กดีดันลงเป็นตอนๆ ไม่ได้แต่งให้จบ ผลคือเกิดอาการตันและดองแบบนี้แหละ


PS.  สนับสนุนฮาเร็ม ต่อต้านการเข้าวิน และบูชานิมพ์ดั่งเทพ
0
cammy 14 ก.พ. 56 เวลา 11:56 น. 9

 

อันดับ 2. เวลา+หมดไฟ

 

การแต่งนิยายนั้นเป็นงานหนักและใช้เวลาที่ยาวนาน แน่นอนว่ากว่าจะแต่งนิยายจบสักเรื่องนั้นเราต้องทุ่มแรง ทุ่มเวลามากมายให้กับมัน ซึ่งการเขียนนิยายด้วยความรู้สึกแบบกลางๆ ไม่เต็มที่ไม่มีทางสำเร็จแน่นอน

ปกติแล้วเมื่อแต่งนิยายเรื่องหนึ่ง (โดยเฉพาะเรื่องยาว) จะใช้เวลาแต่งเสร็จขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคนอย่างต่ำก็สามเดือน (หนึ่งตอนนี้คงประมาณเดือนกว่าๆ) อย่างมาก 1 ปี ไปจนถึง 3 ปีก็มี สำหรับคนที่เบื่อง่าย หรือใจร้อน  อย่างเขียนเสร็จเร็วๆ ถือว่าไม่เหมาะเป็นคนแต่งนิยายเรื่องยาวเลยแม้แต่น้อย

เพราะการใช้เวลาแต่งนิยายจบนานนั้นเอง ทำให้หลายคนล้มเหลวในการแต่งนิยายมานักต่อหนักแล้ว โดยเฉพาะพวกมือใหม่ ที่แต่งนิยายครั้งแรก นยิ่งเป็นพวกพล็อตยิ่งใหญ่ที่ต้องใช้เวลานานแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ยากที่สุด เพราะมีปัญหามากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องจิตใจ ที่นานวันคุณก็เริ่มท้อใจ เบื่อหน่าย มุกตัน แต่งไปแต่งมาออกทะเล เวลาแต่งก็ไม่ค่อยมี เวลาไม่มีให้ ผลก็คือคุณเบิ่อหน่าย อ่อนล้ากายและใจ ไม่อยากแต่งนิยายแล้ว และเลิกแต่งนิยายกลางคันนี้เอง

อย่างไรก็ตาม บางคนก็มีความคิดที่จะดองนิยาย เพราะคิดว่าหากมีเวลาหรือมีไอเดียใหม่ๆ จะมาแต่งต่อ หากแต่ยิ่งนานวัน ก็ยิ่งห่างเหิน พอคิดจะมาแต่งต่อก็พบว่ามันไม่คุ้นเคย เหมือนเป็นคนอื่นคนไกล ไม่มีความรู้สึกอะไรแม้แต่น้อย ส่งผลไม่แต่งต่อ และดองแบบนั้นชั่วกาลนาน และแต่งนิยายเรื่องใหม่แทน แต่กลายเป็นว่าหนักยิ่งกว่าเดิม เพราะคุณทำอะไรไม่เคยสำเร็จ ซึ่งหากไม่แก้นิสัยไม่จริงจังของคุณ ต่อให้แต่งยังนิยายใหม่ก็เรื่องคุณก็ไม่มีทางแต่งนิยายเรื่องหนึ่งให้จบแน่นอน


PS.  สนับสนุนฮาเร็ม ต่อต้านการเข้าวิน และบูชานิมพ์ดั่งเทพ
0
cammy 14 ก.พ. 56 เวลา 11:58 น. 10

 

อันดับ 1. ตัวเราเอง

 

จากอันดับทั้งหมดทั้งมวล สรุปได้เลยว่านั้นก็คือศัตรูที่น่ากลัวที่สุดก็คือตัวเราเอง จะแต่งนิยายเสร็จและไม่เสร็จขึ้นอยู่กับตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสุดวิสัย หรือจิตใจของเราเองที่ทำให้มีปัญหาการแต่งนิยาย แต่หลักๆ ก็คือปัญหาด้านจิตใจ ที่เรากดดันตัวเอง (ทั้งๆ ที่ไม่มีใครสักคนมากดดันเรา) การตั้งมาตรฐานสูง

นอกจากนี้การแต่งนิยายให้สมบูรณ์แบบนั้นเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะนักเขียนมืดใหม่ที่จำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญด้านภาษา, การศึกษาข้อมูล ประสบการณ์ , การหาเอกลักษณ์ของตนเอง และความรู้สึกไปกับการแต่งนิยาย (ชอบอ่าน ชอบเขียน ชอบจด ช่างสังเกต) หากเราขาดด้านใดด้านหนึ่ง หรือฝีมือไม่ถึงการแต่งนิยายก็ยังคงเป็นเรื่องยากสำหรับตัวเรา

ดังนั้นการแต่งนิยาย ครั้งแรกๆ จะมีปัญหามากมาย สิ่งสำคัญที่สุดคือการบังคับตนเองให้ผ่านจุดนั้นให้ได้ หากเราชนะตนเองได้ก็จะสามารถนำความสำเร็จมาให้ตัวเองได้ไม่ยาก คนที่แต่งนิยายไม่เสร็จเลิกล้มกลางคนก็คือแพ้ตนเอง ดังนั้นจะทำอะไรก็ต้องลงมือทำด้วยตนเอง หวังให้คนอื่นช่วยนั้นอย่าไปหวัง

                แน่นอนว่ามันไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวที่จะทำให้เราเป็นนักเขียนชั่วคราวคืน แต่มีคาถาหนึ่งที่ทำให้เราจะทำให้เราเป็นนักเขียนได้ คือ ลงมือเขียนและแต่งให้จบ ที่เหลืออยู่ที่วิธีของแต่ละคน หากนักเขียนคนใดลงมือเขียนไปได้สักระยะหนึ่งแล้วร้อยทั้งร้อยก็จะเริ่มหาจุดที่เป็นตัวของตัวเองได้ ปีกกล้าขาแข่ง สรุปคืออยากได้ทักษะการเขียนนิยายคุณต้องหาเอง

 

(ขอบคุณที่อ่านจนจบครับ)


PS.  สนับสนุนฮาเร็ม ต่อต้านการเข้าวิน และบูชานิมพ์ดั่งเทพ
0
เคย์เซย์ (Keisei) 14 ก.พ. 56 เวลา 12:19 น. 11
แต่ละข้อปัญหาโลกที่เด็กๆ รุ่นใหม่ไม่ค่อยนึกถึงทั้งนั้น 
PS.  บัลลังก์นี้มิเคยปรารถนา บัลลังก์นี้มิเคยคิดลุ่มหลง บัลลังก์นี้มิเคยคิดชื่นชม บัลลังก์นี้มิเคยสมสุขทรวง / ไม่มีใครปฏิเสธกรรมที่เรียกว่า "การกระทำ" ได้หรอก
0
จิ้ง 14 ก.พ. 56 เวลา 12:21 น. 12
มากดแชร์ต่อคับ

รู้สึกโดนไปหลายข้อกันเลยทีเดียว =w=

PS.  สมาคมคนทำหนังสืออินดี้ หนังสือดีที่คุณทำได้ พบปะกันที่ http://group.dek-d.com/handmadebook
0
DIGIT@L-SENTINEL 14 ก.พ. 56 เวลา 12:27 น. 13
คุณพ่อใจยักษ์ออกตอนใหม่เรอะ!? //ผิดประเด็นอย่างรุนแรง

ผมแต่งตามใจ ลงตามใจ ไม่อวดว่าจะให้มันยอดเยี่ม แต่ก็กดดันตัวเองให้มันดีจนผมพอใจเอง
นิยายที่ลงอยู่ก็เขียนๆหยุดๆมา5ปี ได้มานิดเดียว แต่ก็ไม่ได้ทิ้ง ก็คงยาวกว่าจะจบ
PS.  internet ทำให้คนที่ห่างไกลได้ใกล้กันมากขึ้น และทำให้คนที่อยู่ใกล้ๆห่างไกลกันออกไป
0
CKJeanz 14 ก.พ. 56 เวลา 12:30 น. 14
จึก จึก จึก..
/เดินออกไปเงียบๆ
PS.  วิปไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก ♥ ๕๕๕
0
originalBlueSin 14 ก.พ. 56 เวลา 12:55 น. 16
ตอนนี้ก็กำลังแต่งอยู่ ถึงกับลบความเห็นในกระทู้เกจิเพื่อขจัดตัวดึงความสนใจเลยทีเดียว ... มันก็แปลกดี แต่งมาได้นานเป็นปีแล้วยังไม่เลิก แสดงว่าตัวเองคงชอบอยู่นะงานแต่งนิยายเนี่ย

ปัญหาของผมที่สำคัญจริง ๆ แล้วจะเป็นเรื่องของการทำอารมณ์แต่งนิยายไม่ได้

PS.  คนที่ท้อแท้เพราะเป้าหมายนั้นยากลำบาก ยังน่านับถือกว่าคนที่ไม่กล้าแม้แต่จะท้าทาย funfic.com
0
Nyx 14 ก.พ. 56 เวลา 13:03 น. 17
กำลังเขียนนิยายอยู่อ่ะ  แต่ไม่เอาลง  ลงแต่กลอน

ส่วนตัวชอบเขียนจบก่อนค่อยลงครับ  สบายใจไม่กดดัน

นักอ่านท่านใดว่างก็แวะมาเยี่ยม "หมวดฟรีสไตล์-กลอน" ได้นะครับ

เลือกแบบอัพเดทล่าสุดนะ

ประมาณเลยหน้าสี่หรือห้าลงไปอ่ะครับ  หมักบ่มเกิน 1 ปีทั้งนั้น 

ยิ่งถอยลงไปยิ่งอายุเยอะ  นี่ถ้าเป็นเหล้าคงรสดีแน่ ๆ เลย 
PS.  อักษรา มนตรา มายาจิต : ร้อยกรองหมวดฟรีสไตล์-กลอน ที่โพสท์สม่ำเสมอทุก 2-3 วัน
0
K.W.E. 14 ก.พ. 56 เวลา 13:09 น. 18
เป็นประเด็นที่มักถูกหยิบมาเป็นกระทู้ถามในบอร์ดกันทั้งนั้นเลยครับ
PS.  Ragnarok Fiction - The legend of descendant - เรื่องราวของตำนานรบตำนานรักบทใหม่ มีอา-มังกรน้อยปาฏิหาริย์ - (Master And The Little Dragon) - รักพี่จ๋าที่สุดในโลกเลย !!
0
Doggiebiz 14 ก.พ. 56 เวลา 13:40 น. 19
ผมรอดู "ผมเชื่อใจแฟนสาว" แผ่นสองอยู่อ่ะ...
PS.  de gustibus non est disputandum
0
ภาณุมาศ 14 ก.พ. 56 เวลา 14:13 น. 20
แบบว่าตรงใจแท้หนอ อิอิ
PS.  ~ชีวิตของเราจะสนไปทำไมกับไอ้แค่คำพูดของคนอื่น การกระทำต่างหากเล่า คือสิ่งที่สำคัญที่สุด ~
0