พระเกตุแก้วจุฬามณี ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงค์ [ไม่ระบุให้แชร์]

วิว

สวัสดีค่ะวันนี้จะพาไปสักการะ พระเกตุแก้วจุฬามณี พระธาตุประจำปีเกิดองคนเกิดปีจอ
เช่น จขกท. เอง อิอิ แต่ว่าสวรรค์ชั้นดาวดึงค์นะไกลจัง จะไปยังไงล่ะเนี่ย
เอาเป็นว่าเดี๋ยวพาไป �พร้อมมั้ย ถ้าพร้อม ก็เลื่อนเม้าส์ลงมาด้วยกันเลย ไปโลด!!!!
\"\"



เจดีย์บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งตามพุทธประวัติกล่าวไว้ว่าประดิษฐานพระทันตธาตุที่พระอินทร์นำมาจากพระบรมธาตุที่โทณพราหมณ์ได้แอบซ่อนไว้ เมื่อครั้งมีการแบ่งพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าให้เจ้าเมืองต่าง ๆ

��������ด้วยเหตุที่พระธาตุเจดีย์องค์นี้มนุษย์ไม่สามารถเดินทางไปถึงได้ ดังนั้นนอกจากนมัสการด้วยการบูชารูปแล้ว ยังสามารถบูชา�พระเจดีย์ที่วัดเกตการาม เชียงใหม่�ซึ่งมีชื่อพ้องกับพระเกศแก้วจุฬามณีเจดีย์



วัดเกตการาม�ตั้งอยู่เลขที่ 96 บ้านวัดเกต ถนนเจริญราษฎร์ ตำบลวัดเกต อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ มีเนื้อที่ทั้งหมด�6 ไร่�1 งาน�51 ตารางวา�อาณาเขตทิศเหนือติดทางเดินสาธารณะและที่ดินราษฎร ทิศใต้จดที่ดินราษฎร (สมัย 80 ปีก่อน เป็นทางเดินสาธารณะ) ทิศตะวันออกติดถนนหน้าวัดเกต ทิศตะวันตกจดที่ดินราษฎร และถนนเจริญราษฎร์

วัดนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำปิง ในเขตย่านการค้าของชาวต่างชาติ ตามประวัติว่าสร้างโดยพญาสามฝั่งแกน เมื่อ พ.ศ. ๑๙๗๑ แต่พระเจดีย์ได้พังทลายลงในปี พ.ศ. ๒๑๒๑ พระสุทโธรับสั่งให้สร้างขึ้นใหม่ให้เป็นเจดีย์ทรงลังกาแบบล้านนา นอกจากนี้ภายในวัดยังมีพระวิหารใหญ่ที่สร้างในสมัยรัตนโกสินทร์ และพิพิธภัณฑ์เก็บของใช้พื้นบ้านให้ชม

����������ความเป็นมา ความสำคัญ คุณค่าและเอกลักษณ์��วัดเกตสร้างในปี พ.ศ. 1971 สมัยพระเจ้าสามฝั่งแกน (พ.ศ. 1954-1985) พระราชบิดาของพระเจ้าติโลกราช ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาในปี พ.ศ. 1981 สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย

����������วัดเกต�มีศิลาจารึกหลักหนึ่ง ตั้งอยู่บนมุขด้านใต้ของพระวิหาร จารึกเป็นอักษรฝักขามบนหินทรายสีแดง กว้าง�58 เซนติเมตร�สูง�176 เซนติเมตร�หนา�21 เซนติเมตร�ด้านหน้าลบเลือนไปหมด เหลือแต่ดวงศิลาจารึก ด้านหลังพออ่านได้ สรุปได้ว่า ศักราช 940 (ประมาณ มกราคม - กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2121) มีการบูรณะพระเกศธาตุเจดีย์ที่พังลง สันนิษฐานว่า น่าจะพังลงในปีเดียวกับยอดพระธาตุวัดเจดีย์หลวง คือ ปี พ.ศ. 2088 ที่เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เชียงใหม่ มีความรุนแรงขนาด 5.0 - 5.9 ริกเตอร์


พระเจดีย์ประธานหรือพระธาตุวัดเกต เป็นปูชนียสถานที่ใหญ่โต คือมีฐานกว้าง 82 วา ยาว 63 วา มีเจดีย์บริวาร 4 มุม สำหรับเจดีย์บริวารนี้ เดิมมีฉัตรแบบเดียวกับของวัดพระธาตุดอยสุเทพ แต่ปัจจุบันสูญหายไป ไม่ทราบว่าใครถอดออกเมื่อใดและด้วยเหตุผลใด ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า สมัยก่อนเคยเห็นพระธาตุออกมาเที่ยว โดยจะลอยไปทางทิศใต้เพื่อไปเยี่ยมเยือนพระธาตุจอมทอง มีลักษณะเป็นดวงไฟสีอุ้มฮุ่ม (สีเขียวเข้มและเย็นแบบป่า) พระธาตุนี้เสมือนเป็นการจำลองพระเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ลงมาไว้บนโลกมนุษย์ ดังนั้นการสร้างพระธาตุเกศแก้วจึงสร้างให้ยอดพระธาตุเอียงนิดหน่อย เพื่อมิให้ยอดชี้ขึ้นไปตรงกับพระเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์และเดิมองค์พระธาตุเป็นสีตะกั่วตัด เพิ่งมีการนำสีทองมาทาในยุคของท่านพระครูญาณาลังการ เมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง

����������พระวิหาร�สร้างสมัยรัตนโกสินทร์ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 9 ห้อง มีเสาคู่ในรองรับหลังคาหน้าจั่วและเสาคู่นอกรับแนวหลังคาปีกนกย่อเก็จ 3 ตอน ในแนวตะวันออก - ตะวันตก หัวเสาประดับด้วยแก้วอังวะ ตัวเสามีลายทอง มีประตูทางเข้าสามทาง หลังคาทรงจั่วเรียงซ้อนกัน 5 ชั้น (คำเมืองเรียกว่า ซด) 2 ตับ งดงามยากจะหาวัดใดมาเทียบได้ อุโบสถทรงเดียวกับพระวิหาร แต่มีขนาดเล็กกว่า

พระธาตุวัดเกตการาม วัดเกตการาม อ.เมือง จ.เชียงใหม่

คำบูชาพระธาตุ (ตั้งนโม�3�จบ)


ตาวะติงสายะ��ปุรัมเม��เกสะจุฬามะณี

สะรีระปัพพะตา��ปูชิตาสัพพะ��เทวานัง

ตังสิระสา��ธาตุอุตตะมัง อะหัง��วันทามิ��สัพพะทา



หรืออีกสถานที่หนึ่งคือ




พระธาตุอินทร์แขวน ตั้งตระหง่านอยู่บนหน้าผาสูงชัน น่าอัศจรรย์ไม่ตกลงมา

\"\"
�"ไจก์ทิโย"�หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในนามว่า�"พระธาตุอินทร์แขวน"�ที่ตามคติการไหว้พระธาตุตามปีเกิดของชาวล้านนาบอกไว้ว่า หากใครเกิดปีจอต้องไปไหว้พระเกศแก้วจุฬามณีบนสรวงสวรรค์ ซึ่งความเป็นจริงในโลกนี้คงจะเป็นไปไม่ได้ จึงได้ถือเอาว่าการไหว้พระธาตุอินทร์แขวนแทน ก็เหมือนได้ไหว้พระเกศแก้วจุฬามณีบนสรวงสวรรค์�
ตำนานเกี่ยวกับ พระธาตุอินทร์แขวนมีอยู่ว่า มีฤาษีติสสะผู้หนึ่งได้รับพระเกศาจากพระพุทธเจ้าที่ได้มอบให้ไว้เป็นตัวแทนพระพุทธองค์ให้ประชาชนสักการะ เมื่อครั้นได้มาแสดงธรรมเทศนา ณ ดินแดนสุวรรณภูมิ ผู้ที่ได้รับมอบพระเกศาต่างก็นำไปบรรจุในสถูปเจดีย์ แต่ว่าฤๅษีติสสะกลับนำไปซ่อนไว้ในมวยผม พอเวลาล่วงเลยถึงคราวที่ฤๅษีติสสะจะต้องละสังขาร โดยมีความตั้งใจจะนำพระเกศาไปบรรจุไว้ในก้อนหินที่มีรูปร่างคล้ายกับศีรษะของตน จึงให้พระอินทร์ช่วยหาก้อนหินที่มีลักษณะเหมือนกับศีรษะ ซึ่งได้มาจากใต้ท้องมหาสมุทร และก็ให้พระอินทร์นำมาวางหรือแขวนไว้บนภูเขาหิน จึงเป็นที่มาของชื่อ�"พระธาตุอินทร์แขวน"�แต่ชาวพม่าและชาวมอญจะเรียกพระธาตุอินทร์แขวนว่า�"ไจก์ทิโย"�ซึ่งเป็นภาษามอญ หมายถึง เจดีย์บนหินที่มีรูปร่างคล้ายศีรษะฤๅษี �ซึ่งพระธาตุอินทร์แขวนก็เป็นอีหนึ่งที่ที่คนเกิดปีจอ สามารถไปสักการะ ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นตัวแทนแห่ง พระเกตุแก้ว จุฬามณี


พระเกศแก้วจุฬามณี




ฐานที่ตั้งของพระเกตุแก้วจุฬามณี




ณ� ห้วงจักรวาลแห่งธาตุอันกว้างใหญ่ไพศาล ซึ่งกำลังล่องลอยอยู่เหนือพื้นผิวของเปลือกโลกหรือโลกธาตุ� ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของแกนหมุน..จุดศูนย์กลางของจักรวาล� และจุดศูนย์กลางของจักรวาล� และจุดศูนย์กลางของ “จิตวิญญาณธาตุ”� ที่กำลังศึกษาเรียนรู้สภาวะของธรรมชาติในหว้งจักรวาลแห่งการเกิด-ดับ� แล้วพัฒนาตัวเองเข้าสู่ความเป็นธาตุขันธ์�

เพื่อที่จะดำรงอยู่ได้ในระบบของความสมดุลของธรรมชาติที่ไม่มีความเที่ยงแท้แน่นอนใดๆ� เป็นแต่เพียงการเกิดขึ้นการตั้งอยู่ดำรงอยู่และแตกดับลงไปในที่สุดของมันเอง กลายเป็นกฎของพระไตรลักษณ์กฎของการเกิด-ดับ กฎของจักรวาลและจิตวิญญาณ...

ณ� ห้วงจักรวาลแห่งนี้� จึงเป็นที่ตั้งของทิพย์วิมาน เทวสถานอันยิ่งใหญ่ของ ๕ มหาราช� ซึ่งเป็นเจ้าแห่งธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ� และอากาศธาตุ� ในที่นี้หมายถึง พระอินทร์ พระพรหม พระยม พระกาฬ และพระนารายณ์� ผู้ซึ่งเป็นต้นธรรมของจิตวิญญาณธาตุ� ที่อุบัติบังเกิดขึ้นในห้วงจักรวาลแห่งธาตุและโลกธาตุแห่งนี้� ซึ่งประกอบไปด้วย

เทวโลก� ซึ่งเป็นทิพย์วิมานของพญายมราช เจ้าแห่งธาตุน้ำ
เทวพรหม� ทิพย์สถานของพระพรหม เจ้าแห่งธาตุดิน
โลกพรหม (โอราโร)� ทิพย์วิมานของพระกาฬ เจ้าแห่งธาตุไฟ
อริยพรหม (โอภาโส) ทิพย์สถานของพระอิศวร เจ้าแห่งธาตุลม

เกษียรสมุทร (สะดือทะเล)� ทิพย์สถาน
ของพระนารายณ์� เจ้าแห่งอากาศธาตุ..เพราะอากาศสามารถที่จะสอดแทรกเข้าอณูต่างๆ ของธาตุได้ทุกชนิด� ถ้าน้ำขาดอากาศก็จะแข็งตัว

ทิพย์สถานและวิมานต่างๆ เหลานี้ (ยกเว้นเกษียรสมุทร) กำลังล่องลอยอยู่เหนือชั้นบรรยากาศของโลกตามทิศต่างๆ� ทั้งสี่ทิศโดยมีช่องว่างของอากาศธาตุในระบบของสุญญากาศ� (สุญญาณัง)� เป็นจุดศูนย์กลางของเทวสถาน� ที่เราเรียกกันว่า พระเกตุ พระแก้ว พระจุฬามณีหรือโลกุตระ� โลกแห่งพระนิพพาน� ซึ่งเต็มไปด้วยความว่างเปล่าของ� “วิสุทธิจิต”� ที่ผ่านการฝึกฝนปฏิบัติต่อจิตอย่างหยาบๆ� ค่อยๆ ชำระล้าง ขัดเกลา อบรมจนกลายเป็นดวงเจตสิก� ที่มีความละเอียดอ่อนเกิดความบริสุทธิ์แห่งจิตขึ้นไม่มีอาสวะใดๆ� หลงเหลืออยู่ภายในดวงจิตเลย

มีแต่ความใสสะอาด สว่าง สงบ จนกลายเป็นวิสุทธิจิต� หรือ ญาณทัศนะของจิตซึ่งสามารถที่จะเข้าไปรับรู้เข้าไปดู� เข้าไปเห็นในสัจจะแห่งธรรม ซึ่งมีอยู่ในระบบของธรรมชาติของโลกธาตุในการเกิดดับได้อย่างถูกต้อง� จนทำให้ดวงจิตเจตสิกซึ่งส่องลอยอยู่� รวมตัวกันเข้ากลายเป็นหนึ่งเดียว� กลายเป็นตัวรู้� กลายเป็นความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งของจิตเพียงจิตเดียว� ซึ่งเราเรียกว่า� ญาณทัศนะวิสุทธิหรือห้วงแห่งความว่างเปล่า� ซึ่งจะมีจุดศูนย์กลางของแกนหมุน� จุดศูนย์กลางของจักรวาล� จุดศูนย์กลางของวิญญาณธาตุ ณ� โลกมนุษย์...

โดยมีอาณาบริเวณขอบเขตปริมณฑลนับจาก เทวโลก (ดวงศีล)� ทิพย์วิมานของพระยม... เทวพรหม� (ดวงสมาธิ)� ทิพย์วิมานของพระพรหม� (วิสุทธิจิต)� โลกพรหม� (ดวงปัญญา)� ทิพย์วิมานของพระกาฬ อริยพรหม� (ดวงสติ)� ทิพย์วิมานของพระอินทร์� (ญาณทัสนะ) ซึ่งตั้งอยู่ในขอบเขตของอนันตจักรวาล

ซึ่งถือกันว่าเป็นสวรรค์ชั้นวิมานชั้นสูงสุดของเหล่าเทพเทวาในชั้นของอริยเทพ� อริยพรหม� ซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับสภาวะของพระนิพพานธาตุมากที่สุด� อาณาบริเวณที่กล่าวมาตั้งแต่ต้น� คือสถานที่ซึ่งเหล่าเทพเทวาชั้นทุกสวรรค์ ทุกตำแหน่ง ทุกวิมาน สมมติว่า...อาณาบริเวณทั้งนี้คือ� ฐานของพระเกตุแก้วจุฬามณี� � �ซึ่งมียอดอยู่ตรงกึ่งกลางของโลกธาตุพอดิบพอดี....


NaRaYa:





ฐานที่ตั้งของพระเกตุแก้วจุฬามณี





จึงทำให้โลกธาตุภพภูมิของมนุษย์กลายเป็นจุดศูนย์กลางเกิดดับ (จุดหยุด)� ของเจตสิก� มาอาศัยรูปและนามของความเป็นกายธาตุ� และท่องเที่ยวไปผ่านภพผ่านภูมิต่างๆ� ซึ่งจิตวิญญาณธาตุทั้งหมดทั้งมวลทั้งสิ้นจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปตามกาลเวลาสุดแล้วแต่บุญบารมีและวิบากกรรมในการกระทำที่ผ่านมาของจิตเพราะโลกธาตุเป็นเพียงภูมิกลาง� และเป็นภพภูมิเดียว� ซึ่งจิตเจตสิก...สามารถที่จะเข้าไปรอบรู้เรียนรู้ในสัจจะธรรมทั้งมวล ที่เราเรียกกันว่า จิตรู้ธรรม

เข้าสู่สภาวะการละ วางหยุด ให้หลุดพ้นไปจากอาสวะทั้งปวงความเป็นธาตุขันธ์ในภพภูมิมนุษย์ก็จะค่อยๆ� ปรับตัวเข้าสู่ความเป็นธาตุเดิม เ ป็นเพียงการทำลายธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ให้กลับข้าสู่สภาวะของอากาศธาตุ� เข้าสู่ระบบสุญญากาศ� เข้าสู่ความว่างเปล่าที่เราเรียกว่า “โลกุตรธาตุ”

ซึ่งเป็นอัตโนมัติเป็นธรรมดาธรรมชาติในห้วงจักรวาลแห่งธาตุของการเกิด-ดับ� หรือกฎของพระไตรลักษณ์จะเข้ามากำหนด� หรือเป็นเครื่องนำพาจิต..เจตสิก..นาม..รูป� ซึ่งกำลังล่องลอยอยู่ในอากาศธาตุ� กลับข้าสู่ความเป็นธาตุทิพย์ (กายทิพย์) กลายเป็นอณูของจิตหรืออณูแห่งธาตุ

เพราะในทางกายปฏิบัติแล้วจิต..เจตสิกเป็นเพียงแค่รูป..นามไม่มีกายทิพย์� ไม่มีกายหยาบ� หรือธาตุขันธ์ใดๆ มาเป็นเครื่องรองรับจิต...เจตสิกเราจึงไม่สามารถที่จะมองเห็นอณูแห่งจิต...เจตสิกโดยวิธีใดๆ� ได้เลย

เมื่อจิต เจตสิกในแต่ละดวงเข้าสู่สภาวะของ “จิตรู้ธรรม”� แล้วกายหยาบของความเป็นธาตุขันธ์ที่ซ้อนๆ� กันอยู่ในสภาวะของกายธาตุกายมนุษย์ที่จะค่อยๆ� หลุดออกจากกันทีละกาย� สองกาย จาก ๑๘ กายที่ซ้อนกันอยู่จนเหลือเพียงกายเดียว� ซึ่งเราเรียกว่า...กายทิพย์กายละเอียด� เพื่อที่จะปรับเข้าสู่ความเป็น “นามกาย”

เป็นเพียงกายที่มีความละเอียดอ่อน� มีความโปร่งใส...โปร่งแสงเหมือนดังดวงแก้วที่ได้ผ่านการเจียระไนมาเป็นอย่างดี� ซึ่งนามกายหรือกายแก้วนั้นจะมีอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกผู้ทุกนามที่ต้องมาจุติเกิด� เพื่อชดใช้กรรมเก่าแล้วสร้างกรรมใหม่� (กรรมดี-กรรมชั่ว)� ในภพภูมิกลางหรือภพภูมิของมนุษย์ซึ่งนามกายหรือกายแก้วนั้นจะตั้งอยู่ ณ จุดศูนย์กลางกายเหนือสะดือขึ้นมาประมาณ ๑-๒ นิ้ว

จิตวิญญาณธาตุเมื่อผ่านการฝึกปฏิบัติจนเข้าสู่ภาวะของจิตรู้ธรรมแล้ว� จิต เจตสิกจำนวน ๑๒๑ ดวง� ซึ่งมารวมตัวกันอยู่ในสภาวะวิญญาณของความเป็นมนุษย์� ก็จะเกิดตัวรู้ขึ้นภายในดวงจิตในแต่ละดวง� อวิชชาและความมืดบอดของจิตวิญญาณก็จะค่อยๆ� ถูกชำระล้าง� สว่างสดใสขึ้นทีละดวงสองดวง� จนทำให้จิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์เกิดความสว่างหมดทั้ง ๑๒๑ ดวง

สภาวะของจิต� เจตสิกในขณะนั้นก็เกิดตัวรู้ขึ้น� เกิดญาณทัศนะขึ้น� ทำให้จิตเริ่มที่จะรู้และเข้าใจในสัจจะแห่งธรรม� มองเห็นความไม่เที่ยง� มองเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มองเห็นพระไตรลักษณ์ว่าทุกๆ� สรรพสิ่งมีแต่เกิดกับดับ� จิตวิญญาณซึ่งมารวมตัวกันอยู่ทั้ง� ๑๒๑� ดวงก็จะค่อยเกิดการ ละ วาง หยุด ค่อยๆ ถอดถอนออกไปจากความยึดมั่นถือมั่นในความเป็นกายธาตุทีละดวงสองดวง

เมื่อจิตเริ่มถอดถอนออกไปจากความเป็นกายธาตุ� สภาวจิตของความเป็นมนุษย์ก็จะปรับตัวยกวาระจิตจากมนุษย์ขึ้นเป็นจิตเทพ จิตพรหม ปรับเปลี่ยนไปตามสภาวะของจิตว่าสามารถละ วาง หยุด ได้มากน้อยแค่ไหน

จาก ๑๒๑ ดวง ก็จะค่อยๆ ถอดถอนออกไปจนเหลืออยู่เพียง ๑๒ ดวงสุดท้าย� สภาวจิตในขณะนี้นั้นจะเปี่ยมไปด้วยเมตตา มีความกรุณาต่อผู้อื่น� เข้าสู่พรหมวิหาร ๔� สภาวะของจิตก็จะยกระดับขึ้นเรื่อยๆ� อุปกิเลสภายในดวงจิตก็จะค่อยๆ เบาบางไป ค่อยๆ ลดค่อยๆ ละ ค่อยๆ หมดไปจากความโลภ ความโกรธ ความหลง สภาวะของจิตในขณะนั้นกำลังก้าวสู่ “การเห็นชอบ”

กลายเป็นจิตเทพ จิตพรหม ซึ่งจะถูกแบ่งออกเป็น ๒ แนวทางระหว่างจิตสัมมาทิฐิ� กับจิตมิจฉาทิฐิ� ซึ่งจิตต้องเข้าสู่การบำเพ็ญด้วยปัญญาญาณ� นำจิตที่ยังเหลืออยู่เข้าสู่การพิจารณา ทำปัญญาให้เห็นชอบ� ให้สิ่งที่อยู่ภายในจิตในใจเกิดความแจ่มแจ้ง� เขาเรียกจุดนี้ว่า “ญาณทัสนะ”....

NaRaYa:





"ฐานที่ตั้งของพระเกตุแก้วจุฬามณี"





ซึ่งทุกดวงจิต� เจตสิก นาม รูป จะต้องผ่านการงานชอบ วาจาชอบ ความดำริชอบ การเลี้ยงชีพชอบ ความเพียรชอบ ความระลึกชอบ� ความตั้งจิตชอบและปัญญาอันเห็นชอบ� จิตก็จะเดินไปตามแนวทางแห่งมรรคผลได้อย่างถูกต้อง� จิตก็เข้าสู่ความเป็นพรหมจาก ๑๒� ดวง� ก็จะถอนออกไปในความโลภ� ความโกรธ ความหลงอีก ๓ ดวงก็จะถอดถอนออกไปในความโลภ� ความโกรธ� ความหลงอีก ๓ ดวงก็จะเหลืออยู่เพียง ๘ ดวงสุดท้ายที่ตะต้องพิจารณาชำระล้างดวงจิต� ดวงเจตสิกที่หลงเหลืออยู่ให้เกิดตัวรู้ขึ้น� ดวงจิตก็จะใสกลายเป็นดวงแก้ว เขาเรียกจุดนี้ว่า “ดวงวิมุตติ” หรือ “วิสุทธิจิต” นั่นเอง

เมื่อจิต เจตสิกดวงใดฝึกฝนปฏิบัติต่อจิตมาถึงจุดนี้ได้� � กาย ณ� ภพภูมิมนุษย์ก็ค่อยๆ� ถอดถอนหลุดออกไปที่ละกายสองกาย� จนเหลือเพียงกายเดียวจิตเดียว� ทั้งจิตและนามกายที่หลงเหลืออยู่ก็จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเองกลับเข้าสู่สภาวธาตุสภาวธรรม รวมเข้าด้วยกันเพียงหนึ่งเดียวเพื่อที่ตัวเข้าสู่ห้วงอากาศธาตุในระบบสุญญากาศ (สุญญาณัง)� จุดศูนย์รวมจิต หรือโลกุตรธาตุ

จิตและกายก็จะเดินทางเข้าสู่เส้นทางแห่งมรรคผลได้อย่างถูกต้องดีแล้ว� ดวงจิตก็จะค่อยๆ� ปรับตัวเข้าสู่ความวิมุตติ� ค่อยๆ� หลุดพ้นไปจากสภาวะของความทะยานอยากทั้งหลาย� ทั้งปวง จิตวิญญาณ ณ ภพภูมิของมนุษย์ก็จะค่อย ๆ ถอดถอนออกจากนามกายหรือกายแก้ว� แล้วเข้าไปรวมกับจิต� เจตสิก� ดวงอื่นๆ� ณ ห้องพระนิพพานธาตุ

ส่วนนามกาย� หรือกายแก้วซึ่งหลงเหลืออยู่เพียงกายเดียวก็จะไปรวมตัวเข้ากับนามกายอื่นๆ� จนทำให้จุดศูนย์รวมของนามกายหรือกายแก้วมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ� กายแก้วองค์เล็กๆ� เหล่านี้เองจะมาประกอบกายรวมเป็นหนึ่งเดียวและขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ� เราเรียกกายที่เกิดขึ้นใหม่นั้นว่า� “พระแก้ว”� ซึ่งมีพระวรกายเป็นแก้วไพฑูรย์ซึ่งใสสะอาดหมดจดตลอดทั้งองค์
ณ� จุดศูนย์รวมของธาตุทิพย์ทั้งสอง� (กายเดียว-จิตเดียว)� จึงกลายเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าเทพเทวาบนสวรรค์ในทุกชั้นวิมาน� กลายเป็นสิ่งสักการะมงคลอันสูงสุดในห้วงจักรวาลแห่งธาตุต่อการผุดขึ้นของพระเกตุ (ดวงจิต)� พระแก้ว (นามกาย)� จนทำให้เหล่าเทพเทวาทุกชั้น� ทุกสวรรค์ ทุกตำแหน่ง ทุกวิมาน ยินยอม พร้อมใจรวมจิตเข้าสู่ความเป็นหนึ่งเพื่อที่จะตั้งจิตอธิษฐานพรมหาจุฬามณีขึ้นมาครอบครองพระเกตุ� พระแก้ว� เอาไว้อีกชั้นหนึ่ง

เพื่อจะได้เป็นสถานที่อันควรสำหรับสิ่งสักการะมงคลอย่างสูงสุดของมวลมนุษย์� สัตว์และเทพเทวา� ทั้งในห้วงจักรวาลและอนันตจักรวาลอันกว้างใหญ่เมื่อรวมเข้าด้วยกันแล้วเรียกว่า “พระเกตุแก้วจุฬามณี”.....

คนเกิดปีจออย่างพวกเราควรจะหาโอกาสสักครั้งไปกราบสักการะให้ได้

ขอบคุณที่มา : okanation ,siamsouth ,phrasiarn ,.com

ปล. ใครเม้นขอให้ได้ไปดาวดึงค์ไปสักการะของจริง
ส่งกำลังใจให้ จขกท.

แสดงความคิดเห็น

4 ความคิดเห็น

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป