/>

บทบาทของสัตวแพทย์ในสังคมไทย [ไม่ระบุให้แชร์]

วิว

บทความเรื่อง  บทบาทของสัตวแพทย์ในสังคมไทย

            (นิชชาวัลย์   บุบผาชาติ  เรียบเรียง)

               ปัจจุบันในแต่ละวันจะต้องพบเจอกับสัตว์ต่างๆมากมายหลากหลายพันธุ์  ไม่ว่าบ้านหลังไหน  ต่างก็เลี้ยงสัตว์กันเกือบทุกบ้าน  ทั้งสุนัข  แมว  นก  และสัตว์อีกมากมาย  ก็เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกในบ้าน  ทุกๆคนภายในบ้านต่างก็ให้ความรัก  ความเอาใจใส่  ดูแลสัตว์เลี้ยงเหล่านั้นเป็นอย่างดี  และเมื่อสัตว์เจ็บป่วยก็พาไปรักษา ได้  แต่ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีเจ้าของ  หรือไม่มีเจ้าของก็ตาม  ผู้ที่จะคอยดูแลรักษาให้หายจากอาการป่วยได้นั้นก็คือ  หมอรักษาสัตว์  หรือที่เรียกว่า  สัตวแพทย์

                เนื่องจากขณะนี้ในบ้านเราได้เริ่มให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพของสัตว์มากขึ้น  ทั้งในสัตว์เลี้ยง และ สัตว์เศรษฐกิจ  การสร้างผลงานวิจัยต่างๆ  การผลิตยาที่ใช้ในสัตว์  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องมีสัตวแพทย์เข้ามาทำงานโดยตรง ทำให้ทุกวันนี้อาชีพสัตวแพทย์ยังขาดแคลนบุคลากรอีกมาก  สาเหตุเป็นเพราะเยาวชนที่มีใจรักสัตว์  แล้วสนใจที่จะศึกษาต่อในคณะสัตวแพทย์ยังมีอยู่น้อย  อาจเป็นเพราะงานวิจัยในประเทศไทย  ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับสัตวแพทย์เท่าที่ควร  ทำให้นิสิตนักศึกษาไม่มั่นใจว่าการทำงานด้านสัตวแพทย์นั้นมีโอกาสเติบโตในสายงานมากน้อยเพียงใด  และอาจเข้าใจผิดว่าสัตวแพทย์ต้องรักษาเพียงสัตว์เท่านั้น  ทั้งที่ความจริงตลาดที่รองรับสายงานนี้กว้างมากกว่าที่คิด  และสามารถทำประโยชน์ในด้านบริการสังคมได้อย่างกว้างขวาง

                                   

                  การดูแลสัตว์เลี้ยงที่แท้จริง  เริ่มตั้งแต่การที่เจ้าของนั้นต้องมีความรัก  ความเข้าใจ  เอาใจใส่ในความต้องการ  และลักษณะของสัตว์แต่ละสายพันธุ์  สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการดูแลสัตว์ให้มีสุขภาพแข็งแรง  ดูแลป้องกันไม่ให้เกิดโรค  ส่วนการรักษานั้นเป็นแค่ปลายทางในการดูแลเท่านั้น  ซึ่งสัตวแพทย์มีหน้าที่ให้คำแนะนำแก่เจ้าของ ตั้งแต่การเลี้ยงดู  จนถึงการรักษาโรค  เพื่อให้สัตว์ที่เราเลี้ยงมีความสุข  สุขภาพแข็งแรง  และอยู่ด้วยกันไปนานๆ

           นอกเหนือจากการดูแลสัตว์  และรักษาสัตว์แล้ว  สัตวแพทย์ยังต้องคอยดูแลสวัสดิภาพ  และความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป  ในงานด้านสัตวแพทย์สาธารณสุข  ตรวจสอบคุณภาพอาหาร  และผลิตภัณฑ์ต่างๆที่มาจากสัตว์  เช่น เนื้อ  นม  ไข่  หรือบทบาทหน้าที่ของขอบข่ายงานด้านการศึกษา  และวิจัยต่างๆ  ด้านสัตว์ทดลอง  การศึกษาโรคสัตว์สู่คน  เป็นต้น  ซึ่งยังไม่รวมงานด้านเอกชน  ทั้งฝ่ายวิชาการ  ฝ่ายขาย ฯลฯ  จะเห็นได้ว่าขอบข่ายงานของสัตวแพทย์ค่อนข้างที่จะกว้างมาก  ดังนั้นกว่าที่จะเรียนจบออกมาเป็นสัตวแพทย์อย่างเต็มตัวนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

             สัตวแพทย์ถือได้ว่าเป็นการเรียนที่หนัก  พอๆกับแพทย์  ระยะเวลาในการเรียนนั้นต้องใช้ระยะเวลาในการเรียนนานถึง  6  ปี  หรือมากกว่านั้น  แล้วเมื่อจบออกมา  เงินเดือนที่ได้รับนั้น  ถือว่าได้น้อยกว่าแพทย์  หากใครคิดที่จะเป็นสัตวแพทย์จริงๆนั้นต้องไม่เพียงแต่มีความชื่นชอบ  และรักสัตว์  แต่ยังต้องมีความเอาใจใส่  ความเมตตา  อดทน  และเสียสละอีกด้วย

              สัตวแพทย์จบออกมามีงานรองรับอยู่หลายด้าน  แล้วแต่ความชอบ  ความถนัด  มีทั้งสัตว์เล็ก  สัตว์ใหญ่  อาจไปทำงานในสวนสัตว์  เปิดคลินิกเป็นของตนเอง  หรือเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลรักษาสัตว์ในป่า  ซึ่งมีทั้งของภาครัฐ  และเอกชน  ซึ่งในที่นี้จะยกตัวอย่างสัตว์แพทย์สัตว์ป่า
                  
                                          

               เมื่อจะกล่าวถึงสัตวแพทย์  หลายๆคนอาจนึกถึง หมอรักษาสัตว์ตามคลินิก  สัตวแพทย์ฟาร์มปศุสัตว์  แต่มีน้อยคนนักที่จะนึกถึงสัตวแพทย์สัตว์ป่า  ที่ต้องเข้าป่าไป  เพื่อรักษาสัตว์ในป่า  สัตวแพทย์สัตว์ป่านี้ไม่เพียงแต่มีความรู้ด้านการรักษาเท่านั้น  แต่ยังมีอุดมการณ์  มีหัวใจของนักอนุรักษ์ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม  เพราะการปฏิบัติภารกิจรักษาสัตว์ป่า  บางครั้งอาจมากเกินกว่าหน้าที่ตามสายงาน  สัตวแพทย์สัตว์ป่าต้องลำบาก  และเหนื่อย  ต้องทิ้งความสะดวกสบายมาอยู่ในป่า  แต่สิ่งที่พวกเขาทำนั้นไม่ได้ทำเพื่อตนเอง  แต่พวกเขานั้นเสียสละเพื่อผู้อื่น

แหล่งที่มา : http://www.oknation.net/blog/print.php?id=784197

ให้หัวใจกระทู้นี้ ~

แสดงความคิดเห็น

17 ความคิดเห็น

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป