/>

นครที่สาบสูญ #แอตแลนติส [ไม่ระบุให้แชร์]

วิว
#แอตแลนติส



มาพบกันอีกครั้งน่ะค่ะในตอนที่ 2 กับนครทีสาบสูญ "แอตแลนติส" ต่อจากตอนที่แล้วที่เกี่ยวกับนครที่สาบสูญ "ปอมเปอี" นั่นเอง




ไขปริศนา "แอตแลนติส" แอตแลนติส (Atlantis) คืออาณาจักรโบราณที่อยู่ในความทรงจำของคนทั้งโลก ซึ่งผู้ที่สร้างตำนานอาณาจักรลึกลับนี้ คือ เพลโต นักปรัชญาชาวกรีกโบราณที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อแนวคิดตะวันตก กล่าวกันว่าอาณาจักรแอตแลนติส เป็นทวีป ๆ หนึ่งที่อยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก เป็นที่อยู่อาศัยของพลเมืองผู้ทรงคุณธรรมและเทคโนโลยีที่สูงส่ง กำแพงเมืองเป็นทองคำและวิหารสร้างด้วยเงิน มีอุทยานหย่อนใจและสนามแข่งม้า ทว่ามันถูกทำลายพังพินาศด้วยความพิโรธของเทพเจ้าผู้เนรมิตรมันขึ้นมา

คำ ทำนายเกี่ยวกับอาณาจักรแอตแลนติส ที่เชื่อกันว่าเป็นแหล่งอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในสมัยแรกของโลก


เอ็ด การ์ เคย์ซี ได้พยากรณ์ไว้ตอนหนึ่งว่า


...ทวีป แอตแลนติส เป็นทวีปที่ใหญ่ที่สุดในโลก
มีขนาดใหญ่กว่ายุโรปทั้งหมด รวมกับแผ่นดิน
รัสเซีย มีดินแดนต่อทอดไปทั่วโลก

ชนชาติทีอาศัย อยู่บนทวีปแอตแลนติส
เป็นชนชาติผิวแดงที่มีความเฉลียวฉลาดเป็นเลิศ
ผู้ คนทั่วไปมีประสิทธิภาาพอย่างดียิ่ง
มีความรู้ความสามารถในศาสตร์ต่าง ๆ ทั้งปวง
รวมทั้งงานด้านประติมากรรม วิศวกรรม
และสถาปัตยกรรมด้วย

โดย เฉพาะความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์นั้น
เคย์ซีได้บันทึกไว้เป็นคำพยากรณ์ ใน บทที่ 2794-L-1
โดยสรุปว่า ชาวแอตแลนติสมีความรู้
ความเจริญก้าว หน้า ทางด้านเคมี ฟิสิกส์ 
และจิตวิทยามาก พวกเขารู้จักประดิษฐ์ไฟฟ้าใช้
รู้จัก ผลิตพลังปรมาณูจากยูเรเนียม
รู้จักผลิตแสงเลเซอร์ ตลอดจนผลิต
คลื่น วิทยุติดต่อกับดินแดนอื่นได้

สิ่งสำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่งก็คือ
ชาว แอตแลนติสสามารถผลิตพลังงาน
มหาศาลจากพลึกมหัศจรรย์ชนิดหนึ่ง
ซึ่ง สามารถรวมเอาพลังธรรมชาติ
ทั้งหมดที่มีอยู่ในโลกและจักรวาล
เข้าด้วย กัน และเป็นที่น่าสังเกตว่า
ความสำเร็จในทางวิทยาศาสตร์
ของชาวแอตแลน ติสนั้น อาศัยพลังงาน
แสงอาทิตย์เป็นสำคัญ

วัฒนธรรมสูงส่งของชาว แอตแลนติสพัฒนา
ตลอดมา โดยมีความเกี่ยวพันทางศาสนา
เริ่มตั้งแต่มี การ ทำพิธีบูชาพระอาทิตย์
และเทพเจ้า

วัฒนธรรมของอาณาจักรแอตแลน ติส
หาย สาปสูญไปในที่สุด เมื่อเกิดภัยพิบัติ
ครั้งใหญ่ ดินแดนของมหาอาณาจักรเกิด
สั่นสะเทือน และได้ถล่มทลายลงไป
ใต้ทะเล ภายในชั่วคืนกับชั่ววัน ดังน้นเมื่อ
ปี 9500 ก่อนคริสต์กาล ชาติแอตแลนติสก็
หายไปจากโฉมหน้าของโลก

เคย์ซีกล่าวว่า วัฏจักรแห่งประวัติศาสตร์
มักจะหมุนเวียนกลับมาอีกเสมอ
ดังนั้นวิญญาณ ของชาวแอตแลนติสย่อม
มีโอกาสกลับมาเกิดใหม่ได้อีก 
จากดินแดนหนึ่งไป ยังอีกแห่งหนึ่ง 
และจากทวีปหนึ่งไปยังอีกทวีปหนึ่ง
หรือจากเกาะ หนึ่ง ไปยังเกาะอื่น ๆ

มหาอาณาจักรแอตแลนติสมีความเจริญ
ก้าวหน้า ทาง วิทยาการเท่ากับโลกเรา
สมัยปัจจุบัน หรือบางอย่างมีความก้าวหน้า
มากกว่า พวกเรารู้จักพัฒนา โดยนำเอา
พลังงานอันมหาศาลมาใช้ให้เกิดประโยชน์

ใน ปัจจุบันเคย์ซีเชื่อว่า โลกเราได้มีการ
เปลี่ยนแปลงอย่างปัจจุบันทัน ด่วน
ที่ ร้ายแรงที่สุดมาหลายครั้งแล้ว ซึ่งอาจมีผล
ทำให้อาณานิคม หรือดินแดนบาง ส่วนของ
มหาอาณาจักรแอตแลนดิสโผล่ขึ้นมาให้ชาวโลก
ได้ เห็นอีกก็เป็น ได้ เช่น เมื่อปี 2483 เคย์ซี
ทำนายว่าพื้นที่บางส่วนทาง ด้านตะวันตก
ของ แอตแลนติสจะโผล่ขึ้นมาใกล้ ๆ
บริเวณหมู่เกาะบาฮามา

ใน ช่วงระหว่าง พ.ศ.2511-2512 ปรากฏว่า
คำทำนายของเคย์ซีได้กลายเป็นความ จริง
คือ ได้มีการค้นพบซากเมืองใต้บาดาลใกล้ ๆ
หมู่เกาะบาฮามา เรียงต่อกันอย่างประณีต
ราวกับมีการใช้เทคโนโลยีทางวิศวกรรม
และ สถาปัตยกรรมชั้นสูง หินบางก้อนมีขนาดใหญ่
พอ ๆ กับขนาดรถบรรทุกเลยดีเดียว 
ลำพังจะใช้กำลังคนช่วยกันแบกหาม
ขึ้นไป วางเรียงต่อกันก็คงจะไม่ทำได้
เรียบร้อยและปราณีตเช่นนั้น

เคย์ซี ยังทำนายต่อไปอีกว่า
ภัยพิบัติครั้งร้ายแรงที่เกิดขึ้น จนทำให้
มหา อาณาจักรแอตแลนติส อันกว้างใหญ่
ไพศาลถล่มทลายพังพินาศจมหายไปใต้
ทะเล นั้น จะเกิดขึ้นอีกหลายแห่งในโลก

เคย์ซีกล่าวว่า
ในช่วงแรกสุด ของ โลกเรา เมื่อประมาณ
10 ล้านห้าแสนปีมาแล้ว มีอารยธรรม
เกิดขึ้น แล้ว เสื่อมสลายไปหลายครั้ง
ยุคเจริญรุ่งเรืองของอารยธรรมชาวแอตแลนติส
อยู่ ระหว่างช่วงนับจาก 200000 ลงมา
จนถึงปี 10700 ก่อนคริสต์กาล คือนับตั้งแต่
ช่วงเวลาประมาณ 13000 ปี ถอยหลังเป็นต้นไป
คือสรุปแล้ว จะมีอายุนานประมาณ 80000-
900000 ปี

นี่ก็เป็นคำพยากรณ์บางส่วน ของ 
เอ็ดการ์ เคย์ซี ที่ทำนายอดีตของโลกเรา
ย้อนหลังไปหลายแสนหลาย ล้านปี
ซึ่งความเป็นจริงในสิ่งที่เขาพยากรณ์ไว้นั้น
ต้องรอคอยให้นัก วิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ในโลก
ปัจจุบันพิสูจน์ให้เห็นเด่นชัดในอนาคต

นคร ที่สาบสูญไขปริศนา "แอตแลนติส" นครที่สาบสูญอาณาจักรที่ล่มสลายไปในอดีตกาล ที่ซึ่งนักสำรวจทั่วโลกต่างให้ความสำคัญในการค้นหา จาก บทบันทึกของเพลโตได้กล่าวถึงดินแดนแห่งนี้ไว้ว่า เป็นอาณาจักรที่มีอารยธรรมรุ่งเรืองถึงขีดสุด แต่ได้ล่มสลายลง และถูกคลื่นยักษ์ กวาดกลืนจนไร้ร่องรอย แอตแลนติส (Atlantis) เป็นเรื่องราวที่ปรากฏอยู่ในงานเขียนของเพลโตชื่อทีมาอุส (Timaeus) และ ครีติอัส (Critias) ซึ่งเป็นบทสนทนาเกี่ยวกับสิ่งที่บรรพบุรุษของเพลโตเล่าต่อกันมาว่า แอตแลนติสเป็นชนชาติที่อยู่บนเกาะ ในช่วงระหว่าง 11,500 ปีที่แล้ว ซึ่งได้พัฒนาอารยธรรม จนเจริญก้าวหน้าไปมาก ส่วนสาเหตุที่ทำให้ดินแดนแห่งนี้ล่มสลายนั้นมีทั้งจากภัยธรรมชาติหรือ จากตำนานเทพเจ้ากรีกที่ระบุว่าชาวเมืองแอตแลนติสมีความละโมบ และกระหายอำนาจ เทพเจ้า จึงลงโทษด้วยการทำลายเมืองไปในที่สุด นอกจากนี้ยังมีผู้สงสัยว่า แอตแลนติสที่แท้จริงอาจเป็น เพียงแค่จินตนาการของเพลโตก็เป็นได้ 

แต่ จากความรุ่งเรืองของอารยธรรมแห่งนี้ จึงเป็นมนเสน่ห์ดึงดูดให้ทั้งนักประวัติศาสตร์และนัก สำรวจพยายามค้นหาที่ตั้งของแอตแลนติส จากที่เพลโตได้เขียนไว้ว่า แอตแลนติสตั้งอยู่เลยเสา หินแห่งเฮอร์คิวลีส (Pillars of Hercules) ออกไป ซึ่งในปัจจุบัน คือ ช่องแคบยิบรอลตา (Gibraltar) ดังนั้นแอตแลนติส จึงควรอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก โดยน่าจะเป็นหมู่เกาะ อะซอเรส (Azores) หรือ มาดีราส (Madeiras) หรือ คานารีส (Canaries) แต่การศึกษา ทางโบราณคดีที่หมู่เกาะเหล่านี้ไม่ได้ให้หลักฐานใดๆ ว่าเคยเป็นอาณาจักรแอตแลนติส มาก่อน เมื่อไม่มีหลักฐานใดๆ ในแอตแลนติก ผู้คนที่ยังมีความศรัทธาในเรื่องของอาณาจักรแอตแลนติส ก็ได้หันมาพิจารณาคำของเพลโต ที่ว่า พิลาร์ ออฟ เฮอร์คิวลีส นั้นจริงๆ แล้ว เพลโตน่าจะหมาย ถึงช่องแคบ ดาร์ดาแนลเลส (Dardanelles) ของทะเลดำ (Black Sea) มากกว่าช่องแคบ ยิบรอลตา ดังนั้นการค้นหาแอตแลนติสจึงได้ถูกย้ายจากมหาสมุทรแอตแลนติกมากระทำในแถบ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean) แทน

โรเบิร์ต ซาร์แมสต์ (Robert Sarmast) นักวิจัยจากสหรัฐฯ ค้นพบว่าแอ่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean) ได้จมลงไปขณะน้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อประมาณ 1,900 ปีก่อนคริตกาล จึง สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นบริเวณซึ่งเป็นที่ตั้งของแอตแลนติส โดยบริเวณนี้จมลึกลงไปถึง 1 ไมล์ใต้ ้ทะเลระหว่างไซปรัส (Cyprus) และซีเรีย (Syria) จากการสแกนฟังเสียงสะท้อนใต้น้ำลึก แสดงว่ามีสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นบริเวณหุบเขาที่จมน้ำ รวมถึงกำแพงที่ยาวประมาณ 3 กิโลเมตร ซึ่งกั้นอยู่บนยอดเขาและมีคูลึกล้อมรอบอยู่ด้วย เชื่อว่าพื้นที่ดังกล่าวน่าจะเป็นตำแหน่งของวิหาร แห่งเมืองแอตแลนติส

แต่ การค้นพบของซาร์แมสต์ ก็ถูกโต้แย้งโดย คริสเตียน ฮูบเชอร์ (Christian Huebscher) นักฟิสิกส์ชาวเยอรมัน ฮูบเชอร์กล่าวว่า พื้นที่ที่ซาร์แมสต์พบนั้นเป็นปรากฏการณ์เมื่อ 10,000 ปี ีที่แล้ว ที่ภูเขาไฟได้พ่นดินโคลนออกมา

ก่อนหน้านี้นักสำรวจได้พุ่งเป้าที่ชาย ฝั่งของสเปน คิวบา และทางตะวันตกของเกาะอังกฤษ ไม่เว้น แม้กระทั่งทะเลจีนใต้ โดยงานสำรวจที่เป็นชิ้นเป็นอันก่อนหน้านี้คือ ภาพถ่ายดาวเทียมบริเวณ อุทยานแห่งชาติดอนานาของสเปน (Donana) จากนักโบราณคดี มหาวิทยาลัยเอดินเบอร์ก (University Edinburgh) ของอังกฤษ ซึ่งภาพดังกล่าวได้พบสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่รูปสี เหลี่ยม 2 หลังจมอยู่ในโคลนใต้ทะเล โดยพบโลหะที่มีรัศมีเป็นวงกลมและมีสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ล้อมรอบ ทีมวิจัยในครั้งนั้นเชื่อว่าสิ่งก่อสร้างทั้ง 2 คือ วิหารทองคำที่ชาวแอนแลนตีสสร้างขึ้น เพื่อบูชาเทพโพเซดอน และวิหารเงินเพื่อบูชาพระนางไคลโต อันเป็นผู้ถือกำเนิดกษัตริย์ที่ปกครอง นครแอตแลนติส ซึ่งหลังที่ภาพถ่ายดาวเทียมได้ถูกเผยแพร่ออกไปแล้ว พื้นที่ดังกล่าวก็ยังไม่ได้รับ การขุดพิสูจน์แต่อย่างใด

แอตแลนติสจึงเป็นตำนานอันลี้ลับ ให้มนุษย์ได้ศึกษาค้นคว้ากันต่อไป 

บทแปล ต่อไปนี้ เป็นการเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับแอตแลนติส ที่พระอียิปต์รูปหนึ่ง เล่าให้รัฐบุรุษกรีก ชื่อ โซลอน ( Solon ) ฟัง

มี บันทึกเก่าแก่ ของเรา เรื่องราวในอดีตแสนไกลว่า เมืองของท่านสกัดการบุกของกองทัพอันเกรียงไกร จากเกาะแสนไกลในมหาสมุทรแอตแลนติกได้อย่างไร กองทัพยิ่งใหญ่ที่มุ่งมั่นโจมตียุโรปทั้งหมด และเอเชียด้วย เอาละ เกาะนี้เป็นเกาะใหญ่มาก ใหญ่กว่าแอฟริกา และเอเชีย รวมกัน - และตั้งอยู่ตรงข้ามกับช่องแคบระหว่างเสาหินของเฮอคิวลีส 

เกาะแอตแลน ติส ปกครองโดยตระกูลกษัตริย์ ที่ทรงอำนาจ ที่ปกครองมิใช่เพียงเกาะนี้ แต่เกาะอื่นๆ และบางส่วนของแผ่นดินใหญ่ด้วย ราชวงศ์กษัตริย์ ที่ปกครองแอฟริกาเหนือ ไกลออกไปถึงอียิปต์ และยุโรปใต้ไกลออกไปถึงอิตาลี 

ราชวงศ์ ผู้ปกครองแอตแลนติส เป็นเชื้อสายของ เทพโพซีคอน ที่แบ่งดินแดนให้โอรสสิบองค์ปกครอง โอรสองค์โต เป็นกษัตริย์ของเกาะทั้งหมด เกาะที่มีชื่อเรียกว่าแอตแลนติส ส่วนมหาสมุทรยังเรียกเป็นแอตแลนติก เพราะว่ากษัตริย์พระองค์แรก ชื่อ แอตลาส ( Atlas ) โอรสองค์อื่นๆ ได้รับการจัดสรรดินแดนให้ปกครองทุกองค์ เชื้อสายของกษัตริย์แอตลาสเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมาก เป็นราช วงศ์ที่ร่ำรวย และทรงอำนาจอย่างที่ไม่เคยมีราชวงศ์ใดเคยทำได้มาก่อน หรือจะมีขึ้นอีก 

ชาว แอตแลนติส ไม่เพียงแต่สั่งสินค้าส่วนใหญ่จากภายนอก แต่พวกเขาเองก็ผลิตแทบจะทุกสิ่งได้ที่จำเป็นสำหรับชีวิตประจำวัน โลหะแข็ง โลหะอ่อน และโลหะซึ่งเหลือแต่ชื่อ คือ โอริชาลคัม โลหะที่มีค่ามากที่สุด ยกเว้นทองคำ และแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ มีต้นไม้สีเขียวทุกหนแห่ง อากาศที่แสนวิเศษ ทำให้ผลไม้สุกปีละสองครั้ง ในแผ่นดินมีช้าง และสัตว์อื่นๆ มากมาย ทั้งสัตว์ป่า และสัตว์เลี้ยง

นครบนเขากลางเกาะ มีเส้นผ่าศูนย์กลางสามพันฟุต และเป็นนครอันชวนพิศวง สะพานถูกสร้างข้ามช่องแคบทะเลโดยโพซีดอน คลองถูกขุดจากนครสู่ทะเล และป้อมปราการเคลือบด้วยตะกั่ว ทองเหลือง และโอริชาลคัมสีแดง 

ณ ตำแหน่งใจกลางนคร คือ มหาราชวังและวิหารยิ่งใหญ่แห่งเทพโพซีดอน สถานศักดิ์สิทธิ์ ล้อมรอบด้วยกำแพงทอง ปกคลุมด้วยเงิน เด่นเป็นสง่าด้วยหอคอยทองคำเหนือหลังคางาช้าง ภายในวิหารมีอนุสาวรีย์ทองคำขององค์เทพ ขนาดใหญ่โตมโหฬาร จนกระทั่งสัมผัสหลังคาวิหาร ลากด้วยม้ามีปีกหกตัว ล้อมรอบด้วยเทพแห่งทะเล เป็นจำนวนร้อยขี่ปลาโลมา และที่ด้านนอกวิหาร มีอนุสาวรีย์ทองคำเจ้าชายแห่งแอตแลนติสทุกองค์พร้อมด้วยชายา 

และใน เกาะมีน้ำพุร้อนและเย็น สำหรับอาบ เป็นน้ำพุประดับ สวนสาธารณะและสวนผลไม้ มีที่สำหรับออกกำลังกายสำหรับบุรุษและม้า สนามม้าแข่งขนาดใหญ่ โรงทหาร ห้องคนเฝ้ายาม อู่เรือ ท่าเรือ เต็มไปด้วยเรือสิน ค้าและเรือทหาร 

ที่ ราบรอบนครล้อมรอบด้วยภูเขา และคลองหลายคลองลึกหนึ่งร้อยฟุต กว้างหกร้อยฟุต ทั้งหมดรวมกันแล้วยาวมากกว่าสามพันไมล์ แล้วกษัตริย์ทั้งสิบผู้ครองเกาะ ร่วมประชุมกัน ให้สัตย์ปฏิญาณต่อกันว่า จะช่วยเหลือกันเมื่อเผชิญกับสงคราม และพวกเขามีรถศึกหนึ่งหมื่นคัน กองทัพเรือ มีเรือมากกว่าหนึ่งพันลำ 

เวลา ผ่านไปหลายชั่วอายุสมัย ผู้คนแห่งเกาะเป็นพลเมืองผู้เคารพกฎหมาย กษัตริย์ของพวกเขาก็ปกครองอย่างชาญฉลาดและยุติธรรม ไม่ให้คุณค่าแก่ทรัพย์สมบัติ ยกย่องคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ส่วนที่ดีแห่งจิตวิญญาณของพวกเขาก็ลดน้อยถอยลงไป และในหัวใจมีแต่ความทะเยอทะยานอย่างไม่คำนึงถึงกฎหมาย คลั่งไคล้หลงไหลในอำนาจ 

แล้ว ซูส กษัตริย์แห่งทวยเทพ ตระหนักถึงความเสื่อมทรามที่กำลังเกิดกับชนชาวแอตแลนติส ตั้งพระทัยจะลงโทษพวกเขา เพื่อว่าพวกเขาจะได้มีสติขึ้นมาอีก ซูสจึงเรียกทวยเทพมาชุมนุมกัน 

ดังนั้น กองทัพแห่งแอตแลนติสจึงรวมกำลังกัน มุ่งหวังจะพิชิตเฮลลาส และอียิปต์ และฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทั้งหมด และแล้ว มันก็เกิดขึ้น พระอียิปต์ปลอบใจโซลอน บุรุษแห่งเอเธนส์ได้แสดงออกถึงความกล้าหาญและความเก่งกล้าต่อโลก ในตอนแรก และในฐานะผู้นำของเฮลเลนส์ และแล้วก็ยืนอยู่อย่างเดียวดาย เมื่อถูกคนอื่น ๆ ผละหนีหาย หลังจากที่ได้เผชิญกับสุดยอดแห่งภยันตรายแล้ว เขาก็สามารถเอาชนะฝ่ายรุกรานได้ และสร้างอนุสรณ์สถานเอาไว้ รักษาความเป็นอิสระแก่คนจากความเป็นทาส และปลดปล่อยคนอื่น ๆ จากความเป็นทาส

แต่แล้วก็เกิดมหันตภัย ธรรมชาติ แผ่นดินไหวและน้ำท่วมใหญ่ ทั้งวันและคืนที่โหดร้าย แผ่นดินแยกและกลืนกินชีวิตนักรบของเอเธนส์ทั้งหมด ในขณะที่เกาะยิ่งใหญ่แห่งแอตแลนติสก็จมหายไปในทะเล และมาถึงทุกวันนี้ น้ำมหาสมุทรที่ตำแหน่งนั้นก็ตื้นเขิน เรือผ่านไม่ได้ กลายเป็นสันดอนดินโคลน ซึ่งเกิดจากแผ่นดินเมื่อเกาะถล่ม

   * เราว่าเมืองแอตแลนติสนี่รูปเหมือนในเรื่อง ก้นหอยมรณะเรยนะ

ให้หัวใจกระทู้นี้ ~

แสดงความคิดเห็น

3 ความคิดเห็น

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป