Dek-D.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของ
ผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับ

จงอย่ามองข้ามมนุษย์ฝรั่งอ้วนในวันนี้ ที่จะกลายเป็นแฟนเราในวันหน้า [ยินดีให้แชร์]

วิว

สวัสดีค่ะ เราชื่อเฌอรีน ตั้งกระทู้นี้มาก็จะมาเล่าสู่กันฟังเรื่องราวความรักของเรา ก็ไม่เชิง ไม่รู้ทำไมพูดคำนี้แล้วฟังดูแก่แดด เปลี่ยนเป็นประสบการณ์กุ๊งกิ๊งมุ้งมิ้งดีกว่า ฮ่าๆๆ


เราอยู่อเมริกามาได้เกือบสามปีแล้วค่ะ อยู่แบบถาวร พอจะมีประสบการณ์ในโรงเรียนและหลายๆ อย่างในประเทศนี้เยอะพอสมควร มีคำถามเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ก็ถามได้เนอะ :D


เข้าเรื่องเลยดีกว่าค่ะ ในระยะเวลาสามปีที่ผ่านมานี้ เรามีประสบการณ์ฟินๆ ส่วนตัวก็.. พอสมควรเลย ฮ่าๆๆ เรื่องนี้เกิดขึ้นตอนที่กำลังจะเข้าปีที่สอง เราย้ายโรงเรียนใหม่ ในเมืองใหม่ นักเรียนหน้าใสใหม่เอี่ยมเลย โรงเรียนที่เราเรียนนี้มีวันละเจ็ดคาบ เจ็ดวิชา เหมือนตอนเรียน Middle School แต่ที่ High School เก่าของเรามีสี่วิชาต่อวัน คาบละชั่วโมงกว่า ซึ่งเรียกว่า Block Schedule


เมื่อเราไปถึงโรงเรียน จัดการเรื่องตารางเรียนและอื่นๆ จนเรียบร้อย ครูที่นี่จะใส่ใจนักเรียนมาก โดยเฉพาะนักเรียนใหม่ ในปีนั้นเราย้ายเข้าไปกลางเทอมพอดี ไม่รู้จักใครเลย และเวลาพักเที่ยงจะเหมือนนรกมาก ถ้าต้องนั่งคนเดียว ครูก็จัดการเสร็จสรรพ หาเพื่อนให้รู้จัก และในตอนนั้นเราเองก็ไปไหนในโรงเรียนไม่ถูก งงๆ เลยให้เพื่อนที่มาจาก El Salvador มารับจากคลาสไปที่โรงอาหารก่อนพักเที่ยง เรานี่คือปริ่มมาก จากนั้นครูบรรณารักษ์จากห้องสมุดก็ใจดีพาไปหาล็อกเกอร์และไปส่งที่คลาสต่อไป


ในคลาสนี้เองเราจะได้พบกับมนุษย์หน้าพระรองแต่กลับได้เป็นพระเอกของเรื่อง ฮ่าๆ เราเข้าไปในห้อง คาบที่สองของเราเป็นศิลปะ ในวันนั้นมี Subsitute เลยยังหาที่นั่งให้ไม่ได้ ต้องยืนอยู่ตรงนั้นเกือบสิบนาที ;0; จนครูกลับมา ตอนนั้นเองมีผู้หญิงฝรั่งจากหลังห้องเดินมาเอาอุปกรณ์หน้าห้อง เลยยิ้มทักทาย ครูเลยให้เราไปนั่งกับนาง เราเป็นคนที่คุยไม่เก่งเพราะไม่ค่อยมั่นใจภาษาอังกฤษของตัวเอง แต่วันนั้นพยายามสุดวังชาเพื่อ make friends ฮ่าๆๆ นางก็แนะนำตัวเองว่าชื่อแอมเบอร์ จากนั้นก็หันไปที่โต๊ะอีกมุม มีผู้ชายสองคนนั่งถัดไป ก็แนะนำตัวกัน คนที่นั่งติดกับเราชื่อออสติน ส่วนผู้ชายที่นั่งถัดไปชื่อจัสติน ออสตินเป็นผู้ชายที่หัวเหมือนสิงโต แถมตัวอวบๆ เหมือนสิงโต Chubby แก้มยุ้ยๆ ส่วนจัสตินเป็นผู้ชายผมยาวๆ ปรกหน้าปรกตา เพราะชื่อทั้งสองคนคล้ายกัน เราเลยจำตามบุคลิกและที่นั่ง


ทุกคนก็ขอตารางเรียนของเราไปดู ถามถึง Lunch แต่ไม่มีใครมี Lunch เดียวกับเราเลย แต่ออสตินมีคลาสที่ต้องไปทางเดียวกันหลังจากคาบศิลปะนี้ ออสตินจึงอาสาพาเราไปส่งที่คลาสต่อไป เขาก็รอเราที่ประตูก่อนออกจากห้อง ระหว่างที่เดินไปพร้อมกันก็ไม่ได้คุยอะไรกันมาก เพราะโดยปกติเราไม่ค่อยใกล้ชิดคุ้นเคยกับผู้ชายเท่าไหร่ บังเอิญอีกว่าคลาสที่สี่ของเราดันไปทางเดียวกันอีก เขาเลยพาเราไปส่งอีก พอมาถึงที่หน้าประตู ออสตินก็ควัก… โทรศัพท์ออกมา!!!


ออสติน : เธออยากได้เบอร์ฉันไว้ไหม?

ด้วยความงงๆ ของเรา เราจึงยื่นโทรศัพท์ไปให้แบบงงๆ อีก

ออสติน : ถ้าเธอมีคำถามอะไรเกียวกับโรงเรียน ส่งข้อความมาได้นะ (:


คืออ่อยแรงงงงงงงง เราก็ทั้งงง ทั้งขำ แล้วก็เขินเบาๆ นี่ก็คิดว่า คนที่นี่ nice ดีเนอะ เป็นเพื่อนกันง่าย ให้เบอร์กันง่ายๆ อย่างงี้เลย? คือไม่ได้คิดไปทางอื่นนอกจาก หาเพื่อน หาเพื่อน หาเพื่อนนนน


คือตอนแรกผมทรงสิงโตกับแก้มยุ้ยๆ นี่ out of my league มาก เย็นวันนั้น ด้วยความเป็นกุลสตรีไทยใจงามราวกับผ้าพับไว้ เลยไม่กล้าส่งข้อความไปหา หรืออะไร ได้แต่ปล่อยเบอร์ไว้ในโทรศัพท์แบบนั้น ก็คนมันไม่เคยคุยกับผู้ชายมาก่อนเลยนี่นาาาา


11054408_771719092934967_8394319307524863909_n.jpg

(นี่เป็นรูปแรกที่ถ่ายด้วยกัน ด้านหลังคือแอมเบอร์ จริงๆ จะถ่ายหมู่แต่คิดว่านางจะไม่มา แท้จริงเข้ามาตอนกดชัตเตอร์พอดี ..เลยกลายเป็นติดวิญญาณหลอนไปด้วยเลย ฮ่าาา)


สองสามวันผ่านไป การเดินไปคาบที่สาม ทางเดียวกันกลายเป็นกิจวัตรประจำวันไปทุกๆ วัน วันนั้นนางก็ถามว่าทำไมเราถึงไม่ส่งข้อความหานางเลย ทำเบอร์หายรึเปล่า? เราก็คิดว่า นี่เราจำเป็นต้องส่งข้อความไปหาจริงๆ หรอ? ฮ่าๆๆ คิดว่าถ้ามีคำถามหรือจำเป็นจริงๆ ค่อยส่งไป แบบ ต้องส่งวันนั้นเลยหรอ? เราเลยตอบว่า อ่า โอเคๆๆ เดี๋ยวไว้ส่งไปนะ คืนวันนั้นเลยส่งข้อความไปหา


เรา : สวัสดี เราเฌอรีนจากคลาสศิลปะนะ


นั่นเป็นเป็นข้อความแรกที่เริ่มต้นคุยกันผ่าน Text จำได้ว่าคืนนั้นคุยกันยาวมาก นานมาก ถึงเที่ยงคืนตีหนึ่ง ไม่ยอมนอนกัน ฮ่าๆๆ ส่วนมากก็คุยเรื่องบ้าบอคอแตกเช่นความเนิร์ดที่เหมือนกัน คุยเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์(เพราะชอบเหมือนกัน ฮ่าาา)


คุยกันแบบนั้นหลายๆ วันติดกัน จนสนิทกัน เพราะคุยกันถูกคอ พอมาโรงเรียนกลับไม่ได้คุยอะไรกันมาก เพราะนางพูดเร็วมาก ฟังไม่ทัน ได้แต่เออๆ ออๆ ไป วันนึงในคาบศิลปะต้องใช้มีดตัดกระดาษแข็ง เพื่อจะทำเปเปอร์มาเช่ แล้วมันแข็งจริงๆ เราเจ็บมือแถมตัดไม่ออก คุณชายหัวสิงโตเลยช่วยเอาไปตัดให้ แอบเห็นกล้ามภายใต้ไขมันในแขนเบาๆ ฮ่าๆๆๆ คือตอนแรกไม่ได้คิดอะไรมากกว่าเพื่อนเท่าไหร่ แต่เวลาที่คุยด้วยกัน นางดูมีความคิดที่เป็นผู้ใหญ่มาก ส่วนตัวแอบชอบคนที่มีอายุมากกว่าไง แล้วตอนนั้นนางเป็น Senior จะจบแล้ว เลยชอบความคิดและความเป็น Gentleman ของนาง แต่ก็ไม่ได้อะไร คิดเป็นเพื่อนไว้ก่อน เพราะเราหญิงไทยไง ฮิฮิฮิ



คือทุกอย่างเหมือนเกิดขึ้นเร็วมาก คุยกันได้สามสี่อาทิตย์ นางก็ชวนเราไปเดตค่าาา ฮ่าๆๆๆ เดตที่ว่าไม่มีไรมากเพราะเราต้องกลับเร็ว เราเป็นสาวสยามใจงามยามเย็น (?) จริงๆ เขาแค่ชวนออกไป Hang out แต่สองคนไง ไปดูหนังกัน แต่ไม่อยากพูดว่าดูเรื่องอะไร เดี๋ยวจะหาว่าปัญญาอ่อน ฮ่าๆๆๆ นางเลยถามว่า ขอเรียกนี่ว่าเดตได้ไหม ? เราก็ว่า เออ.. คงได้มั้ง คือชีวิตฉันเพ้อฝันมาก ด้วยความที่นางก็ดูเหมือนจะชอบเราตอนนั้น และบวกกับว่าเพิ่งดูซีรี่ส์เกาหลีจบ ยังไม่หายมโน ไม่หายฟิน นั่งดูหนังไป ก็แอบหวังว่าจะเหมือนในซีรี่ส์ ในละครที่พระเอกจะแอบเอามือมากุม แต่วันนั้นนกค่ะ นั่งลุ้นแล้วลุ้นอีก หลังจากนั้นหนังจบก็ไปกินไอติม และก็คุยกันนิดหน่อย นางคุยเยอะมาก แบบเปิดเผยมากเรื่องครอบครัวเอย เราก็ว่า เออ นางจริงใจดี

11071099_773835532723323_5274066186412978138_n.jpg

(รูปที่ถ่ายก่อนไปดูหนัง นางบังคับให้เราถือกล้องเสมือนว่าความต้องการถ่ายรูปเป็นของเราแต่เพียงผู้เดียว)



หลังจากวันนั้นนางก็เริ่มถามว่า เธอคิดว่าฉันจะเป็นแฟนที่ดีได้ไหม? เราก็แบบเห้ย ถามงี้หมายความว่าไงงงงง แล้วนางก็ถามว่า เธอจะโอเคไหมถ้าจะจับมือกัน? โอ้ยตายละพ่อคุณ จำเป็นต้องถามทุกขั้นตอนขนาดนี้มั้ยคะ? บอกงี้รู้หมดเลย หมดกันความโรแมนติกที่ฉันฝันหา


วันต่อมานางก็อ้ำๆ อึ้งๆ เงอะๆ งะๆ แล้วก็บ่นว่า ฉันนี่ป๊อดจังเลย ไม่กล้าจับมือเธอ ด้วยความรำคาญบวกกับอะไรไม่รู้ สลัดความเป็นกุลสตรีไปหมดสิ้น คว้ามือนางหมับมาจับเบาๆ แต่ด้วยความที่ว่าเราเดินมาถึงคลาสแล้ว ต้องแยกกันแล้ว จึงกลายเป็นการจับมือทั้งสิ้น รวมเป็นสองวินาทีถ้วนเท่านั้น ฮ่าๆๆๆๆๆ


คือสองคนนี่เป็นอะไรที่ Awkward มาก เขินอาย เงอะงะ เก้กังมาก ฮ่าๆ ระหว่างที่เดินไปที่คลาส อยู่ๆ นางก็ถามขี้นมาว่า เธออยากเป็นแฟนของฉันไหม? ใจนึงก็อยากจะเขิน อีกใจก็คิด โอ้ยยย หมดกันความหวาน ความโรแมนติกที่ฉันฝันนนน ไหนละดอกไม้ ไหนละความน่ารักกุ๊งกิ๊งงงงง ? แต่ก็ตกลง ขณะที่จะแยกกัน เราก็กำลังจะหันหลังเดินเข้าห้อง นางก็คว้าแขนเราดึงไปกอด กอดเบาๆ แต่ตัวแทบระเบิดทั้งคู่ ใจนี่เต้นแรงหนักมาก เราก็ได้ยินเสียงหัวใจของนางเหมือนกัน แล้วนางก็ไป เราก็เดินเข้าห้องแบบงงๆ แบบมันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย? แล้วก็มานั่งยิ้ม นั่งเขินอยู่คนเดียวในห้องเรียน นึกแล้วเหมือนคนบ้า ฮ่าๆๆ


(ตัวอักษรเกิน ต่อคห.1 xD 5555)

ให้หัวใจกระทู้นี้ ~

แสดงความคิดเห็น

ยอดถูกใจสูงสุด

  • ถูกลบเนื่องจาก:
    IP
    #1
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้


    11072929_1001987349814456_6552125852310606640_n.jpg



    วีคเอนท์นั้นนางก็ชวนไปปิคนิค เขาบอกว่าโดนเพื่อนแซวว่าเป็นคนแก่ ทำอะไรแบบคนแก่ๆ วันนั้น นางก็ทำแซนวิชไก่ ที่แข็งมากกกกก เราก็แบบเกร็งมากกกก ลมก็แรงมาก ผมเผิมเข้าปากแทนอาหารหมดเลย ฮ่าๆ กินเสร็จก็เดินเล่น อากาศก็เย็นเล็กๆ แต่ลมแรง เดินเยอะมาก ไปไกลมาก สักพักนางบอก ถ้าเราเดินกลับไปแล้ว นางขอแวะห้องน้ำได้ไหม เราก็รู้เลยว่าผลจากที่นางกินน้ำเยอะ เราเลยสงสาร วิ่งกลับกันเลย ขำแรงมากตอนนั้น พอกำลังจะเดินกลับไปที่รถ ต้องเดินกลับทางเดิม แต่ตอนขามามันมาง่ายเพราะเดินลงเขา แต่ขากลับนี่ต้องปีนเขาปีนบันได คือเหนื่อยมาก เลยนั่งพักที่ราวบันได มันเป็นราวบันไดไม้ แข็งแรง เราเลยปีนขึ้นไปนั่ง ลมก็พัดดี มองลงไปก็เป็นเนิน มีแม่น้ำอยู่ด้านล่าง สวยมากๆ




    ออสติน : เธอเคยจูบกับใครมาก่อนรึเปล่า?



    เรา : ไม่เคยอ่ะ



    ออสติน : .. เธอจะว่าอะไรไหม ถ้าฉันจะขอเป็นเฟิร์สคิสของเธอ?



    เรานี่ตาโต หน้าแดง ใจเต้น พูดอะไรไม่ออก ยังจำได้เหมือนภาพสโลว์โมชั่นว่านางค่อยๆ ก้มลงมา ใกล้ขึ้นๆ และลมก็พัดแรงมากในวินาทีที่ปากกำลังจะแตะกัน ผมเราก็โดนพัดเข้ามาคั่นกลางพอดี ต่างคนต่างขำ คือมันเก้กังมาก แล้วเราก็หัวเราะไม่หยุดเลยเพราะเขิน คือหัวเราะนานมากจริงๆ แต่ก็แค่นั้นค่ะ นางเป็นเจนเทิลแมนมาก ไม่มีล่วงเกินอื่นๆ เลยนอกจากหอมแก้มบ้าง จุ้บบ้าง




    ชีวิตนางคือการเบสิคขั้นสุดค่ะ การขอเป็นแฟนก็ขอแบบธรรมดาาาาา คราวนี้จะมีงานพรอม นางก็มาถามตอนกำลังเดินอยู่อีกละ ว่า เธออยากจะไปพรอมกับฉันไหม? ...หมดกัน ที่เคยเห็นที่เค้าทำอะไรอลังการงานสร้างเพื่อจะชวนสาวไปพรอม เหมือนกะขอแต่งงานงี้ ฮ่าๆๆ




    แต่ก็ตกลงสิคะ รออะไร แต่สุดท้ายโชคร้ายมีเรื่องซะก่อน เลยไม่ได้ไปด้วย นางงอนไปพักนึง




    ในตอนครบรอบหนึ่งเดือน นางเอาถุงของขวัญสีชมพูแหววมาให้ ในนั้นมีกระเป๋าดินสอสั่งทำเป็นชื่อเรากับนาง แล้วก็การ์ดกับช็อกโกแล็ต เราก็ว่า เออ ก็โอเคมั้ง 555






    มันมีอยู่อาทิตย์นึงที่ถึงเวลานั้นของเดือน เราก็รู้สึกไม่ดีมากๆ นางก็พอเดาออก วันต่อมานางเอาของมาประโคมเลยค่ะ ขนม กาแฟ น้ำอัดลม นางบอกรู้สึกไม่ดีต้องกินของอร่อยๆ เราบอกเรากินน้ำเย็นไม่ด้ายยย สุดท้ายนางยัดใส่กระเป๋าและเราก็ห้ามใจไม่ไหวกินหมดทุกอย่างที่มี.. ฮ่าๆๆๆ



    11082593_782196288553914_1471457196155372467_n.jpg




    นางเป็นมนุษย์ที่จริงจังที่สุดในสามโลก จริงจังในที่นี่คือนางจริงจังใน Relationship นี้หนักมาก คือเมื่อก่อนเราไม่ค่อยโฟกัสเรื่องพวกนี้เพราะเราค่อนข้างกลัวฝรั่ง (?) กลัวโดนเท นู้นนี่นั่นเพราะวัยรุ่นอเมริกันน่ากลัว แบบที่เราเห็นในหนังบางที แบบหวังแต่เรื่องแบบนั้น เพราะเราเคยมีประสบการณ์ในเว็บหาเพื่อนอะไรพวกนี้ เราเลยไม่ไว้ใจคนนี้ไปด้วยเลย ทุกอย่างอยู่ในสายตาพ่อแม่ตลอด มารับเราที่บ้านครั้งแรกนางก็เหมือนออกรบ เตรียมความพร้อมเจอพ่อแม่เราอะไรแบบนี่ มาช่วยงานที่บ้าน งานสวนเอย




    Relationship ใน High school มันไม่ยั่งยืน อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน เพราะงั้นเราไม่ค่อยคาดหวังอะไรกับมันมาก แต่ทางนางแบบ แพลนไปถึงแต่งงาน ถามเรื่องสินสอด เรานี่บอก เห้ยยย ฉันยังเรียนอยู่นะ มีแพลนในชีวิตอีกเยอะ คุยกันเรื่องอื่นก่อนเหอะ แบบตลกที่นางหยิบเรื่องพวกนี้มาพูด เพราะส่วนใหญ่ผู้หญิงมักจะฝันเรื่องแบบนี้ป้ะ?




    นางเปลี่ยนความคิดของเราไป เรื่องที่ฝรั่งไม่จริงจัง ในวัยรุ่น นอกจากนางจะจริงจังมากแล้ว นางยังบ๊องมากอีกด้วย ด้วยความที่ส่วนตัวแล้วเราเป็นชอบเอ็กโซและโซชิ และตอนนั้น Call me baby เพิ่งออกพอดี นางบอกนางขอ 30 นาที เดี๋ยวโคฟเวอร์ให้ดู เราก็เอ๊ะ? เร็วขนาดนั้นเลย? ผลสุดท้ายขยับแขนตามเฉยๆ ขาขยับตามจังหวะไม่ทัน ณ จุดจุดนั้น ขำแรงมาก แล้วนางก็มาเต้น Shake it off ของ Taylor Swift ต่ออีก เราก็แบบ นี่คือหนึ่งในไอเดตแพลนของเธอเหรอ?




    วันนึงเขาก็ชวนเราไปสวนสนุก(ซึ่งมีครอบครัวเขาไปด้วย) ตอนนั้นปฏิญานตนกันไว้ว่าจะไปเล่น roller coaster ทุกอันที่มี มันมีอันนึงที่ต้องนั่งแบบห้อยขา อะไรแบบนี้ อันนั้นน่าหวาดเสียวมาก กลัวมากด้วย แต่ยังเล่น เลยหันไปเล่นกับนางว่า “Jack, Jack….” ทำเสียงเหมือนโรสตอนเรียกแจ็คที่ตายแล้ว เพราะตอนนั้นนี่ใจเต้นตุ่มต่ำใกล้ตาย (ตอนนั้นเครื่องเล่นยังไม่ออก) ที่นี่พอมันออกตัวเท่านั้นแหล่ะ กรี๊ดค่ะ กรี๊ดสิคะกรี๊ด เรานี่มีแต่ OMGOMGOMG อ๊ากก ไรพวกนี้ มนุษย์กระรอกข้างๆ เรานี่ค่ะ ดังกว่าเราอีก นางมาแบบ ว๊ากกกก อ๊าาาาา โฮลี่ชีททททททททท!!!!! ดังมาก ลงมานี่ขำแทบตายเพราะลองนึกนะคะ ถึงเสียงแมนๆ แล้วร้องคำนั้น เสียงหลงๆ ตีกับลมด้วย ฮามาก ตอนนี้ก็ยังล้ออยู่ ฮ่าๆๆๆ




    ในวันนั้นมันมีร้านขายของที่ระลึก แล้วมันมีเสื้อคู่อยู่ด้วย เลยซื้อมาใส่คู่กัน พอไปโรงเรียนก็นัดกันใส่เสื้อนั้นแหล่ะ และเขามีคลาสฟิสิกส์กับครูคนเดียวกับเรา แต่คนละคาบ พอเราเข้าไปในห้อง ครูหันมาถามเราว่า “ฉันว่าฉันเคยเห็นเสื้อตัวนี้แล้วนะวันนี้? นักเรียนของฉันอีกคนก็มีเสื้อแบบเดียวกันกับเธอเลย” เป็นคำถามเบสิค แต่ด้วยความที่รู้แก่ใจเราเลยคิดว่ามันขำ




    11231745_806310419475834_7597230385531588338_n.jpg




    เพราะตอนนั้นนางเป็นมนุษย์รุ่นพี่ ม.หก กำลังจะเรียนจบและเข้ามหาลัย และที่นี่ ม.หกปิดเทอมก่อนชั้นอื่นๆ นางเลยได้อยู่บ้านขณะที่เราต้องมาโรงเรียน พอมาถึงคลาสศิลปะที่มีด้วยกัน แล้วมองเก้าอี้ที่เขาเคยนั่งก็โหวงๆ เพื่อนก็ชอบมาแซวๆ



    12463714_918399314933610_12707395552_n.JPG




    พอถึงงาน Graduation นางก็ชวนเราไปให้กำลังใจ ถึงตอนนั้นจะคบกันได้ไม่นานแต่พอเห็นความสำเร็จเขาก็ดีใจ รู้สึกว่าถึงจะรู้จักกันได้ไม่นาน ถึงจะเพิ่งเริ่มคบกัน ถึงทั้งตัวเราจะยังเรียนอยู่ ก็ไม่ได้ความว่าจะทำให้อนาคตของเราในโรงเรียนจะเสียไปด้วย ด้วยความที่นางเรียนล่วงหน้าเราไปหมดแล้ว เราเลยมีโอกาสขอความช่วยเหลือนางบ่อยครั้ง ช่วยเหลือที่ว่านี่คือติว เกรดเราก็ดีไปด้วย ถึงจะออกไปตะแลดแต๊ดแต๋เยอะที่ร้านหนังสือ อ่านหนังสือการ์ตูน แต่ถึงเวลาก็เข้าใจกันว่า เออแยกย้ายๆ ไปทำการบ้านๆ ..คือที่จะพยายามจะสื่อคือ การคบกับใครซักคน เพื่อผลที่ดีที่สุดคือต้องให้พ่อแม่ยอมรับให้ได้ เพราะจริงๆ แล้วไม่มีพ่อแม่คนไหนยอมรับได้หรอกถ้าจะมีคนเข้ามาในชีวิตของลูกเขา เพราะงั้นเราต้องห่วงอนาคตของเรา อนาคตของเขา และพิสูจน์ให้ผู้ใหญ่เห็นว่าการที่คนๆ หนึ่งเข้ามาในชีวิตลูกของเขา ต้องมีแต่การที่จะช่วยๆ กันให้ดีขึ้น ช่วยกันไปในทางที่ดี ถ้าอยากให้ relationship last forever




    นางบอกเรากลายเป็นแรงบันดาลใจให้นางไดเอต เราก็ชอบพานางไป Make over ตัดผมให้ พาไปช็อปปิ้ง จนตอนนี้เหมือนมีเพื่อนสาวอีกคน ช่วยเลือกของ และถือของในเวลาเดียวกัน ฮ่าๆๆ




    การไดเอตของนางดูท่าจะประสบความสำเร็จ เพราะตัวเล็กลงฮวบมาก จนดูป่วย ตอนนี้เราก็บอกให้นางเริ่มกินให้มากขึ้นอีก(?) ฮ่าๆ แล้วให้ออกกำลังหนักๆ แทน ไว้เดี๋ยวว่างๆ อาจจะมาโพสรีวิวลดน้ำนงน้ำหนัก จะได้มีประโยชน์กับมนุษย์โลกบ้าง ฮ่าๆๆๆ




    10398892_961100273996847_5545600307765623344_n.jpg



    บางทีเราก็รู้สึกอิจฉาเขาที่เราชอบแอบถ่ายรูปเขาในมุมดีๆ แสงสวยๆ (เพราะเราชอบถ่ายรูป) ให้เขาเป็นนายแบบ แต่ตัวเราก็อยากมีรูปตัวเองบ้างประสาผู้หญิง สุดท้ายหามุมดีๆ ที่ว่าของตัวเองไม่ได้เลย แต่คงต้องทำใจเพราะเบ้าไม่ขึ้นกล้อง(?)




    1899_966815486758659_2792823408429805363_n.jpg12794385_951976314909243_438306979486734240_n.jpg12800359_966815453425329_5726104422232045641_n.jpg





    ทั้งหมดที่เราเขียนมานี้อาจจะยาว แต่ส่วนหนึ่งมันคือมุมมองของเรา หมายถึงเวลามันก็ผ่านมาพักนึงแล้ว มีอะไรหลายอย่างเกิดขึ้นเยอะแยะ รายละเอียดที่เราเล่าอาจจะเยอะไปจนน่าเบื่อ เพราะจุดประสงค์ที่เราเขียนนี้ขึ้นมาเพราะเหมือนระลึกความจำเป็นรายลักษณ์อักษรเนอะ และที่เอามาโพสนี้เพราะส่วนนึงคุยกับออสตินแล้ว นางอยากให้เราเอามาโพสเอง เพราะใกล้จะครบหนึ่งปีในเร็วๆ นี้ และนางก็อยากให้ชาวโลกเห็นความสำเร็จในการลดน้ำหนักของตัวนาง เลยไม่ทักท้วงขัดขวางเรื่องโพสรูป ฮ่าๆ และถ้าการเล่าของเราไม่ถูกใจก็ขออภัยนะคะ




    กระทู้นี้อาจไม่ได้มีสาระอะไรมาก หรือไม่ก็ไม่มีสาระอะไรเลย เป็นเพียงประสบการณ์และความทรงจำ ความหวานเริ่มต้นในตอนแรก ตอนนี้คุยกันเหมือนผู้ใหญ่มากกว่า คุยกันแบบ sweet talking แล้วมันขนลุก ฮ่าๆ แต่เราคิดว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ดี ที่คิดว่ามันน่ารักดี เลยเอาตอนที่เราคิดว่าน่ารักๆ มาแชร์ให้อ่านกัน




    สุดท้ายนี้ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงตรงนี้นะคะ และอย่างที่บอกไว้ข้างบน ว่าถ้ามีคำถามอะไรเกี่ยวกับอเมริกา, โรงเรียน, สังคม, ผู้คน หรืออะไรก็แล้วแต่ในสากลโลก แม้แต่อยากจะเป็นเพื่อนกับเรา ก็แอดเฟสมาได้เนอะ >> Sherryn Thititakul <<




    ตอบกลับ

56 ความคิดเห็น

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป