Dek-D.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของ
ผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับ

รณรงค์ให้ "แพทย์แผนไทย" เปลี่ยนชื่อ เพื่อลดความเข้าใจผิดของประชาชนครับ [ยินดีให้แชร์]

วิว


เนื่องจากทุกวันนี้ มีคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับ "แพทย์แผนไทย" อยู่มาก
ว่าเป็น แพทย์ บ้าง หนักไปกว่านั้นมีคนคิดว่าเป็น "แพทย์เฉพาะทาง" บ้าง
ซึ่งส่วนมากเด็กนักเรียนนักศึกษาคนรุ่นใหม่คงไม่เข้าใจผิด
แต่เอาตามจริงยังมีชาวบ้าน หลายส่วนที่ยังเข้าใจผิดแบบนั้น
ยิ่งด้วยการเรียกแพทย์แผนไทยว่า แพทย์ บ้าง หมอ บ้าง ยิ่งทำให้เข้าใจกันผิดมากขึ้น
ทั้งๆที่แพทย์แผนไทย เรียนอิงวิทยาศาสตร์มาน้อยกว่า เภสัช สัตวแพทย์ ทันตแพทย์ ซึ่งเรียนนาน 6 ปีด้วยซ้ำ
เภสัช ถูกเรียกว่า เภสัช แล้วทำไม แพทย์แผนไทย ซึ่งไม่ใช่ แพทย์  ยังมีชื่อที่ชวนเข้าใจผิดแบบในปัจจุบัน

จึงขอรณรงค์ ให้เปลี่ยนชื่อ "แพทย์แผนไทย" เป็นชื่ออื่นที่ไม่มีคำว่า "แพทย์"  
เช่น ผู้เชียวชาญศาสตร์บำบัดแผนไทย , นักบำบัดแผนไทย หรือใครมีไอเดียเสนอก็เชิญเลยครับ
ให้หัวใจกระทู้นี้ ~

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยเจ้าของกระทู้

15 ความคิดเห็น

    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #1
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      หมอ,แพทย์ แปลว่า ผู้รู้/ผู้เชี่ยวชาญ จะเปลี่ยนให้ยาวทำไมอะ 


      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      โพโลโครนิก
      Guest IP
      #2
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      เปลี่ยนชื่อคณะแพทยศาสตร์ เป็น คณะหมอคน เรียกแพทย์ว่า หมอคน ไม่เรียกนายแพทย์อีกต่อไป

      เปลี่ยนชื่อ สัตวแพทย์ เป็น หมอสัตว์

      เปลี่ยนชื่อ เภสัช เป็น -า

      คงชื่อ แพทย์แผนไทย เอาไว้ ทีนี้คนก็จะรู้แล้วว่า ถ้าเรียกหมอๆหมายถึงคนที่จบมหาวิทยาลัยมา แต่ถ้าเรียก แพทย์หมายถึง ไม่ได้จบมาโดยตรง



      อ้อต้องเปลี่ยนชื่อ หมอดู เป็น แพทย์ดู เปลี่ยนหมอตำแย เป็น แพทย์ตำแย ฯลฯ แบ่ง ๆ ใช้กันไป จะได้ไม่ตีกัน

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #3
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เราเรียนหมออยู่ สมัยก่อนเคยเจอป้าแถวบ้านถามเหมือนกันว่าจะเรียนต่อด้านไหน แล้วบอกว่าเรียนต่อแผนไทยสิ กระแสกำลังแรง -_-". ที่บอกให้เรียนต่อหมอฟันก็มีเหมือนกัน 555


      เปลี่ยนเป็น นักบำบัดแผนไทยตามที่บอกก้ไม่เลวนะคะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #4
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ชาวบ้านเขาก็ไม่ได้รู้ไง ว่าใครเรียนอะไร หรือจบอะไรมา


      ใครในโรงพยาบาลที่ช่วยเหลือเขา เขาก็เรียกว่าหมอหมดแหละครับ


      บางทีคนเข็นเตียงเขายังเรียกหมอเลย




      เรียนมามากหรือเรียนมาน้อย พอมาทำงานแบบนี้


      ก็ได้ช่วยเหลือคน ก็ดีแล้วที่เขาให้เกียรติเรียกว่า หมอ

      เขาคงไม่ต้องเรียกให้มันยุ่งยากมากกว่านี้หรอก


      เพราะยังไงทุกอาชีพในโรงบาลก็ช่วยกันทำงานอยู่แล้ว




      เรื่องแค่นี้เอง ไม่ต้องคิดมากหรอกนะ



      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #5
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      เราว่าแพทย์แผนไทยก็ถือเป็นการแพทย์ทางเลือก ไม่น่าผิดมั้งคะ


      แพทย์มันก็มีหลายอย่าง แพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนจีน แพทย์แผนไทย


      มันวัดที่การรักษานี่คะ ไม่ได้นับว่าเรียนวิชาอะไรมาบ้าง
      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      #6
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #7
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      นักบำบัดแผนไทยก็ดีนะ
      ตอบกลับ
    • ความเห็นนี้ถูกลบ :(

      ถูกลบโดยเจ้าของความเห็น

      ถูกลบเนื่องจาก:
      ถูกลบโดยเจ้าของความเห็น
      IP
      #8
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      หลักสูตรแพทย์แผนไทยประยุกต์ ที่เปิดสอนในชั้นป.ตรี ในมหาวิทยาลัยชั้นนำตอนนี้ สังกัดอยู่ในคณะแพทยศาสตร์เกือบทั้งหมดครับ (คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล/ม.ธรรมศาสตร์) 

      อยากจะบอก จขกท.ว่าถ้าไม่มีข้อมูลจริง ไม่รู้จริง ก็ไม่ควรออกมาพูดสร้างความเข้าใจผิดๆแบบนี้ หลักสูตรเราต้องเรียนวิชาพื้นฐานแพทย์ทั้งหมด เช่น Anatomy ,Physiology ,Patho , ในการเรียนวิชาเหล่านี้เราเรียนกับอาจารย์แพทย์แผนปัจจุบัน เราจึงมีวิชาแพทย์แผนปัจจุบัน เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียนวิชาแพทย์แผนไทย รายละเอียดเรื่องการเรียนของเรายังมีอีกมาก ถ้าสนใจสอบถามได้ครับ




      คำว่า "หมอ" หมายถึงผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการรักษา ให้คนไข้หายจากอาการเจ็บป่วยได้ ซึ่งเรามั่นใจว่าเราสามารถใช้คำนั้นได้ เมื่อเราเรียนจบ เราได้รับปริญญาบัตรจากคณะแพทยศาสตร์ สาขาวิชาแพทย์แผนไทยประยุกต์ เราไม่ใช่หมอเหรอครับ? ทั้งๆที่งานของเราคือการรักษาคนไข้ด้วยศาสตร์ที่เราเรียนมา ประเด็นนี้คงไม่ต้องพูดเยอะ เพราะถ้าคุณเป็นหมอ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานในโรงพยาบาล หรือคุณจะเป็


      นคนไข้ก็ตาม ทุกคนเรียกเราว่าหมอครับ :) 


      ปล. แพทย์แผนไทยประยุกต์ มีคำนำหน้าชื่อว่า พทป.


      แพทย์แผนปัจจุบัน มีคำนำหน้าชื่อว่า นพ. / พญ.


      -ปัจจุบันมีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกแล้วนะครับ(มีมาสักพักแล้ว) และเค้ากำลังผลักดัน


      สนับสนุนการแพทย์แผนไทยให้มากขึ้นในโรงพยาบาลต่างๆ(ซึ่งในปัจจุบันก็มีตำแหน่งนี้แทบทุกโรงพยาบาลแล้ว)




      สิ่งสุดท้ายที่อยากฝากไว้


      หมอทุกคนมีเป้าหมายเพื่อรักษาคนไข้ให้หายเจ็บป่วยด้วยศาสตร์ที่ตนเองเรียนมาอย่างดีที่สุด :)



      ตอบกลับ
    • ความเห็นนี้ถูกลบ :(

      ถูกลบโดยเจ้าของความเห็น

      ถูกลบเนื่องจาก:
      ถูกลบโดยเจ้าของความเห็น
      IP
      #9
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      หลักสูตรแพทย์แผนไทยประยุกต์ ที่เปิดสอนในชั้นป.ตรี ในมหาวิทยาลัยชั้นนำตอนนี้ สังกัดอยู่ในคณะแพทยศาสตร์เกือบทั้งหมดครับ (คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล/ม.ธรรมศาสตร์) 
      อยากจะบอก จขกท.ว่าถ้าไม่มีข้อมูลจริง ไม่รู้จริง ก็ไม่ควรออกมาพูดสร้างความเข้าใจผิดๆแบบนี้ หลักสูตรเราต้องเรียนวิชาพื้นฐานแพทย์ทั้งหมด เช่น Anatomy ,Physiology ,Patho ,และอื่นๆ ในการเรียนวิชาเหล่านี้เราเรียนกับอาจารย์แพทย์แผนปัจจุบัน เราจึงมีวิชาแพทย์แผนปัจจุบัน เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียนวิชาแพทย์แผนไทย รายละเอียดเรื่องการเรียนของเรายังมีอีกมาก ถ้าสนใจสอบถามได้ครับ



      คำว่า "หมอ" หมายถึงผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการรักษา ให้คนไข้หายจากอาการเจ็บป่วยได้ ซึ่งเรามั่นใจว่าเราสามารถใช้คำนั้นได้ เมื่อเราเรียนจบ เราได้รับปริญญาบัตรจากคณะแพทยศาสตร์ สาขาวิชาแพทย์แผนไทยประยุกต์ เราไม่ใช่หมอเหรอครับ? ทั้งๆที่งานของเราคือการรักษาคนไข้ด้วยศาสตร์ที่เราเรียนมา ประเด็นนี้คงไม่ต้องพูดเยอะ เพราะถ้าคุณเป็นหมอ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานในโรงพยาบาล หรือคุณจะเป็นคนไข้ก็ตาม ทุกคนเรียกเราว่าหมอครับ :) 


      ปล. แพทย์แผนไทยประยุกต์ มีคำนำหน้าชื่อว่า พทป.


      แพทย์แผนปัจจุบัน มีคำนำหน้าชื่อว่า นพ. / พญ.


      -ปัจจุบันมีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกแล้วนะครับ(มีมาสักพักแล้ว) และเค้ากำลังผลักดัน


      สนับสนุนการแพทย์แผนไทยให้มากขึ้นในโรงพยาบาลต่างๆ(ซึ่งในปัจจุบันก็มีตำแหน่งนี้แทบทุกโรงพยาบาลแล้ว)




      สิ่งสุดท้ายที่อยากฝากไว้


      หมอทุกคนมีเป้าหมายเพื่อรักษาคนไข้ให้หายเจ็บป่วยด้วยศาสตร์ที่ตนเองเรียนมาอย่างดีที่สุด :)

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #10
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      หลักสูตรแพทย์แผนไทยประยุกต์ ที่เปิดสอนในชั้นป.ตรี ในมหาวิทยาลัยชั้นนำตอนนี้ สังกัดอยู่ในคณะแพทยศาสตร์เกือบทั้งหมดครับ (คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล/ม.ธรรมศาสตร์) 

      อยากจะบอก จขกท.ว่าถ้าไม่มีข้อมูลจริง ไม่รู้จริง ก็ไม่ควรออกมาพูดสร้างความเข้าใจผิดๆแบบนี้ หลักสูตรเราต้องเรียนวิชาพื้นฐานแพทย์ทั้งหมด เช่น Anatomy ,Physiology ,Patho ,และอื่นๆ ในการเรียนวิชาเหล่านี้เราเรียนกับอาจารย์แพทย์แผนปัจจุบัน เราจึงมีวิชาแพทย์แผนปัจจุบัน เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียนวิชาแพทย์แผนไทย รายละเอียดเรื่องการเรียนของเรายังมีอีกมาก ถ้าสนใจสอบถามได้ครับ




      คำว่า "หมอ" หมายถึงผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการรักษา ให้คนไข้หายจากอาการเจ็บป่วยได้ ซึ่งเรามั่นใจว่าเราสามารถใช้คำนั้นได้ เมื่อเราเรียนจบ เราได้รับปริญญาบัตรจากคณะแพทยศาสตร์ สาขาวิชาแพทย์แผนไทยประยุกต์ เราไม่ใช่หมอเหรอครับ? ทั้งๆที่งานของเราคือการรักษาคนไข้ด้วยศาสตร์ที่เราเรียนมา ประเด็นนี้คงไม่ต้องพูดเยอะ เพราะถ้าคุณเป็นหมอ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานในโรงพยาบาล หรือคุณจะเป็


      นคนไข้ก็ตาม ทุกคนเรียกเราว่าหมอครับ :) 


      ปล. แพทย์แผนไทยประยุกต์ มีคำนำหน้าชื่อว่า พทป.


      แพทย์แผนปัจจุบัน มีคำนำหน้าชื่อว่า นพ. / พญ.


      -ปัจจุบันมีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกแล้วนะครับ(มีมาสักพักแล้ว) และเค้ากำลังผลักดัน


      สนับสนุนการแพทย์แผนไทยให้มากขึ้นในโรงพยาบาลต่างๆ(ซึ่งในปัจจุบันก็มีตำแหน่งนี้แทบทุกโรงพยาบาลแล้ว)




      สิ่งสุดท้ายที่อยากฝากไว้


      หมอทุกคนมีเป้าหมายเพื่อรักษาคนไข้ให้หายเจ็บป่วยด้วยศาสตร์ที่ตนเองเรียนมาอย่างดีที่สุด :)

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      Nannnn
      Guest IP
      #11
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      จะทำอะไรก็ขอให้คิดก่อนพูดนะค่ะ หาข้อมูลก่อนนะค่ะ

      ก่อนที่จะมาตั้งกระทู้ไร้สาระเช่นนี้

      แพทย์แผนไทยก็เรียนวิชาแพทย์เหมือนกันนะค่ะ

      สามารถรักษาผู้ป่วยได้เช่นกัน แต่แค่มีวิธีการรักษาที่แตกต่างกันค่ะ

      และอีกอย่างแพทย์แผนไทยก็จัดอยู่ในคณะแพทย์ค่ะ เราก็มียาไทยรักษาคนไข้ค่ะ ถ้าไม่ให้เรียกแพทย์ จะให้เรียกว่าไรล่ะค่ะคุณณณ
      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #12
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      ก่อนจะว่าอะไรศึกษาดูให้ดีก่อนนะคะ ไม่ใช่เข้าใจมาแบบผิดๆแล้วมาส่งต่อความคิดแบบผิดๆ เดี๋ยวเขาจะว่าเอาได้นะคะ /ไม่เข้าใจหลักสูตรของเราหรือการเรียนของเราตรงไหนถามมาได้เลยนะคะ ยินดีตอบ จะได้ไม่เข้าใจอะไรผิดๆอีก
      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      คนไทยคนเดิม
      Guest IP
      #13
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      กระทู้นี้มีความรู้สึกว่าคนตั้งกระทู้น่าจะเป็นแพทย์ปัจจุบันแต่มีความรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกลดความสำคัญลง เพราะปัจจุบันคนไทยและคนต่างชาติกำลังให้ความสนใจในการรักษาตามวิธีของแพทย์แผนไทย น่าจะใจกว้างยอมรับความจริงถ้าคุณมีจิตใจของความเป็นแพทย์อย่างจริงใจ จุดมุ่งหมายของคนเป็นแพทย์หรือเป็นหมอ น่าจะอยู่ที่การต้องการช่วยเหลือคนป่วยให้หายจากโรคและความเจ็บปวด ไม่ว่าจะรักษาด้วยศาสตร์ใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นแผนไทย แผนจีน แผนไหนๆ เขาก็จะตัองเรียนรู้ในศาสตร์ของเขาเป็นอย่างดี ถ้าเป็นคนไทยก็อย่าดูถูกกำพืดตัวเองนะ
      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      วุ้ดดี้
      Guest IP
      #14
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้


      การแพทย์แผนไทยเริ่มค้นพบเป็นครั้งแรกเมื่อประมาณปี พ.ศ.1725-1729 หลักฐานที่พบเป็นศิลาจารึกของอาณาจักรขอมสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พบการสร้างสถานพยาบาลเรียกว่า “อโธคยาศาลา” ทั้งหมด 102 แห่ง ตั้งอยู่บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยและพื้นที่ใกล้เคียง ภายในมีเจ้าหน้าที่ ซึ่งประกอบไปด้วย หมอ พยาบาล และเภสัชกรที่ทำหน้าที่จ่ายยารวมทั้งหมด 92 คน อีกทั้งยังมีการทำพิธี “ไภสัชยคุรุไวฑูรย์” ด้วยอาหารและยา ก่อนจะนำเอายาไปแจกให้กับชาวบ้าน

      ในยุคนั้นยังมีการขุดค้นพบแท่งบดยาซึ่งเป็นแท่งหินมีปลายกลมมน พบว่าอยู่ในยุคสมัยทวารวดี หลักฐานของการใช้ยาแผนโบราณยังถูกบันทึกลงในศิลาจารึกอันเลื่องชื่อของพ่อขุนรามคำแหงเกี่ยวกับการปลูกพืชสมุนไพรบริเวณเขาสรรพยาหรือเขาหลวง เป็นประโยชน์แก่ชาวบ้านให้สามารถเข้ามาเก็บเกี่ยวเพื่อนำไปใช้ในการรักษาและบำรุงร่างกายในยามจำเป็น

      ต่อมาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา เริ่มมีการจัดยาให้กับชาวบ้านที่เข้ามาทำการรักษาได้ถูกต้องมากขึ้น จากเดิมที่ชาวบ้านต้องหาเก็บเกี่ยวเอาเองตามสภาพความรู้ที่มี เริ่มปรากฏให้เห็นแหล่งจ่ายยาที่ชัดเจนมากขึ้น ร้านขายยาสมุนไพรเริ่มกระจายตัวเข้าใกล้แหล่งชุมชน ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ด้านในหรือด้านนอกกำแพงเมือง ทำให้การซื้อหายาสมุนไพรได้ตรงกับโรคที่เป็น

      โดยเฉพาะชาวบ้านที่ไม่ค่อยมีความรู้ การมีร้านขายยาเหล่านี้ย่อมช่วยให้การรักษาโรคตรงจุดกว่าเดิม มีการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตำรับยาโบราณเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การแพทย์ บันทึกเป็น “ตำราพระโอสถพระนารายณ์” ที่ยังคงมีการใช้สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน แม้บางส่วนคลาดเคลื่อนไม่สมบูรณ์แบบไปบ้าง ซึ่งในยุคนั้นผู้คนเริ่มให้ความสนใจกับการรักษา อย่างการนวดกดจุดเพื่อช่วยลดอาการเจ็บปวดที่เกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อและกระดูกที่ได้รับความนิยม ซึ่งถือว่าเป็นยุคแรกเริ่มที่การรักษาภูมิปัญญาโบราณรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก ส่วนการแพทย์แผนตะวันตกที่เริ่มเข้ามามีบทบาท ยังไม่ค่อยได้รับความนิยม ในที่สุดก็ต้องถูกยกเลิกไป

      ตำราพระโอสถพระนารายณ์ เป็นตำราที่ว่าด้วยโอสถพระนารายณ์ถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ดังต่อไปนี้

      ส่วนที่ 1 กล่าวถึงความผิดปกติของธาตุทั้ง 4 ในร่างกายและวิธีการใช้ยาแก้

      ส่วนที่ 2 กล่าวถึงตำรับยาต่าง ๆ

      ส่วนที่ 3 กล่าวถึงตำรับยาจากน้ำมันและยาขี้ผึ้ง

      ซึ่งในตำรามีการบันทึกตำรับยาเอาไว้มากถึง 81 ตำรับ ซึ่งบางตำรับยังมีการจดบันทึกวันเดือนปีที่ใช้ในการปรุงยาถ้วยในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีชื่อแพทย์ผู้ทำหน้าที่ประกอบยาทั้งหมดด้วยกัน 9 คน ประกอบด้วยหมอต่างชาติ 4 คน หมอแขก 1 คน หมอจีน 1 คน และหมอฝรั่งอีก 2 คน แสดงให้เห็นถึงการเข้ามาของแพทย์แผนตะวันตกมากขึ้น แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งภูมิปัญญาไทยโบราณ เป็นเพียงการนำเอายาตะวันตกมาประยุกต์ใช้บางส่วน ซึ่งถือว่ายังไม่ได้รับความนิยมมากนัก ยาเกือบทุกตำรับที่ปรากฏจะมีการใช้เครื่องเทศเป็นส่วนผสม เช่น โกฐสอเทศ ยิงสม น้ำดอกไม้เทศ เป็นต้น

      การแพทย์แผนไทยสมัยรัตนโกสินทร์

      สมัยรัชกาลที่ 1 (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช)

      เริ่มปฏิสังขรณ์ “วัดโพธิ์ (วัดโพธาราม)” ใหม่ให้กลายเป็นอารามหลวง เปลี่ยนชื่อเป็น “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม” ทรงให้มีการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับการแพทย์แผนไทยเอาไว้ ตั้งแต่ตำรายาสมุนไพร ฤาษีดัดตน และตำราที่เกี่ยวกับการนวด จารึกไว้เป็นความรู้ตามศาลาราย ส่วนที่มีรายละเอียดปลีกย่อยเจาะลึกลงไป ทรงจัดตั้งกรมหมอและโรงพระโอสถเช่นเดียวกับในสมัยอยุธยา มี “หมอหลวง” เป็นแพทย์ที่รับราชการ และ “หมอราษฎร (หมอเชลยศักดิ์)” ทำหน้าที่รักษาประชาชนทั่วไป

      สมัยรัชกาลที่ 2 (พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย)

      ได้โปรดเกล้าฯ ให้มีการรวบรวมตำราแพทย์แผนไทยโบราณที่สูญหายไปเป็นจำนวนมากขึ้นมาใหม่ อันเนื่องมาจากสงครามระหว่างไทยรบกับพม่าติดต่อกันถึง 2 ครั้ง บ้านเมืองจึงถูกทลาย พร้อมกับเหล่าแพทย์ที่มีความรู้ถูกกวาดต้อนให้ไปรวมกับชาวบ้านเป็นเชลยสงคราม ข้อมูลการแพทย์แผนไทยจึงถูกทำลาย

      การรวบรวมตำราขึ้นมาใหม่ในยุคนั้น พระองค์ทรงมีพระบรมราชโองการให้ผู้ที่มีความรู้ ผู้ชำนาญการรักษาโรค ผู้ที่มีความรู้ด้านการปรุงยา หมอหลวง หมอเชลยศักดิ์ และคนที่มีตำรายาให้นำมาช่วยกันรวบรวมข้อมูลเป็นตำราหลวงสำหรับโรงพระโอสถ โดยมีพระพงษ์อำมรินทรราชนิกูล พระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นนายกองทำหน้าที่ในการคัดกรองและรวบรวม ต่อมาในปี พ.ศ. 2359 ได้มีการตั้งกฎหมายที่ชื่อว่า "กฎหมายพนักงานพระโอสถถวาย" ขึ้น โดยมีใจความว่า “ให้อำนาจพนักงานมีอำนาจออกไปค้นหาพระโอสถ คือ สมุนไพร ที่ปรากฏมีอยู่ในแผ่นดิน ผู้ใดจะคัดค้านมิได้ พนักงานพระโอสถจึงมีอำนาจในการค้นหายา และมักจะเป็นผู้ที่อยู่ในตระกูลสืบทอดกันมาเท่านั้น”

      ตำราทั้งหมดที่รวบรวมมาได้แล้วเสร็จในปี พ.ศ.2355 มีการตรวจสอบข้อมูลเพื่อความถูกต้องอย่างละเอียด จากนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานบางส่วนให้จารึกลงบนหินอ่อนรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส บริเวณผนังด้านนอกของกำแพงพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ วัดราชโอรสาราม จังหวัดกรุงเทพฯ หลังจากที่มีการแพร่ระบาดของอหิวาตกโรคครั้งรุนแรง

      สมัยรัชกาลที่ 3 (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว)

      ในช่วงรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม มีการจัดตั้ง “โรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดโพธิ์” ซึ่งถือว่าเป็นโรงเรียนแพทย์แผนไทยแห่งแรก เพื่อเป็นการช่วยเก็บรักษาตำรายาแพทย์แผนไทยที่กำลังจะสูญหายไปอันเนื่องมาจากแพทย์บางกลุ่มที่มีความรู้ก็หวงแหนวิชากลายเป็นความลับที่ตายไปกับกลุ่มคนเหล่านี้ บวกกับการแพทย์ตะวันตกแพร่เข้ามามากขึ้น คุ้นหูกันดีกับนายแพทย์แดน บีช บรัดเลย์ หรือ “หมอบรัดเลย์” แพทย์แผนตะวันตกเข้ามาช่วยรักษาโรคไข้จับสั่นด้วยยาควินิน และการปลูกฝีเพื่อป้องกันไข้ทรพิษ รวมไปถึงโรคอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งอาจจะทำให้ตำรายาไทยหายสาบสูญ ทำให้ชนรุ่นหลังไม่มีความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรต่าง ๆ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าจากบรรพบุรุษที่สืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนานจะเลือนหายไป

      พระองค์จึงได้ทรงประกาศให้เหล่าผู้มีความรู้เกี่ยวกับตำรับยาแผนไทยที่มีความเชื่อถือได้และถูกต้องแม่นยำ นำความรู้เหล่านั้นมาจารึกเอาไว้บนหินประดับต่าง ๆ ตามผนังโบสถ์ เสา กำแพงวิหาร เจดีย์ ศาลาราย กำแพงวิหารคดรอบพระเจดีย์สี่องค์ รวมไปถึงศาลาต่าง ๆ ของวัดโพธิ์ที่ได้ทำการปฏิสังขรณ์เกี่ยวกับสมุฏฐานของโรคและวิธีบำบัดรักษาอาการนั้น ๆ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาบำเรอราชแพทย์พระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งเป็นแพทย์ประจำราชสำนัก ทำหน้าที่เป็นแม่กองจัดประชุมหมอหลวง ผู้ที่คอยบันทึกข้อมูลตำรายาแผนโบราณ สืบหาตำรายาที่ถูกต้องมาบันทึกข้อมูล ลักษณะอาการของโรคที่พบต่าง ๆ ไปจนถึงการแต่งตำรา โดยข้อมูลที่ได้จากผู้มีความรู้มีการเล่าว่าจะต้องให้สาบานว่า “ยาขนานนั้น ตนได้ใช้มาแล้วและไม่ปิดมีการปิดบังข้อมูล” จากนั้นพระยาบำเรอราชก็จะทำหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องอีกรอบหนึ่งเพื่อความถูกต้องแม่นยำเสียก่อนที่จะทำการจารึกข้อมูล

      นอกจากนี้พระองค์ยังทรงให้นำเอาสมุนไพรที่หาได้ยากมาปลูกเอาไว้เพื่อใช้ในยามจำเป็นหรือขาดแคลน มีการปั้นรูปฤๅษีดัดตนในท่าทางที่แตกต่างกันออกไปเพื่อให้ประชาชนได้เข้ามาศึกษา เป็นตัวช่วยรักษาตัวเองเบื้องต้นสำหรับผู้ที่มีอาการปวดเมื่อยและช่วยเป็นตัวบำบัดโรคได้เป็นอย่างดี โรงเรียนแห่งนี้จึงเปรียบเสมือนแหล่งเรียนรู้ที่ไม่ว่าใครก็สามารถมาเอาความรู้ไปปรับใช้กับตนเองและใช้ในการรักษาผู้อื่นได้โดยไม่หวงแหน และกลายเป็นมหา'ลัยเปิดแห่งแรกของไทย

      จารึกข้อมูลทางการแพทย์แผนไทยที่พระยาบำเรอราชทำการจารึกไว้ได้มีการจัดแบ่งออกเป็น 4 หมวดด้วยกัน คือ

      หมวดเวชศาสตร์ – จารึกข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโรคต่าง ๆ ตั้งแต่สมุฏฐานของโรคที่เกิดขึ้น มีการจารึกยาแผนไทยที่สามารถนำมาใช้แก้ไขโรคนั้น ๆ เอาไว้ ทั้งหมด 1,128 ขนาน

      หมวดหัตถศาสตร์ – เป็นหมวดที่เกี่ยวข้องกับการนวดแผนไทย มีการจารึกภาพโครงสร้างของร่างกายมนุษย์ จุดเส้นต่างๆ บนร่างกายทั้งหมด 14 ภาพ นอกจากนี้ยังมีข้อมูลเกี่ยวข้องกับการนวดเพื่อช่วยแก้อาการปวดเมื่อย แก้เคล็ดขัดยอก ไปจนถึงการนวดเพื่อรักษาหรือบรรเทาโรคอื่น ๆ อีกจำนวนกว่า 60 ภาพ

      หมวดเภสัชศาสตร์ - จารึกที่กล่าวถึงความรู้เรื่องสมุนไพรแต่ละชนิด โดยเน้นไปที่สรรพคุณที่ใช้ในการรักษาและบำรุงร่างกาย ไม่เฉพาะแค่ยาสมุนไพรไทยเท่านั้น แต่ยังมีสมุนไพรต่างประเทศรวมอยู่ด้วย ในรายละเอียดมีการแบ่งส่วนของสมุนไพรที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์และวิธีการนำไปใช้ มีทั้งหมดด้วยกัน 113 ชนิด

      หมวดอนามัย - หรือการจารึกเรื่องราวเกี่ยวกับ "ฤๅษีดัดตน" ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ในการบริหารส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ช่วยแก้อาการปวดเมื่อยและทำให้ผ่อนคลาย ทั้งแพทย์และชาวบ้านทั่วไปสามารถนำเอาความรู้เหล่านี้ไปใช้ในการรักษาผู้อื่นและบรรเทาอาการของตัวเองได้ ในจารึกมีท่าต่าง ๆ 80 ท่าพร้อมคำอธิบายเกี่ยวกับประโยชน์ของท่านั้น ๆ เอาไว้ด้วย

      สมัยรัชกาลที่ 4 (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)

      เมื่อเข้าสู่ยุคที่พระองค์ขึ้นครองราชย์ การแพทย์แผนตะวันตกเริ่มแพร่หลายมากขึ้นกว่าเดิม ความรู้ในการรักษาที่ทันสมัยไม่ว่าจะเป็นการทำคลอด (การสูติกรรมสมัยใหม่) หรือการใช้ยารักษาแบบแผนตะวันตกมาให้ประชาชนได้ลองใช้ ทว่าความเชื่อในยุคนั้นคนไทยยังคงเลือกใช้แนวทางการรักษาตามแบบแพทย์แผนไทยเป็นหลัก จึงทำให้การรักษาแบบตะวันตกไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร ซึ่งเกิดจากความเชื่อที่ฝังรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมและประเพณีของไทยที่สืบทอดมาช้านาน ทำให้ตำรามีการแบ่งออกเป็น "การแพทย์แผนโบราณหรือการแพทย์แผนเดิม" กับ "การแพทย์แผนปัจจุบัน" ทำให้มีการจัดตั้งฝ่ายวังหน้าเพิ่มขึ้นมา มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ ตั้งแต่ กรมหมอยา ข้าราชการในกรมหมอ กรมหมอนวด กรมหมอกุมาร กรมหมอยาตา และหมอฝรั่ง

      สมัยรัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2413 มีการประกาศใช้กฎหมายเกี่ยวกับสุขาภิบาลเป็นครั้งแรก พระราชบัญญัติฉบับนั้น ชื่อว่า “พระราชบัญญัติธรรมเนียมคลอง” เพื่อให้มีการรักษาความสะอาดของคลองให้ได้มาตรฐาน และคนสมัยนั้นเชื่อกันว่า การใช้น้ำสกปรก เป็นมูลเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ

      ในปี พ.ศ. 2429 พระองค์ได้เสด็จประพาสเมืองสิงคโปร์ได้ทอดพระเนตร เห็นการจัดตั้งโรงพยาบาล จึงมีพระราชดำริให้มีโรงพยาบาลขึ้นในกรุงเทพมหานคร เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ราษฎร โดยทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง เรียกว่า “คอมมิตตี จัดการโรงพยาบาล” เพื่อจัดสร้างโรงพยาบาลวังหลัง จังหวัดธนบุรี ด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ขณะดำเนินการก่อสร้างบังเอิญสมเด็จเจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ พระราชโอรสสิ้นพระชนม์

      จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระเมรุ ณ ท้องสนามหลวงเป็นพิเศษ โดยใช้ไม้ทนทาน เช่น ไม้สัก ทำเป็นเรือนต่าง ๆ โดยมีพระราชประสงค์ว่า เมื่อเสร็จงานพระเมรุแล้ว จะพระราชทานดัดแปลงเป็นอาคารสำหรับโรงพยาบาลและยังได้มอบเงินของสมเด็จเจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ อีกเป็นจำนวน 56,000 บาท และพระราชทานนามโรงพยาบาลว่า “โรงพยาบาลศิริราช” ซึ่งมีการรักษาทั้งแบบตะวันตกและแบบแผนไทย เมื่อโรงพยาบาลสร้างเสร็จจึงได้ตั้งกรมพยาบาลขึ้นแทน คณะกรรมการชุดเดิม เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2431 หน้าที่ของกรมพยาบาลนี้ นอกจากมีหน้าที่ควบคุมกิจการของศิริราชพยาบาลแล้ว ยังให้การศึกษาวิชาการแพทย์ควบคุมโรงพยาบาลอื่น และจัดการปลูกฝีแก่ประชาชน ฉะนั้น อาจถือได้ว่าปี พ.ศ. 2431 เป็นการเริ่มศักราชใหม่ ของการแพทย์และสาธารณสุขแผนปัจจุบันในประเทศ

      พ.ศ. 2432 เนื่องจากการขาดแคลนแพทย์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงเรียนแพทยากรขึ้นที่ศิริราชพยาบาล มีหลักสูตรการเรียนวิชาแพทย์แผนตะวันตก และแผนไทยร่วมด้วย โดยมีหลักสูตร 3 ปีและได้มีการพิมพ์ตำราแพทย์สำหรับใช้ในโรงเรียนเล่มแรก คือ แพทยศาสตร์-สงเคราะห์ขึ้น ในปี พ.ศ. 2438 เนื้อหามีทั้งการแพทย์แผนไทยและแผนตะวันตก

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #15
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เปลี่ยนทำไม? ถ้าใครงง ก็ต้องไปเพิ่มพูนสติปัญญา หาความรู้เอาเอง

      แพทย์แผนไทย ก็เป็นแพทย์นั่นแหละ ทำหน้าที่เหมือนแพทย์แผนปัจจุบันทุกประการในอดีต

      ในตอนที่ไม่มีแผนตะวันตกก็มีแผนไทยนี่แหละที่ช่วยให้ไม่ตาย

      แล้วมันก็แยกแยะในตัวอยู่แล้ว "แผนไทย" ออกจะชัดเจน ถ้าใครคิดว่า "แผนไทย" คือการผ่าตัด ฉายรังสี ควรเช็คประสาทตัวเองครับ

      ตอบกลับ

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เด็กดี TCAS

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป