Dek-D.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของ
ผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับ

รีวิว การเตรียมตัวสอบเข้าทันตแพทย์ ฉบับเด็กห้องคิง เตรียมอุดมฯ (อัปเดต 2563) [ยินดีให้แชร์]

วิว

                    สวัสดีครับ!!! น้อง ๆ ที่กำลังเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยกันอยู่ พี่ชื่อ ปอล (ทันตะ จุฬาฯ รุ่น 77) ปัจจุบันกำลังขึ้นชั้นปีที่ 6     คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาฯ จบจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษารุ่นที่ 75 สายวิทย์-บริหาร ม.6 อยู่ห้องคิง 126 จะมาเล่าประสบการณ์และวิธีเตรียมตัวสอบเข้าคณะทันตแพทย์ (รอบ กสพท.) ให้น้อง ๆ ฟังนะครับ ;3

 Q: เตรียมตัวตอนไหนดี?
                    ก่อนอื่นเลยก็ต้องบอกว่าพี่เริ่มเตรียมตัวเอนทรานซ์จริง ๆ ตอน ม.5 เทอม 2 ซึ่งเนื้อหาที่ใช้สอบทั้งหมดน้อง ๆ ควรจะต้องเก็บให้หมดภายใน ม.6 เทอม 1 เพราะเราจะเริ่มลุยสนามสอบตั้งแต่ช่วง ม.6 เทอม 2 เป็นต้นไป ซึ่งพี่คิดว่าถ้าจะให้ดีที่สุดน้อง ๆ ควรจะเริ่มเก็บคอร์สเอนท์กันตั้งแต่ช่วง ม.5 เทอม 1 โดยใช้ช่วงปิดเทอม ม.4 ขึ้น ม.5 เก็บเนื้อหา ม.5 ทั้งหมดและ ม.6 ครึ่งเทอมแรกให้จบ และพอเปิดเทอม ม.5 เทอม 1 น้อง ๆ ก็เริ่มเก็บคอร์สเอนท์กันเลย เพราะถ้าน้องเริ่มต้นเร็วกว่าก็จะมีโอกาสฝึกทำโจทย์มากกว่าทำให้น้องมีโอกาสทำติดมากขึ้นครับ ^ ^

  Q: แบ่งเวลาอ่านยังไง?
                        พี่เป็นคนที่ว่างก็อ่าน อ่านเกือบตลอดเวลา ถ้าไม่ติดงานของโรงเรียนหรือทำการบ้านเสร็จก็อ่าน จำได้ว่าช่วงนั้นนี่อ่านเกือบทั้งวันทั้งคืน พอเริ่มล้าก็จะพักฟุ๊บหรือนอนก็ได้ แต่ต้องตั้งนาฬิกาปลุกไว้ด้วยว่าจะงีบนานเท่าไหร่ ตื่นมาก็อ่านต่อ ตารางเวลามีมั้ยคำตอบคือ ไม่มีครับ  (อันนี้คือ ตอนเอนทรานซ์ ตอนมหาลัยยิ่งกว่านี้ one night mircle  ก็มีบ่อย)
 


Q: เรียนพิเศษที่ไหนดี?
                     ตอนที่เตรียมเอนทรานซ์พี่คิดว่าน้อง ๆ หลายคนอาจจะสงสัยว่าแล้วจะลงเรียนที่ไหนดี แต่ก่อนที่จะมาเข้าประเด็นนี้อ่านที่พี่จะบอกก่อนนะ เรียนในโรงเรียนเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรกที่ต้องทำ พี่ไม่ได้ทิ้งการเรียนที่โรงเรียนเลยนะ น้องหลายคนมุ่งแต่ลงเรียนพิเศษจนไม่สนใจโรงเรียน แล้วน้องจะพลาดอะไรสำคัญหลาย ๆ อย่างที่อาจจะหาไม่ได้ในกวดวิชา...โอเคนะ
                     ​อีกเรื่องนึงคือ พี่อยากให้เราปรับความเข้าใจเรื่องการเรียนพิเศษใหม่ การเรียนพิเศษคือ  การออกไปเติมในส่วนที่เราขาดหรือหาเทคนิคและวิธีคิดใหม่ ๆ ซึ่งเราอาจจะไม่รู้มาก่อนเลยก็ได้ แต่ติวเตอร์หรืออาจารย์ในสาขานั้น ๆ รู้ เพราะสอนมานานแล้ว สิ่งที่ได้จากการเรียนพิเศษคือ เราจะเกิดวิธีคิดหลายแบบ และขยายกรอบความคิดของเรา ให้รู้ ให้เห็นในมุมมองบางอย่างที่เราไม่เคยคิดว่ามันมีแบบนี้ด้วยเหรอ  (อารมณ์แบบ มันคิดแบบนี้ได้ด้วยเหรอวะ คิดเร็วมาก)  แต่อย่างไรก็ตาม เทคนิคที่ติวเตอร์สอนไม่ได้แปลว่าครูที่โรงเรียนจะไม่รู้นะ บางทีรู้ดีมากด้วย แค่ไม่บอก เพราะอยากให้เด็กเข้าใจที่มาที่ไป เนื่องจากบางครั้งเด็กทำวิธีลัดจนชิน และลืมว่าที่มาว่ามาจากไหน กลายเป็นทำได้นะ แต่ฐานหลวม -..- รวมทั้งสาเหตุที่อาจจะไม่ได้สอนเทคนิคลัดที่โรงเรียน ก็เพราะเวลามันไม่พอ เนื้อหาเท่าบ้าน ถูกบีบให้อยู่ในคาบเดียว คิดว่าจะสอนทันมะ ก็ไม่ป้ะ นั่นแหละทุกอย่างมีเหตุผลเสมอ แค่เราอาจจะไม่รู้เฉย ๆ
                     ​เรื่องสุดท้ายที่อยากฝากบอกคือ มารยาทในการเรียนและสัมมาคารวะเป็นสิ่งที่ทุกคนควรมี  จะเรียนพิเศษก็ได้ จะอ่านหนังสืออ่านชีทเรียนพิเศษก็ได้ แต่!!! ไม่ใช่ในคาบที่อาจารย์กำลังสอนอยู่ คิดง่าย ๆ นะ น้องเป็นครูเตรียมการสอนมาบางทีทั้งคืน พอมาสอนเด็กไม่สนใจนั่งอ่านชีทเรียนพิเศษ  เมื่อคืนเตรียมสอนนอนแค่ 4 ชั่วโมง น้องเป็นครูน้องจะรู้สึกยังไง  โอ๊ยดีมากเด็ก ๆ  ขอบคุณที่เรียนมาก่อน ครูจะได้ไม่ต้องสอนเยอะ เหรอ?  ไม่มีทาง ใจเขาใจเราเนาะ การให้เกียรติครูผู้สอนเป็นสิ่งสำคัญ เพราะฉะนั้นอยากเรียน อยากอ่าน ทำได้แต่ไม่ใช่ตอนที่ครูสอนอยู่โอเคนะ (แต่ถ้าแบบยกคลาสหรือครูสอนจบแล้วอนุญาตให้ว่าง เอออันนี้อ่านได้ ไม่มีใครว่า  จัดไปเต็มที่ :3) 
                   
                        ​เข้าเรื่องเลยละกันว่าแต่ละวิชาเรียนที่ไหนยังไง ส่วนตัวตามที่พี่ลองมาเยอะแล้วนะ ขอแนะนำแยกตามวิชาเลยละกัน 

                       ชีวะ - พี่ลงคอร์ส PAT 2 ของพี่วิเวียน OnDemand เพราะคนสอนสวยมาก (ไม่เชื่อไปหยิบ brochure มาดู 55555) ตอนนี้เปลี่ยนชื่อคอร์สเป็น TCAS ละมั้ง จากนั้นลงตะลุยโจทย์พวก Upskill ต่อ จะบอกว่าชีวะที่นี่โหดมาก เนื้อหาก็ครอบคลุม บางอันนี่เอาไว้ใช้ตอนเรียนมหาลัยต่อได้เลยอ่ะ ส่วนเรื่องการเตรียมสอบวิชานี้ วิชานี้เนื้อหาความจำเยอะซึ่งพอน้องเรียนเสร็จ พี่แนะนำให้น้องทวนแล้วก็ทำโจทย์บ่อย ๆ ไม่แม่นพาร์ทไหนก็กลับไปอ่านพาร์ทนั้นเพิ่มครับ  

                      เคมี - พี่ลงคอร์สเอนท์ อ.อุ๊ คือพี่ไม่ได้เรียนเนื้อหา ม.5 (ข้ามมา เรียนที่โรงเรียนเอา แล้วจะบอกว่าครูที่โรงเรียนเก่งมาก  ยอม อันนี้คือสุด ๆ เคมีอินทรีย์ พี่จำได้แม่น รู้ลึก รู้จริง) แต่ก็นะพอพี่จะไปเรียนกับ อ.อุ๊ พี่ก็ต้องปรับตัวกับการสอนอีกแบบ ก็เลยไปลงปรับพื้นฐานแล้วลงคอร์สเอนท์ต่อเลย จะบอกว่าคอร์สเอนท์นี่เรียนกันจนจุกอ่ะ โจทย์ทุกข้อที่อยู่ในเล่มพี่แนะนำให้น้องทำเพื่อประโยชน์ของเราเองนะ ถึงมันจะเยอะจนน้องจะขี้เกียจทำก็เถอะ (พี่เองก็ขี้เกียจ 55555) หลังจากเก็บคอร์สเอนท์เสร็จจะเก็บตะลุยโจทย์ต่อก็ได้ (แต่พี่ไม่ได้ลงอ่ะ)
​                     ปล. สมัยสอบม.4 ได้เรียง 79Au ตอนนั้นคิด โอ๊ย!!! สบายเรียงไปเลย 1s2 2s2 2p6 3s2 3p6 4s2 3d10 4p6 5s4d10 5p6 6s2 4f14 5d9  หรือย่อเป็น [Xe] 6s2 4f14 5d9  หรือ [Xe] 4f14 5d9 6s2สรุป ผิด!!! เพราะ 5d9 มันดึง 1 อิเล็กตรอนจาก 6s2 ก็จะกลายเป็นการบรรจุแบบเต็มซึ่งเสถียร สรุป 79Au ต้องเรียงเป็น [Xe] 6s1 4f14 5d10 หรือ [Xe] 4f14 5d10 6s1 หึหึ  เป็นไงสมน้ำหน้าท่องดีนัก เขางอกเลยทีนี้ (ไม่เชื่อไปลองเรียงของพวก Cu, Ag, Au, Pd, Cr, Mo ดูได้แล้วจะรู้ว่ามันไม่ได้มีแค่ 24Cr กับ 29Cu ที่จัดเรียงอิเล็กตรอนแปลก ๆ ยิ่ง 46Pd จะยิ่งช็อก เพราะจาก [Kr] 4d8 5s2 มันจะเป็น [Kr] 4d10 แทนเลย ไม่เชื่อใช่มะ ไปลองทำดู 55555)

                    ฟิสิกส์    - วิชานี้แนะนำให้เก็บดี ๆ เลยเพราะจำนวนข้อน้อยแต่คะแนนเยอะ พลาดข้อหนึ่งนี่คะแนนลดฮวบเลย พี่ลงคอร์สเอนท์ของพี่เซ้ง A Senk Center อ่ะ หลังจากนั้นก็มาลง Upskill ของ OnDemand

                    เลข - คอร์สเอ็นท์วิชานี้พี่ลงคอร์สทุนคิง 1-3 ของพี่ตุ้ย the tutor จะบอกว่าเป็นเลขที่สอนโหดที่สุดตั้งแต่เคยเรียนมา (อันนี้เป็นประสบการณ์ส่วนตัว พี่รู้ว่าเราแต่ละคนชอบไม่เหมือนกัน สไตล์น้องอาจจะไม่เหมือนพี่ก็ได้ ไม่ได้ผิด ขอแค่ให้หาที่เรียนแล้วรู้สึกว่าที่นี่เหมาะกับตัวเรามากที่สุดก็เอาที่นั่นแหละ) แต่คือตอนนั้นเด็กเตรียมฯ เรียนที่นี่เยอะมาก โจทย์ก็เยอะมากเช่นกัน ขยัน ๆ ทำกันนะน้อง ๆ ;3

                   อังกฤษ - พี่ลง Grammar ม. ปลายของ Enconcept + Vocab ม.ปลาย ต่อคอร์ส Admission ของ Enconcept เลย ปิดด้วยตะลุยโจทย์วิชาสามัญอ่ะ สิ่งที่พี่อยากแนะนำสำหรับวิชานี้ก็คือวิชานี้ใช้ความจำค่อนข้างเยอะ เพราะฉะนั้นน้องต้องเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่น ๆ จะไปทุ่มวิชาวิทย์หมดแล้วมาอัดเอาตอนท้าย ๆ ไม่ได้ อีกอย่างวิชานี้เปอร์เซ็นต์ถ่วงเยอะด้วย สู้ ๆ  อีกที่พี่เคยเรียนตอน ม.ต้น คือครูสมศรี สอนสนุกมาก เป็นครูอังกฤษในดวงใจอีกคนเลย    ยอมรับว่าถ้าไม่ได้ทั้งสองที่พี่ตายละอังกฤษ แต่ย้ำนะ แล้วแต่สไตล์เราว่าชอบแบบไหน  แต่ละที่มีดีต่างกัน ทุกที่มีจุดเด่นของตัวเอง เพราะฉะนั้นอย่าเปรียบเทียบกัน ของแบบนี้มันรู้ได้ด้วยตัวเอง    ส่วนที่พี่เปลี่ยนที่เรียนเพราะตอนนั้นมันต้องข้ามทางม้าลายพี่เลยขอเดินวนอยู่ในตึกเดียวเลยละกัน  ใครทันสมัยนั้นจะรู้ว่าตึกแยกกัน 55555
                    ไทย - พี่ลงคอร์สตะลุยโจทย์วิชาสามัญของพี่หมุย SociThai (เรียนเนื้อหาเรียนที่โรงเรียนเอา เห็นมั้ยว่าพี่ไม่ได้ทิ้งของที่โรงเรียนเลยนะ คุณครูเก่งมาก แล้วก็สอนดีมาก ตอนสอบไทยหลาย ๆ ข้อที่ทำได้ก็เพราะเรียนจากในโรงเรียนนี่แหละ)

                    สังคม - พี่ลงคอร์สตะลุยโจทย์วิชาสามัญของพี่หมุย SociThai แล้วก็ X-hacker กับ Exam-detox ของครูป๊อป ชั้น 10 วรรณสรณ์    (อีกอย่างนึงที่ทำให้พี่มีทุกวันนี้ได้ คือ ตำราเรียนของหมวดสังคมที่โรงเรียน สุด ๆ บอกเลย รวมแทบทุกอย่าง อาจารย์เก่งมาก ยอมใจ)

                    ความถนัดทางการแพทย์ - ความถนัดพี่ลงของ OnDemand จะบอกว่าทำความถนัดดี ๆ นะน้อง ถ่วงเยอะมาก 55555 มันมีทั้งหมด 3 พาร์ท เชาวน์ จริยธรรม และเชื่อมโยง พาร์ทที่ควรจะได้เต็มคือ เชื่อมโยง ส่วนอีกสองพาร์ทก็ฝึก ๆ เอา  แต่มีพาร์ทนึงคือ จริยธรรมพี่ไม่อยากให้หวังกับพาร์ทนี้มาก ข้อสอบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อคัดหมอ เพราะฉะนั้นต่อให้จะฝืนพยายามตอบให้ได้คะแนนดี ถ้ามันไม่ใช่ตัวน้องยังไงมันก็ไม่ใช่จริง ๆ เป็นพาร์ทที่ฝึกไปคะแนนก็ไม่ขึ้นมากหรอก เพราะน้องยังไม่เคยเจอคนไข้จริง ๆ ไม่เคยอยู่ในเหตุการณ์จริง ๆ แล้วข้อสอบไม่ได้ออกธรรมดาแบบหมอ-คนไข้นะ เขาออกเรื่องรอบตัวนี่แหละ แต่เป็นเรื่องรอบตัวที่อ่านละอยากจะร้องว่า No, it won't happen.  Dilemma เยอะมาก บางทีก็งง ๆ อ่านโจทย์เสร็จ ห๊ะ!!!   อะไรนะ กลับไปอ่านอีกรอบดิ๊...ตายละไม่รู้เรื่อง 55555 มันมีจริง ๆ ในพาร์ทนี้ แต่  โดยเฉลี่ยควรจะได้คะแนนรวมประมาณ 20.XX คะแนนสำหรับพี่นะ :3

Q: O-NET เตรียมตัวยังไง?

                    ในการสอบเข้าแล้วนอกจากจะต้องใช้ในส่วนของวิชาสามัญแล้วยังต้องใช้คะแนน O-NET ด้วย ซึ่งเนื้อหาของ O-NET ค่อนข้างกันง่ายกว่าวิชาสามัญเยอะสิ่งที่พี่ทำก็คือ หลังจากสอบวิชาสามัญเสร็จพี่ก็มาเก็บเนื้อหาพวกดาราศาสตร์ เพราะเป็นส่วนที่ไม่มีในวิชาสามัญแต่ว่ามีออกสอบใน O-NET แนะนำให้น้องทำข้อสอบเก่าเยอะ ๆ ส่วนนี้ไม่น่ากังวลเท่ามาก  น้องส่วนใหญ่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำกันทุกคน

น่ารักมะ แมวที่ร้านคาเฟ่แมว พี่ถ่ายมาเอง   555555

Q: เครียดมากทำไงดี?
                     พี่อยากบอกว่าไม่ใช่น้องคนเดียวที่เครียดครับ คนอื่นก็เครียด จะเอนทรานซ์แล้วยังชิล ๆ นี่ดิแปลก แต่ขึ้นอยู่กับน้องจะจัดการความเครียดยังไงมากกว่า ไม่ใช่เครียดแล้วยอมแพ้ ช่วงเอนทรานซ์มันเป็นแค่ช่วงสั้น ๆ เดี๋ยวมันก็ผ่านไปเองครับ เครียดไปก็ไม่ได้ทำให้คะแนนสอบเพิ่มขึ้น รีบอ่านหนังสือกันต่อดีกว่าครับน้อง ๆ :)
                     หมายเหตุ     แต่ละคนทนความเครียดได้ไม่เท่ากันนะ  สังเกตตัวเองดี ๆ ว่านี่คือเครียดปกติ หรือเครียดจนเริ่มกระทบชีวิตประจำวัน วิตกกังวลเกิน    เศร้า ร้องไห้ ไม่อยากทำอะไรเลย อันนี้โรควิตกกังวล หรือโรคซึมเศร้าอาจจะมาเคาะประตูเรียกละ ถ้าเป็นแบบนี้ จิตแพทย์ช่วยน้องได้นะ ถ้าจะต้องกินยาซึมเศร้าหรือยาคลายเครียดก็กินไปเถอะ ไม่แปลกและไม่ผิด ตราบใดที่มันมีประโยชน์กับเรา  แต่บอกหมอว่าขอตัวที่ไม่ง่วงมากนะจะอ่านหนังสือ 5555  และไม่ใช่จิตแพทย์ทุกคนจะเข้ากับ lifestyle เรา    แต่วิธีเลือกคือ เลือกหมอรักษาเราแล้วเข้ากับ lifestyle เรามากที่สุด เช่น หนูต้องอ่านหนังสือกลางคืนแต่หมอจ่ายยาให้หลับ ๆ ไป จะได้ไม่ต้องคิดมาก หรือหนูอยากจะเล่าที่มาที่ไปมากว่าเกิดอะไรขึ้น  เช่น  หนูจะเข้าคณะนึงแต่โดนบังคับเข้าให้อีกคณะ ถ้าหมอจ่ายยาอย่างเดียว อารมณ์แบบยาหมดเจอกันใหม่นะ อ่าว?    คือน้องอยากเล่า ๆ แต่หมอไม่ฟัง 55555 อันนี้ก็ไม่ใช่นึกออกมะ   :3 นั่นแหละ

Q: ตอนท้อทำยังไงดี?
                        พี่คิดว่าทุกคนน่าจะมีช่วงที่รู้สึกท้อและเหนื่อย แต่ถ้าเราลองมองกลับไปดูว่าตอนนี้เรามาไกลแค่ไหนแล้ว ตลอดเวลาเรียนในโรงเรียนตั้งแต่ ป.1 ถึง ม.6 รวม 12 ปี อยู่ ๆ จะยอมแพ้ดื้อ ๆ ได้ไง เหนื่อยมาตั้งหลายปีเหนื่อยอีกนิดก็จะถึงเส้นชัยแล้ว พ่อแม่ยอมเหนื่อยเพื่อเราได้ ทำไมแค่นี้เราจะยอมเหนื่อยบ้างไม่ได้ จริงมั้ยครับ 

สิ่งที่อยากเสริม
                    1. พี่อยากให้น้อง ๆ ทุกคนฝึกอ่านหนังสือในที่ที่มีเสียงดังได้ เพราะว่าไม่ใช่ทุกที่ที่จะเงียบและอีกอย่างหนึ่งคือวันสอบเราไม่มีทางรู้ได้ว่าห้องสอบที่เราได้จะมีเสียงรบกวนหรือเปล่า นอกจากนี้การที่เราฝึกอ่านในที่ที่มีเสียงดังได้จะช่วยเพิ่มเวลาในการอ่านได้เยอะมาก
                    2. อ่านเกณฑ์การรับสมัครในแต่ละปีดี ๆ เพราะเปลี่ยนแปลงได้ตลอด
                    3. วันสอบเตรียมเสื้อกันหนาวไปด้วย และไปดูห้องสอบก่อนวันจริง โดยเฉพาะถ้าห้องสอบที่ได้ไม่ใช่โรงเรียนที่น้องเรียนอยู่ยิ่งควรไปดู และดูตำแหน่งห้องน้ำไว้ด้วยนะ
                    4. เตรียมดินสอ 2B ดี ๆ และยางลบที่เวลาลบแล้วไม่กินเนื้อกระดาษไม่ใช่ว่ากำลังลบอยู่แล้วกระดาษขาดกลางห้องสอบขึ้นมาจะซวยเอา (ส่วนตัวพี่ใช้ Pentel สีเขียว)
                    5. เวลาเข้าไปในห้องสอบอ่านคำสั่งดี ๆ เพราะในแต่ละปีอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งได้ รวมทั้งฝนรหัสประจำตัวให้ถูกและเขียนชื่อก่อนเสมออย่าทำข้อสอบเสร็จแล้วมาเขียนทีหลัง เพราะอาจจะไม่ทัน
                    6. เมื่อหมดเวลาทำข้อสอบให้วางปากกาและดินสอทันทีอย่าทำต่อ
                    7. เช็คบัตรเข้าห้องสอบดี ๆ อย่าให้มีอะไรติดเข้าไปกับบัตรเข้าห้องสอบ เดี๋ยวโดนหาว่าทุจริต
                    8. ขีด / หน้าข้อที่ไม่ได้ฝน กันรันพลาด เดี๋ยวฝนแล้วเลื่อนทุกข้อ ระวังดี ๆ นะเหอะ ๆ หลังจากทำเสร็จค่อยลบออกทีหลัง
                    9. ก่อนสอบจริงให้ลองทำข้อสอบเก่าแล้วจับเวลาเท่าเวลาจริงในการสอบ
                    10. อย่าคิดจะทิ้งเนื้อหาเพราะคิดว่าใครจะไปจำได้ พี่จะบอกว่าเยอะแยะคนที่เขาจำได้อ่ะ ถ้าเราจำไม่ได้คนอื่นก็นำหน้าไปแล้ว เฉือนกันเป็นจุดทศนิยมก็มีนะ

 Q: ชีวิตมหาลัยเป็นไงบ้าง?
                    ชีวิตดีมากเลยน้อง ปี 1 นี่น่าจะสนุกสุดละมั้ง    เวลาว่างมีเยอะมากกว่าตอน ม.ปลาย มาก ส่วนเรื่องเนื้อหาที่เรียนก็ถามจากพี่รหัสหรือรุ่นพี่ในคณะได้ แต่สิ่งที่ต้องมีมากขึ้นก็คือความรับผิดชอบ เพราะมหาลัยเขาไม่ค่อยเช็คชื่อกันแล้ว   น้องจะเข้าหรือไม่เข้าเรียนบางทีเขาก็ไม่ตาม แต่น้องต้องรู้จักบังคับตัวเอง  จะขี้เกียจก็เอาแค่พอประมาณเนอะ  

ปล. ปีอื่นไม่ขอบอกละกันว่าเป็นยังไง แต่ขอแสดงด้วยรูป 555555


                   
                        สุดท้ายนี้พี่ก็ขอให้น้อง ๆ สอบเข้าได้ตามที่หวัง นึกถึงพ่อแม่เยอะ ๆ ทำให้เต็มที่จะได้ไม่เสียใจ โชคดีครับน้อง ๆ ทุกคน  ^ ^ 
 

ให้หัวใจกระทู้นี้ ~

แสดงความคิดเห็น

10 ความคิดเห็น

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เด็กดี TCAS

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป