พื้นฐานการเขียนบรรยายฉากให้เห็นภาพ [ยินดีให้แชร์]

วิว
ช่วงนี้คุณพีทตั้งโจทย์ให้ตัวเองเขียนบทความเป็นประจำทุกสัปดาห์ครับ วันนี้เป็นเรื่องของเทคนิคการเขียนนิยายพอดี เห็นว่าบอร์ดเรามีมือใหม่หลายคน และเคยเห็นกระทู้ถามเรื่องเทคนิคการบรรยายเยอะเหมือนกัน ก็เลยเอามาฝากตรงนี้ด้วยอีกที่ครับ

ประเด็นวันนี้จะเจาะเฉพาะเรื่องการบรรยายฉากให้เห็นภาพนะครับ การบรรยายอย่างอื่นยังไม่ได้พูดถึง

บทความค่อนข้างยาว ตอนแรกก๊อปปี้มาลงแล้วเกินขนาดที่กระทู้รับไหว เช็คไปเช็คมา ปรากฏว่าเพราะมีโค้ดติดมาด้วยเยอะแยะ จำนวนตัวอักษรเลยเกิน หลังจากเล่นแร่แปรธาตุอยู่หลายสิบนาที ก็กำจัดโค้ดส่วนเกินเหล่านั้นได้สำเร็จ สามารถลงเต็มบทความในกระทู้นี้ได้ครับ

 
 
พื้นฐานการเขียนบรรยายฉากให้เห็นภาพ
 
เราเขียนเพื่อสื่อสารกับคนอ่าน เราอยากเล่าเรื่องราวให้เขาฟัง อยากให้เขาสนุกไปกับเรื่องราวที่เราเล่า ด่านแรกสุดเลยคือต้องเขียนให้เขาอ่านเข้าใจ และมองเห็นภาพสิ่งต่างๆ ตามเราได้
 
            สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือฉากสถานที่ในเรื่องครับ เพราะตัวละครไม่สามารถลอยเท้งเต่งอยู่ในอวกาศ เมื่อคนอ่านเห็นภาพฉากสถานที่ตามเรา ก็จะทำให้ตัวละครเหมือนมีตัวตนอยู่ในโลกของเขาจริงๆ และถ้ายิ่งเขียนได้ดี คนอ่านก็เหมือนกับเข้าไปร่วมดูอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย
 
            แล้วเราจะเขียนบรรยายฉากยังไงดีเพื่อให้เขาเห็นภาพ เทคนิควิธีมีหลายแบบมากมาย วันนี้เรามาคุยกันเรื่องพื้นฐานก่อนครับ ถ้าจับสามเรื่องนี้ได้แม่น รับรองเห็นภาพแน่นอนครับ
 
            พื้นฐานเบื้องต้นที่สุดของการเขียนบรรยายให้เห็นภาพคือ
 
            1. สร้างภาพให้ชัดก่อนลงมือเขียน
 
            2. เลือกมุมกล้อง
 
            3. ใส่ใจรายละเอียด
 

สร้างภาพให้ชัดก่อนลงมือเขียน
 
            บางคนคิดไปเขียนไป ถามว่าคนเขียนสนุกมั้ย ท่าทางน่าจะสนุก เพราะมันอิสระดี แต่คนอ่านจะสนุกกับเราด้วยมั้ย อันนี้ไม่แน่ครับ เพราะถ้าเราเขียนกระโดดจากตรงนู้นไปตรงนี้ไปตรงนั้นเหมือนกระต่ายหลงทาง คนอ่านคงปวดหัวก่อนที่จะรู้เรื่องว่าเรากำลังเล่าอะไรกันแน่
 
            นึกเทียบกับการถ่ายหนัง ถ้าเราจะถ่ายฉากที่เหตุการณ์เกิดขึ้นในห้อง เราก็ต้องจัดสถานที่ในห้องให้เรียบร้อยก่อนถ่ายใช่มั้ยครับ จะวางโต๊ะเก้าอี้ไว้ตรงไหน ประตูหน้าต่างจะเปิดไว้หรือจะปิด จะวางของอะไรไว้บนโต๊ะบ้าง บนพื้นจะปูพรมรึเปล่า แล้วควรจะมีผ้าม่านมั้ย มองออกไปจะเห็นอะไรดี
 
            ถ้าเราไม่จัดห้องไว้ก่อน ถือกล้องถ่ายไป แล้วเราก็ค่อยหยิบนั่นเติมนี่ใส่เข้าไปเรื่อยๆ มันจะเป็นยังไงครับ ลองดูตัวอย่างเบาๆ
 
            พระเอกเดินเหงาหงอยตรงเข้าไปนั่งโต๊ะทำงานที่ว่างเปล่า แสงแดดส่องเข้ามาทำให้เขาเห็นจดหมายหล่นอยู่บนพื้น พระเอกลุกขึ้นไปหยิบจดหมาย ซองปิดผนึกไว้แต่ไม่จ่าหน้า พระเอกแปลกใจ กลับมาที่โต๊ะ กดโทรศัพท์หาเลขา (โทรศัพท์มาจากไหน!) เลขาเข้ามาในห้อง บ่นว่าเจ้านายนั่งทำอะไรมืดๆ คนเดียว เดินไปเปิดม่านหน้าต่างทุกบาน (ตะกี๊แสงแดดมาจากไหน!)
 
            อาการแบบนี้เรียกว่าหลุด คือรายละเอียดในฉากเปลี่ยนไปเรื่อยๆ นึกอะไรได้ก็โผล่   บางทีเขียนๆ ไปอาจจะกลายเป็นคนละห้องกับตอนเปิดฉากเลยก็ได้
 
            การที่เราไม่ได้จัดห้องเอาไว้ก่อน นอกจากจะทำให้ห้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แล้ว ยังทำให้คนอ่านนึกภาพตามได้ยากด้วยครับ เพราะเมื่อเราคิดไปเขียนไป คิดได้แค่ไหนก็เขียนลงไปแค่นั้น อาจจะยังไม่มีรายละเอียดเพียงพอให้คนอ่านเห็นภาพได้ เราก็ไปคิดตรงอื่นต่อแล้ว คนอ่านก็เลยมีแต่ภาพเลือนๆ มัวๆ แล้วต้องวิ่งตามเราไปมุมอื่นต่อ
 
            ดังนั้นการสร้างภาพให้ชัดก่อนเขียนจึงสำคัญมากครับ ทีนี้เราจะสร้างยังไงก็ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละคนนะครับ บางคนถนัดสร้างภาพไว้ในหัว หลับตาจินตนาการ นึกๆๆ จนเห็นภาพฉากทั้งห้อง แล้วลงมือเขียนได้เลย แต่บางคนนึกได้เป็นส่วนๆ พอเอามารวมกันทั้งห้องแล้วมันงง จับต้นชนปลายไม่ถูก แบบนี้ก็มีตัวช่วยครับ
 
            ตัวช่วยที่ว่าก็คือ พอนึกภาพในใจแล้ว (ยังไม่ต้องครบทั้งห้อง) ก็จดเอาไว้ก่อนครับ คิดตรงไหนได้จดตรงนั้นไว้ ไม่ต้องสนใจลำดับ แบบเดียวกับตัวอย่างการจัดฉากถ่ายหนังที่ผมเล่าไว้ข้างบน “จะวางโต๊ะเก้าอี้ไว้ตรงไหน ประตูหน้าต่างจะเปิดไว้หรือจะปิด จะวางของอะไรไว้บนโต๊ะบ้าง บนพื้นจะปูพรมรึเปล่า แล้วควรจะมีผ้าม่านมั้ย มองออกไปจะเห็นอะไรดี”
 
            จดไว้เป็นข้อความก็ได้ครับ เวลาคุณพีทคิดฉากสำคัญๆ ที่ใช้บ่อยแน่ๆ เช่นบ้านพระเอก จดได้เป็นหลายๆ หน้าเลยครับ เวลาเขียนถึงตรงไหนก็กลับมาเปิดดูได้ทันที หรือถ้าใครชอบวาดภาพ ก็ได้เลยครับ วาดเป็นแผนผังก็ได้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน ลากเส้นโยงคำอธิบายให้สนุกไปเลย หรือถ้าใครวาดเก่ง จะวาดเป็นเหมือนรูปถ่ายของห้องเลยก็ยิ่งเก๋ครับ
 
            เอาล่ะ จัดฉากเสร็จเรียบร้อย ขั้นต่อไปก็ลงมือเขียน
 

เลือกมุมกล้อง
 
            สังเกตมั้ยครับว่าตอนจัดฉาก เราจะคิดอะไรก่อนอะไรหลังก็ได้ ขอให้คิดออกมาแล้วรวมกันเป็นห้องก็พอ ยกตัวอย่างมาให้ดูอีกรอบ “จะวางโต๊ะเก้าอี้ไว้ตรงไหน ประตูหน้าต่างจะเปิดไว้หรือจะปิด จะวางของอะไรไว้บนโต๊ะบ้าง บนพื้นจะปูพรมรึเปล่า แล้วควรจะมีผ้าม่านมั้ย มองออกไปจะเห็นอะไรดี”
 
            ตอนสร้างเราจดไว้แบบนี้ แต่ถ้าตอนลงมือเขียน เราเล่าให้คนอ่านฟังแบบนี้ คนอ่านก็คงมึนไม่ใช่น้อยครับ โผล่เข้ามาในห้อง เจอโต๊ะเก้าอี้ แล้วกระโดดไปประตูหน้าต่าง แล้วกลับมาโต๊ะ แล้วไปพื้น แล้วกลับไปหน้าต่างอีก เมาครับ
 
            เวลาจะลงมือเขียน เราต้องสมมุติว่าเรามีกล้องถ่ายหนังวางอยู่บนบ่า (ดูมืออาชีพมาก) เพราะเราไม่สามารถบรรยายทุกสิ่งทุกอย่างในห้องได้พร้อมกันในรวดเดียว (คนอ่านสามารถอ่านได้แค่ทีละประโยค เราก็สามารถเล่าได้แค่ทีละอย่าง) เราก็เลยต้องใช้กล้องให้เป็นประโยชน์ ค่อยๆ พาคนอ่านไปดูสิ่งต่างๆ ในห้องตามลำดับครับ
 
            เทคนิคสำคัญมากเลยในขั้นนี้คือ กล้องเราซูมได้ครับ อาจจะซูมออกมาเป็นภาพมุมกว้าง เห็นรวมๆ ทั้งห้อง หรือจะซูมใกล้เข้าไปเป็นภาพมุมแคบ เจาะมองเฉพาะที่ใดที่หนึ่งในห้อง
 
            ภาพมุมกว้างคือการบรรยายรวมๆ ไม่เจาะรายละเอียด มักจะพูดถึง ขนาดของสถานที่ ความมืดความสว่าง ความโปร่งความแน่น เวลามองไปเห็นอะไรสะดุดตาเป็นอันดับแรกๆ ส่วนภาพมุมแคบคือการบรรยายเจาะไปที่จุดใดจุดหนึ่ง เช่น พูดถึงประตูหน้าต่าง โต๊ะเก้าอี้ พื้น ผนัง เพดาน และข้าวของในห้อง
 
            เมื่อเรามีกล้องถ่ายหนังอยู่บนบ่าพร้อมแล้ว มีปุ่มซูมเข้าซูมออกอยู่ในมือพร้อมแล้ว ก็เริ่มเลือกมุมกล้องได้เลยครับ ว่าจะเล่าจากตรงไหนไปหาตรงไหน การเลือกมุมกล้องก็มีหลายวิธี ที่นิยมมากมีอยู่สองแบบคือ
 
            1. เริ่มจากไกลแล้วเข้าไปใกล้ คือเปิดฉากด้วยภาพมุมกว้างก่อน เพื่อให้คนอ่านเห็นภาพรวมๆ ของสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นห้อง เป็นบ้าน เป็นสวน ฯลฯ พอเห็นภาพรวมๆ แล้ว ก็ค่อยๆ ไล่เจาะไปทีละจุด เรียงตามลำดับที่เราต้องการ
 
            2. สมมุติว่ากล้องอยู่บนบ่าตัวละครหลักในฉากนั้น แล้วค่อยๆ หันกล้องไปตามสายตาตัวละครหลัก คือเขาเห็นอะไร เราก็เห็นด้วย แบบนี้ตัวละครอาจจะไม่ได้เห็นภาพมุมกว้างก่อน แต่เห็นอะไรที่มันเตะตาก่อนก็ได้ครับ เช่น เปิดประตูห้องเข้าไป เจอโต๊ะล้มตะแคงอยู่กลางห้องก่อนเลย ตรงอื่นยังไม่ทันสังเกต
 
            ทั้งสองแบบนี้ใช้ร่วมกันได้ครับ เราอาจจะเปิดฉากด้วยภาพมุมกว้างให้คนอ่านรู้บรรยากาศรวมๆ แล้วหลังจากนั้นค่อยเอากล้องมาวางบนบ่าตัวละคร ค่อยๆ มองเจาะไปแต่ละที่ตามลำดับความสนใจของตัวละครครับ
 
            เมื่อเราเลือกมุมกล้องและลำดับการหันกล้องกับการซูมเข้าซูมออกแล้ว ก็ลงมือเขียนตามกล้องเลยครับ
 

ใส่ใจรายละเอียด
 
            รายละเอียดในภาพจะเป็นสิ่งที่ทำให้คนอ่านรู้สึกว่ามัน “จริง” ครับ ถ้ารายละเอียดเราแม่น คนอ่านจะรู้สึกว่าสถานที่นั้นน่าจะมีอยู่จริง เราเขียนตามที่เราไปเห็นมาจริงๆ จะยิ่งทำให้คนอ่าน “อิน” กับเรื่องของเรามากขึ้นครับ
 
            การใส่ใจรายละเอียดไม่ได้แปลว่าบรรยายเครื่องเรือนทุกชิ้นอย่างละเอียดนะครับ อันนั้นเป็นใบปลิวโฆษณาสินค้าแล้วครับ ไม่ใช่นิยาย แต่การใส่ใจรายละเอียดคือการ “เลือก” รายละเอียดที่สำคัญต่อบรรยากาศของฉากนั้น สำคัญต่อเรื่องราวเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น แล้วสอดแทรกเข้าไปเฉพาะที่เห็นว่าจำเป็นหรือมีประโยชน์
 
            รายละเอียดอย่างที่ว่านั้น ใช้พื้นที่แค่คำเดียว สองคำ หรือประโยคเดียว แต่ทำให้เกิดภาพที่ชัดเจนขึ้นมาในใจคนอ่านโดยไม่รู้ตัวครับ ตัวอย่างเช่น ในแจกันมีดอกไม้ คนอ่านก็เข้าใจว่ามีดอกไม้ นึกภาพดอกไม้ตามล่ะ แต่ถ้าระบุลงไปว่า ในแจกันมีดอกกุหลาบ รายละเอียดตรงนี้ก็จะเติมบรรยากาศของฉากนี้ให้ชัดเจนขึ้น (ทำไมเลือกดอกกุหลาบ มีนัยอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า?) หรือยิ่งถ้าระบุชัดขึ้นอีกว่า ในแจกันมีดอกกุหลาบสีแดง เพิ่มขึ้นมาแค่สองคำ คนอ่านอาจจะไม่ได้ “สังเกต” ด้วยซ้ำ แต่ภาพนี้มันจะไปเสริมบรรยากาศให้แจ่มชัดมากขึ้นครับ (ดอกกุหลาบสีแดงเกี่ยวพันกับความรัก ยิ่งถ้าระบุว่ามีสองดอก จำนวนสองดอกจะมีนัยอะไรเจาะจงหรือเปล่า?)
 
            รายละเอียดแบบนี้ ถ้าเลือกให้ดี ใส่ให้พอเหมาะ จะทำให้ฉากของเราโดดเด้งขึ้นมาเลยครับ ไม่เห็นคนอ่านจะเห็นภาพตามได้เท่านั้น แต่ยังอาจทำให้เขารู้สึกว่ามันเป็นสถานที่ที่มีอยู่จริง ที่ตัวละครของเราโลดแล่นอยู่ครับ
 

กลเม็ดเคล็ดไม่ลับ
 
            นอกจากหลักพื้นฐานสามข้อข้างบน ก็ยังมีกลเม็ดเล็กๆ น้อยๆ ที่ช่วยให้งานเขียนของเราแนบเนียนน่าอ่านขึ้นด้วยครับ
 
            1. อย่าเทฉากพรวดๆ มาเป็นหน้าๆ คนอ่านสมัยนี้ไม่ชอบอ่านบรรยายฉากยาวๆ ครับ ถ้าเป็นหลายสิบปีก่อนอาจจะเป็นที่นิยม สมัยนี้คนอ่านชอบอะไรไวๆ ด่วนๆ ถ้าย่อหน้าไหนเป็นบรรยายฉากอย่างเดียว พยายามอย่าให้ยาว และพยายามอย่าให้มีติดกันหลายย่อหน้า
 
            2. บรรยายฉากสลับกับการกระทำของตัวละครหรือเหตุการณ์ในเรื่อง เหตุการณ์หรือการกระทำจะเป็นตัวดึงความสนใจคนอ่านไม่ให้เบื่อ ถ้ามีแต่ฉากอย่างเดียวติดกันยาวๆ อาจจะเบื่อได้ครับ
 
            3. หรือบรรยายฉาก “แทรก” ไปในการกระทำหรือเหตุการณ์ในเรื่อง อันนี้ขั้นเด็ดเลย คือไม่ต้องเขียนย่อหน้าต่างหากสำหรับบรรยายฉาก แต่การบรรยายฉากนั้นแทรกอยู่ในการกระทำของตัวละคร เมื่อเขาเดินเข้าไปหยิบของจากโต๊ะ เขาก็ต้องเห็นโต๊ะและสิ่งต่างๆ บนโต๊ะ (ไม่งั้นหยิบไม่ได้นะ) เขียนแทรกเข้าไปตรงนี้เลยครับ

            ลองดูนะครับ หลักการพื้นฐานสามข้อข้างบนนี่ขอยืนยันเลยว่า ถ้าทำได้จะช่วยให้บรรยายฉากสถานที่ได้เห็นภาพมากขึ้นแน่นอนครับ ขอให้สนุกกับการเขียนครับ

 
 

(ตรงนี้เป็นพื้นที่โฆษณาแฝง)
 
ถ้ารู้สึกว่ามีประโยชน์หรือสนใจอ่านบทความเรื่องอื่น ขอเชิญชวนติดตามได้ที่นี่ครับ
 
 
 
ให้หัวใจกระทู้นี้ ~

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยเจ้าของกระทู้

  • ถูกลบเนื่องจาก:
    IP
    #5
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
    เข้ามาชูป้ายไฟเชียร์ :)


    ตามที่คุณพีทคุงว่าเลยค่ะ แค่ขอเสริมเล็กน้อยว่า การบรรยายฉาก คุณพีทใช้คำว่ามุมกล้อง สำหรับหนิงขอพูดในแง่ POV แล้วกันค่ะว่า บางครั้งตัวละครที่เป็นเจ้าของสายตา (เจ้าของมุมกล้อง) ทำหน้าที่กล่าวถึงฉากนั้นๆ ขึ้นอยู่กับบุคลิกของตัวละครด้วยเหมือนกันนะ


    คือถ้าเจ้าของสายตาเป็นโฮลมส์ ฉากคงจะมาแบบจัดเต็มพร้อมทั้งความคิดและการวิเคราะห์ที่มีต่อฉากซึ่งอาจทำให้คนอ่านเจอการบรรยายหนึ่งหน้ากระดาษเมื่อกล่าวถึงแค่ห้องเดียว (แต่ถ้าตัวละครใครเป็นแบบนี้จริง เวลาเขียนก็อย่ามาเป็นพรืดล่ะ ขอให้ไปดูวิธีการที่คุณพีทคุงแนะไว้แล้วข้างบนว่าจะใช้ลูกเล่นอะไร)


    แต่ถ้าเจ้าของสายตาเป็นจำพวกไม่สนใจโลกนอกจากตัวเอง ฉากอาจปรากฏอยู่แต่สองประโยค เห็นเก้าอี้ที่กำลังจะไปนั่งแต่ไม่รู้ว่ามีโซฟาอยู่ใกล้ๆ จนกว่าตัวละครตัวนี้จะหันไปเจอเข้า คนอ่านถึงได้รู้ว่ามีโซฟากับเขาอยู่


    เพราะงั้น การบรรยายฉาก นอกจากจะดูว่าควรให้ภาพแก่คนอ่านแบบไหนแล้ว ก็อย่าลืมดูบุคลิกของเจ้าของสายตาด้วยล่ะ เพราะสิ่งที่ตัวละครเห็นหรือสังเกต บ่งบอกถึงลักษณะนิสัยของเจ้าของสายตาได้ด้วย


    (แต่ถ้าเป็นสายตาพระเจ้าก็ไม่ต้องสนใจเรื่องนี้ก็ได้ ใส่ใจเฉพาะวิธีการบรรยายของคุณพีทคุงก็พอค่ะ)


    ก็คล้ายๆ อยู่ในหัวข้อเรื่องใส่ใจรายละเอียดแหละ แต่ไม่ใช่ในแง่ของการเขียนเล่าว่าฉากเป็นยังไงเท่านั้น แต่ยังมีแง่อื่นที่ต้องคำนึงด้วย


    ส่วนเสริมนี้ไม่ค่อยมีคนเขียนนึกถึงเท่าไรเพราะมันละเอียดเกินไป แต่ถ้าใครทำได้ ใส่ใจกับรายละเอียดได้ดี มันจะทำให้ชิ้นงานละเมียดละไมขึ้นกว่าเดิมนะ


    (เคยเห็นงานที่ตอนเด็กอ่านได้รับสารอย่างหนึ่ง ตอนโตอ่านก็ได้รับสารอีกอย่างหนึ่งไหม ชิ้นงานพวกนั้นผ่านกระบวนการคิดระดับรายละเอียดขั้นสุดยอด จึงเป็นผลว่าทำไมเราอ่านเรื่องนี้ทุกครั้งก็มีจุดใหม่ๆให้เห็นเสมอค่ะ)
    ตอบกลับ

21 ความคิดเห็น

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป