/>

#RightToCleanAir แค่เรื่องของลมหายใจ [ยินดีให้แชร์]

วิว
#RightToCleanAir #มลพิษทางอากาศ #pm2 #toxic #ฝุ่น #มลพิษ #อากาศดี #ขออากาศดีคืนมา #right #to #clean #air
เขียน โดย รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์

มลพิษทางอากาศ คือปัญหาใหญ่ที่เรามองไม่เห็น ถึงเวลาหรือยังที่เราจะเรียกร้องสิทธิในการเข้าถึงอากาศดีกลับคืนมา

ไม่ว่าจะเป็นหมอกควันพิษจากการเผาในที่โล่ง การคมนาคม โรงงานอุตสาหกรรม และและการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลโดยเฉพาะถ่านหิน สิ่งเหล่านี้คือต้นเหตุของฝุ่นพิษขนาดเล็กไม่เกิน2.5 ไมครอน หรือ PM2.5 ที่กำลังคุกคามสุขภาพของคนไทย เราไม่จำเป็นต้องตกอยู่ในภาวะเสี่ยงทางสุขภาพและสูดอากาศที่เป็นพิษ หากภาครัฐกำหนดนโยบายที่เข้มแข็งมีประสิทธิภาพเพื่อปกป้องชีวิตผู้คนจากมลพิษทางอากาศ และนี่คือเหตุผลที่เราขออากาศดีคืนมาให้กับลมหายใจของเรา

เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2559 กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้เปิดเผยข้อมูลการจัดอันดับเมืองที่มีมลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ในประเทศไทย และกล่าวถึงผลกระทบทางสุขภาพของฝุ่นพิษ PM2.5 นี้ พร้อมกับเรียกร้องกรมควบคุมมลพิษให้นำเอาดัชนีคุณภาพอากาศ PM 2.5 มาใช้ เพื่อความแม่นยำในการที่จะระบุถึงผลกระทบต่อสุขภาพ  จากการศึกษาโดย Institute for Health and Evaluation มหาวิทยาลัยวอชิงตัน พบว่ามลพิษทางอากาศเป็นปัจจัยร่วมที่เป็นสาเหตุของโรคต่างๆ เนื่องจากมีส่วนประกอบของสารเคมีหลายชนิด ทั้งที่เป็นสารระคายเคืองไปจนถึงสารก่อมะเร็ง จึงเป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรค ได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหลอดเลือดในสมอง โรคหัวใจขาดเลือด โรคมะเร็งปอด และโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจส่วนล่าง ก่อให้เกิดการตายก่อนวัยอันควรในประเทศไทย ประมาณ 50,000 คนต่อปี 

เมืองใดของประเทศไทยมีปัญหามลพิษฝุ่นละออง PM2.5สูงสุด?

ไม่ใช่เรื่องน่ายินดีแน่นอนหากเมืองที่เราอยู่ถือว่ามีอันดับมลพิษอยู่สูง โดยจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ 12 สถานี ใน 10 จังหวัดทั่วประเทศของกรมควบคุมมลพิษระบุข้อมูลไว้ว่า ในปี 2559 (เดือนมกราคม-กรกฎาคม) ลำดับเมืองที่มีปัญหามลพิษฝุ่นละออง PM2.5สูงสุด 5 อันดับคือ เชียงใหม่ ขอนแก่น ลำปาง กรุงเทพฯ และราชบุรี “จากค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน(PM2.5) ในแต่ละพื้นที่ มีถึง 10 พื้นที่ที่เกินค่ามาตรฐานในบรรยากาศทั่วไปในเวลา 1 ปี ซึ่งกำหนดไว้ที่ 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศ์กเมตร ของมาตรฐานของประเทศไทย แต่ทุกลำดับล้วนสูงกว่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก นี่คือวิกฤตมลพิษทางอากาศที่ประเทศไทยกำลังเผชิญและเกิดขึ้นซ้ำรอยทุกปี โดยค่าเฉลี่ยสูงขึ้นจะเด่นชัดในช่วงต้นปี ลดลงกลางปีและสูงขึ้นปลายปี” ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว

อ่านข้อมูลฝุ่นละออง PM 2.5 ในพื้นที่ 10 จังหวัด ฉบับเต็มได้ที่นี่

ฝุ่นพิษ PM2.5 คืออะไร มาจากไหน และร้ายกาจอย่างไร

ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) มาจากภาคการขนส่ง การผลิตไฟฟ้า อุตสาหกรรมการผลิต ที่อยู่อาศัย ธุรกิจการค้า และการเผาในที่โล่ง แบ่งได้เป็นฝุ่นที่เกิดจากแหล่งกำเนิดโดยตรงและฝุ่นที่เกิดจากการรวมตัวของก๊าซและมลพิษอื่นๆ ในบรรยากาศ โดยเฉพาะซัลเฟอร์ไดออกไซด์และออกไซด์ของไนโตรเจน ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ยังเป็นมลพิษข้ามพรมแดนและปนเปื้อนอยู่ในบรรยากาศได้นาน เป็นฝุ่นอันตรายไม่ว่าจะมีองค์ประกอบทางเคมีใดๆ ก็ตาม เช่น ปรอท แคดเมียม อาร์เซนิก หรือโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน(PAHs) เป็นต้น ในปี พ.ศ.2556 องค์การอนามัยโลก(WHO) จึงกำหนดอย่างเป็นทางการให้ PM2.5 จัดอยู่ในกลุ่มที่ 1 ของสารก่อมะเร็ง

หากจิตนาการไม่ออกว่า 2.5 ไมครอนนั้นเล็กเพียงใด ลองนึกถึงขนาดที่เล็กกว่า 1 ใน 25 ส่วนของเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นผม ซึ่งเล็กมากจนกระทั่งลอดผ่านขนจมูกเข้าสู่กระแสเลือดได้ ในขณะที่ฝุ่นขนาดใหญ่กว่านี้จะติดอยู่ที่จมูก ปาก หรือในปอด ถูกขับออกมาเป็นเสมหะ แต่ PM2.5 สามารถผ่านเข้าสู่กระแสเลือดกระจายไปสู่อวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเรื้อรัง เมื่อสะสมนานหลายปีฝุ่นที่อยู่ในอวัยวะใดก็เพิ่มโอกาสการเกิดมะเร็งของอวัยวะนั้น

“เม็ดเลือดเรามีขนาด 5 ไมครอน แต่ฝุ่นมีขนาด 2.5 เล็กกว่าครึ่งหนึ่งของเม็ดเลือดแดง ฝุ่นจึงเล็ดลอดเข้ามาได้ เข้าสู่เส้นเลือดฝอยและกระจายไปตามอวัยวะ ฝุ่นมีลักษณะที่ขรุขระ คล้ายสำลี ฝุ่นเป็นพาหะนำสารอื่นเข้ามาด้วย คือ ปรอท โลหะหนัก ไฮโดรคาร์บอน และสารก่อมะเร็งจำนวนมาก หากไม่มีตัววัดอย่างดัชนีคุณภาพอากาศ เราจะมองไม่เห็นและไม่รู้อะไรเลยว่ามลพิษทางอากาศมีมากแค่ไหน” นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา กล่าว

“ฝุ่นอนุภาคใหญ่จะตกลงพื้น แต่อนุภาคเล็กจะลอยอยู่ในบรรยากาศ และเกิดจากแหล่งกำเนิดที่มาจากก๊าซ และรวมตัวกับโลหะหนัก ฝุ่นพิษขนาดเล็กไม่เกิน2.5ไมครอน เกิดจากหลายแหล่ง อย่างเช่นโรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิล ยานพาหนะ แต่สิ่งที่ร้ายแรงของฝุ่นพิษ PM2.5 คือสามารถเล็ดลอดเข้าจมูกสู่ปอดและหลอดลม ในขณะที่ PM10 จะค้างอยู่ที่ปากและจมูก ดังนั้นเราจึงควรมีแนวทางจัดการคุณภาพอากาศในระยะยาว ดังที่กรีนพีซเรียกร้องให้รวม PM2.5 ในการวัดและรายงานดัชนีคุณภาพอากาศ หัวใจของการแก้ไขคือการจัดการที่ต้นเหตุมลพิษ รวมถึงปรับมาตรฐานดัชนีคุณภาพอากาศเพื่อสร้างความตระหนักแก่ประชาชน ร่วมรับรู้ และเรียกร้องให้ภาครัฐดำเนินตามเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมจริง” ดร.วิน ไตรวิทยานุรักษ์
นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการด้านมลพิษทางอากาศ กรมทางหลวง กล่าว

ค่ามาตรฐานมลพิษ ความต่างที่มองไม่เห็น

ทางแก้ปัญหาด้วยการตรวจวัด PM 2.5 AQI ทุกสถานีตรวจวัดและปลายปล่องอุตสาหกรรม

ทุกวันนี้เราไม่รู้ว่ามลพิษทางอากาศสูงเกินมาตรฐานและนั่นคือที่มาว่าทำไมทุกวันนี้คนไทยยังป่วยจากมลพิษทางอากาศอยู่ ดังที่ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ กล่าวไว้ว่า หากไม่มีตัววัดอย่างดัชนีคุณภาพอากาศ เราจะมองไม่เห็นและไม่รู้อะไรเลยว่ามลพิษทางอากาศมีมากแค่ไหน มาตรฐานในการตรวจวัดและรายงานคุณภาพอากาศของประเทศไทยที่ยังต่ำกว่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกแนะนำนั้นจึงเป็นเรื่องอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดค่าเฉลี่ย PM 2.5 ในการคำนวณดัชนีคุณภาพอากาศ (PM 2.5 AQI) กรณีนี้เห็นได้ชัดเมื่อต้นปีที่ผ่านมากับวิกฤตหมอกควันพิษที่เชียงใหม่จากการเผาในที่โล่งเพื่อเกษตรกรรมเชิงเดี่ยว แต่กรมควบคุมมลพิษยังคงรายงานว่าอากาศยังปลอดภัย เนื่องจากเป็นการวัดคุณภาพอากาศแค่ PM10 สถานกงศุลอเมริกาประจำประเทศไทย จังหวัดเชียงใหม่จึงเรียกร้องให้วัดด้วย PM2.5 และเผยแพร่ข้อมูลฝุ่นมลพิษ PM2.5 รายวัน เพื่อให้ประชาชนรับทราบว่ามลพิษที่แท้จริงเป็นอย่างไร และสามารถป้องกันตนเองได้

"มลพิษทางอากาศเป็นสิ่งที่เล็กเกินมองเห็น แต่เป็นปัญหาใหญ่เกินมองข้าม ถึงเวลาหรือยังที่กรมควบคุมมลพิษจะให้ความสำคัญกับ PM2.5 ได้แล้ว ทำไมต้นทุนของผู้ปล่อยมลพิษทางอากาศจึงสำคัญกว่าต้นทุนชีวิตของประชาชน ด้วยการติดตั้งและรายงาน PM2.5 ในทุกสถานีตรวจวัด ใช้มาตรฐานเดียวกับสากล มีการตรวจวัดมลพิษและดัชนีคุณภาพอากาศที่ปลายปล่องอุตสาหกรรม ดำเนินการแก้ปัญหาหมอกควันพิษข้ามพรมแดน ภาครัฐต้องเร่งเดินหน้าแก้ปัญหาเพื่อปกป้องสุขภาพของเราทุกคน" จริยา เสนพงศ์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว

“การวัดปากปล่องโรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิลจึงเป็นหัวใจที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นมลพิษที่น่ากลัวที่สุด เพื่อคุ้มครองสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ เพราะก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และออกไซด์ของไนโตรเจนสามารถรวมตัวกันกลายเป็นฝุ่นพิษ PM2.5 ได้ ขณะนี้โรงงานอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าพลังงานฟอลซิลต่างปล่อยมลพิษไม่เกินค่ามาตรฐานของกรมควบคุมมลพิษ แต่ทุกความเข้มข้นที่เพิ่มขึ้นจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคที่เพิ่มขึ้น แม้คุณภาพอากาศไม่เกินมาตรฐานแต่ก็มีอาการป่วย ซึ่งเกิดมาจากการรับมลพิษต่ำแต่เป็นระยะเวลานาน” นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา กล่าว

ควันบุหรี่ เกสรดอกไม้ ละอองทราย หรือควันจากเตาถ่านที่เรามองเห็นได้แปลว่ายังมีขนาดใหญ่ แต่ PM2.5 เราไม่สามารถมองเห็นได้ ที่คือภัยร้ายที่เรามองไม่เห็น แต่เราสามารถป้องกันตนเองได้หากกรมควบคุมมลพิษรายงานค่า PM2.5 ให้กับประชาชน รวมถึงลดปัญหามลพิษจากผู้ก่อมลพิษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับโรงงานอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าถ่านหินเดิมที่เดินเครื่องอยู่ด้วยการวัด PM2.5 ที่ปลายปล่อง ซึ่งจะเป็นการปกป้องสุขภาพของชาวไทยมากกว่าเอื้อให้กับผู้ปล่อยมลพิษ รับประกันถึงสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงอากาศสะอาด คืนอากาศดีให้กับประชาชน เพราะอากาศสะอาดนั้นมีความสำคัญทุกลมหายใจ

ร่วมลงชื่อเพื่อปกป้องลมหายใจของเราจากฝุ่นพิษ PM2.5 ที่นี่


ที่มา : www.greenpeace.org/seasia/th/news/blog1/righttocleanair/blog/57448
ส่งกำลังใจให้ จขกท.

แสดงความคิดเห็น

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป