ซ่อน
แสดง

รีวิว รับตรงพยาบาล สถาบันพระบรมราชชนก [ยินดีให้แชร์]

วิว
#ตรวจร่างกาย #การสอบสัมภาษณ์ #การยืนยันคะแนน #ขั้นตอนการสมัคร
สวัสดีทุกคนนะคะ วันนี้เราจะมารีวิวรับตรงพยาบาลระบบคัดตรงจากพื้นที่
ของสถาบันพระบรมราชชนกหรือที่คนส่วนใหญ่เรียกย่อๆว่าพยาบาลพระบรมเนอะ
ก่อนอื่น ขอออกตัวก่อนว่าเป็นเด็กซิ่ว (เด็ก59)
เลยขอเรียกแทนตัวเองว่าพี่กับแทนคนอ่านว่าน้องละกันนะคะ
#ขั้นตอนการสมัคร
อย่างแรกเลย เราต้องลงทะเบียนที่เว็บไซต์ที่เราจะสมัคร คือเว็บนี้ค่ะ
https://admission.pi.in.th/admission/
พอเราลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว เมื่อเปิดรับสมัครเราก็เข้าไปสมัครได้เลย
(ปีนี้มีกำหนดคะแนนขั้นต่ำว่าแกทต้องไม่ต่ำกว่า100 และ แพท2 ไม่ต่ำกว่า 70 คะแนน
แต่ปีอื่นไม่แน่ใจนะคะว่ากำหนดแบบนี้ไหม ให้ดูจากระเบียบการของแต่ละปีดีกว่าค่ะ)
จะมีให้กรอกประวัติส่วนตัว ประวัติการศึกษา ที่อยู่ของพ่อแม่ อะไรประมาณนี้
แล้วจะให้เราเลือก ว่าจะใช้ทะเบียนบ้านของใครในการสมัคร คือทะเบียนบ้านของเราเอง
หรือของพ่อหรือของแม่ แล้วก็ถ้าในจังหวัดที่เราเลือก มีหลายวิทยาลัย ก็จะให้เราจัดอันดับด้วย
ยกตัวอย่างของพี่ พี่เลือกสมัครตามทะเบียนบ้านของตัวเองก็คือจังหวัดกรุงเทพฯ
เพราะทะเบียนทั้งครอบครัวพี่อยู่กรุงเทพฯทั้งหมดอยู่แล้ว เสร็จแล้วก็จะมีให้จัดอันดับ
ที่กรุงเทพฯจะมีอยู่สองวิทยาลัยคือ วิทยาลัยพยาบาลพระบรมราชชนนี กรุงเทพ กับ
วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นพรัตน์วชิระ พี่เลือกนพรัตน์ไว้ที่ 1 เพราะใกล้บ้านค่ะ555
สมัครเสร็จก็ปริ้นใบไปจ่ายเงิน ค่าสมัคร200บาทเท่านั้น
#การยืนยันคะแนน
หลังจากนั้นจะมีให้ยืนยันคะแนนแกทแพทที่ทางสถาบันจะเป็นคนไปดึงจากสทศ.มาว่าถูกต้องไหม  ถ้าถูกก็กดยืนยัน ถ้าไม่ถูกก็ให้แจ้งไปค่ะว่าผิด คะแนนแกทแพทของพี่ค่อนข้างเน่า
เพราะพี่สอบแค่รอบเดียวแล้วใช้มาสองปีเลย 555 แกทพี่ได้ 198.96 แพท1 ได้ 38 แพท2 102 ค่ะ ส่วนเกรดเฉลี่ยรวมของพี่แค่ 3.27 เท่านั้น ซึ่งองค์ประกอบคะแนนก็ตามรูปเลย
โชคดีมากที่ไม่ใช่แพท1 เพราะว่าคะแนนพี่มันเน่าสุดๆ

ยืนยันคะแนนเสร็จก็รอพิมพ์ใบสมัครฉบับสมบูรณ์(มีที่ให้ติดรูป)
แล้วรอประกาศผลผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์
#การสอบสัมภาษณ์(สถานที่สอบสัมภาษณ์จะมีแจ้งแต่ถ้าไม่มีเช็คได้จากเว็บที่บอกไว้)
ซึ่งพอประกาศออกมาสรุปว่าพี่มีสิทธิ์สอบสัมฯ ก็เลยเข้าไปหาในเว็บของสถาบัน เจอว่า
มีคนสมัครทั้งหมด 145 คน แต่รับ 39 เท่านั้น! เครียดทันทีเลย! แต่ก็พยายามตั้งสติแล้ว
หาข้อมูลเกี่ยวกับพยาบาล เกี่ยวกับสถาบัน อ่านมันให้หมดค่ะ
และแล้วก็มาถึงวันที่ตื่นเต้นที่สุด คือวันสอบสัมภาษณ์
ตามกำหนดการณ์ จะเริ่มตรวจเอกสารประมาณ8โมงเช้า แต่พี่ไปถึงตอน6โมงเช้า!!!
คิดว่าพี่ไปเร็วแล้วใช่ไหมคะ แต่ความจริงคือมีคนไปถึงก่อนพี่อีก(รีบกันสุดๆเลย)
ไปถึงก็ไปเช็คชื่อที่แปะไว้ที่บอร์ด ว่ามีชื่อเราไหม พอพี่ไปดูก็ใจชื้นขึ้นมานิดนึงค่ะ
เพราะรายชื่อมีจำนวน78รายชื่อ(ถ้าจำไม่ผิดนะคะ) ก็เท่ากับโอกาสของพี่เป็น50-50ค่ะ
ยืนงงๆอยู่กับคุณพ่อได้สักพักก็มีพี่ยามเดินมาบอกให้เราไปลงชื่อพร้อมเบอร์โทรฯ
พี่รีบเดินไปเลยค่ะเผื่อจะได้สัมฯเป็นคนแรกๆจะได้กลับบ้านไปนอน555 สรุปได้เขียนชื่อ
เป็นคนที่5 จนถึงประมาณ7โมงครึ่งก็มีรุ่นพี่มาเรียกตามรายชื่อที่เราไปลงไว้ค่ะ
พี่ก็ได้เป็นคนที่5ตามที่ลงชื่อไว้เลย(ดังนั้นถ้าเราไปเร็วเราก็จะได้สัมฯเร็วได้กลับบ้านเร็ว)
รุ่นพี่จะตรวจเอกสารเราคร่าวๆ แต่!ตรงนี้สำคัญค่ะเพราะมีคนพลาดมาแล้วคือ
ถ้ามีเอกสารอะไรที่กำหนดว่าต้องนำตัวจริงไปด้วย ก็อย่าลืมนะคะ ไม่งั้นจะวุ่นวาย
และอาจเสียสิทธิ์ได้เลย อย่างวันที่พี่ไปสัมฯมีคนไม่ได้เอาทะเบียนบ้านตัวจริงไปด้วย
ก็วุ่นวายเลยล่ะค่ะ เพราะฉะนั้นอย่าลืมเช็คเอกสารที่ต้องนำไปดีๆนะคะ
พอเสร็จจากตรงนี้ก็ขึ้นไปชั้นบน ก็รอเข้าห้องเพื่อตรวจเอกสาร เข้าไปถึงก็จะมีให้เซ็นต์ชื่อ
แล้วเราก็จะได้นั่งกับอาจารย์แบบตัวต่อตัวเพื่อตรวจเอกสารแบบจริงจัง
ท่านจะตรวจละเอียดมาก แต่ท่านไม่ดุนะคะ มีชวนคุยบ้างนิดหน่อย พอตรวจแล้ว
อาจารย์จะคืนเอกสารตัวจริงให้เราเก็บ ส่วนสำเนาท่านก็จะเรียงไว้ให้เราเอาไปยื่น
ให้อาจารย์ที่เป็นผู้สัมภาษณ์เราค่ะ เสร็จแล้วก็จะมีรุ่นพี่พาเราไปห้องที่สัมฯ
ระหว่างรอร่นพี่ก็จะมาชวนคุยให้เราผ่อนคลาย ไม่ให้เครียดหรือตื่นเต้นเกินไป
และแล้วก็ถึงเวลาเข้าห้องเฉือด เอ้ย ห้องสอบสัมภาษณ์
เข้าไปก็จะเป็นห้องใหญ่ๆ มีโต๊ะและมีอาจารย์นั่งประจำโต๊ะอยู่ประมาณห้าโต๊ะค่ะ
รุ่นพี่ก็จะบอกให้เราไปนั่งโต๊ะไหน พี่เข้าไปถึงที่โต๊ะ ก็จะมีอาจารย์อยู่3ท่านค่ะ
พี่ก็ไหว้งามๆยิ้มสวยๆสู้ อาจารย์ก็บอกให้พี่นั่ง พี่ก็กล่าวขอบคุณแล้วนั่งพร้อมกับ
ยื่นเอกสารและPortfolioให้อาจารย์(จะมีหรือไม่มีก็ได้นะคะ เพื่อนพี่ไม่มีก็ติดเหมือนกัน)
หลังจากนั้นอาจารย์ก็ให้เราแนะนำตัว พี่ก็พูดชื่อ นามสกุล โรงเรียนที่จบแล้วก็
ซิ่วมาจากที่ไหน อาจารย์ก็ถามต่อเรื่องครอบครัวค่ะ ว่ามีพี่น้องกี่คน
แต่ละคนเรียนหรือทำงานอยู่ที่ไหน พ่อแม่ทำงานอะไร พี่ก็ตอบไปเรื่อยๆ
ถามเรื่องความสามารถพิเศษ พี่ก็ตอบไปว่าทำอาหาร อาจารย์ก็ถามค่ะว่าทำอะไรได้อร่อยสุด
พี่ก็ตอบว่ากะเพราไก่ อาจารย์ก็หัวเราะ จนมาถึงคำถามที่เริ่มจริงจังขึ้นเช่น ทำไมอยากเป็นพยาบาล มีความประทับใจอะไรกับพยาบาลบ้าง พี่ก็บอกว่าอยากเป็นเพราะเป็นอาชีพที่มั่นคง มีเกียรติและได้ช่วยเหลือคนอื่น ส่วนควาประทับใจก็คือพี่เคยป่วยเป็นไข้เลือดออกตอนเด็กๆ
คนที่พี่เจอบ่อยรองจากคุณแม่ที่คอยมาดูแลพี่ก็คือพี่พยาบาล อาจารย์ก็แซวๆค่ะว่าจำได้หรอ
ยังเด็กอยู่เลย พี่ก็บอกพี่จำได้จริงๆ แล้วพี่ก็เล่าต่ออีกว่าคุณย่าของพี่ต้องเข้าโรงพยาบาล
ซึ่งพี่พยาบาลคนที่ดูแลคุณย่าของพี่ก็สอนพี่เช็ดตัวให้คุณย่า เลยทำให้พี่รู้สึกว่าพยาบาล
ไม่ใช่แค่ดูแลผู้ป่วยแต่ยังให้ความรู้ญาติผู้ป่วยเพื่อให้ดูแลผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง
และเป็นการสร้างสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวด้วย อาจารย์ทั้งสามท่านก็ยิ้มค่ะ แล้วท่าน
ก็ถามต่อว่ากลับมาบ้านแล้วพี่ดูแลคุณย่าอย่างไร พี่ก็บอกค่ะว่าไม่ได้อยู่บ้านคุณย่า
แต่อยู่บ้านคุณตาคุณยาย อาจารย์เลยถามต่อว่าดูแลท่านทั้งสองอย่างไร
พี่ก็ตอบไปตามปกติค่ะ เล่าจบอาจารย์ก็พยักหน้า อาจารย์อีกท่านก็ถามเรื่องที่พี่ซิ่ว
ว่าทำไมถึงซิ่ว พี่ก็ตอบไปตามความจริง อาจารย์ท่านก็เข้าใจ อาจารย์อีกท่านก็ถามขึ้นมา
ว่าถ้าเจอคนเป็นลม เราจะทำยังไง พี่ก็บอกว่าให้เข้าไปแล้วเช็คว่าเขายังมีสติอยู่มั้ยด้วยการเรียกเขา ถ้าเห็นว่าเสื้อผ้าเขารัดแน่นก็พยายามคลายออก ถ้าไม่มีการตอบกลับก็ให้เช็ค
ว่าเขายังหายใจอยู่มั้ย ถ้าไม่ ก็ให้ทำการซีพีอาร์แล้วก็ให้คนที่อยู่ใกล้เคียงโทรเรียก
รถพยาบาลที่เบอร์1669 ตรงนี้พี่ไม่มั่นใจเรื่องเบอร์ พี่ก็ถามอาจารย์ค่ะว่าใช่เบอร์นี้มั้ย
อาจารย์ก็ยิ้มๆขำๆค่ะแต่ไม่ได้ตอบอะไร แล้วอาจารย์ท่านเดิมที่เคยถามเรื่องซิ่ว
ท่านก็ถามค่ะว่าพี่จะโอเคมั้ยกับการรับน้อง เพราะพี่เป็นเด็กซิ่วแล้วคนที่จะมาเป็น
รุ่นพี่ของพี่คือคนที่อายุเท่ากัน พี่ก็ตอบไปค่ะว่าพี่รับได้เพราะถึงพี่กับรุ่นพี่จะอายุเท่ากัน
แต่รุ่นพี่คือคนที่มีประสบการณ์มาก่อน สิ่งที่รุ่นพี่สอนที่บอกก็จะมาจากประสบการณ์ของ
รุ่นพี่ อาจารย์ก็ถามว่าถ้ารุ่นพี่บอกอะไรหรือให้ทำอะไรก็จะเชื่อหมดเลยหรอ พี่ก็บอกว่า
ถ้ามีอะไรที่รุ่นพี่บอกให้ทำแล้วเรารู้สึกว่ามันไม่ถูกต้องก็ให้ถามรุ่นพี่ถึงเหตุผลและปรับความเข้าใจกัน อาจารย์ก็ถามต่อว่าถ้าติดแล้วต้องอยู่หอพักจะรับกับกฎระเบียบได้มั้ย พี่ก็บอกว่า
ก่อนหน้าที่จะซิ่วมาพี่ก็อยู่หอในของทางมหาวิทยาลัย พี่ก็ปฏิบัติตามกฎได้ปกติและ
ใช้ชีวิตภายใต้กฎระเบียบได้และคำถามต่อไปนี่แหละค่ะที่พี่ว่าสำคัญ เพราะอาจารย์
ดูจะพอใจมากที่พี่ตอบได้ อาจารย์ถามค่ะว่ารู้จักองค์กรณ์อะไรเกี่ยวกับพยาบาลบ้าง
ตอนแรกพี่ตกใจมากค่ะ แอบช็อคไปเลยเพราะไม่ได้ท่องมา(ท่องมาแต่ประวัติของสถาบัน
ดอกไม้ สี สัญลักษณ์ ชื่อผอ. แล้วก็เกี่ยวกับกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งไม่โดนถามเลย ท่องมาเพื่อ?)พี่ก็ตอบกระทรวงสาธาฯ อาจารย์ก็นิ่ง แสดงว่ายังไม่ใช่ พี่ก็ตอบสภากาชาด
เพื่อนพึ่งพายามยาก อันนี้อาจารย์เริ่มคิ้วขมวดละค่ะ แต่แล้วผลของการอ่านหนังสือ
ก็ช่วยไว้ พี่เคยอ่านเรื่องจริยธรรมพยาบาลแล้วมีเรื่องสภาพยาบาลค่ะ พี่รีบตอบ
ไปเลยค่ะว่าสภาพยาบาล จากที่อาจารย์เริ่มขมวดคิ้วก็ยิ้มออกมาเลยค่ะ แล้วพูดขึ้น
มาว่ารู้จักสภาพยาบาลได้ยังไง พี่ก็บอกว่าอ่านหนังสือมา อาจารย์ก็ชมค่ะว่าหาข้
อมูลมาดีมาก แล้วก็ให้พี่อธิบายว่าหน้าที่ของสภาพยาบาลบลาๆๆ แล้วก็มาถึงคำถามสุดท้ายค่ะว่าสมัครที่ไหนไว้บ้าง ถ้าติดหลายที่จะใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจ
แล้วอาจารย์ถามว่าถ้าติดสองที่จะเลือกที่ไหน พี่ก็ตอบว่าเลือกที่นี่ค่ะ อาจารย์ก็แซวค่ะว่า
วันนี้เธอตอบแบบนี้ พอเธอไปสัมฯที่นู่นเธอก็ตอบที่นู่น พี่ก็ขำค่ะแล้วก็บอกไปว่าทำไมพี่
ถึงตอบว่าเลือกที่นี่(ใกล้บ้าน วันนี้มาแล้วรู้สึกปะทับใจรุ่นพี่กับอาจารย์ ประมาณนี้ค่ะ)
แล้วอาจารย์ก็บอกว่าไม่มีอะไรแล้ว มีอะไรอยากถามมั้ย พี่ก็ถามว่าหนูทำได้ดีมั้ยคะ
อาจารย์ขำกันทั้งโต๊ะเลยค่ะ พี่นี่ได้แต่ยิ้มสู้555 พี่เลยเปลี่ยนเป็นถามเรื่องสวัสดิการ
อาจารย์ก็ตอบให้ แล้วก็จบการสัมภาษณ์ค่ะ พี่ก็ขอบคุณอาจารย์แล้วลุกขึ้นเลื่อนเก้ากี้เก็บแล้วเดินออกมา ก็จะเจอรุ่นพี่รออยู่ พี่เขาก็ส่งเราลงลิฟท์กลับบ้านได้
พี่สัมฯเสร็จตอนเก้าโมงเช้าค่ะ เร็วมากและเสร็จแบบงงๆ555
#ตรวจร่างกาย
พอผลสอบสัมภาษณ์ออกมาก็ปรากฎว่าพี่ติดตัวจริง(ประกาศออกมาจะบอกว่าเราติดตัวจริงลำดับที่เท่าไหร่และติดตัวสำรองลำดับที่เท่าไหร่) ก็มีกำหนดมาว่าต้องไปตรวจร่างกาย
ที่รพ.ของรัฐค่ะ พี่ก็เลือกโรงพยาบาลนพรัตน์ฯ แต่ไปถึงแล้วพี่พยาบาลบอกตรวจให้
ได้ไม่ครบ พี่นี่จะร้องไห้เพราะตอนนั้นก็สายแล้ว ไปที่อื่นไม่ทันแน่ๆและถ้าตรวจวันพรุ่งนี้
ก็กลัวเอาผลไปยื่นไม่ทัน พี่พยาบาลเลยแนะนำรพ.อื่นให้ค่ะ ก็มีรพ.ราชวิถีกับรพ.ภูมิพล
เพราะว่าน่าจะมีคลินิกพิเศษ พี่ก็โทรถามทีละที่เลย สรุปก็ได้ไปที่รพ.ภูมิพลฯเพราะที่ราชวิถีไม่มีคลินิกพิเศษ พี่ก็ไปช่วงบ่ายสาม เสร็จประมาณสองทุ่มกว่า เสียค่าตรวจและ
ค่าบริการไปประมาณ1200-1400 (แต่คลินิกพิเศษที่นี่บริการดีมาก รพ.ก็ใหญ่มากๆค่ะ
เหมือนรพ.เอกชนเลย พี่ติดใจที่นี่มาก ถ้าใครอยู่ใกล้ๆก็แนะนำตรวจที่นี่ได้นะคะ
ถ้าไม่ใช่คลินิกพิเศษก็จะถูกกว่าค่ะแต่ต้องมาก่อน9โมงเช้านะ) วันรุ่งขึ้นก็นำผลไปยื่นที่วิทยาลัยที่เราไปสัมฯค่ะ ก็จะมีอาจารย์มาเช็คตรวจผล ***อย่าลืม!!! ขอผลแลปจากทางรพ.มาด้วยนะคะ ไม่งั้นต้องกลับไปเอาอีกรอบ(เหมือนเพื่อนพี่) ของพี่ก็มีปัญหาเลือดจาง
แต่ไม่มาก ก็ผ่านค่ะ ก็กลับบ้านได้ รอประกาศผลอย่างเป็นทางการอีกรอบ
ซึ่งประกาศออกมาว่าพี่มีสิทธิ์เข้าศึกษา ก็ให้ปริ้นใบจ่ายเงินค่าลงทะเบียน 13,700ค่ะ
ก็จบเรียบร้อบแล้วรอรายงานตัว

พี่เขียนมาก็หวังว่าจะช่วยอะไรน้องๆได้บ้างเนอะ ใครอ่านจบแม้มันจะน่าเบื่อก็ขอบคุณนะคะ
พิมพ์ผิดตรงไหนก็ขอโทษด้วยนะพอดีมือเจ็บอยู่(แต่ก็อยากเขียนเพราะกลัวลืม555)มีอะไรสงสัยก็เม้นถามได้ ถ้าพี่แว๊บเข้ามาก็จะมาตอบให้ ถ้าน้องคนไหนสนใจ
อยากเข้าที่นี่ก็ขอให้ได้นะคะ หวังว่าจะได้เจอกัน โชคดีค่ะ
ปล.น้องคนไหนที่เป็นอิสลามเหมือนพี่จะถูกถามเรื่องการใช้ชีวิตว่าเราจะใช้ชีวิตร่วม
กับเพื่อนๆต่างศาสนาได้มั้ย เราก็ต้องยืนยันกับอาจารย์ค่ะว่าการนับถือศาสนาของเรา
ไม่ทำให้กระทบการใช้ชีวิต การรทำงานและการอยู่ร่วมกับผู้อื่นแน่นอน สู้ๆค่ะ

ปล.เพื่มเติมล่าสุดค่ะ จากการที่เราช่วยงานอาจารย์ในการสัมภาษณ์น้องๆมา เราเจอว่าน้องๆมักลืมขอใบรับรองเกรดกับรูปถ่ายค่ะ เลยขอฝากไว้อีกนิดนะคะว่าให้เตรียมเอกสารให้ครบและเผื่อไปเกินจำนวนที่กำหนดก็ดีค่ะ เผื่อหายเผื่อขาดเนอะ
 
ให้หัวใจกระทู้นี้ ~

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยเจ้าของกระทู้

45 ความคิดเห็น

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เด็กดี TCAS

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป