ซ่อน
แสดง

แชร์ประสบการณ์ และ FAQ การสอบเข้า BBA จุฬาฉบับละเอียดกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว [ยินดีให้แชร์]

วิว
#bbacu #bbachula #inter #dek61 #dek62 #อินเตอร์ #จุฬา #sat #cutep

ขอสวัสดีน้องๆทุกคนที่กำลังอ่านข้อความนี้อยู่ในขณะนี้ล่ะ จะบอกว่าเหตุผลที่มาตั้งกระทู้ที่ยาวเป็นรถไฟนี่ก็เพราะตอนปีพี่พวกพี่เองไม่มีไกด์ไลน์อะไรเลยจนบ้าเปิดโทรศัพท์ที่เขาชนไก่ตอนว่างทุกวันเพราะเพื่อนมันดันบอกว่าเขาจะโทรแจ้งทางโทรศัพท์มา(ทำไปได้ -*-) แล้วก็บ้าเครียดกันเพราะดันมีเพื่อนบอกว่าเขาคัดออก 20 คน(แล้วสุดท้ายติด 80 จาก 85 คืออัลลัย...) และยังไม่รวมถึงเหตุการณ์แปลกๆอีกหลายอย่างที่รวมไว้ในนี้แล้ว ซึ่งเหตุการณ์เทือกนี้ทั้งหมดนั่นจะไม่เกิดแน่นอนถ้าน้องอ่านกระทู้นี้จบล่ะ ถ้าพร้อมแล้วก็ไปลุยกันเล้ยย ^^

**ตอนนี้ที่ทำเพจรวบรวมข้อมูลการสอบเข้าภาคอินเตอร์ทั้งหมดล่ะ เข้ามาตามรายละเอียดได้จ้าาา อัพตลอดน่อว์ มีทีมงานทั้งหมดเป็นรุ่นพี่ที่มีประสบการณ์ตรงครับ ใครอยากคุยกับจขกท.และผองเพื่อนตามไได้เลยน่อว์ ^^


facebook.com/LearningCafebydom9914 <<ตามมาได้เลยครัช กำลังทยอยอัพสาระเรื่อยๆน่อว์

1. BBA จุฬาเขาจะประกาศรายละเอียดรับเข้าต่างๆกันตอนไหน?
 

ตอบ ในปีของพี่เขาประกาศประมาณปลายเดือนพฤษภาหรือต้นมิถุนานี่แหละ ถ้าอยากเครียดแต่เนิ่นๆก็ไปดูได้ ถถถถ(ไปดูเถอะ จะได้รู้ว่าต้องตั้งเป้าขนาดไหน 5555) ตอนแรกเขาจะออกเกณฑ์คร่าวๆมาให้ก่อน แล้วตัวเต็มที่มีพวกเอกสารที่ต้องยื่นหรือรายละเอียดปลีกย่อยบวกกับกำหนดการต่างๆจะลงประมาณต้นเดือนพฤศจิกาครับ รอกันสนุกเลยล่ะ 555
 

2. รอบ Early application กับรอบ General application ต่างกันอย่างไร
 

ตอบ - Early application จะเป็นรอบสำหรับคนที่คะแนนสูงน่ะ เท่าที่ดูนับแต่เปิดคณะมาคะแนนเขาจะสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยรอบนี้จะเปิดให้ยื่นคะแนนและเอกสารต่างๆที่อยู่ในประกาศในเดือนธันวาคมเสมอครับผม รอบนี้เขาจะเรียกสัมภาษณ์ก่อนแล้วก็ถ้าพลาดรู้สึกจะมีสิทธิ์สัมภาษณ์ซ่อมพร้อมรอบปกติอีกทีด้วย แถมอัตรารับเข้าค่อนข้างสูงมาก(ปีนี้ไป 85 คนรับ 80 ซึ่งไม่แน่ใจเหมือนกันว่า 5 คนที่หายไปคือเขาไม่ผ่านหรือว่าเขาไม่มาสัมภาษณ์แต่ต้นอ่ะนะ ถถถถ)ดังนั้นถ้าเป็นไปได้แนะนำว่าเอาให้ถึงเข้ารอบนี้ครับผม ส่วนรอบ General application ก็คือสำหรับคนที่คะแนนปกติน่ะ ยื่นคะแนนเดือนมกราเหมือนกับคณะอินเตอร์อื่นๆของจุฬาฯครับ และมีโอกาสสัมภาษณ์รอบเดียวเหมือนคณะอื่นๆและอัตราการแข่งขันสูงกว่า คือถ้าเทียบจากปีนี้คือสัมภาษณ์รอบปกติ 220 กว่าคนและรับจริง(เมื่อตัดรอบ Early ที่ติดไปก่อนแล้ว) 80 คนน่ะ อัตราได้เป็นตัวจริงของรอบปกติประมาณ 1/3 นั่นเอง ซึ่งบอกเลยว่าถ้าปีหน้าเกณฑ์รอบ Early ยังเท่าเดิมอยู่เผลอๆอาจมีคนเข้ารอบนี้ขึ้นหลักร้อยแน่ๆล่ะ และผลกรรมจะตกอยู่ที่รอบธรรมดาแทน 555
 

**จริงๆใครที่คะแนนถึง Early ยื่นไปเลยครับผม เขาเรียกสัมภาษณ์หมดนะ ของพี่เองเท่าเกณฑ์พอดีเป๊ะยังติดเลย 5555 อ้อ แล้วอย่าลืมน่อว์ รอบ Early ยื่นเอกสารก่อนกำหนดการในเว็บที่เป็นของรอบปกติ ดังนั้นอย่าลืมไปยื่นเอกสาร(หรือส่งไปรษณีย์ก็ได้)ไปให้คณะเขาภายในเดือนธันวานะครับ ถ้าคะแนนถึงแต่ยื่นไม่ทันคือเสียโอกาสและต้องไปแข่งสัมภาษณ์แบบเข้มข้นกว่าในรอบปกติแทน
 

3. เกณฑ์การรับในปี 60 เป็นอย่างไรบ้าง
 

ตอบ ทั้ง 2 รอบต้องใช้คะแนน English proficiency เท่ากันในการยื่นครับ ให้เรายื่นเลือก 1 ใน 3 ตัวนี้ครับผม 
          1.IELTS ตั้งแต่ 6.5 และมากกว่า หรือ 
          2.Cu-tep + speaking (ต้องสอบในรอบเดียวกัน) ตั้งแต่ 111 และมากกว่า หรือ 
          3.TOEFL IBT 79 และมากกว่า
ทั้ง 3 ตัวนี้หน้าที่เราคือแค่ทำให้ถึงขั้นต่ำก็พอน่ะ เพราะจะไม่มีผลกับการทำแร้งกิ้งคะแนนเข้าสัมภาษณ์แต่อย่างใด ซึ่งโดยส่วนตัวพี่เชื่อว่า IELTS 6.5 ทำได้ง่ายที่สุดนะ รองลงมาคือ Cu-tep ส่วนเจ้า TOEFL อย่ายุ่งดีกว่า -*- แล้วก็ส่วนต่อมาที่ต้องใช้คือ Aptitude test ครับ ตรงนี้เองที่จะตัดสินว่าใครผ่านไม่ผ่าน โดยรอบ Early และ General จะใช้ข้อสอบเดียวกันแต่เกณฑ์ในการยื่นต่างกันดังนั้นครับ
          1. ยื่น Cu-aat ซึ่งจัดสอบที่จุฬาฯ รอบ Early รับที่ 1300 ขึ้นไปส่วนรอบ general รับที่ 1100 ขึ้นไป หรือ
          2. ยื่น SAT ซึ่งมีศูนย์สอบอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ รอบ Early รับที่ 1360 ขึ้นไปส่วนรอบ General รับที่ 1180 ขึ้นไป
 

4. ถ้ายังอยู่ ม.4 หรือต้นๆ ม.5 ควรเตรียมตัวอย่างไรดี?
 

ตอบ ต้องบอกว่าถ้าเรารู้ตัวว่าจะมาสายอินเตอร์ตั้งแต่เนิ่นๆแบบนี้น่ะดีมาก เพราะยิ่งเริ่มไวยิ่งได้เปรียบ ยิ่งเริ่มไวเรายิ่งนั่งนอนดูชาวบ้านติวกันหัวปักหัวปำได้ไวขึ้น 5555 พี่เชื่อว่าการพิชิต IELTS 6.5 หรือ Cu-tep 111 ภายในช่วงก่อนขึ้น ม.5 เทอม 2 น่าจะเป็นเป้าหมายที่ดีที่สุด ช่วงแรกที่เราจะเริ่มพยายามตั้งเป้าตรงนี้ไว้ก่อนเพราะการข้ามไปดู SAT จริงจังเลยอาจจะทำให้เราหมดพลังได้ถ้าไม่ใช่สายถึกหรือมีครูคอยผลัก 5555 คือไม่ว่าเราจะเริ่มตรงไหนพยายามให้เวลาตัวเองสัก 2-3 เดือนทำตรงนี้ก่อนน่ะ มันจะปรับพื้นฐานของเราให้เข้าที่ได้ในระดับหนึ่ง ส่วนหลังจากผ่านแล้ว(ซึ่งยิ่งเราสอบผ่านเร็ว เราก็มีเวลามากด้วย)ก็ค่อยมาเริ่มลุย SAT/Cu-aat ครับ
 

**ออกตัวก่อนว่าหลังจากนี้จะมาทางสายคนสอบ SAT นะครับ เพราะพี่และเพื่อนที่ช่วยกันคราฟกระทู้นี้ทุกคนไม่ได้ไปลิ้มชิมรส Cu-aat มาเพราะดันสอบ SAT ผ่านกันไปหมดก่อน 5555**
 

ในช่วงนี้(ระหว่างพยายามทำ English proficiency ให้ผ่าน)ถ้าเป็นไปได้พยายามเพิ่มการใช้ชีวิตกับภาษาอังกฤษให้มากขึ้นทีละนิดไปด้วย เริ่มอ่านหนังสือนิยายอังกฤษสั้นๆ หรือไม่ก็พยายามเข้ากลุ่มในเฟสบุ๊คของนานาชาติในเรื่องที่เราชอบแล้วหมั่นอ่านบทความที่เขาเขียนกันน่ะ เพราะพอเราเริ่มเข้าไปเจอ SAT เจ้าพวกนี้แหละจะทำให้เราไม่รู้สึกเหมือนหลงไปอยู่ในกาแลกซี่อื่นน่ะ แต่ถ้าใครสายอึดพอจะเริ่มลงคอร์ส SAT ขั้นเบื้องต้นเลยก็ได้ครับ ไม่ว่ากัน 5555
 

**จริงๆแล้วจะไปสอบ SAT เล่นๆไว้ก่อนในช่วงนี้ก็ได้แหละ แต่ถ้าเราไม่ใช่สายอังกฤษมาในสายเลือดหรือเรียนนานาชาติมา(และต้องแม่นเลขพอสมควรด้วย)มันคงยังไม่ผ่านง่ายนัก คือเอาจริงๆมันยังไม่จำเป็นเท่าไหร่หรอก มันไวไป ความรู้เรายังไม่เข้าถึงจุดพีคสุดด้วย 5555 ดังนั้นถ้าเราลงไปต่อให้เราไม่ผ่าน 2-3 รอบติดอย่าเพิ่งท้อครับผม เพื่อนพี่และรวมถึงตัวพี่เองที่ทำถึงเกณฑ์ก็มาผ่านกันตอน ม.6 กันหมดแล้วนี่แหละ แถมเท่าที่ดูส่วนใหญ่ก็เคสนี้กันเยอะด้วย 5555
 

5. ถ้าเริ่มเข้า ม.5 เทอม 2 แล้วล่ะ?
 

ตอบ เริ่มเข้าฤดูตะลุยโจทย์ SAT ล่ะ เรียนอย่างเดียวเริ่มไม่พอต้องเริ่มพกโจทย์มาทำเวลาว่างแล้วด้วย ถ้ายังทำเจ้า IELTS หรือ cu-tep ไม่ได้ถึงขั้นต่ำที่คณะเขาต้องการตอนนี้อาจจำเป็นต้องหาคอร์สหนักๆมาลงแล้วนะ คือต้องบอกว่าในเทอมนี้ IELTS หรือ Cu มันควรต้องผ่านแล้วนั่นแหละไม่ว่าเราจะเริ่มสอบตั้งแต่ ม.4 หรือ ม.5 ก็เถอะ 555 แต่ส่วนถ้าหากว่าเราผ่านแล้วช่วงนี้ก็ให้เราเริ่มเอาโจทย์ SAT มาทำเต็มๆได้เลยครับ และ SAT รอบตุลาและธันวาตอนน้องอยู่ ม.5 พี่ขอบอกว่ายังไงก็ต้องลงนะ ถ้าพื้นดีเราอาจผ่านเลย ถ้ายังไม่ผ่านเราจะได้เตรียมลุยหนักๆช่วง ม.6 แต่เนื่องจากว่าแต่ละปี SAT มันจะเปิดรับสมัครแต่ต้นปีแถมเต็มไวมาก ดังนั้นหมั่นเช็คเว็บของ CollegeBoard มาเนิ่นๆด้วยน่อว์
 

6. มีเทคนิค/ข้อแนะนำในการติว SAT ไหม?
 

ตอบ เอาล่ะ อันนี้ยาวแน่นอน ฟฟฟฟ นี่คือรวบรวมจากทั้งตัวพี่เองและผองเพื่อนนะครับ นำไปปรับใช้ตามสะดวก
 

- ต้องบอกก่อนว่าจากประสบการณ์พี่ๆหลายคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าช่วงปิดเทอมใหญ่ ม.6 นี่แหละเหมาะที่สุดกับการตะลุยโจทย์ SAT แบบเข้มข้นที่สุดแล้ว ความรู้พื้นฐานของเราจะถึงจุดพีคสุด และเนื้อหาม.6 เองถ้ามาสายแบบพี่คือมั่นใจว่าไปอินเตอร์สายไม่วิทย์แน่ๆนี่คือเตรียมเทแล้วก็ได้พวกฟิสิกส์ เคมี ชีวะน่ะ 5555 อย่ากลัวที่จะทุ่ม ใช่แหละอินเตอร์มันอัตราการแข่งน้อยกว่า แต่ถ้าประมาทหรือเตรียมตัวน้อยไปคะแนนก็ไม่ถึงคณะที่อยากได้กันมาก็ไม่ใช่น้อยล่ะ แต่ถ้าทำดีๆปูพื้นมาให้เรียบร้อย สอบครั้งหรือสองครั้งแรกช่วง ม.6 ผ่านแน่นอนครับ โดยเราจะใช้เวลาทั้งปิดเทอมนี้นี่แหละทำโจทย์รัวๆและทำให้ SAT กลายเป็นองค์ประกอบหลักของชีวิต 55555
 

- อย่างแรกพี่แนะนำว่าให้เก็บเลขก่อน ใครเลขม.ต้นยังไม่แม่นไปหาทางทำให้แม่นเสีย จากนั้นให้ลองเอาแบบฝึกหัด Official ของเขามาลองดูศัพท์ในพาร์ทเลขของเขาครับ พวกศัพท์คอนเซปต์คณิตศาสตร์ที่ไม่ได้มาจากโจทย์แนวบูรณาการวิทยาศาสตร์หรือสังคมที่มีศัพท์เฉพาะของวิชานั้นๆปนมาด้วยให้เราขีดไว้แล้วหาความหมายให้หมดน่ะ อันนี้ลิ๊งค์ข้อสอบจริง 7 ชุดครับ
 

https://www.khanacademy.org/test-prep/sat/new-sat-tips-planning/new-sat-how-to-prep/a/full-length-sats-to-take-on-paper
 

พอเราเริ่มจำศัพท์คณิตต่างๆพวก Annually, interest, perimeter, circumference และบลาๆได้จากนั้นก็ตะลุยโจทย์ได้เลย แต่...ต้องขอเตือนก่อน ไม่จำเป็นต้องใช้สายอึดนะเลขของ SAT น่ะ 5555 เวลาเราทำจนจบชุดแล้วอ่านเฉลย ถ้าเจอข้อผิดให้หาโจทย์เรื่องนั้นทำซ้ำๆกันก่อนเลย ไปหาเนื้อหาจากเน็ทหรือในหนังสือมาลองทำเฉพาะแนวนั้นดูเป็นจุดๆไป อย่ารีบข้ามไปเอาจำนวนชุดว่าต้อง 52 ข้อให้ทันรัวๆเพราะเราจะไม่เก็ทอะไรเพิ่มขึ้นเลยจริงๆ -*- เอาให้เข้าใจทีละเรื่องๆไปครับ ผิดวงกลมบ่อยๆก็เน้นเรื่องวงกลม ไม่แม่น nonlinear equation ก็ทำมันให้ได้ก่อน อย่าคิดว่าทำ 52 ข้อรวมกันวันละ 3 ชุดแล้วเฉลยแบบผ่านๆไปรัวๆแล้วจะได้น่ะ เสียเวลาจริงจัง ถถถถถ
 

- ในส่วนของอังกฤษแนะนำให้ทำ Reading ก่อน writing ครับ เพราะพาร์ท writing จะได้อานิสงค์ไปด้วยสูงมาก มันจะยิง 1 ได้ 2 เลย(สำนวนการเขียนเอย การอ่านให้ได้ใจความไวๆเอย ทุกๆอย่างใน Reading จะเสริมให้เราพอเราเริ่มทำ writing ก็จะไปไกลแต่ต้นเลยน่ะ) ในช่วงแรกให้เอาบทความพาร์ท Reading มันมาอ่านช้าๆเวลาว่างดู อย่าสนใจคำถามมัน อ่านบทความพอ 5555 พยายามปรับตัวให้ชินกับความยากมันก่อน ถ้ารีบไปเดี๋ยวหาว่าไม่เตือน 5555
 

- จงทำให้ Reading เป็นชีวิตจิตใจ ต้องขอบอกว่าการจะทำพาร์ทอังกฤษให้ดี (อืมมม ขอสัก 620+ ละกัน) มันจำเป็นต้องใช้การอ่านจริงๆเพราะขนาดพาร์ท writing มันก็ยังเป็นบทความ 555 ช่วงแรกของปิดเทอม ม.6 ถ้าเป็นสมัยพี่นี่คือเอาบทความมานั่งอ่านกันรัวๆล่ะ วันหนึ่งไม่ต้องเยอะหรอกวันละ 1-3 บทความก็ได้ แต่อ่านแล้วให้เราจับประเด็นให้ได้ ถ้าจับไม่ได้ก็อ่านซ้ำไปซ้ำมาดูน่ะ อย่าพยายามพึ่งการแปลศัพท์เป็นไทยเยอะครับเพราะเวลาเจอของจริงมันก็แปลไม่ได้เท่าไหร่หรอก 5555 ใช้วิธีอ่านซ้ำไปมาจนสมองเราไม่ต้องประมวลเป็นภาษาไทยอีกเลย เมื่อนั้นแหละเราพร้อมตะลุยโจทย์แล้ว 5555
 

- พอเราเริ่มจับประเด็นบทความได้พอควรก็เริ่มฝึกได้ล่ะ เหมือนเดิมครับช่วงแรกอย่าจับเวลา ทำให้ชินก่อน ทำแล้วอ่านเฉลยไปด้วย และก็เช่นเดิมห้ามทำเฉลยแล้วผ่านเด็ดขาด 5555 Reading นี่เฉลยสำคัญมาก เราต้องดูให้รู้ให้ได้ว่าทำไมเราถึงตอบผิดข้อนั้น ทำไมถึงผิดข้อนี้ แปลไม่ออกหรือเปล่า? คิดเหมือนเฉลยไหม(เพราะบางทีเราแค่มั่วถูก 5555) หรือว่าเราตีความไปคนละเรื่องกับที่คนเขียนพูด ตรงนี้สำคัญครับ ทำไปช้าๆก่อนแล้วค่อยเร่งความเร็วขึ้น แล้วพยายามคิดแบบนี้เสมอเวลาอ่านไม่รู้เรื่อง "ทำไมคนเขียนถึงใส่ประโยคนั้นลงไป" คำถามนี้ช่วยให้เราจับเค้าเรื่องได้ต่อให้อ่านไม่รู้เรื่องพอตัวเลยล่ะ หลังจากนั้นพอ Reading เราเริ่มเข้าที่ก็เริ่มจับเวลาแล้วการไปลุย Writing ก็ไม่ยากแล้วล่ะ

7. การสมัครต้องทำอย่างไรบ้าง มีเขียน SOP ด้วยใช่ไหม?
 

ตอบ ตอนแรกเรากรอกใบสมัครออนไลน์ในรอบที่เราจะยื่นล่ะ ซึ่งเอาจริงๆมันก็คล้ายๆของที่อื่นแหละคือให้กรอกข้อมูลส่วนตัว กรอก/ส่งคะแนน โดยใครที่ใช้ Cu-aat หรือ Cu-tep ขั้นนี้ใส่คะแนนไปได้เลยครับ แต่ตอนไปยื่นเอกสารที่คณะจะต้องวิ่งไปขอใบตัวจริงที่ตึกที่ทำการของศูนย์ทดสอบทางวิชาการแห่งจุฬาฯแล้วแนบไปด้วย ส่วนพวก SAT IELTS TOEFL พวกนี้ต้องส่งผ่านทางเน็ตครับ รหัสที่จะใช้ส่งไปคณะก็ต้องดูในประกาศทางการช่วงปลายปีของเขาน่ะ พอกดส่งจากนั้นก็รอจนกว่าคะแนนจะไปถึงคณะก่อนถึงจะปริ๊นต์ใบจ่ายเงินได้ครับ มันจะบอกในเว็บเขาน่อว์ว่าถึงรึยัง หมั่นเช็คด้วยล่ะ (พี่แนะนำว่ากดส่งก่อนเวลาที่คณะเปิดรับเลยครับ สมมติเรายื่น Early ที่เปิดรับวันที่ 4-28 ธันวา เรากดส่งคะแนน SAT ไปตั้งแต่วันที่ 1 หรือปลายเดือนพฤสจิกาเลยก็ได้ครับ เพราะมันใช้เวลาตั้ง 10-14 โน่นวันกว่าจะถึงคณะเขา และเผื่อมีปัญหาคะแนนไปไม่ถึงจะได้ส่งใหม่ได้ทันด้วย)
 

**สำคัญ!! คนที่สมัครรอบ Early พยายามอย่ากรอกอีเมลผิดเด็ดขาดนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ข้อ 9
 

แต่เอาจริงๆ ไอที่พีคสุดเลยสำหรับคณะนี้คือในการกรอกข้อมูลเพื่อสมัครนั้นทุกคนจะมีการเขียน Statement of purpose หรือ SOP แบบออนไลน์นั่นเอง 5555 คือต้องตอบก่อนด้วยนะไม่งั้นกดปริ๊นต์ใบสมัครไม่ได้ แต่มันก็ดีตรงที่ถ้าเราไม่รีบเราเกลามันได้เกือบเดือน ถถถถ ซึ่งหัวข้อที่พี่เจอก็ตามนี้เลยครับ
 

- Briefly state the reason you are interested in studying business administration.
 

- Briefly introduce yourself, list your major accomplishments and discuss why they are meaningful to you.
 

- Briefly discuss your extracurricular activities and/or work experiences.
 

บอกก่อนว่าเขาไม่เอาพวกนี้มาถามในห้องสัมภาษณ์ ไม่ต้องกังวลไป แต่ที่เจอคือมันใช้วัดระดับเรากับคนที่ยื่นคะแนน SAT ในระดับบวก/ลบ 10 จากคะแนนเราครับ ในรอบ Early อาจไม่มีผล แต่หากว่าเราอยู่ตรงคะแนนแร้งท้ายๆที่บอกในลิสต์สัมภาษณ์(130+) มีผลมากน่ะ ถ้าเราเขียนดีเราอาจเลื่อนแร้งเท่ากับคนคะแนนสูงและติดเลย แต่ถ้าไม่ก็อาจตกอันดับไปสำรองหลังๆได้เลยครับ ตั้งใจด้วยล่ะ ^^
 

8. ไปยื่นเอกสารต้องไปที่ไหนและเตรียมอะไรบ้าง
 

ตอบ พอเรากรอกข้อมูลเสร็จเราจะปรินต์ได้ใบจ่ายเงินแล้วก็บัตรประจำตัวผู้สมัครมาครับ เราก็เอาไปจ่ายเงินเสียแล้วก็ติดรูป 1 นิ้ว 2 รูปไปบนบัตรนั้นให้เรียบร้อย ซื้อซองเอกสารสีน้ำตาลๆมาแล้วเตรียมของใส่ไปตามนี้ครับ
 

- ใบจ่ายเงินที่เราเอาไปจ่ายนั่นแหละ

- บัตรประจำตัวผู้สมัครอันนั้นแหละ

- สำเนาบัตรประชาชน 1 ฉบับ

- ซองจดหมายจ่าหน้าถึงตัวเอง 1 ซอง (เขาจะใช้ส่งเอกสารรายละเอียดขนาด A4 กลับมาครับ หรือใครที่สอบรอบ Early เขาจะแจ้งผลมาในนี้อีกทีด้วย ถ้าไม่อยากให้พี่ๆที่ส่งมาต้องพับเอกสารจนเล็กก็ใช้ซองจดหมายแบบยาวเอาครับผม)

- ใบรับรองสถานภาพความเป็นนักเรียนภาษาอังกฤษ (ที่ใช้เวลาเราจะไปเรียนซัมเมอร์ตปท.นั่นแหละ) 1 ฉบับ ขอจากธุรการ

- ใบเกรด 5 เทอมภาษาอังกฤษหรือ Transcript 1 ฉบับ ขอจากธุรการเช่นกัน

- ถ้าเราใช้คะแนนสอบ Cu-tep+speaking หรือ Cu-aat ในการยื่น เราต้องส่งเอกสารตัวจริงที่ไปเอาจากศูนย์ทดสอบฯจุฬาใส่ไปด้วย ส่วนถ้าใช้ผลสอบตัวอื่นๆก็ไม่ต้องล่ะเพราะเราส่งทางเน็ตไปแล้ว ดูสถานที่ในเว็บเขาที่สมัครสอบเลย อยู่ฝั่งตรงข้ามและเยื้องๆกับเตรียมอุดมครับผม ค่าธรรมเนียมใบละ 50 บาท
 

พอเราใส่ตามนี้ก็เช็คให้เรียบร้อยว่าครบจากนั้นขึ้นไปยื่นที่ห้องธุรการของ BBA ที่ชั้น 4 อาคารอนุสรณ์ 50 ปีครับ พี่เขาใจดีไม่ต้องห่วง 555 อ้อ แต่ถ้าใครไม่สะดวกก็ส่งทางจม.ได้ครับ เดี๋ยวเขาส่งบัตรประจำตัวของเรากลับมาให้

**สำคัญ!! ใบจ่ายเงินค่าสมัครตรงด้านหลังเลขประจำตัวปชช.ของเรามันจะมีเลขอะไรสักอย่าง 2 หรือ 3 ตัวเพิ่มมา ไม่ต้องตกใจไป มันเป็นเรื่องทางเทคนิคของคณะเขาครับผม จ่ายได้เลยน่ะ ไม่ต้องเสียเวลาโทรไปถามก่อนแบบพี่หรอก 5555
 

9. ทำไมรอบ Early มันแทบไม่มีกำหนดการอะไรเลย เราต้องทำอะไรต่างจากรอบปกติไหม?
 

ตอบ ขั้นตอนสมัครเราก็อย่างที่เขียนบอกไปด้านบนครับผม แต่ว่าสิ่งที่รอบ Early แตกต่างจากรอบปกติอย่างรุนแรงก็คือหลังจากสมัครเสร็จจะ ไม่มีประกาศอะไรออกมาทางเว็บหรือเฟสคณะเขาเลย ต่อจากนี้เราจะติดต่อกับคณะผ่าน อีเมลที่เรากรอกตอนสมัคร ล้วนๆ
 

พอเรากรอกใบสมัครเสร็จ ยื่นเอกสารเรียบร้อยภายในเดือนธันวาปุ๊ป จากนี้เราต้องรอยาวไปครับ แล้วประมาณกลางเดือนมกราเขาจะอีเมลมาแจ้งวันเวลาและสถานที่ที่เราต้องไปสัมภาษณ์ซึ่งจะเป็นอีเมลแรกที่น้องจะได้รับ (เคสพี่ได้วันที่ 15 มกรา และสัมภาษณ์วันที่ 29 มกราน่ะ 1 วันก่อนสอบปลายภาคพี่พอดี ถถถถ)
 

พอสัมภาษณ์เสร็จปุ๊ปก็นอนรอยาวไปอีกรอบ 5555 หลังจากนั้นหากว่าเราผ่าน(พี่ไม่รู้ว่าเคสคนที่ไม่ผ่านสัมภาษณ์รอบนี้นะเพราะเพื่อนพี่ผ่านกันหมดเลย)ประมาณกลางเดือนกุมภาเขาก็จะส่งอีเมลอีกฉบับมายืนยันว่าเราผ่านแล้วนะ พร้อมแจ้งว่าต้องทำอะไรต่อบ้าง ซึ่งของพี่เขาเมลมาวันที่ 16 กุมภาน่ะ วันคืนสู่เหย้ารร.+ประกาศผลสอบว่าพี่ไม่ติด 0 พอดีเป๊ะ ฤกษ์ดีงามมาก 5555 หลังจากก็ไม่มีอะไรมากแล้วล่ะ เขาก็จะบอกว่าต้องไปจ่ายค่ายืนยันสิทธิ์ตอนปลายมีนาแล้วก็ชื่อเราจะประกาศพร้อมรอบปกติวันที่ 24 มีนา จากนั้นเราก็นอนรอยาวไปอีกครั้งหนึ่ง ไปจ่ายค่ายืนยันสิทธิ์เสียแล้วก็ไปรายงานตัวพร้อมรอบปกติตอนปลายมีนาได้เลย
 

10. สัมภาษณ์เป็นอย่างไร
 

ตอบ ก็ไปรวมตามที่นัดตอนเช้าครับ แต่งกายชุดนักเรียนให้เรียบร้อย อย่าลืมพกบัตรสอบแล้วก็บัตรประชาชนไปด้วยล่ะ อ้อ แล้วก็พอจะถึงเวลาที่เขากำหนดถ้าใครอยากได้สัมภาษณ์เร็วก็ให้ไปอยู่ใกล้ๆโต๊ะลงทะเบียนแต่ต้นด้วยเล่า เขาบอกว่าใช้ระบบ first come first serve ก็จริง แต่แท้จริงแล้วมันคือ first line up first serve ครับ ใครวิ่งไปต่อแถวก่อนได้ก่อน 5555 พี่เองไปเช้าเป็นคนแรกๆแต่ได้ลำดับ 50 กว่าๆจากคนรอบ Early 80 กว่าคน เพราะดันยืนอยู่หลังห้องโถงเขา 5555
 

เรื่องการสัมภาษณ์ออกตัวก่อนว่าพี่สอบรอบ Early ซึ่งเขาว่ากันว่าเขาแค่ดูว่าเราพูดได้ไหมเฉยๆนะ(เพราะเอาจริงเขารับเกือบหมดเลยแหละ -*-) ต้องขออภัยน้องๆที่อาจจะอยากได้ความเป็นวิชาการตรงนี้จริงๆ ยิ่งของพี่นอกจากเหตุผลข้างต้นแล้วพี่ดันเข้าไปเจอกับอาจารย์ฝรั่งที่คุยกันถูกคอเพราะชอบเรื่อง History เหมือนกันแค่คนละฟิลด์อีก มันเลยยิ่งทำให้ออกนอกประเด็นไปเกินครึ่งของการสัมภาษณ์ กว่าจะเข้าสคริปต์ปกติเลยเจอไม่กี่ข้อตามนี้น่ะ ถถถถถ
 

เอ้ย! แต่ก่อนจะไปถึงคำถาม บอกก่อนว่าเขาจะแบ่งสายสัมภาษณ์ให้เรานะครับ รอบของพี่มี 5 ห้อง แต่ละห้องจะมีกรรมการ 2 คนเป็นไทย 1 ต่างประเทศ 1 น่ะ เราก็จะเข้าไปสัมภาษณ์ทีละคนเรียงตามลำดับ(ที่เราไปวิ่ง buffalo แข่งกันนั่นแหละ) แล้วถ้าห้องไหนที่คนที่เข้าไปรอบก่อนออกมาเร็วคนหมายเลขถัดไปก็จะถูกเรียกเข้าห้องนั้นแทนไปเรื่อยๆ ไม่ได้เรียงตามหมายเลขห้องนะ ดังนั้นเราเลือกห้องเองไม่ได้แน่นอน แต่ถึงอย่างนั้นคนที่คิวหลังจะได้เปรียบเพราะเราถามคนข้างหน้าที่ออกมาแล้วได้ว่าห้องไหนเป็นอย่างไร เผื่อโดนโยนเข้าห้องที่เพื่อนว่าโหดๆจะได้ปรับตัวถูก แหะๆ
 

- งานอดิเรกคืออะไร : อันนี้พี่ก็ตอบตรงๆว่าชอบอ่านหนังสือ(เพราพี่บ้าจริงๆ 5555) พร้อมร่ายสรรพคุณหนังสือเล่มที่กำลังอ่านให้อาจารย์เขาฟัง แถมถามอาจารย์ด้วยว่าอยากดูไหมเพราะพี่วางมันไว้กับกระเป่าข้างนอกซึ่งอาจารย์เขาบอกว่าไม่ต้องก็ได้ ถถถถ
 

- อยากไปต่างประเทศไหม ถ้าอยากไปอยากไปประเทศไหน เพราะอะไร : พี่ตอบเยอรมันเพราะจะได้ไปตามรอบโบสถ์กับปราสาทเก่าๆ แล้วก็สาธยายเรื่องยุคมืดและจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ให้อาจารย์เขาฟัง....
 

- ทำไมถึงตัดสินใจเข้าเรียนสายนี้ : พี่ก็บอกว่าพี่อยากจะเอาความรู้ของพี่ทีมีในเรื่องที่พี่ชอบ (History แล้วก็ภาษา)มาประยุกต์กับหลักการตลาดเพื่อที่จะได้เผยแพร่ความรู้ของตัวเองให้กว้างขึ้นพร้อมๆกับสามารถมีไลฟ์สไตล์แปลกๆแบบที่พี่ต้องการได้ คือถึงพี่จะชอบสายเฉพาะทางมากอย่างไรแต่การไปเป็นอาจารย์ตรงๆอย่างเดียวเลยคงไม่ใช่ทาง คนเรามันต้องบูรณาการอะไรแปลกๆให้มันโดนสิ 5555
 

- ปัจจัยที่บ้านเกี่ยวข้องกับการที่ทำให้เราเลือกเข้าคณะนี้ไหม : อันนี้บอกไปว่าอยากให้ที่บ้านมีธุรกิจของตัวเองอยู่แหละถึงจะไม่ได้เป็นแหล่งรายได้หลัก แล้วก็ประกอบกับพี่ชายของพี่เองก็ไปเรียนไปสายราชการไปคนหนึ่งแล้วเลยอยากเลือกอะไรที่มันต่างบ้าง
 

คือคำถามที่ดูปกติๆที่พี่ได้มันมีแค่ 4 ข้อนี่แหละ คือส่วนที่เหลือมันออกทะเลมาก 555 คือจะบอกว่าพี่กับเพื่อนพี่ที่ชูประเด็นแปลกๆ(ในที่นี้คือประวัติศาสตร์สากล)จะถูกถามแบบหลุดประเด็นจากสคริปต์ปกติไปได้เลยน่ะ พี่พล่ามเรืองปวศ.ส่วนเพื่อนพี่อีกคนไปๆมาๆโดนโยงปวศ.เข้ากับการเมืองด้วย คือถ้าถนัดเรื่องนั้นจริงจะทำให้ความตึงเครียดในห้องลดลงมากครับ และเราจะพูดได้น้ำไหลไฟดับมาก ใครสนใจก็รีบชูประเด็นตั้งแต่แนะนำตัวเสียเล่า คณะนี้เขาไม่ตัดเราเพียงเพราะเราไม่ได้อยากเป็น CFO หรือ auditor นะ ^^
 

11. Portfolio จำเป็นต้องทำหรือเปล่า?
 

ตอบ บอกเลยว่าไม่ 555 อาจารย์เขาไม่ได้ถามถึงเลยสักคนนะเท่าที่พี่ถามมา เขาจะไม่สนมันเลยครับนอกเสียจากว่าเราจะยกให้เขาดู คือจริงๆพี่ก็พกแฟ้มเข้าไปอันหนึ่งนะ แต่ในนั้นคือมันของรางวัล/เกียรติบัตรจากการแข่งสำคัญๆที่ใช้โม้ล้วนๆ ข้อมูลอะไรไม่มีทั้งสิ้นเพราะพี่กะจะใช้วิธีอธิบายความเป็นมาของของแต่ละชิ้นสดๆเลย(เหรียญรางวัลอันเบ้อเริ่มยังใส่มาเล้ย 5555) อย่างตอนที่พี่พูดถึงตอนที่บอกว่าชอบประวัติศาสตร์สากลมากคือพี่เปิดหน้าเหรียญรางวัลและคะแนนสอบ SAT world history ให้เขาดูแล้วสาธยายสดเลยน่ะ ซึ่งดูแล้วอาจารย์เขาก็แฮปปี้กับการนำเสนอแบบนี้พอตัวเลยด้วย 555
 

12. recommendation letter จำเป็นไหม?
 

ตอบ ก็ไม่อีก 5555 คือมันไม่มีขั้นตอนไหนที่เขาจะอ่านของเราด้วยซ้ำนะดูจากสภาพแล้ว.... ตอนพี่ไปยื่นเอกสารเขาก็แค่เช็คๆแล้วก็คืนของที่ไม่ต้องใช้ให้พี่มาภายใน 5 นาทีด้วยซ้ำล่ะ เขาไม่สนใจเก็บพวกเอกสารประหลาดๆที่พี่เตรียมไปเผื่อเลย ถถถถ ฉะนั้นอย่ายัดเยียดกระดาษแผ่นนั้นให้อาจารย์เขาต้องสะดุดในการสัมภาษณ์เราน่าจะเหมาะกว่าแหละ 5555

** อีกอย่างยุคนี้ Recommendation letter ค่อนข้างเกลื่อนด้วย ได้ข่าวว่าเรียนพิเศษกับบางสถาบันเขาออกให้เลยก็มี ดังนั้นนั่นตรงนี้อาจทำให้ทางคณะเขาเลือกที่จะไม่รับของที่ไม่ได้บอกไว้ในประกาศตั้งแต่ต้นด้วยล่ะครับ
 

13. การรับเข้าของปีนี้และแนวโน้มอัตราการแข่งขันของปีหน้า
 

ตอบ ปีนี้รับตัวจริง(ในประกาศเมื่อ 3 วันที่แล้ว) 166 คนครับ เกินจากประกาศแรกของคณะมา 6 คนน่ะ ส่วนรายชื่อสำรองประกาศมา 131 คน
 

อัตราการแข่งขันรวมปีนี้มีคนสมัครรอบ Early ประมาณ 85 คนรอบปกติอีกประมาณ 220 คน ดังนั้นต้องถือว่าอัตราส่วนรอบ Early สูงมากแถมปีนี้ก็ติดกันเกือบหมดด้วย(ได้ข่าวว่าปีก่อนๆก็แบบนี้) ดังนั้นปีหน้ารอบ General อาจจะต้องทำงานกันหนักพอควร เพราะคะแนน SAT ใหม่นี่มันสูงกันจริงจัง
 

อนึ่ง เนื่องจากคะแนน SAT ตอนนี้มันมีแต่สูงขึ้นและสูงขึ้นและปีนี้คะแนนต่ำสุดที่ทาง BBA เรียกสัมภาษณ์ในรอบปกติคือ 1270 หรือ 1280 นี่แหละ ส่วนรอบ Early ได้สัมภาษณ์หมด พี่เชื่อว่าปีหน้าคะแนน SAT รอบ Early อาจต้องปรับขึ้นแน่ๆ แต่ถึงอย่างไรอัตราส่วนรอบ Early ก็ยังคงเยอะอยู่ดังนั้นถ้าหากว่าเป็นไปได้น้องๆก็ควรทำคะแนนให้ถึงรอบ Early ได้แต่ต้นจะดีกว่าล่ะ ส่วนถ้าใครไม่ถึงจริงๆและต้องเข้ารอบ General ขอให้จริงจังกับการเขียน SOP มากๆเข้าไว้ครับ(ถ้านับตามปีนี้คือคนคะแนนประมาณ 1330-1310 ต้องเฉือนกันตรงนี้ล่ะ) ส่วนสัมภาษณ์...ก็อย่างว่า ถ้าเราพูดอังกฤษได้และไม่กุกกัก มันไม่มีผลอะไรเลย ถถถถ
 

_______________________________________________
 

ก็จบไปแล้วล่ะ ใครมีคำถามเพิ่มเติมทิ้งคำถามไว้ได้นะครับ ถ้าว่างจะมาตอบแน่นอนล่ะ แล้วก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีน้องๆหลายคนที่อ่านกระทู้นี้มาแล้วเข้ามาอยู่คณะเดียวกันนะครับ โชคดีล่ะ ^o^

ให้หัวใจกระทู้นี้ ~

แสดงความคิดเห็น

2 ความคิดเห็น

    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #1
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      โทษทีล่ะ นี่จขกท.เองครับผม เผอิญว่าที่ด้านบนมันยัดตัวอักษรใส่ไม่ได้แล้วน่ะ 5555 และทางนี้เพิ่งได้ข้อสรุปเรื่องนี้หลังจากไปดูรายชื่อมาเมื่อตะกี้นี้เอง ใครที่คิดจะเข้าคณะนี้จริงจังขอให้อ่านตรงนี้ดีๆครับ


      **สำคัญมากกกกกกกกกก ตอนนี้พี่ได้ข่าวเพิ่มมาแล้วคือปีนี้สำรองอันดับที่ 1 จนถึง 16 ได้ SAT 1320-1330 เท่ากันทั้งหมดนะ(และปีพี่คะแนนกองกันที่ 1330-1360 มีไม่น่าต่ำกว่า 70 คน...) พี่ยังไม่ทราบว่าเขาจะเรียกสำรองกี่คนแต่จากข้อมูลที่มีก็พอจะรู้วิธีคัดเลือกคนของคณะเขาแบบปจบ.ได้แล้วน่ะ คือหากเราได้คะแนน SAT เท่าไหร่ก็จะสัมภาษณ์แข่งกับคนคะแนนใกล้กันครับ(บวกลบไม่เกิน 10)แต่จะไม่สามารถขึ้นไปเท่าคนที่ได้คะแนนมากกว่าเยอะได้อยู่ดี เขาแร้งคนรับเข้าตามลำดับคะแนนเป็นหลักเลย ดังนั้นถ้าคิดว่าคะแนนยังไม่สูงพอก็ทำให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้น่ะโดยเฉพาะรอบ General น่ะ


      สำหรับรอบ General ตอนเขาประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สัมภาษณ์เขาจะให้แร้งกิ้งมาแล้วครับ โดยเว้นแร้งกิ้งของพวกรอบ Early ซึ่งติดไปก่อนแล้วเอาไว้ ซึ่ง...เอาจริงๆก็กึ่งๆบอกว่าใครที่ติดตัวจริงแน่และใครที่สำรองแน่นั่นแหละ... ดังนั้นหากยังชิงตัวจริง 160 ที่อยู่เหมือนเดิมในปีต่อๆไปมันก็จะแข่งคุณภาพ SOP ชิงตัวจริงกันก็แถบๆประมาณแร้งกิ้ง 130-150 กว่าๆน่ะ ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับความกว้างของช่วงคะแนนด้วยว่าคะแนนเท่ากันมีเยอะขนาดไหน ถ้าเกินจาก 160 ไม่มากระดับคะแนนนั้นคงได้เข้าหมด(ปีนี้น่าจะ 1330-1340 นะที่ทำให้เกินจาก 160 เป็น 166)แต่ถ้ามากก็อาจวัดจากอย่างอื่นด้วย แต่ต่อให้ใครได้อันดับมากกว่านี้ก็อย่าเพิ่งท้อไปครับเพราะทุกปีมีสละสิทธิ์และเรียกสำรองแน่นอนครับผม (ปีนี้เรียกสำรองคนที่ 1-70 ครับผม สำรองอันดับ 1 ถึง 4 นั่นเอง)


      โดยกรณีรอบ General คนที่ได้คะแนน SAT เท่ากันรู้สึกเขาจะกรองเพื่อจัดแร้งกิ้งก่อนสัมภาษณ์ด้วยคุณภาพ SOP ก่อน ถ้าเท่ากันก็แร้งกิ้งเดียวกัน ถ้าด้อยกว่าก็จะตกไป(เกณฑ์ตรงนี้พี่ไม่ทราบล่ะว่าตัดกันที่ตรงไหน แต่ Assume ว่ามัน SOP นี่แหละเพราะมันไม่มี Factor อื่นที่เขาจะตัดได้แล้วแหละ 555) แต่จะอย่างไรก็เถอะแรงกิ้งเราก็จะยังสูงกว่าคนที่คะแนน SAT น้อยกว่าเกิน 10 เสมอน่ะ แล้วเขาคงค่อยวัดคนที่ได้แร้งกิ้งจากคะแนน SAT + SOP เท่ากันจากการสัมภาษณ์อีกรอบหนึ่ง(สัมภาษณ์เมหมือนแค่วัดว่าใครพูดได้ไม่ได้นะเพราะปีพี่ไม่เจอใครตกสัมภาษณ์ แค่เขาเรียกตามอันดับเท่าเดิมแค่นั้น) แล้วเขาค่อยเอามาลิสต์เรียกตัวจริง-สำรองในขั้นสุดท้ายครับ(สรุปความสำคัญของแต่ละขั้นนะ คะแนน SAT > SOP > สัมภาษณ์ ตามนั้นครัช -*-) **


      ปล. คะแนน SAT น้อยสุดปีนี้คือ 1290 นี่แหละ น้องๆปีหน้าแนะนำทำ 1300+ เพื่อความเซฟน่อว์ ส่วนใครที่ทำคะแนน 1360+ แล้ว (และต่อให้รอบ Early จะปรับเกณฑ์ซึ่งบ้าสุดๆจริงๆก็คือ 1400 เดี๋ยวพี่ถามคณะให้อีกที) พี่กล้าการันตีว่าน้องติดครับ ไม่ต้องเครียดมากหรอก ถึงคณะนี้มีพวกคะแนน 1500 กับ 1400 ปลายจริงๆแต่มันก็น้อยจนนับตัวได้ คนส่วนใหญ่เขาก็กองๆกันที่ 1320-1390 กันทั้งนั้นแหละครับ ไม่ต้องรีบเครียดตั้งเป้า 1450+ กันแล้วลงคอร์สเรียนเป็นปืนกลนะ 5555

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      Pwnyoong
      Guest IP
      #2
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      จ่ายค่าเทอมครั้งเดียวเลย หรือจ่ายส่วนหนี่งยืนยันสิทธิ์ก่อนคะ แล้วค่าใช้จ่ายทั้งหมดเท่าไหร่ ให้จ่ายประมานวันไหน

      ตอบกลับ

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เด็กดี TCAS

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป