ซัมเมอร์เมืองฮาร์บิ้นกับ SummerJeen ช่วงหน้าร้อน [ยินดีให้แชร์]

วิว
#ฮาร์บิ้น #Harbin #harbin #SummerJeen #ประเทศจีน #ต่อนอก


                 你好朋友  ชื่อมุกค่า มุกวลัย จิตโสภา อายุ 22 ปี  เคยเข้าร่วมโครงการของ SummerJeen ไปเรียนภาษาและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่เมืองฮาร์บิ้น ประเทศจีน ซึ่งเมืองฮาร์บิ้นนี้ตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลเฮยหลงเจียง ในดินแดนประเทศจีน เมืองฮาร์บิ้นเป็นเมืองเอกของมณฑลเฮยหลงเจียง และมีสมญานามว่าเมืองแห่งน้ำแข็ง คนไทยจะรู้จักในช่วงเทศกาลน้ำแข็ง เพราะจะจัดขึ้นที่เมืองแห่งนี้ของทุกปี แต่ในช่วงที่เราไป เริ่มเข้าหน้าร้อนของที่นั้น สำหรับซัมเมอร์ที่เราไปรอบนี้ตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2017 ที่ผ่านมานี้เอง
…………………………………………………………………………..
                   ต่อไปนี้เป็นการเดินทางของเรา  ซึ่งก่อนเดินทางประมาณ 3 สัปดาห์ทางโครงการก็ได้นัดปฐมนิเทศ ซึ่งก็จะพูดเกี่ยวกับการใช้ชีวิตความเป็นอยู่ที่นั้นทั้งหมด และมีการสอบวัดระดับแยกห้องเรียนตอนไปเรียนที่จีน การเดินทางของเราในทริปมีเพื่อนคนไทยที่ไปด้วยกัน 14 คน แล้วก็มีพี่ที่ดูแลหลักๆ 2 คน คือพี่ก้อย และพี่โจอี้   แต่จะมีพี่อีกคนมาช่วยดูแลพวกเราอีกคนคือพี่เอ็ม ซึ่งเขาเรียนภาษาอยู่ที่ฮาร์บิ้นแล้ว เราลองมาดูกันสิว่าในช่วงหน้าร้อนของที่นี้บรรยากาศจะมีความแตกต่างกับช่วงหน้าหนาวอย่างไรกันบ้าง
…………………………………………………………………………..
                   ขอเล่าช่วงการเดินทางเลย วันแรกที่ไปถึงสุวรรณภูมิทางเจ้าหน้าที่ของโครงการได้นัดพวกเราไว้ตอนประมาณ 06.30 น. ที่สนามบิน เราได้เดินทางไปกับสายการบิน China southern การเดินทางไปเมืองฮาร์บิ้นนั้นจะไม่มี เที่ยวบินแบบรวดเดียว จะต้องต่อเครื่อง ซึ่งเที่ยวบินออกจากไทยลงกวางโจว เวลา 08.40 น. ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง แล้วรอต่อเครื่องอีกไปลงฮาร์บิ้นอีกประมาณ 3 ชั่วโมง กว่าจะถึงฮาร์บิ้นก็ประมาณ  19.10 น. แล้ว  นับว่าก่อนขึ้นเครื่องออกจากไทย ตอนนั้นตื่นเต้นมาก เพราะจะได้ไปเจอเพื่อนใหม่ที่ต้องอยู่ด้วยกัน 1 เดือน และการเดินทางในครั้งนี้ก็มีเด็กสต๊าฟจำนวน 14 คน และมีเด็กที่ไม่ได้ไปกับสต๊าฟมาสมทบอีกประมาณ 5-6 คน คือจะขออธิบายกันก่อนนะว่าของโครงการนี้เขาจะมีทั้งแบบสต๊าฟคือเจ้าหน้าที่ของโครงการไปอยู่กับเราที่นั้นเลย และแบบไม่มีสต๊าฟคือเจ้าหน้าที่แค่ไปส่งเราที่สนามบินเอง คือง่ายๆว่าพอเราไปถึงก็ต้องดูแลตัวเองทุกอย่าง และค่าใช้จ่ายก็จะแตกต่างกันออกไป สามารถเข้าไปดูในเพจเฟสบุ๊ค “อยากรู้เรียนต่อนอก” หรือจะเข้าเว็บ Summerjeen.com ก็ได้จ้า ซึ่งรอบนี้เราไปแบบมีสต๊าฟดูแล ค่าใช้จ่ายที่เราไปรวมหมดทุกอย่างแล้ว ก็จะอยู่ที่ 53,000 บาท ต่อ 1 เดือน ซึ่งเราถือว่าคุ้มมากกับการได้ไปเรียนรู้นอกสถานที่จริง ได้ใช้ภาษาจริง 

ก่อนขึ้นเครื่อง ถ่ายรูปกันก่อนจ้า


Bye Bye Thailand
 
                   ในที่สุดเราก็มาถึงฮาร์บิ้นเรียบร้อยจ้า ขอบอกเลยว่าตอนออกจากสนามบิน ไม่หนาวเลย ออกร้อนด้วยซ้ำ จากนั้นรถบัสก็มารับพวกเรามุ่งหน้าสู่มหาลัย มหาลัยนี้มีชื่อว่า Harbin Engineering University          (哈尔滨工程大学)  มหาวิทยาลัยวิศกรรมศาสตร์ฮาร์บินนั้นเอง พอถึงหอพักก็มีพี่ก้อยซึ่งรอพวกเราอยู่ที่นั้นก่อนแล้ว ได้จัดแจงเรื่องห้องพัก พร้อมกับแจกบัตรเข้าหอพัก (บัตรนี้สามารถชื้อข้าวที่โรงอาหาร เข้าห้องสมุด เข้า-ออกหอพัก และแต่ละสัปดาห์พี่ๆเขาจะเติมเงินในบัตรให้) พร้อมด้วยจัดการเรื่องซิมโทรศัพท์ของที่นั้น หลังจากนั้นต่างคนต่างแยกย้ายกันไปนอน เพราะพรุ่งนี้พี่ก้อยนัดพวกเราตอน 7 โมงเช้า (คือแบบว่ากว่าจะได้นอนก็ปาไป 24.00 น. แล้ว) หอพักที่พวกเราพักจะเป็นหอนักศึกษาต่างชาติ นักศึกษาส่วนใหญ่จะเป็นคนเกาหลี จีน ไทย ลาว แอฟริกา รัสเชีย คือหอที่เราพักก็จะมีทั้งหมด 13 ชั้น และแต่ละชั้นก็จะมีห้องครัวและห้องซักผ้ารวมอยู่ทุกชั้น  และภายในห้องก็จะมีอุปกรณ์ครบครัน ไม่ว่าเตียง 2 ชั้น ตู้เสื้อผ้า โต๊ะ ห้องน้ำในตัว กาน้ำร้อน ทีวี ฮีทเตอร์ เป็นต้น 
 

ถ่ายกับป้ายมหาลัย 哈尔滨工程大学


ห้องสมุดที่นี้จ้า

นี่คือตึกเรียนภาษาค่า


บรรยากาศภายในห้องเรียนภาษา


ช่วงเรียนเขียนพู่กันจีน


บรรยากาศเรียนกังฟู (กลางแดดเลยจ้า)


นี่คือตึกเรียนวิชาเสริม เช่น พู่กันจีน ขลุ่ยจ้า

หน้าหอพักต่างชาติจ้า





บัตรเข้า-ออกหอพัก

 

บรรยากาศจากชั้น 4 ของหอพัก




ชิวๆกับ The gang จ้า ช่วงยังหนาวๆอยู่


ออกหนาวเลยค่า

…………………………………………………………………………..
>> ในส่วนนี้ก็จะขอเล่ากิจวัติประจำวันในช่วงจันทร์ – ศุกร์ ว่าเราไปเรียนอะไรมาบ้าง <<

                  วันแรกของการไปเรียน >> คือแต่ละคนตื่นมาพร้อมกับความตื่นเต้นปนกับความเพลียจากการเดินทางอันแสนยาวนาน และแล้วพี่ก้อยก็บอกกับพวกเราว่าจะพาไปกินข้าวที่โรงอาหารก่อน แล้วจะพาพวกเราไปตึกเรียน พอเดินไปถึงโรงอาหารก็ต้องบอกเลยว่า “มันใหญ่มาก” จริงๆ เพราะโรงอาหารของมหาลัยมีทั้งหมด 2 ที่ คือโรงที่ใกล้กับหอพักของเราจะเป็นโรงอาหารใหญ่มีทั้งหมด  3 ชั้น ส่วนอีกที่นั้นอยู่แถวตลาดของมหาลัย  อาหารมื้อแรกของเราก็คือ ซาลาเปากับน้ำเต้าฮู้ร้อน เพราะคนจีนที่นั้นมื้อเช้าเขาจะไม่กินข้าวกัน เขาจะกินพวกขนมปัง น้ำเต้าฮู้ หมั่นโถว ไม่ก็ซาลาเปา จะเน้นกินข้าวหรือพวกก๋วยเตี๋ยวในตอนเที่ยงกับตอนเย็นเอง หลังจากกินมื้อเช้ากันไปแล้ว พี่ก้อยกับพี่โจอี้ก็พาพวกเราไปตึกเรียนกัน ตื่นเต้นมากๆ ตอนแรกเราได้เรียนห้อง B แต่พอไปนั่งเรียนจริงๆ รู้สึกว่ายากเกิน เลยขอพี่ก้อยลงไปเรียนห้อง A แทน เพราะพี่ก้อยบอกว่าภายในสัปดาห์แรกนั้นพวกเราสามารถทดลองไปเรียนดูก่อน และถ้าไม่ไหวยังไงสามารถขอเปลี่ยนห้องได้ (ขออธิบายเพิ่มคะ คือรอบที่เราไปจะแบ่งเป็น 3 ห้อง มี A,B,C ซึ่งเรียงจากง่ายไปจนถึงยาก ซึ่งก่อนเดินทางนั้น พี่ๆเขาให้พวกเราสอบวัดระดับกันก่อนแล้ว และเราก็สอบได้ห้อง B นั้นเอง) ซึ่งตารางแต่ละห้องจะไม่เหมือนกัน บางห้องเริ่มเรียน 9.55 น. บางห้องเริ่มเรียนตั้งแต่ 8 โมงก็มี แต่จะมีวิชาเสริมขึ้นมาให้อีก 4 วิชา นั้นก็คือ กังฟู พู่กันจีน ขลุ่ยจีน และทำอาหารจีน ซึ่งแต่ละวิชาจะต้องเรียนอาทิตย์ละ 1 ครั้ง ยกเว้นวิชาทำอาหารจีน เราจะต้องจัดกลุ่มขึ้นมา และเลือกลงเรียนแค่ 1 ครั้งเท่านั้น หลังจากที่ได้ย้ายมาเรียนห้อง A แล้ว เราได้เรียนกับเหล่าชือ 2 คน เหล่าชือสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ แต่เขาจะเน้นพูดภาษาจีนมากกว่า เพื่อให้เราได้ฝึกทักษะการฟัง ในบางวันเหล่าชือจะมีสอบเขียนคำศัพท์ บางวันจะมีให้ออกไปฝึกอ่านบทสนทนาหน้าห้อง ส่วนการบ้านจะมีเกือบทุกวัน คัดคำศัพท์บ้าง ท่องคำศัพท์บ้าง 


ตารางเรียนห้อง A


บรรยากาศห้องเรียนจ้า




ถ่ายกับหลิวเหล่าชือ 


ถ่ายกับจางเหล่าชือ

…………………………………………………………………………..
              ส่วนเรื่องอุณหภูมิ  ช่วงที่เราไปจะเป็นช่วงปลายๆหน้าหนาวแล้ว อาจจะมีแค่หนาวในช่วงสัปดาห์แรก แต่หลังจากนั้นเริ่มร้อนแล้ว แต่ก็ไม่ได้ร้อนเท่าไทยนะ คืออารมณ์ประมาณว่าช่วงกลางวันสัก 29 องศา พอกลางคือก็ลดเหลือ 20 องศาเลย คือลดเร็วมาก อ๋อ!! อีกอย่างเมืองฮาร์บิ้นพระอาทิตย์ขึ้นตอนประมาณตี 3 (ฟังไม่ผิดหรอกคะ ตี 3 จริงๆ) ส่วนพระอาทิตย์ตกประมาณตอน 2 ทุ่มเลย (ช่วงแรกๆไปถึงกับงงเลยคะ)  

อุณหภูมิในช่วงวันที่ 9 มิถุนายน 60


อุณหภูมิในช่วงวันที่ 8 มิถุนายน 60

…………………………………………………………………………..
 
สถานที่ท่องเที่ยวของเมืองฮาร์บิน >>>
              และต่อจากนี้ไปจะขอเล่าทริปที่ได้ไปเที่ยวในช่วงวันหยุดกันหละนะ ซึ่งทุกๆอาทิตย์ พี่ก้อยก็จะพาพวกเราไปยังสถานที่ต่างๆ ของเมือง
 
1.  โบสถ์เซนต์โซเฟีย (St.Sophia Church) โบสถ์เซนท์โซเฟียตั้งตระหง่านอยู่บนถนนจงยางซึ่งเป็นถนนย่านการค้าที่เจริญ ที่สุดของเมืองฮาร์บิ้น ดูโอ่อ่าสง่างามและมีความโดดเด่นสะดุดตาท่ามกลางย่านการค้าอันทันสมัย ง่ายๆว่าถ้าใครไปฮาร์บิ้นแล้วจะต้องไปถ่ายรูปกับโบสถ์นี้ ไม่อย่างนั้นคือไม่ถึงเมืองฮาร์บิ้นเลยหละ


 
2. ถนนจงหยาง (จงยางต้าเจียน)  นับเป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงไม่แพ้โบสถ์เซนท์โซเฟียในเมือง           อาร์บิ้น ถนนจงยางเป็นถนนที่ปูด้วยหินสีเขียวอ่อนทั้งสาย เป็นถนนการค้าที่ขึ้นชื่อของเมืองฮาร์บิ้น ตามสองข้างทางของถนนสายนี้มีสิ่งก่อสร้างสไตล์ต่างประเทศปรากฏอยู่เป็นจำนวน มาก ในแต่ละวันจะเห็นผู้คนเดินไปมาขวักไขว่ไม่ขาดสาย ซึ่งใครที่ชอบ shopping อยู่แล้ว ต้องไม่พลาดกับที่นี้แน่นอน
 



3. Unit 731 Museum  เป็นอนุสรณ์ให้รู้ว่า “ทำไมคนจีนถึงไม่ชอบคนญี่ปุ่น” ซึ่งมันเป็นโรงงานแห่งความตาย พิพิธภัณฑ์แห่งนี้คนญี่ปุ่นจับชาวจีนมาทำการทดลองต่างๆ โดยที่ไม่ฉีดยาชาและยาสลบ  เพราะทางญี่ปุ่นต้องการดูผลว่าจะสามารถทนต่อการทดลองได้นานแค่ไหน และการทดลองนั้นก็มีหลายแบบ ซึ่งก็คือการทรมานมนุษย์ดีๆนี่เอง
 


 
4.  วัดเหวิน เป็นวัดขงจื้อ จะอยู่ข้างๆมหาลัยเลย บรรยากาศดี แถบเงียบสงบอีก ใครที่ชอบบรรยากาศวัดจีน ต้องห้ามพลาดเลยหละ
 





 
5.  สวนสนุก (Harbin in  culture park) สวนสนุกแห่งนี้ก็อยู่หลังของมหาลัยอีกเช่นกัน คือถ้าเดินจากหอพักไปยังสวนสนุกก็ประมาณ 20 นาทีได้  
 



6.  Harbin Ice Museum  ขอบอกเลยอันนี้เข้าไปแล้ว หนาวมากๆ  -18 องศา อยู่ที่ถนนจงยางเลย 




7.  เดินป่า คือกิจกรรมนี้นอกเหนือจากทางโครงการจัดให้ ซึ่งกิจกรรมนี้พวกเราได้ไปเดินป่ากับนักศึกษาต่างชาติของมหาลัย ไม่ว่าจะรัสเซีย แอฟริกา เกาหลี จีน คนไทย เป็นต้น
 

8.  ตลาดกลางคืน (Night Market) ก็จะอารมณ์คล้ายตลาดบ้านเรา แต่ว่าการจัดตกแต่งร้านจะเป็นระเบียบหน่อย ของส่วนใหญ่ที่ขายก็จะผสมๆไป ไม่ว่าอาหาร เครื่องดื่ม ผลไม้ เสื้อผ้า รองเท้า ฯลฯ ตลาดนี้จะอยู่แถวมหาลัยเฮย์หลงเจียง ถ้านั่งรถเมย์จากมหาลัยเราไปตลาด ก็ประมาณ 15 สายได้ ราคา 1 หยวนเอง นับว่าถูกมากๆ 


 

…………………………………………………………………………..
จบที่เที่ยวไปแล้ว เรามาดูกันสิว่าอาหารที่เมืองฮาร์บิ้นเขากินอะไรกันบ้าง >>>>


อาหารขึ้นชื่อของที่นี้ ใครมาฮาร์บิ้นจะต้องมาชิมให้ได้เลยนะ มันมีชื่อว่า กัวเปาโร่ (guobaorou) 


อันนี้ก็ขึ้นชื่ออย่างของประเทศจีนเขานะ มันมีชื่อว่า หมาล่าทาง (อย่าเข้าใจผิดนะว่าเอาเนื้อสุนัขมาทำหรือเปล่า มันไม่ใช่นะ คือก็เป็นก๋วยเตี๋ยวแบบบ้านเรานี้หละ) แต่ที่เรียกว่า หมาล่าก็เพราะ หมาล่า มาจากภาษาจีนว่า 麻辣 /má là/ อ่านเป็นเสียงภาษาไทยว่า หมา-ล่า ซึ่งคำว่า “หมา” หมายถึง อาการชาที่จะรู้สึกได้ที่ปลายลิ้น และ “ล่า” หมายถึง รสชาติเผ็ด เมื่อรวมกันแล้วจึงหมายความว่ารสชาติแบบเผ็ด ๆ ชา ๆ ที่ปลายลิ้น


อาหารในโรงอาหาร ตกแต่ละมื้อก็อยู่ที่ 7-8 หยวน/จาน ซึ่งเราสามารถเลือกอาหารเองได้ 


เกี๊ยวแบบจีนจริงๆเลย


คล้ายหมี๋สั่วบ้านเราเลย



ข้าวผัดผสมซีส

…………………………………………………………………………..

อันนี้จะเป็นรีวิวร้านอาหารต่างๆ ของเมืองฮาร์บิ้น >>> คือที่นี้มีอาหารหลายเชื้อชาติ ไม่ว่าจะเป็นอาหารจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ฝรั่ง อินเดีย หรือแม้กระทั่งอาหารไทยก็มีนะ แต่ส่วนใหญ่จะเจออาหารจีนกับอาหารเกาหลี   






เมนูอาหารของที่นั้น

…………………………………………………………………………..
 
                 ก่อนวันเดินทางกลับ ทางโครงการก็จะให้เราสอบหลังเรียนและรับประกาศนียบัตรว่าเราได้เรียนจบคอร์สจากมหาลัยแห่งนี้เป็นที่เรียบร้อย และในช่วงเที่ยงทางพี่ก้อยจัดงานเลี้ยงอำลาให้กับพวกเรา มีเกมสนุกๆให้เล่น มีของรางวัล มีอาหารไว้ให้พวกเรารับประทานกันตลอดงาน 





ประสบการณ์เรียนซัมเมอร์ที่จีนกับ SummerJeen
  1. ที่ได้ก็คือการเรียนรู้ที่จะใช้ภาษาในชีวิตประจำวัน การสื่อสาร เราได้รู้การออกเสียงที่ถูกต้อง การพูดคุยกับคนจีน ทำให้เราพัฒนาภาษาของเราไปอีกขั้น
  2. ความรับผิดชอบ ไปอยู่ในที่ที่เราไม่คุ้นเคย ข้าวของที่ต้องรักษาเอง จัดการเอง การอยู่หอร่วมกับเพื่อน การทำความสะอาด   การตื่นเช้า การไปเรียน
  3. ที่ขาดไม่ได้ก็คงมิตรภาพที่มีให้กับเพื่อนที่เราโครงการ เพื่อนที่เรียนร่วมกัน มันล้วนเป็นสิ่งดีๆที่ได้จากที่นี่
                 การได้มาซัมเมอร์ในครั้งนี้ ถึงมันจะเป็นแค่ 1 เดือน ระยะเวลาสั้นๆ แต่สำหรับเราแล้วมันถือว่าคุ้มมากจริงๆ เพราะได้ทั้งประสบการณ์ต่างแดน ทั้งเพื่อนใหม่ ภาษาใหม่ ซึ่งแต่ละวันเราก็จะได้ใช้ภาษาไปด้วยโดยไม่รู้ตัว ทั้งการสั่งซื้อข้าว ขอโทษ ขอบคุณ ขึ้นรถเมย์ รถแท็กซี่ หรือแม้กระทั่งการถามทางก็ตาม อีกทั้งเรายังได้รู้จักทั้งเพื่อนทั้งคนไทย และคนจีนอีกหลายคน ซึ่งขอขอบคุณโครงการ SummerJeen พี่ก้อย พี่โจอี้ และพี่เอ็ม ที่คอยดูแลพวกเราตลอดทั้งโครงการ ขอบคุณทุกๆประสบการณ์ที่สอนให้เราโตขึ้นอีกก้าวกับการมาเรียนซัมเมอร์ในครั้งนี้  
               
                  ขอฝากถึงคนที่กำลังจะหาที่เรียนซัมเมอร์ที่ประเทศจีน เราขอแนะนำเมืองฮาร์บิ้นเลย เพราะเมืองนี้เป็นแหล่งกำเนิดภาษาจีนกลาง สำเนียงฟังง่าย บรรยากาศดี ผู้คนอัธยาศัยดีมาก ถ้ามีโอกาสอีกครั้งเราอยากจะกลับไปเมืองนี้ในช่วงหน้าหนาวว่ามันจะสวยสักแค่ไหน รักนะฮาร์บิ้น ประเทศจีน
 


ปล. ถ้าอยากรู้ข้อมูลมากกว่าดีสามารถเข้าเว็บ SummerJeen ได้เลยจ้า
หรือจะสอบถามมุกได้นะคะ Line: loveperhapshours
(ขออนุญาตเพื่อนๆในการลงรูปนะคะ)
 


-มุกวลัย-
SUMMERJEEN/Harbin 2017
ส่งกำลังใจให้ จขกท.

แสดงความคิดเห็น

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป