ขอคำแนะนำการใช้เครื่องหมายวรรคตอน โดยละเอียดของวรรณกรรมไทยค่ะ [ยินดีให้แชร์]

วิว
#เครื่องหมายวรรคตอน #การใช้ภาษา #หลักภาษาไทย #เครื่องหมาย #อักษรไทย
ตามหัวข้อของกระทู้นะคะ คือดิฉันไม่อาจจะเข้าใจได้เลยว่า นักเขียนที่ใช้เครื่องหมายวรรคตอนในรูปแบบต่าง ๆ ในนวนิยายของตัวเอง มีมาตรฐานในการใช้เครื่องหมายวรรคตอนอย่างไร และต้องการจะสื่อสารอะไรจากการใช้เครื่องหมายวรรคตอนแบบนั้น

อย่างเช่นใน Harry Potter ฉบับภาษาไทยของสำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์ ก็มีเครื่องหมายวรรคตอนแปลก ๆ โผล่ขึ้นมา มันเป็นเครื่องหมายขีดยาว — หรือที่ในหนังสือใช้ขีดสองขีดแทน -- ดิฉันไม่เข้าใจเลยค่ะว่าเครื่องหมายนี้มันจะสื่อถึงอะไรและมันใช้ทำอะไร

หรือในบางกรณีในนิยายไทย ก็จะโผล่เครื่องหมายวรรคตอนมา แบบว่ามีจุด 3 จุดท้ายหลังประโยค จึงอยากรู้จริง ๆ ค่ะว่านักเขียนมีมาตรฐานอย่างไรในการใช้เครื่องหมายวรรคตอนคะ
เช่น คุณจะใช้จุด 3 จุดในกรณีใด
หรือคุณจะใช้เครื่องหมายขีดยาว หรือ ขีดแดช 2 ขีด ในกรณีไหนคะ

อีกอย่างหนึ่งที่อยากจะสอบถามนักอ่านและนักเขียนทุกท่าน ก็คือว่าหากดิฉันอยากจะแต่งนิยายขึ้นมาเรื่องหนึ่ง และใช้ระเบียบการจัดการเครื่องหมายวรรคตอน ตามระเบียบกฎเกณฑ์ที่ถูกวางไว้โดยราชบัณฑิตยสภา จะเหมาะสมหรือเปล่า

แล้วเดี๋ยวจะนำข้อบังคับมาตรฐานการใช้เครื่องหมายวรรคตอน มาเพิ่มเป็นข้อมูลเสริมนะคะ จะได้ทราบกันไปเลยว่าถ้าใช้หลักการเหล่านี้ในนิยาย มันจะผิดไหม

ขอบคุณมากค่ะ

ขอแสดงความนับถือ

ให้หัวใจกระทู้นี้ ~

แสดงความคิดเห็น

5 ความคิดเห็น

    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #1
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      https://th.m.wikibooks.org/wiki/ภาษาไทย/ไวยากรณ์/การใช้เครื่องหมาย/การใช้เครื่องหมายวรรคตอน


      ลองเข้าไปศึกษาดูนะคะ จะได้ใช้หลักภาษาอย่างเป็นทางการ เพราะบางทีใช้กันผิดวัตถุประสงค์แล้วทำให้ความหมายเพี้ยนไปเลย


      เช่น เวลาตัวละครด่ากัน นักเขียนบางคนใช้เครื่องหมายผิดต่อบริบทนั้น ๆ เลย


      ตัวอย่าง

      "แกเป็นบ้าหรอ...?"

      คือถ้าใครอ่านประโยคนี้คงต้องรู้และเข้าใจอย่างแน่นอนว่าเป็นการยอกย้อนกันเองของตัวละคร โดยดูจากบริบทแล้วมันไม่น่าจะใช่คำถามแต่ไม่เป็นคำด่า แต่นักเขียนกับใส่กลับใส่เครื่องหมายปรัศนีไว้ท้ายประโยค มันจึงผิดและความหมายในการสื่อสารเนื้อหาเรื่องราวผิดเพี้ยนไปอย่างใหญ่หลวง


      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #2
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      ประมาณนี้ค่ะ ตัวอย่างคร่าวๆ

      https://image.dek-d.com/27/0652/8559/126227666https://image.dek-d.com/27/0652/8559/126227665https://image.dek-d.com/27/0652/8559/126227664https://image.dek-d.com/27/0652/8559/126227663https://image.dek-d.com/27/0652/8559/126227662https://image.dek-d.com/27/0652/8559/126227661https://image.dek-d.com/27/0652/8559/126227660https://image.dek-d.com/27/0652/8559/126227658https://image.dek-d.com/27/0652/8559/126227657



      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #3
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      สำหรับภาษาไทยแนะนำให้ศึกษาจาเว็บไซด์ของทางราชบัณฑิตฯ ค่ะ

      http://www.royin.go.th/?page_id=10414


      แต่ต้องแยกระหว่างเครื่องหมายของไทยกับภาษาอังกฤษค่ะ ในกรณีของภาษาอังกฤษตัวที่ยกมานั้น (ก็อบมาจากกระทู้ https://www.dek-d.com/board/view/3793584/)


      เป็นเครื่องหมายวรรคตอนในภาษาอังกฤษค่ะ

      Dash ( -- ) หรือ เครื่องหมายเส้นประ

      ใช้เพื่อเน้นข้อความที่แทรกเข้ามาเพื่ออธิบายหรือใช้คั่นคำละไว้ในฐานที่เข้าใจหรือเปลี่ยนใหม่ เช่น

      I got lost, forgot my bag, and missed my plane-- it was a terrible trip.

      If I had a lot of money, I would --Oh, what am I thinking? I will never be rich.


      เพิ่มเติม

      http://e-book.ram.edu/e-book/t/TE500(51)/TE500-11.pdf

      http://www.camt.cmu.ac.th/th/research/docs/eng_form/chapter8%20%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%99%20%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88%20%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%82.pdf



      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #4
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้



      ขอคำแนะนำการใช้เครื่องหมายวรรคตอน โดยละเอียดของวรรณกรรมไทยค่ะ




      สวัสดีค่ะ



      การใช้เครื่องหมายวรรค ตอน โดยละเอียดของวรรณกรรมไทย ที่ถูกต้อง คุณก็ได้ยกมาให้ดูทั้งหมดแล้วในคห.ที่1และที่.2 ของคุณนะคะ


      คือเจ้าของเม้นต์เป็นเพียงนักเรียนหัดเขียน...นะคะ

      ถือโอกาสเข้ามาร่วมเก็บความรู้วิธีการใช้คำต่างๆให้ถูกต้อง เก็บข้อมูลโดยละเอียดเพื่อการนำไปเขียนนิยายต่อไปด้วยค่ะ


      ขอบคุณที่คุณยกคำ เครื่องหมาย หลักการใช้ต่างๆของภาษาไทยที่ *ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ นี้มาเพื่อการเรียนรู้ การใช้ ที่จะถูกต้องต่อไป


      เพื่อภาษาของไทยได้คงความถูกต้อง ตามหลักกฎเกณฐ์ที่ควรจะเป็น(ตามระเบียบกฎเกณฑ์ที่ถูกวางไว้โดยราชบัณฑิตยสภา)


      ขอบคุณอีกครั้งค่ะ



      หรือในบางกรณีในนิยายไทย ก็จะโผล่เครื่องหมายวรรคตอนมา แบบว่ามีจุด 3 จุดท้ายหลังประโยค จึงอยากรู้จริง ๆ ค่ะว่านักเขียนมีมาตรฐานอย่างไรในการใช้เครื่องหมายวรรคตอนคะ

      เช่น คุณจะใช้จุด 3 จุดในกรณีใด



      5555 อ่านประโยคนี้แล้วร้อนๆตัวเลยด้วยเรา


      คำบอกเล่าอาการ ในประโยคของคุณที่ยกมานั้น เจ้าของเม้นต์ก็เป็นอีกหนึ่งที่ติดใช้ค่ะ


      ขออนุญาตอธิบายนะคะ


      มีการใช้จุดไข่ปลามากมายในแต่ละเม้นต์จริงด้วยสินะ(เรา)หากแต่... ส่วนมากจะใช้ในกระทู้ล้อเป้า กระทู้เกรียน หรือกระทู้ที่ตนรู้สึกว่าเขาอาจจะเป็นปรมาจารย์ตักม้อค่ะ555 (คือไม่ใช้เลอะเทอะในนิยายหัดเขียนค่ะ)


      คือรู้สึกว่ากระทู้ล้อเป้าในบางกระทู้นะคะ ภาษาของผู้ตั้งกระทู้ หรือหลายๆคนที่เข้าไปเม้นต์นั้นมีการใช้ภาษาที่กำกวม บางคนคุมการใช้ภาษาของตนไม่ได้ด้วยว่าตนเอ่ยอะไร...ออกไป และประเด็นของตนเริ่มจากตรงไหน...?ด้วย รู้สึกแบบนั้นค่ะ


      และเพราะเห็นแบบนี้ทั้งกระทู้ล้อเป้า หรือกระทู้เกรียนจึงเกิดเป็นดราม่าลากยาวๆข้ามวันข้ามคืน หรือเมื่อก่อนๆนี้ข้ามอาทิยต์กันเลยด้วยค่ะ


      เพียงเพราะการใช้ภาษา...นะ (ไม่น่าเชื่อนะว่าเหตุเช่นนี้สามารถเกิดขึ้นได้จริง)


      ึืคือเมื่อเขาปล่อย(ไก่)ผ่านการใช้หลักภาษาที่ผิดๆ หรือเขาสื่อสิ่งที่เขาเองก็ไม่สามารถเข้าใจในคำตอบของผู้ที่เข้ามาตอบได้ ออกมาแล้ว และมีผู้ที่จับเหตุการณ์ของเขาไว้ได้(คล้ายจับกดเล่นๆสนุกดี555)


      ก็คือการเขียนประโยคซึ่งมีการเชื่อมโยงต่อประเด็นของเขา...หากแต่คำหรือประโยคนั้นมีความหมายที่อาจจะสามารถขยายกว้าง...ออกไปมากมาย(จริงแล้วบ่อเกิดแห่งการขยายความกว้างในความหมายของคำนั้นเกิดขึ้นจากเขา เขาเป็นผู้เริ่ม)


      และเราก็เข้ามาต่อ (เข้ามาเล่นเขา ได้ถือโอกาสฝึกเขียนด้วยสนุกไปเลย555)ด้วยการใส่จุด...(ใข่ปลา)เพื่อให้เขารู้ เพื่อให้เขาสำรวม และเพื่อส่งสัญญาณบอกกับเขาว่าคุณพูดอะไรออกมา รู้ตัวตน มีสติหรือไม่ว่า...สิ่งที่คุณพูดนะมันกินความหมายกว้างไกล...หรือมันสามารถขยายออกไปได้มากมายน๊าาา


      คือในกรณีในกระทู้ล้อเป้าเจ้าของเม้นต์จะใช้จุดไข่ปลา เพื่อแสดงให้เขาผู้ล้อเป้ารู้ว่า...เข้ามาจัดการยิงเป้า...(ด้วยภาษา)ให้ตามที่เขาต้องการค่ะ555 (คือจริงแล้วคือการนำมาใช้เพื่ออยากให้เขาเห็นตัวตนของเขาเองในการใช้ภาษาและเพื่อความสนุกสนานค่ะ)


      แต่ไม่บ่อยที่เกิดเป็นผลดีค่ะ หากแต่ก็พายๆเรือร่วมกับเขาออกไปบ่อยๆเลยด้วย คือกระทู้ออกทะเลบ่อยๆเพราะสาเหตุนี้5555 (เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นค่ะ555)


      และในกรณีในกระทู้ที่เกรียนตั้งกระทู้ก็เช่นกันค่ะ(เมื่อก่อนๆนี้เกรียนที่นี่เยอะมว๊ากกกกกกกกก เยอะจริงนะคะ5555) เจ้าของเม้นต์เห็นเกรียนเยอะๆ ก็ตกบันใดพลอยโจร(และมีโอกาสได้เรียนรู้ด้วยว่าเข้าเมืองตาหลิ่วนะ ต้องหลิ่วตาตาม) เรานะเข้ามาเล่นอยู่กับเกรียนก็ต้องเป็นเช่นเกรียนไปเลยด้วย5555


      จึงเกิดเป็นเกรียนผ่านภาษา ผ่านตัวอักษรเลยด้วยค่ะ55


      คือเหล่าเกรียนนั้นบ่อยๆที่เจ้าของเม้นต์สังเกตุเห็นว่าเขาทั้งหลายไม่รู้ด้วยว่าตัวตนของเขานะเข้าใจในสิ่งที่เขานำมาเกรียนหรือไม่ เช่น คำ ประโยคต่างๆที่เขาใช้ เขาไม่รู้ด้วยว่าจะนำอะไรมา...และจะนำพามันไปสู่อะไร...เขารู้เพียง เขียนๆตั้งๆกระทู้ด้วยคำที่กำกวมเพื่อส่อให้เกิดความเกรียน ความดราม่า และหลายๆครั้งเป็นประเด็นที่ดูคล้ายปัญหา ที่ปากเปิด ก้นเปิดผ่านการส่งผ่านด้วยภาษา (คือให้ความรู้สึกมืดมนในปัญหานั้นๆ หรือเกิดเป็นปัญหาที่ดูจะไม่สิ้นสุดลงง่ายๆ)


      คือเขาทั้งหลายรู้เพียงเขียนประโยคต่างๆ หรือใช้คำต่างๆให้เกิดเป็นกระทู้ของเกรียน หรือเป็นประเด็นของเกรียน หรือเป็นอาการของเกรียน หรือเพื่อดราม่า รู้สึกแบบนั้นค่ะ


      เมื่อเห็นเช่นนั้นเจ้าของเม้นต์(ซึ่งจริงแล้วเป็นคนรักสนุกเป็นธรรมชาติอยู่แล้วด้วยค่ะ เห็นอะไรๆก็เกิดเป็นเรื่องสนุกๆๆได้หมดเลยด้วยค่ะ5555)ก็เข้าไปเล่นเป็นเกรียนด้วย อยากจะฝึกเป็นเกรียนกว่าเขาเลยด้วยค่ะ555


      และส่วนมากจุดประสงค์ที่ใส่สามจุด...คือจริงแล้วในการที่ใส่ท้ายสามจุดในประโยคต่างๆนั้นเพื่อส่งสัญญาณให้เกรียนเห็นว่า...จะหยุดได้หรือยัง...???


      เช่น คำถามที่ว่า...จะหยุดได้หรือยัง...? เป็นต้น (จริงแล้วประโยคนี้บอกถึงการให้โอกาสนะ หากไม่...จะโดนหนักว่านี้น๊า ซึ่งใช้เป็นคำขู่ได้ด้วยในขณะเดียวกัน 555 แบบนี้ค่ะ)


      หรือประโยคคำถามที่ว่า...มันเป็นแบบนั้น...จริงหรือ? (ในประโยคแบบนี้คือถามว่าคุณแน่ใจนะคะ ว่าคุณรู้จริงในสิ่งที่คุณพูด หรือที่คุณพิมพ์ คือใส่ใจุดเพื่อเปิดปลายประโยค เพื่อละไว้ให้เขาคิดต่อด้วยตัวของเขาเอง...เป็นประโยคคำถาม และเป็นประโยคบอกเล่า เพื่อให้โอกาสด้วย แบบนั้นค่ะ)


      และในกรณี...ที่ว่ารู้สึกคล้ายเขา ผู้ตั้งกระทู้มีการใช้ภาษาไม่ต่างจากท่านปรมาจารย์ตักม้อ(ท่านเซียนมาเองเลยด้วย)แบบนั้นค่ะ555


      กระทู้แบบนี้มีไม่บ่อยนัก แต่ก็มีเกิดขึ้นปละปลาย


      คือบางคำ บางประโยคเจ้าของกระทู้เขาตั้งใจแฝงปรัชญา...ไว้


      คล้ายจะลองภูมิเหล่าผู้น้อยด้อยการศึกษา เอ่ยไม่ใช่ ลองภูมิความคิด วิธีคิด วิธีมองแง่มุมต่างๆผ่านการใช้ภาษา และหากเจ้าของเม้นต์เคยมีประสบการณ์(คือเข้าใจปรัชญาที่เขาแฝงไว้)ตนก็จะกระโดดเข้าไปเล่นคำหรือประโยคเหล่านั้นกลับ ด้วยการใช้ประโยคคำถาม หรือประโยคบอกเล่า...ซึ่งมีสิ้นสุดประโยคด้วยจุดใข่ปลาบ่อยๆ


      คือในกรณีนี้คือการฝึกวิชา การเรียนรู้ (ฝึกการทดสอบ ฝึกการทดลองภูมิปัญญา ดูสิว่าที่เราเขียนที่เราพิมพ์ออกไปนั้นเขาผู้ที่สื่อสารกับเรา เขาจะสามารถเข้าใจภาษาของเราได้หรือไม่) ผ่านคำ ผ่านประโยค หรือผ่านตัวอักษรนั้นเองค่ะ


      และก็แน่หล่ะ เจ้าของเม้นต์ก็นะเป็นคนที่ติดซุกซนเป็นธรรมชาติด้วย555 เพราะฉะนั้นหลายๆครั้งก็จะเขียนประโยคหรือคำที่ลงท้ายด้วยจุดใข่ปลา...เพื่อ ปิดประเด็น(คือบอกว่าเต็มแล้วน๊า พอแล้วน๊าาา555) หรือเพื่อละทิ้งไว้...(เพื่อส่งสัญญาณให้ท่านปรมาจารย์เห็นว่าที่ท่านส่งเข้ามานั้นเป็นประเด็นปากเปิดก้นเปิดหริือ...???


      โดยการทิ้งความกังขาไว้ในบริบทนั้นๆ คือการใส่จุด....ให้ท่านเจ้าของกระทู้ทำการพินิจ พิจารณา(เด็กดอย เอ่ย ไม่ใช่ ผู้น้อยค่ะ555) คือเป็นอีกวิธีที่ตนเฝ้าฝึกฝน และเรียนรู้ เพิ่มเติมค่ะ


      คือจริงแล้วเราๆเข้ามาเล่นๆกันณ.ที่นี้ด้วยกันผ่านตัวอักษร เจ้าของเม้นต์ซึ่งกำลังหัดเขียนก็ชอบๆที่จะฝึกปรือ และทดสอบตัวเองผ่านตัวอักษร ด้วยวิธี ด้วยเทคนิคที่ตนมีอยู่และเข้าใจค่ะ


      จุดประสงค์ในการใช้...จุด...ทั้งหมดนี้ก็มีอยู่เพียงเท่านี้ค่ะ



      หากแต่ ในความจริงเข้าใจเป็นอย่างดีว่าสำหรับการเขียนนิยาย หรือการสร้างวรรณกรรม การที่จะใช้หลักไวยากรณ์ในการเขียนให้ถูกต้อง การใช้คำให้ถูกต้อง หรือการใช้เครื่องหมายต่างๆ ในภาษาไทยซึ่งถูกสร้าง ถูกทำไว้ดีแล้ว ถูกต้องแล้ว ตามที่คุณยกมาทั้งหมดนั้น เจ้าของเม้นต์(คือนักเรียนหัดเขียน) เห็นว่าเป็นความสำคัญอย่างยิ่งค่ะ


      หากที่จะต้องเขียนนิยาย เจ้าของเม้นต์จะพยายามทำให้ถูกต้องด้วยเช่นกันค่ะ


      เจ้าของเม้นต์เป็นเพียงนักเรียนซึ่งกำลังหัดเขียน เม้นต์นี้หากผิดพลาดประการใด ต้องขออภัยไว้ณ.ที่นี้ด้วยค่ะ


      ขอบคุณสำหรับกระทู้ดีๆ มีสาระ และเป็นประโยชน์มากมายกระทู้นี้


      ขอบพระคุณค่ะ


      https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/jj-02.png







      * ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์


      ไวยากรณ์

      (คำนาม)


      ไวยากรณ์


      คือ วิชาหลักภาษาว่าด้วยเรื่องอักษร คำวลี และประโยค ซึ่งประกอบกันเข้าตามระเบียบแบบแผน.



      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #5
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      คืออยากตั้งกระทู้นี้ขึ้นมาถามเผื่อก่อประโยชน์ไม่ได้ก่อกวนนะคะ

      อย่างที่อธิบายไปข้างต้นเลย

      เนื่องจากปัญหา ที่ว่า นักเขียนหลายคน ใช้เครื่องหมายวรรคตอนผิด อาทิ ผิดรูปแบบไวยากรณ์ ผิดบริบท ผิดวิธีใช้ ผิดการจัดวาง และใช้ผิดเพราะไม่มีความรู้้ในไวยากรณ์ไทยเพียงพอ


      ซึ่งปัญหานี้เขอบ่อยมากค่ะ สมมติง่าย ๆ นะคะ


      *example


      1. บางคนใช้เครื่องหมายวรรคตอนผิดแปลกไปจากระเบียบแบบแผนของภาษาไทย ทำให้อ่านแล้วเข้าใจความหมานผิด เช่น ใช้ อัญประกาศในข้อความบรรยาย แทนที่ตะเอาไปใส่ในประโยคคำพูดของตัวละคร เป็นต้น

      ด้วยตัวอย่างที่ยกมา จึงทำให้ดอฉันอ่านแล้วไม่เข้าสมองค่ะ บางทีปวดกระบาลไปโขเลย

      ทุกท่านคงเคยเป็นแบบดิฉันนะคะ ประมาณว่า เวลาเราอ่านนิยายแล้วเจอการใช้เครื่องหมายผิด เราจะรู้สึกงงนิด ๆ ไปจนถึงหงุดหงิดใจ อารมณ์ประมาณขัดความรู้สึกน่ะค่ะ และเเราเองก็จะมั่นใจมาก ๆ ด้วย ว่าเราสมควรหงุดหวิดแล้ว เพราะคุณใช้เครื่องหมายผิดจริง ๆ

      คือมันก็เหมือนกับว่า เราเรียนภาษาไทยมา เราเองต้องใช้ภาษานั้นให้ถูก เพราะระเบียบเป็นมาแบบนั้น ถ้าเกิดเราใช้ผิด มันจะสื่อสารกันไม่รู้ความเลย


      การใช้เครื่องหมายวรรคตอนผิดก็เหมือนกับว่า ระเบียบภาษาไทย คำว่า วายุ เป็นคำ มค. - ส. แปลว่า ลม แต่พอมีภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง เอาชื่อไปใช้ ว่า ปักษาวายุ คนที่ไม่รู้ภาษา ก็ดันเข้าใจว่า วายุ แปลว่า นกยักษ์ หรือ เป็นพันธุ์นกปีศาจในวรรณคดีแทน.


      ซึ่งมันไม่ควรจะไปปรับสิ่งที่วางไว้อยู่แล้วแบบนี้น่ะค่ะ มันทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในการอ่านนิยาย เพราะถ้าบางคนที่ไม่รู้หลักภาษาไทยมาอ่านและเขาจำการใช้ผิด ๆ ไว้ เอาออกไปใช้ในสังคม มันจะทำให้คนที่เขาเรียนภาษาไทยมาอย่างถูกต้องเกิดการตั้งคำถามในสติปัญญาของผู้ใช้ภาษาผิด ๆ นั่นเองค่ะ


      ดิฉันเลยตั้งกระทู้นี้ขึ้นมาเพื่อเผยแพร่ความรู้เป็นวิทยาทาน รวมถึงอยากจะศึกษาจากนั้นเขียนผู้มีประสบการณ์ ว่าหลักการและมาตรฐานการใช้เครื่องหมายวรรคตอนในนวนิยายของคุณนั้น คุณได้ใช้หลักการของตัวเอง หรือใช้หลักการภาษาไทยที่ถูกต้องตามระเบียบแบบแผนของราชบัณฑิตยสภาที่เป็นมา


      เลยอยากจะตั้งกระทู้ขึ้นมาเพื่อเผยแพร่ความรู้ให้นักเขียนเข้ามาอ่าน จะได้นำเครื่องหมายวรรคตอนไปใช้ได้ถูกบริบทมากยิ่งขึ้น


      รวมไปถึงนักอ่านทั่วไปก็จะได้เข้ามาศึกษา เพื่อทำให้การอ่านนิยายของคุณได้อรรถรสยิ่งขึ้นไปอีกเพราะคุณจะได้ทราบถึงความหมาย การใช้เครื่องหมายวรรคตอนที่ถูกต้องด้วย เพราะเชื่อว่าหลายท่านคงจะงงอยู่เหมือนกัน ว่าความหมายของเครื่องหมายวรรคตอนแต่ละเครื่องหมายนั้นมีนัยยะสำคัญว่าอะไร


      ขอแสดงความนับถือค่ะ.ขอบคุณค่ะ.

      ตอบกลับ
      • ถูกลบเนื่องจาก:
        IP
        #5-1

        สวัสดีค่ะ เจ้าของกระทู้


        เห็นด้วยทั้งหมดในจุดประสงค์อันดีของการตั้งกระทู้ของคุณกระทู้นี้ค่ะ


        ดิฉันซึ่งเป็นนักเรียนหัดเขียน เห็นด้วยกับคุณเป็นอย่างยิ่งค่ะ


        ยินดีมากมายที่กระทู้นี้ได้เกิดขึ้นมา เพราะภาษาที่ถูกต้องนั้นสำคัญมากมายนักต่อคนเรา และต่อทุกๆคนเพื่อการสื่อสารที่ดีและถูกต้องที่จะเกิดขึ้นได้ เห็นด้วยกับคุณเป็นอย่างยิ่งค่ะ


        ขอบคุณอีกครั้งสำหรับกระทู้ดีๆของคุณนี้ค่ะ



        https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/yy-08.png


        ตอบกลับ
เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป