ซ่อน
แสดง

แนะนำการเตรียมสอบ กสพท. แบบละเอียด [ยินดีให้แชร์]

วิว
#กสพท #กสพท61 #dek61 #dek62 #คณะแพทยศาสตร์
ก่อนอื่นก็ขอสวัสดีทุกคนที่เข้ามาอ่านครับ สำหรับกระทู้นี้ก็จะเป็นการแนะนำการเตรียมตัวสอบ กสพท. สำหรับน้องๆ #dek62 หรือว่ารุ่นต่อๆไปครับ รวมทั้งจะแนะนำหนังสือและที่เรียนพิเศษครับ สำหรับผมเป็น #dek61 ที่สอบและประกาศคะแนนเรียบร้อยแล้วครับ ผมได้ กสพท. คะแนนรวม 74.XX ครับ ตอนนี้ก็ติดที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ ก็เลยอยากจะมาแนะนำการเตรียมสอบให้รุ่นน้องรุ่นต่อๆ ไปครับ

สำหรับการสอบ กสพท. หรือชื่อเต็มๆ คือ "กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย" เป็นการรับตรงของกลุ่มแพทย์ ทันตแพทย์ สัตวแพทย์ และเภสัช ซึ่งตามระบบ TCAS แล้วจะอยู่ในรอบที่ 3 รับตรงร่วมกัน นั่นเอง

การคิดคะแนน กสพท.
สำหรับการคิดคะแนน กสพท.จะมีคะแนนเต็ม 100% แบ่งออกเป็น 2 ส่วน
ส่วนที่ 1 วิชาเฉพาะแพทย์ (ความถนัดแพทย์) คิดเป็น 30% ซึ่งจัดสอบโดย กสพท.เอง ซึ่งในปีที่ผ่านมา สมัครสอบช่วงเดือน กันยายน 2560 และสอบในวันที่ 10 มี.ค.61 
ส่วนที่ 2 วิชาสามัญ คิดเป็น 70% ซึ่งจัดสอบโดย สทศ. ในปีที่ผ่านมาสมัครสอบช่วงเดือน ธันวาคม 2560 และสอบในวันที่ 17-18 มี.ค.61 สำหรับในส่วนนี้จะแบ่งออกเป็น
     1) คณิตศาสตร์ 14%
     2) ภาษาอังกฤษ 14%
     3) วิทยาศาสตร์ 28% (แบ่งออกเป็นฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา วิชาละ 9.33%)
     4) ภาษาไทย 7%
     5) สังคมศึกษา 7%
แต่!!! มีเงื่อนไขว่า แต่ละวิชาจะต้องได้ไม่ต่ำกว่า 30 คะแนน (หากไม่ถึงจะถูกตัดสิทธิ์จาก กสพท.ทันที)
นอกจากนี้จะมีการสอบอีกอย่างหนึ่งที่นักเรียน ม.6 ทุกคนต้องสอบ นั่นคือ "O-NET" ซึ่ง กสพท.ไม่ได้นำคะแนนส่วนนี้มาใช้คิดคะแนน แต่มีเกณฑ์กำหนดไว้ว่า จะต้องได้คะแนนรวมทั้ง 5 วิชา ไม่ต่ำกว่า 60% (นั่นคือต้องได้ไม่ต่ำกว่า 300 คะแนนจาก 500 คะแนน) หากใครได้ไม่ถึงก็จะตัดสิทธิ์จาก กสพท. เช่นกัน

วิชาเฉพาะแพทย์ (30%)
สำหรับวิชานี้ถือเป็นส่วนที่มีน้ำหนักคะแนนมากที่สุดใน กสพท. และถ้าเราทำส่วนนี้ได้ดีก็จะไปช่วยคะแนนในส่วนวิชาสามัญได้ครับ ข้อสอบจะมีทั้งหมด 3 ฉบับ (เวลาสอบจะแบ่งสอบเป็น 3 ฉบับ แต่ละฉบับให้เวลาสอบ 75 นาที) ฉบับละ 100 คะแนน รวมเป็น 300 คะแนน แล้วปรับเหลือ 30 คะแนน คนส่วนใหญ่จะตั้งเป้าวิชานี้ที่ประมาณ 20 คะแนนขึ้นไป แต่ปีที่ผ่านมามีคนได้เกิน 20 น้อยมาก เนื่องจากข้อสอบค่อนข้างยากครับ สำหรับวิชานี้จะแบ่งออกเป็น
1) พาร์ทเชาวน์ปัญญา ปีล่าสุดมี 45 ข้อ สำหรับพาร์ทนี้ก็จะมีหลายแบบทั้งอนุกรม มิติสัมพันธ์ วิเคราะห์เงื่อนไข โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์แบบง่ายๆ (แต่ตัวเลขค่อนข้างถึก) การวิเคราะห์ข้อมูลจากตาราง แล้วก็เป็นบทความภาษาไทยให้อ่านจับใจความ หรือสรุปความที่ได้จากข้อมูล
วิธีเตรียมตัวสำหรับวิชานี้มีวิธีเดียวก็คือการ "ฝึกทำด้วยตนเอง" เพราะการอ่านแทบไม่ได้ผลเลย (อาจใช้วิธีการอ่านจากตัวอย่างในช่วงแรกๆ เพื่อให้ได้แนวคิด) และที่สำคัญต้อง "จับเวลา" เพราะคนส่วนใหญ่มักทำไม่ทัน ดังนั้นจึงต้องจับเวลาทำจริง โดยควรจับเวลาทำไม่เกินข้อละ 1 นาที 30 วินาที แนะนำว่าควรทำอย่างสม่ำเสมอทุกวัน วันละไม่ต้องมากประมาณ 10 ข้อก็ได้ แต่เน้นความสม่ำเสมอ พาร์ทนี้คะแนนสอบที่ได้ขึ้นกับการฝึกฝนจริงๆ ครับ
หนังสือ: สำหรับใครที่เรียนพิเศษ ส่วนใหญ่แล้วพวกหนังสือที่เรียนพิเศษจะมีแบบฝึกหัดให้มาฝึกทำเอง ควรทำให้หมดทั้งเล่ม แล้วถ้ายังมีเวลาเหลือก็ไปหาซื้อพวกหนังสือเชาวน์ต่างๆ หรือพวกหนังสือความถนัดแพทย์ที่มีขายตามท้องตลาดมาฝึกทำเพิ่มเติมได้
สำหรับพาร์ทนี้ผมได้ 77.27 คะแนนครับsmileysmiley //ปล.มีการประกาศแก้ไขคะแนนเล็กน้อยครับ

2) พาร์ทจริยธรรม ปีล่าสุดมี 80 ข้อ โดยให้เวลาแค่ 75 นาที แสดงว่าข้อละไม่ถึงนาที!!! พาร์ทนี้จะเป็นการยกเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันหรือเหตุการณ์ที่เป็นข่าวในช่วงนั้นมาถามว่าเรามีความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างไร 
วิธีเตรียมตัวสำหรับพาร์ทนี้ก็แทบไม่ต้องเตรียมตัวไปเลยและการเรียนพิเศษและการทำโจทย์ก็แทบไม่ได้ช่วยอะไรเลย (ปีล่าสุดแทบไม่มีเคสเกี่ยวกับทางการแพทย์เลย) ดังนั้นจึงไม่ควรไม่เสียเวลาอ่านพาร์ทนี้มาก อาจจะเรียนพิเศษหรืออ่านตัวอย่างโจทย์นิดๆหน่อยๆ เพื่อให้ได้แนวคิดก็พอ สิ่งที่จะแนะนำอย่างเดียวสำหรับพาร์ทนี้คือคนไหนที่อ่านหนังสือช้า อาจจะต้องฝึกอ่านให้เร็ว เพราะเวลาสอบโจทย์ค่อนข้างยาวและบางข้ออ่านแล้วค่อนข้างงงๆ อาจทำให้ทำข้อสอบไม่ทัน สำหรับเวลาสอบจริง พาร์ทนี้ให้ลืมทุกอย่างที่เคยอ่านมาทั้งหมดได้เลย เวลาสอบ "ให้เชื่อมั่นในความคิดตนเอง" และพยายามอย่าลังเลนาน อย่าคิดถึงหนังสือเล่มนู้นเล่มนี้ว่าเขียนไว้อย่างไร
หนังสือสำหรับพาร์ทนี้ไม่ค่อยแนะนำให้อ่านหนังสือครับ
สำหรับพาร์ทนี้ผมได้ 57.5 คะแนนครับ (Top ประเทศ 67.5) พาร์ทนี้จึงเป็นพาร์ทที่คนส่วนใหญ่ได้คะแนนน้อยกันมาก

3) พาร์ทเชื่อมโยง สำหรับพาร์ทนี้ก็จะคล้ายๆ GAT เชื่อมโยงครับ แต่สำหรับ กสพท จะเป็นแบบ 20 คำเชื่อมโยง และไม่มีการระบายตัวหนาให้ในบทความครับ (แต่ให้เวลาสอบน้อยกว่า GAT) แต่โดยรวมพาร์ทนี้ค่อนข้างจะชิวที่สุดและทำทันเกือบทุกคนครับ และเป็นพาร์ทที่ควรเก็บเต็ม 100 เพื่อไปช่วยคะแนน 2 พาร์ทที่ผ่านมาครับ
วิธีเตรียมตัวสำหรับพาร์ทนี้เน้น "การฝึกทำ" เช่นกันครับ โดยสามารถเตรียมไปพร้อมๆ กับ GAT เชื่อมโยงได้เลยครับ โดยช่วงแรกๆ อาจเตรียมในส่วน GAT เชื่อมโยงซึ่งง่ายกว่า แล้วพอจับทางได้และมีความชำนาญแล้วก็ลองทำเชื่อมโยงแบบ กสพท. ดูครับ เป็นไปได้ควรทำทุกวัน วันละ 1 บทความก็เพียงพอครับ สะสมประสบการณ์ไปเรื่อยๆ พาร์ทนี้ควรจดสรุปข้อผิดพลาดของตนเองหรือ highlight ส่วนที่เคยผิดไว้ แล้วมาทบทวนวันก่อนสอบครับ
หนังสือสำหรับใครเรียนพิเศษก็ทำให้หมดทั้งเล่มเลยครับ โจทย์มีให้เยอะมาก ถ้ามีเวลาเหลือก็ไปลองซื้อหนังสือที่เป็นเชื่อมโยงแบบ กสพท. มาทำได้ครับ 
สำหรับพาร์ทนี้ผมพลาดเล็กน้อยเลยไม่ได้เต็มครับ เสียดายมาก sad

สรุปโดยรวมแล้ว วิชาความถนัดแพทย์ จะเน้นที่ "การฝึกทำ" ครับ โดยควรทำคะแนนในพาร์ทเชื่อมโยงและเชาวน์ปัญญาให้ดีครับ และไม่ควรหวังคะแนนจากพาร์ทจริยธรรมมาก ดังนั้น จึงอยากแนะนำให้ฝึกทำตั้งแต่เนิ่นๆ วันละเล็กละน้อยสะสมทักษะและประสบการณ์มาเรื่อยๆ ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะมาเร่งทำในช่วงท้ายก่อนสอบไม่กี่เดือนครับ โดยเฉพาะใครที่กลัวว่าจะสู้คนอื่นในส่วนวิชาสามัญไม่ได้ คะแนนส่วนนี้เป็นส่วนที่น่าเก็บอย่างยิ่งครับ 

แนะนำที่เรียนพิเศษสำหรับผมลงคอร์สความถนัดแพทย์ของออนดีมานด์ครับ ก็จะมีครบให้ทั้ง 3 พาร์ทเลยครับ หนังสือก็ดีมากเลยครับ มีแบบฝึกหัดให้ฝึกทำเยอะมากแล้วก็มีเฉลยละเอียดให้ทั้งหมดด้วยครับ
โดยรวมแล้วความถนัดแพทย์ผมได้ประมาณ 22.กว่าๆ ครับ ซึ่งถือว่าน่าพอใจมากครับ

วิชาคณิตศาสตร์ (14%)
วิชานี้เป็นวิชาที่ผมชอบและค่อนข้างถนัดครับ และก็โชคดีที่สัดส่วน % วิชานี้ค่อนข้างมากครับ สำหรับคณิตศาสตร์ของ 9 วิชาค่อนข้างง่ายกว่า PAT1 ครับ โดยส่วนมากข้อสอบจะออกวัด concept และมีจุดหลอกค่อนข้างมากครับ ตัวเลขค่อนข้างลงตัว (ไม่ถึกเหมือน PAT1) แต่จะเน้นไปทาง speed test ครับ มีจำนวน 30 ข้อ ให้เวลา 90 นาที แบ่งออกเป็น 2 ตอน
ตอนที่ 1 ปรนัย 5 ตัวเลือก จำนวน 10 ข้อ ข้อละ 2 คะแนน ส่วนนี้จะค่อนข้างง่ายมากๆ ครับ ดังนั้นจึงควรทำได้ทุกข้อและใช้เวลาให้น้อยที่สุดครับ (ไม่ควรเกิน 15-20 นาที) เพื่อไปใช้เวลากับตอนที่ 2 ซึ่งมีความซับซ้อนมากกว่าครับ
ตอนที่ 2 ปรนัย 5 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ข้อละ 4 คะแนน ส่วนนี้ควรเลือกข้อที่ทำได้ก่อนครับ ข้อไหนทำไม่ได้ให้ข้ามไปก่อน เพราะอย่าลืมว่าเมื่อหารเฉลี่ยแล้วจะมีเวลาทำข้อละ 3 นาทีเท่านั้น!! จึงไม่ควรติดอยู่กับข้อใดข้อหนึ่งนานเกินไปครับ
วิธีเตรียมตัว: แน่นอนว่าคณิตศาสตร์เป็นวิชาทักษะครับ ดังนั้นจึงต้องอาศัย "การฝึกทำ" อย่างสม่ำเสมอครับ เป็นไปได้ควรเก็บเนื้อหาให้เร็วที่สุดครับ เพื่อให้มีเวลาสำหรับการฝึกทำโจทย์ครับ สำหรับการฝึกทำโจทย์ควรแยกเป็น 2 ขั้นครับ 
1) ทำให้ได้: ขั้นนี้เป็นขั้นแรกเลยครับ เพราะผมเชื่อว่า "ถ้าทำไม่ได้ จะให้เวลานานเท่าไหร่ ก็ทำไม่ได้อยู่ดี" ดังนั้น การทำโจทย์ในช่วงแรกๆ ควรแยกทำทีละบทก่อนครับ โดยยังไม่ต้องจับเวลา เพื่อให้เราสามารถนำเนื้อหาที่อ่านไปมาใช้ทำโจทย์ได้ แล้วจึงมาทำข้อสอบแบบรวมทุกบท (ยังไม่ต้องจับเวลา) เพื่อให้เราทราบจุดบกพร่องของตนเองและทำการแก้ไขในบทนั้นๆ ได้
2) ทำให้ทัน: พอเราทำได้หมดเแล้ว ก็ต้องมาฝึกจับเวลาและจำลองสนามสอบเหมือนจริง โดยอาจนำข้อสอบปีเก่าๆ (ควรทำให้ครบทุกปี) มาจับเวลาทำจริงครับ โดยจำลองให้เหมือนสนามจริง (อาจปริ้นท์กระดาษคำตอบจากเว็บ สทศ. มาทดลองฝนจริงเลยก็ได้ครับ) เพราะเมื่อมีเวลามากดดัน ประสิทธิภาพหรือคะแนนที่ได้อาจลดลงได้ บางคนพลาดที่ไม่ได้ฝึกจับเวลา พอสอบจริงคะแนนก็เลยพังเลย เพราะ ข้อที่ทำไม่ทัน = ข้อที่ทำไม่ได้ = ไม่ได้คะแนน
โดยส่วนตัววิชานี้ผมแทบจะไม่ใช้วิธีท่องจำสูตรเลยครับ แต่จะใช้การเข้าใจที่มาของสูตร เพราะการเข้าใจที่มาจะทำให้สามารถประยุกต์ทำโจทย์ได้ทุกรูปแบบครับ
หนังสือSet หนังสือของพี่ณัฐ อุดมพาณิชย์ เลยครับ เช่น Syntax, Vaccine, คณิต9วิชา รวมทั้งโหลดข้อสอบเก่ามาทำจากเว็บไซต์ http://rathcenter.com/ 
แนะนำที่เรียนพิเศษสำหรับผมลงคอร์สของ Alevel ครับ ผมรู้สึกว่าพี่เค้าสอนให้เข้าใจที่มาของสูตร ไม่สอนให้จำสูตรเลยครับ หนังสือเรียนก็มีโจทย์ให้ฝึกเยอะมากๆ จากข้อสอบเก่าหลายๆ สนามสอบเลยครับ
สำหรับคณิต9วิชา ผมได้ 88/100 ครับ ส่วน PAT1 ได้ 242/300 ครับ

วิชาภาษาอังกฤษ (14%)
สำหรับวิชานี้เป็นวิชาที่ผมไม่ถนัดที่สุดเลยครับ แต่ดันเป็นวิชาที่มี % เยอะมากกกกTT เพราะฉะนั้นเลยเหนื่อยหน่อยครับ วิชานี้เน้น speed test เช่นกันครับ ข้อสอบมี 80 ข้อ ให้เวลา 90 นาที แบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ คือ
ส่วนที่ 1 Conversation 20 ข้อ ส่วนนี้ไม่ค่อยยากมากครับ คล้ายๆ กับ conversation ใน GAT เลย พอเก็บได้เกือบหมด (ควรใช้เวลาในส่วนนี้ให้น้อยที่สุดครับ)
ส่วนที่ 2 Reading 40 ข้อ ส่วนนี้ถือเป็นส่วนปราบเซียนเลยครับ ควรเอาไว้ทำหลังจากทำส่วนอื่นเสร็จหมดแล้ว เพราะ passage ยาวมากๆ แต่เวลามีให้น้อยมากๆ ส่วนนี้จึงต้องฝึกอ่านมาให้เยอะๆ ครับ
ส่วนที่ 3 Cloze Test 15 ข้อ ส่วนนี้วัดพวก Grammar กับ Vocab ครับ ก็คล้ายๆ กับ Cloze Test ทั่วไปครับ
ส่วนที่ 4 Paragraph Organization (เรียงประโยค) 5 ข้อ ส่วนนี้ไม่ค่อยยากครับ เน้นที่เทคนิคและความเร็วในการทำ
วิธีเตรียมตัวสำหรับผมไม่ค่อยชอบนั่งท่องศัพท์ครับ เพราะผมเคยลองแล้วมันจำไม่ได้ครับ55555 วิชานี้ผมเลยใช้วิธีทำแบบฝึกหัดและข้อสอบเก่าๆ ไปเรื่อยๆ ครับ แต่ที่สำคัญคืออย่าลืมจับเวลาด้วยครับ เพราะวิชานี้ส่วนใหญ่ทำไม่ค่อยทันกัน (ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในนั้น)
หนังสือSet หนังสือของ ดร.ศุภวัฒน์ พุกเจริญ หรือไม่ก็ Set ของอาจารย์ทีวี จูเนียร์ (สุรชัย รอดงาม) เลยครับ มีแยกเป็นพาร์ทๆ พาร์ทไหนที่เราอ่อนก็เลือกมาทำก่อนเลยครับ
แนะนำที่เรียนพิเศษสำหรับผมลงเรียน Dr.OV English (เป็นสอนสด) แถวสยามครับ (แต่ได้ข่าวว่าจะย้ายมาอยู่วรรณสรณ์ชั้น 12 แล้ว) สอนละเอียดและได้คำศัพท์เยอะมากๆ เลยครับ รวมทั้งได้ลองทำข้อสอบเก่าๆ ด้วยครับ และผมก็ลงคอร์สของ Enconcept ครับ อันนี้ผมชอบเทคนิคการจำศัพท์มากครับ พวก Memolody รวมทั้งมีโจทย์ให้ทำเยอะมากๆ เลยครับ
สำหรับอังกฤษผมได้แค่ 60กว่าๆ เองครับ แต่ก็พอใจมาก เพราะเป็นวิชาที่กังวลที่สุดเลยครับ

วิชาฟิสิกส์ (9.33%)
วิชานี้ผมถือว่ากลางๆ ครับ ไม่ยากหรือไม่ง่ายจนเกินไป ข้อสอบจะมีทั้งหมด 25 ข้อ ให้เวลา 90 นาที ซึ่งตกข้อละ 3 นาทีกว่าๆ ครับ จึงเป็นวิชาที่มีเวลาทำค่อนข้างเต็มที่ ข้อสอบโดยมากจะตอบติดตัวแปรเลยครับ ซึ่งค่อนข้างดีที่ไม่ต้องคิดตัวเลข แต่บางคนก็อาจมึนๆ ตัวแปรได้ครับ
วิธีเตรียมตัว: การเตรียมตัวในวิชานี้คล้ายๆ กับวิชาคณิตศาสตร์ครับ เพราะเป็นวิชาที่ต้องอาศัย "การฝึกทำโจทย์" เช่นกัน โดยควรเก็บเนื้อหาให้เร็วที่สุด เพื่อเอาเวลาที่เหลือมาฝึกทำโจทย์ครับ วิชานี้ข้อสอบค่อนข้างซ้ำๆ เดิมกับปีก่อนครับ ดังนั้น การฝึกทำข้อสอบเก่าจึงสำคัญมาก (บางข้อออกซ้ำแนวเดิมมาทุกปี) สำหรับใครที่พื้นฐานคณิตศาสตร์ไม่ค่อยดี อาจจะเหนื่อยหน่อย เพราะบางข้อจำเป็นต้องใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์ เช่น ตรีโกณมิติ หรือการจัดรูปตัวแปรต่างๆ ดังนั้น อาจจะต้องฝึกทำข้อสอบติดตัวแปรให้มากๆ ครับ
หนังสือสำหรับวิชานี้ผมทำแบบฝึกหัดในหนังสือที่เรียนพิเศษทั้งหมดเลยครับ
แนะนำที่เรียนพิเศษฟิสิกส์ผมเรียนที่ Ondemand ที่เดียวเลยครับ พี่เค้าสอนดีมากๆ เลยครับ เน้นให้เข้าใจจริงมากกว่าการจำสูตรครับ ส่วนที่ผมชอบมากๆ คือหนังสือเรียนครับ มีีโจทย์ให้ทำเยอะมากๆ (เยอะจนทำไม่หมดเลยครับ55555) มีโจทย์ทั้ง Ent, PAT2, 9วิชา แล้วก็พวกโควตาต่างๆ รวมทั้งพื้นฐานวิศวะด้วย โดยช่วงแรกๆ ผมก็ทำกระจายๆ ไปหมดครับ เพื่อให้แนวข้อสอบที่หลากหลาย พอช่วงท้ายก็มาเลือกทำข้อที่น่าสนใจและข้อที่เป็นโจทย์แนวติดตัวแปรครับ โดยเฉพาะคอร์ส UpSkill นี่ดีมากๆ เลยครับ ครึ่งแรกพี่เค้าจะสอนข้อสอบเก่าทุกปี แล้วพอครึ่งหลังก็จะมีแนวข้อสอบที่คล้ายกับข้อสอบจริงมาให้ฝึกทำแบบจับเวลาจริงครับ
สำหรับฟิสิกส์9วิชาผมได้ 80/100 ครับ ส่วน PAT3 ของวิศวะได้ 264/300 ครับ

วิชาเคมี (9.33%)
วิชานี้เป็นอีกวิชาที่ผมชอบมากๆ ครับ วิชานี้เป็นวิชาที่มีทั้งที่เป็นบรรยาย (ท่องจำ) และเป็นคำนวณอย่างละครึ่งครับ ซึ่งผมว่าน่าจะเป็นวิชาที่เก็บคะแนนได้สำหรับทุกคนไม่ว่าจะเป็นคนที่ชอบท่องจำหรือชอบคำนวณครับ สำหรับวิชานี้เป็นวิชาแห่ง speed test อีกวิชาครับ ข้อสอบมี 50 ข้อ 90 นาที ตกข้อละ 1 นาที 48 วินาทีครับ ซึ่งถ้าสำหรับข้อบรรยาย ถือว่าเวลาค่อนข้างมากครับ แต่สำหรับข้อคำนวณแล้วถือว่าเวลาน้อยมากครับ ดังนั้น วิชานี้จึงเป็นเวลาที่ต้องบริหารจัดการเวลาให้ดีครับ โดยส่วนตัวผมจะเก็บพวกบรรยายก่อนครับ แล้วค่อยมาเก็บคำนวณที่หลังครับ สำหรับเคมีใน 9 วิชาค่อนข้างง่ายกว่าเคมีใน PAT2 ครับ
วิธีเตรียมตัวการเตรียมตัวในวิชานี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนครับ ในส่วนบทที่เป็นคำนวณ (ปริมาณสาร, แก๊ส, อัตรา, สมดุล, กรดเบส) จะเตรียมคล้ายๆ วิชาคำนวณครับ นั่นคือการเก็บเนื้อหาทั้งหมดให้เร็วที่สุด แล้วเอาเวลาที่เหลือมาฝึกทำโจทย์ครับ ในส่วนบทที่เป็นบรรยาย (อะตอม, ตารางธาตุ, พันธะเคมี, ไฟฟ้า, อุตสาหกรรม, อินทรีย์, ชีวโมเลกุล, ปิโตรเลียม) ก็จะใช้วิธีการอ่านทบทวนเนื้อหาเป็นส่วนใหญ่ครับ อ่านซ้ำหลายๆ รอบ แล้วก็ฝึกทำแบบฝึกหัดด้วยครับ สำหรับจุดเน้นของวิชาเคมี คือ "การจับเวลา" ครับ เพราะ ข้อสอบส่วนใหญ่ไม่ยากและทุกคนทำได้เกือบหมดทุกข้อ แต่ติดปัญหาที่ทำไม่ทันนี่แหล่ะครับ รวมถึง "ความละเอียดรอบคอบ" เพราะเวลาที่กดดัน จะทำให้ความละเอียดรอบคอบของเราลดลงครับ วิชาเคมีจะมีจุดหลอกเยอะมาก ส่วนคำนวณก็สามารถหลอกหน่วยได้ ส่วนบรรยายก็สามารถใช้คำที่หลอกได้ถ้าเราอ่านไม่ดีครับ
หนังสือสำหรับวิชานี้ผมอ่านจากหนังสือเรียนพิเศษเช่นกันครับ
แนะนำที่เรียนพิเศษวิชาเคมีผมเรียน "เคมี อ.อุ๊" ครับ อาจารย์สอนดีมากๆ ส่วนใหญ่จะเน้นการเข้าใจมากกว่าการจำครับ บางเนื้อหาถ้าตั้งใจเรียนในห้องดีๆ กลับบ้านมาแทบไม่ต้องทวนอะไรมากเลยครับ เพราะทุกอย่างจำได้หมดแล้ว เอาเวลามานั่งทำแบบฝึกหัดได้เลยครับ หนังสือเรียนก็ทำดีมากครับ แบบฝึกหัดมีแยกเรื่องกับแยกประเภทข้อสอบให้หมดเลยครับ เรื่องไหนที่เราไม่แม่นก็สามารถเอามาทำซ้ำเรื่อยๆ ได้ตลอดเลยครับ โดยเฉพาะคอร์สตะลุยโจทย์นี่ดีมากๆ เลยครับ สรุปเนื้อหาได้กระชับและคลอบคลุมมากๆ โจทย์นี่ก็สุดยอดมากๆ เลยครับ ทำให้เราได้เห็นจุดอ่อนของเราได้อย่างชัดเจน
สำหรับวิชานี้ผมได้ 80/100 ครับ

วิชาชีววิทยา (9.33%)
วิชานี้เป็นวิชาที่เนื้อหาเยอะและกว้างมากๆ ครับ สำหรับชีวะ 9 วิชามีทั้งหมด 80 ข้อ ให้เวลา 90 นาที ก็ถือว่าพอดีๆ ครับ อาจจะต้องมีใช้เวลาเยอะหน่อยในส่วนคำนวณ Genetic ครับ แต่โดยรวมก็สามารถทำข้อสอบได้ทันพอดีครับ 
วิธีเตรียมตัววิชานี้ค่อนข้างจะแตกต่างจากวิชาที่ผ่านๆ มาครับ เพราะวิชานี้เน้นที่ปริมาณเนื้อหาที่เยอะมากๆ ดังนั้น จึงเน้นที่การอ่านเนื้อหาซ้ำหลายๆ รอบครับ บางเนื้อหาที่สามารถทำความเข้าใจได้ ก็ควรใช้การทำความเข้าใจครับ แต่ถ้าเนื้อหาไหนจำเป็นต้องใช้ความจำก็ต้องจำครับ สำหรับผมจะใช้การเขียนลอกลงเศษกระดาษซ้ำหลายๆ ครั้งครับ เพราะผมอ่านเฉยๆ แล้วจำไม่ค่อยได้ครับ พอใช้วิธีนี้ก็สามารถจำได้ดีขึ้นครับ สำหรับวิชานี้ การทำแบบฝึกหัดไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่ครับ อาจจะทำข้อสอบเพื่อเช็คความเข้าใจโดยรวมหรือทำข้อสอบปีเก่าๆ เพื่อดูแนวข้อสอบก็เพียงพอแล้วครับ ไม่จำเป็นต้องทำโจทย์เยอะๆ เหมือนวิชาคำนวณครับ (ยกเว้นพวก Genetic ที่เป็นคำนวณก็อาจจะต้องฝึกทำโจทย์ให้หลากหลายครับ) ดังนั้น วิชานี้จึงเน้นการอ่านซ้ำๆ มากกว่าการทำโจทย์ครับ
หนังสือ: Essential Biology ที่เป็นรูปปูก็สรุปได้ค่อนข้างดีครับ หรือไม่ก็อ่านจากหนังสือกระทรวงก็ได้ครับ
แนะนำที่เรียนพิเศษผมเรียนคอร์ส ICU ของหมอบีมครับ (BioBeam) แต่จะจดค่อนข้างเยอะครับ แต่ก็ดีที่เราจดเองแล้วก็สามารถจำได้ครับ หมอบีมสอนดีมากๆครับ มีตลกๆคลายเครียดตลอดเวลา แล้วผมก็ลงคอร์ส UpSkill ของ Ondemand อันนี้ก็ดีครับ เพราะมีการแยกข้อสอบปีเก่าๆ เป็นเรื่องๆ ได้ลองฝึกทำจับเวลาครับ ทำให้เราทราบถึงจุดอ่อนของตนเองครับ
วิชานี้ผมก็ไม่ได้หวังคะแนนอะไรมากครับ ออกมาได้ 70 คะแนน ก็โอเคแล้วครับ

วิชาภาษาไทย (7%)
วิชานี้เป็นวิชาที่ไม่ค่อยยากครับและเป็นวิชาที่น่าเก็บคะแนนมากครับ ตอนแรกผมก็แอบกลัววิชานี้เหมือนกัน เพราะดูจากตอนสอบ O-NET ตอน ม.3 แล้วคะแนนแย่มากกกTT ดังนั้น ทุกคนอย่าพึ่งกลัววิชานี้ไปนะครับ55555 สำหรับวิชานี้ข้อสอบมี 50 ข้อ 90 นาทีครับ ซึ่งถือว่าทำได้ทันแบบชิวๆ ครับ (ขนาดผมเป็นคนอ่านหนังสือช้าก็ยังทำทันได้แบบสบายๆ ครับ)
วิธีเตรียมตัววิชานี้ผมยอมรับตามตรงว่าแทบไม่ได้อ่านเนื้อหาเลยครับ เพราะ วิชาอื่นๆ ก่อนหน้านี้ก็แทบจะไม่ทันแล้วครับ แต่ผมใช้วิธีการปริ้นท์ข้อสอบของปีเก่าๆ ออกมาทำเลยครับ (ถ้าทำข้อสอบเก่า 9 วิชาได้ครบทุกปี ก็น่าจะเพียงพอแล้วครับ) เพราะสำหรับวิชานี้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการอ่านจับใจความแล้วก็สรุปความครับ หลักภาษาแทบไม่ค่อยมี อย่างมากก็จะออกเป็นแนวเดิมๆ ซึ่งสามารถอ่านเฉพาะเรื่องที่ออกได้เลยครับ
หนังสืออ่านไม่ทันครับ55555 เลยไม่ได้ซื้อหนังสือมาอ่านเลย
แนะนำที่เรียนพิเศษผมลงคอร์ส 9 วิชาของ SociThai ครับ ซึ่งแน่นอนว่าเรียนไม่ทันครับ ก็เลยเรียนเฉพาะที่เป็นเฉลยข้อสอบปีเก่าๆ ครับเพื่อให้ได้แนวคิดและเทคนิคการทำโจทย์ แล้วก็เรียนเฉพาะเรื่องที่ยังไม่ค่อยแม่นครับ
วิชานี้ผมก็ไม่ได้ทุ่มเทเวลาอะไรมาก แต่ได้มา 80/100 ก็พอใจแล้วครับ

วิชาสังคมศึกษา (7%)
วิชานี้เป็นวิชาที่ปราบเซียนเด็กสายวิทย์ที่แท้ทรู55555 ข้อสอบมี 50 ข้อ 90 นาทีครับ แต่เป็น 50 ข้อที่ออกครอบโลกครอบจักรวาลจริงๆ บางช้อยในข้อสอบไม่เคยได้ยินมาก่อนในชีวิต วิชานี้ไม่ต้องห่วงว่าทำไม่ทันครับ เวลาเหลือเฟือมาก ส่วนใหญ่ 30-60 นาทีก็เสร็จแล้วครับ (เพราะทำไม่ได้555555)
วิธีเตรียมตัวส่วนใหญ่คนจะกลัววิชานี้ครับ เพราะถ้าวิชานี้ไม่ถึง 30 คะแนน ก็จะโดนตัดสิทธิ์ กสพท ครับ ดังนั้น เป้าหมายของวิชานี้ คือ ให้ได้เกิน 30 คะแนนครับ ที่เกินจากนั้นก็ถือเป็นกำไรไปช่วยวิชาอื่นละกันครับ สำหรับผมก็จะอ่านพวกสรุุปๆ เลยครับ เพราะถึงอ่านเนื้อหาไปก็ไม่มีทางจำได้หมดอยู่ดี เน้นว่าอ่านเอา idea ก็พอครับ ส่วนใหญ่คนจะเน้นอ่านพวกพระพุทธศาสนากับเศรษฐศาสตร์ครับ เพราะศาสนาออกค่อนข้างตรงตัว ถ้าจำได้ก็ได้เลย ส่วนเศรษฐศาสตร์จะค่อนข้างคิดโดยใช้หลักเหตุผลได้ครับ เลยจำไม่ค่อยมาก แต่สำหรับผมจะค่อนข้างชอบเรื่องพวกกฎหมายครับ ก็เลยจะอ่านพวกหน้าที่พลเมืองไปด้วยครับ ส่วนภูมิศาสตร์ผมจะอ่านเฉพาะแนวที่ออกบ่อยๆ ครับ (พวกเครื่องมือทางภูมิศาสตร์ สนธิสัญญาต่างๆ) สำหรับประวัติศาสตร์นี่ผมบอกตามตรงครับว่า "เท" (คำว่า "เท" ของผมนี่คือ ไม่อ่านเลยแม้แต่น้อยนะครับ) เพราะผมคิดว่าประวัติศาสตร์มันกว้างมาก อ่านไปก็ไม่ตรงอยู่ดี สู้เอาเวลาไปอ่านส่วนอื่นหรือวิชาอื่นน่าจะคุ้มกว่าครับ สำหรับวิชานี้ตอนสอบ ผมใช้วิธีค่อยๆ อ่านแล้วตัดช้อยข้อที่เป็นไปไม่ได้เอาครับ แต่ละข้อมีเวลาเกือบ 2 นาที เพราะฉะนั้นไม่ต้องรีบเร่งครับ (ขนาดผมค่อยๆ ทำแล้วเวลายังเหลือเกือบ 20 นาทีครับ)
หนังสือผมอ่านหนังสือสรุปสังคม Social Studies เล่มสีน้ำตาลของติวเตอร์พอยท์ครับ ก็สรุปได้ค่อนข้างดี มีรูปสีประกอบน่าอ่านครับ
แนะนำที่เรียนพิเศษผมลงคอร์ส Ent ของ SociThai ครับ แต่ก็ไม่ได้เรียนหมดครับ เรียนเฉพาะพวกศาสนา, เศรษฐศาสตร์, หน้าที่พลเมือง แล้วก็ภูมิศาสตร์นิดหน่อยครับ ผมลงเป็นแบบ@home ก็เลยทยอยเรียนวันละประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนนอน เก็บสะสมไปเรื่อยๆ ครับ แล้วตอนท้ายก็มาลงคอร์ส 9 วิชา เพื่อเป็นการสรุปเนื้อหาประเด็นที่ออกข้อสอบอีกทีหนึ่งครับ
สำหรับวิชานี้ผมได้ 60 กว่าๆ ครับ ก็ถือว่าโอเคแล้วครับสำหรับการเตรียมตัวเท่านี้

แนะนำแผนการเรียนพิเศษ (กรณีที่ กสพท. กับ 9 วิชายังสอบช่วงเดือน มี.ค.)
สำหรับใครที่จะลงเรียนพิเศษ อยากแนะนำว่าควรเริ่มเรียนคอร์ส Ent ตั้งแต่ช่วงปีใหม่ตอนอยู่ ม.5 เทอม 2 ครับ (หรืออย่างช้าไม่ควรเกินตอนปิดเทอม ม.5 ครับ) และควรเริ่มเก็บพวกวิชาคำนวณ (คณิต, ฟิสิกส์, เคมี) ก่อนครับ เพราะจะได้มีเวลาไปทำฝึกทำโจทย์ โดยอาจมีแผนการเรียนดังนี้ครับ
ภายใน Summer ต้องจบคณิตและฟิสิกส์
ภายใน ม.6 เทอม 1 ต้องจบเคมีและชีววิทยา
ภายในปิดเทอม ต.ค. ต้องจบไทยและสังคม
ช่วง ม.6 เทอม 2 เป็นการทบทวนเนื้อหา, ฝึกทำโจทย์, อาจลงพวกคอร์สตะลุยโจทย์หรือ UpSkill แต่ละวิชา (อาจลงตั้งแต่ปิดเทอม ต.ค.ก็ได้)
สำหรับวิชาภาษาอังกฤษและความถนัดแพทย์ เป็นวิชาที่ควรฝึกมาอย่างสม่ำเสมอครับ และคอร์ส Ent วิชาเหล่านี้จะมีจำนวนชั่วโมงไม่เยอะเท่าวิชาข้างบน จึงสามารถเก็บควบคู่กับวิชาอื่นๆ มาได้ตั้งแต่ช่วง Summer ครับ

มาถึงตรงนี้แล้ว ก็ขอขอบคุณทุกคนที่ติดตามอ่านมาจนถึงตรงนี้ครับ ก็หวังว่ากระทู้นี้จะสามารถเป็นคำแนะนำการเตรียมสอบให้กับน้องๆ ที่จะเตรียมสอบ กสพท ในปีถัดไปครับ สำหรับใครที่มีคำถามหรือข้อสงสัย สามารถสอบถามไว้ใน comment ได้เลยครับ ผมยินดีตอบทุกคำถามครับ แล้วก็อยากบอกว่า สิ่งที่ได้เล่ามาทั้งหมด เป็นเพียงแนวทางหนึ่งที่ผมใช้ในการเตรียมสอบครับ อาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน ทุกคนไม่จำเป็นต้องเชื่อหรือทำตามที่ผมแนะนำทุกอย่าง สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ "การลองลงมือทำด้วยตนเอง" ครับ เพื่อหาแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับตนเองเพื่อไปให้ถึงความฝันครับ ขอบคุณทุกคนมากครับ สวัสดีครับsmiley
ให้หัวใจกระทู้นี้ ~

แสดงความคิดเห็น

15 ความคิดเห็น

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เด็กดี TCAS

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป