Dek-D.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของ
ผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับ

มีดประจำตัว : ชนชั้น สังคม อิทธิพลและการกดขี่ [ยินดีให้แชร์]

วิว
#วิจารณ์วรรณกรรม
มีดประจำตัว : ชนชั้น สังคม อิทธิพลและการกดขี่
          นางสาวฐิติกาญจน์ ตราษี    
           ชาติ กอบจิตติ ชาติ กอบจิตติ  เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2547 และนักเขียน 2 รางวัลซีไรต์ และรางวัลช่อการะเกด มีวรรณกรรมสำคัญอยู่หลายเรื่อง ซึ่ง มีดประจำตัว เป็นวรรณกรรมอีกชิ้นที่น่าสนใจ
          แนวคิดของเรื่องสั้นเรื่องนี้นั้น ผู้เขียนต้องการที่จะสะท้อนให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมกัน การแบ่งชนชั้นทางสังคม ต้องการให้เห็นถึงภาพคนชั้นกลางที่มีอาวุธคือ อำนาจ อิทธิพล ฐานะ  ที่เหนือกว่ากดขี่ข่มเหงคนชั้นล่างที่ไม่มีสิทธิ์มีเสียงใดๆ โดยคนชั้นกลางเหล่านั้นย่อมมีเกราะป้องกันในยามที่กระทำสิ่งต่างๆ  และการที่คนชั้นกลางได้ปลูกฝังสิ่งที่เขาเหล่านั้นคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องให้กับลูกของเขา คือ  การเอารัดเอาเปรียบ กดขี่ข่มเหงผู้อื่นโดยไม่สนใจศีลธรรมใดๆ
          การเปิดเรื่องนั้นผู้เขียนเปิดด้วยพฤติกรรมของตัวละคร โดยให้ตัวละคร “ผม” ได้บอกถึงลักษณะพฤติกรรมของลูกชายและภรรยาในขณะนั้นว่ามีความรู้สึกนึกคิดหรืออากัปกิริยาเช่นไร รวมไปถึงการบรรยายบรรยากาศภายในห้องจัดงานเลี้ยงที่ตัวละครนั้นอยู่
          “เรามาถึงมาเลี้ยงเวลาหนึ่งทุ่มตรงพอดี  ลูกชายของผมมีอาการตื่นกลัวอย่างเห็นได้ชัด ส่วน     ภรรยาผมจะดูเร่งร้อนผิดปกติสักหน่อย  ผมเข้าใจว่าเธอคง “หิว”  มากกว่าอย่างอื่น  เพราะงานเลี้ยงเช่นนี้เธอเคยผ่านมากับผมนับครั้งไม่ถ้วนซึ่งไม่จำเป็นจะต้องตื่นเต้นอีกเลย
          ภายในห้องโถงใหญ่สว่างไสวด้วยไฟโคมระย้าย้อยห้อยอยู่กลางห้อง  เสียงเปียนโนคลออยู่เบา ๆ ผู้คนค่อนข้างหนาตา  เสียงพูดคุย  เสียงน้ำแข็งกระทบแก้วเสียงเครื่องดื่มรินไหล  คละเคล้าเข้าหูอย่างไม่เป็นระเบียบพรมหนานุ่มสีแดงเลือดคนรองรับรองเท้าที่เคลื่อนไหวไป-มา”
(ชาติ  กอบจิตติ , 2526 :163)
                  
                การดำเนินเรื่องนั้นผู้เขียนได้ดำเนินเรื่องแบบตามลำดับเวลา โดยให้ตัวละคร “ผม” เป็นตัวดำเนินเรื่อง โดยผู้เขียนได้เล่าเรื่องผ่านตัวละคร “ผม” ผ่านบทบาทของความเป็นพ่อที่สอนลูกให้เป็นดังเช่นที่ตนเป็นและดำเนินอยู่ เป็นสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดให้กับลูกชายเหมือนดั่งเช่นครอบครัวอื่นๆทั่วไปที่หวังจะเห็นบุตรของตนอยู่ในสังคมได้

“แต่วันนี้  ผมจำเป็นต้องแนะนำอะไรบางอย่างให้ลูกชายเข้าใจ  ผมไม่อยากให้เกิดความผิดพลาดขึ้นก่อนถึงเวลานั้น  คืนนี้จะเป็นการเริ่มต้นที่สำคัญของเขา  มันจะบ่งชี้ว่าลูกชายของผมจะเป็นคนในระดับผมได้หรือไม่ หรือว่าเขาจะล้มเหลวกลายเป็นพวกมนุษย์ชั้นต่ำ  ซึ่งผมและภรรยาไม่อยากให้ลูกเป็นเช่นนั้น
ดังนั้นผมจำเป็นต้องสร้างความรู้สึกที่ดีให้เขา  เพื่อเขาจะได้เป็นบุคคลที่สมบูรณ์แบบในระดับเราสืบต่อไปในอนาคต”
                                                                   (ชาติ กอบจิตติ , 2526 :164)
          ในงานเลี้ยงวันนี้ “ผม” ต้องการที่จะสอนให้ลูกชายของเขาหัดใช้ “มีดประจำตัว”ที่เพิ่งได้มา ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาและภรรยามีอยู่ก่อนแล้ว และคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีที่ลูกเขาควรมีและใช้มันเป็น
 “
       มีดประจำตัวของเขาที่วางสงบคอยเหยื่ออยู่เบื้องหน้านั้น  ผมเป็นคนพาเขาไปเลือกซื้อให้เอง  หลังจากเขาได้รับอนุญาตให้เอามีดประจำตัวไว้ในครอบครองได้ซึ่งน้อยคนนักจะได้รับโอกาสงดงามเช่นนี้  ถ้าเทียบกับจำนวนพลเมืองทั้งหมดที่มีอยู่ในเมืองเรา  เราเป็นกลุ่มคนเพียงหยิบมือเดียวที่มีสิทธิ์มีมีดประจำตัว  ที่เหลือนอกนั้นเป็นมนุษย์ขั้น”
                                                                   (ชาติ กอบจิตติ , 2526 :165)               
              แต่ดูเหมือนว่าลูกชายของเขาจะรู้สึกหวาดกลัวและไม่กล้าที่ใช้”มีดประจำตัว”เหมือนอย่างเช่นพวกเขา เขาจึงเล่าให้ฟังถึงผลกระทบต่างๆว่าหากลูกชายของเขาใช้มีดประจำไม่เป็นจะเกิดอะไรขึ้น
       “ถ้าแกจะผ่าเหล่าผ่ากอก็ตามใจแก  คิดให้ดีก็แล้วกัน  เพราะนั่นหมายถึงวิถีชีวิตแกต้องเปลี่ยนไป  เป็น-พวกมนุษย์ชั้นต่ำ  อีกหน่อยถ้าแกมีเมียมีลูก  อดอยากเข้าก็ต้องเอาลูกมาขายเป็นลูกค้าข้างถนน  ให้คนมีมีดประจำตัวเขาซื้อไปแล่เนื้อเถือหนัง  ดูดเลือดดูดสมองมากิน  รึตัวแกเองก็เถอะ  ถึงเวลานั้นอย่ามาร้องโอดโอยกับฉันก็แล้วกัน    ฉันช่วยอะไรแกไม่ได้…”         (ชาติ กอบจิตติ , 2526 :168)
        จนกระทั่งเจ้าภาพมาเปิดงานเลี้ยงและเชิญทุกคนในงานรับประทานอาหาร ภรรยาของเขาได้ผูก “ผ้ากันเปื้อน”ให้กับลูกชายของเขาและจัดแจงจัดให้ตนเองโดยมีคนรับใช้ประจำโต๊ะคอยช่วยเหลือ

“ทุกคนต่างสาละวนกับการผูกผ้ากันเปื้อนอยู่ในความสลัว  ราวกับกุ๊กภัตตาคารกำลังเตรียมตัวก่อนจะสับหมูหรือสับเนื้อ  แต่เกรงว่าเลือดของสัตว์บนเขียงจะกระเซ็นมาเปื้อนเสื้อผ้าอันสวยงามของเขา”
                                                                   (ชาติ กอบจิตติ , 2526 :168)
            จากนั้นก็มีร่างของคน 2 คน เป็นชายหนึ่งคนหญิงอีกหนึ่งคน ทั้งคู่ถูกเข็นเข้ามาในสภาพเปลือยเปล่า มีเหล็กยึดตามลำตัว และกล่องเหล็กเคลือบส่วนหัวถึงคอไว้เพื่อไม่ให้เห็นหน้าตาและได้ยินเสียงของคนพวกนี้ แน่นอนว่านี่คนชั้นล่างหรือ “-พวกมนุษย์ชั้นต่ำ” (ชาติ  กอบจิตติ. 2526 :168 ) ที่เขาเหล่านี้เรียกกัน และคนชั้นล่าง 2 คนคืออาหารของผู้ที่มีมีดประจำตัว
เมื่อถึงเวลารับประทานอาหารผู้ที่มีมีดประจำตัวทั้งหลายก็พากันแห่ไปแย่งชิงชิ้นส่วนต่างๆของคนชั้นต่ำ 2 คน บางคนปาดเอานมทั้งสองข้าง บางคนตัดข้อมือ บางคนเอานิ้วมือ ทุกคนต่างแย่งกันปาดชิ้นส่วนต่างๆโดยที่มันยังดิ้นเร่าๆอยู่
“ผม”ได้เนื้อบริเวณสีข้างและเนื้อตรงสะโพก ส่วนภรรยาได้เนื้อเคล้ากับเลือดและกระดูกอ่อนแต่ลูกชายนั้นได้มาเพียงหัวแม่เท้าอันเดียว ทำให้เขาโมโหมากแต่ก็ใจเย็นไว้ได้ จากนั้นเขากับภรรยาก็หาวิธีให้ลูกชายยอมกินหัวแม่เท้าชิ้นนั้น

“ลองแตะ ๆ ดูก็ได้  อย่าไปคิดถึงศีลธรรมให้มากนักศีลธรรมมันเป็นเรื่องของ-พวกมนุษย์ชั้นต่ำ”
          “กินซะลูก….แม่ขอร้อง”
                                                                   (ชาติ กอบจิตติ , 2526 :175)
          แน่นอนว่าลูกชายของเขายอมทำตาม และทันทีที่ลูกชายได้ลิ้มลองการกินเนื้อมนุษย์นั้นก็รู้สึกติดใจในเนื้อมนุษย์นี้อย่างง่ายดาย ซึ่งเป็นไปตามที่พ่อแม่ของเขาต้องการให้เป็น
          ในการปิดเรื่องนี้ผู้เขียนสะท้อนให้เห็นว่า ลูกชาย ซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนของ “เด็ก” ที่แม้ว่าในจิตใจของเขา เริ่มต้นนั้นจะใสสะอาดและบริสุทธิ์ เกรงกลัวต่อการกระทำ แต่เมื่อถูกเสียดสี ปลูกฝัง สั่งสอนเรื่องต่างๆก็ทำให้เขาต้องรับอิทธิพลจากสังคมหรือคำสอนเหล่านั้นจนซึมซับเข้าไปในจิตใจและเมื่อจิตใจของเขาได้สัมผัสกับสิ่งชั่วร้ายก็ยากที่จะกลับมาดีได้ดังเดิม

“...ทันทีที่ลิ้นเขาสัมผัสรส  ผมเห็นใบหน้าของเขาแปรเปลี่ยนไป  ราวกับว่าเขาได้พบสิ่งมหัศจรรย์ที่เขาคิดไม่ถึงว่าจะได้เจอะเจอ  ดวงตาของเขาวาววามฉายแววแห่งความดุร้ายออกมา…”
                                                                   (ชาติ กอบจิตติ , 2526 :175)
 “...เขาคงรู้สึกถึงรสชาติเนื้อคนแล้ว  สีหน้าของเขาไม่เหลือวี่แววความเป็นคนขี้สงสารมนุษย์ชั้นต่ำอยู่เลย...”
                                                                   (ชาติ กอบจิตติ , 2526 :176)

         ในเรื่องสั้น“มีดประจำ”ตัวนี้ ได้แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งของตัวละครคือ “ลูกชาย” ที่ในตอนแรกนั้นไม่มีความคิดที่จะทำร้าย  เอารัดเอาเปรียบ หรือกดขี่ข่มเหงผู้อื่น อีกทั้งยังมีความหวาดกลัวที่จะกระทำผิด แต่เมื่อได้ยินคำพูดด่าทอและเสียดสีของผู้เป็นพ่อ และการสั่งสอน การเกลี่ยกล่อมของพ่อและแม่ก็ทำให้ลูกชายยอมทำตามที่พ่อแม่ต้องการ และกลายเป็นมนุษย์ที่มีความชั่วร้ายภายในจิตใจไปในที่สุด
           ตัวละครเอก  คือตัวละคร  “ลูกชาย”  เป็นตัวละครเอกของเรื่อง โดยในเรื่องจะเล่าพฤติกรรมหรือเรื่องราวความเป็นไปของเรื่องผ่านตัวละครนี้ เป็นตัวละครที่มีบทบาทสำคัญขณะดำเนินเรื่อง และเป็นตัวละครที่เกิดความขัดแย้งขึ้น
          โดยตัวละคร “ลูกชาย” นั้น เริ่มแรกจะมีลักษณะที่เกรงกลัวต่อการกระทำผิด แต่เมื่อถูกพ่อแม่สั่งสอนหรือแนะนำให้กระทำสิ่งที่ไม่ดี ลูกชายก็ซึมซับสิ่งเหล่านั้นและทำให้มีพฤติกรรมและลักษณะนิสัยเหมือนพ่อและแม่

      ตัวละครประกอบ  เป็นตัวละครที่ช่วยในการดำเนินเรื่อง  ได้แก่   
               1.พ่อ(ผม)และแม่ ตัวละครที่เป็นพ่อหรือ“ผม”นั้นเป็นคนดำเนินเรื่องซึ่งตัวละคร 2 ตัวนี้เป็นตัวละครที่เปรียบเสมือนตัวแทนของคนชั้นกลางที่มองคนชั้นล่างเป็นพวกชั้นต่ำ ไม่มีค่า มองเป็นแค่สัตว์ต้อยต่ำ จะกดขี่ข่มเหงอย่างไรก็ได้ โดยขาดคุณธรรมจริยธรรมและความเมตตา
               2.ผู้ชายและผู้หญิงบนเตียงโลหะ ตัวละคร 2 ตัวนี้เปรียบเสมือนตัวแทนของคนชั้นล่างที่ถูกกดขี่ข่มเหง เอารัดเอาเปรียบอย่างไร้หนทางสู้ จะเห็นได้จากการที่ทั้งสองถูกเหล็กยึดลำตัว แขน และขาไว้ ส่วนหัวก็มีกล่องเหล็กครอบไว้ เพราะที่ว่าเวลาถูกกิน ผู้ที่มีมีดประจำตัวจะไม่เห็นหน้าว่าเป็นผู้ใดและไม่ได้ยินเสียงที่คนชั้นต่ำเหล่านี้เปล่งออกมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นใคร ผู้ที่มีมีดประจำตัวก็สามารถกินได้หมด และแม้ว่าเหล่าคนชั้นต่ำจะร่ำร้องขอชีวิตปานใดผู้ที่มีมีดประจำตัวก็จะไม่มีทางได้ยิน
                3.คนรับใช้ประจำโต๊ะ ตัวละครนี้เป็นตัวละครที่มาจากคนชั้นล่างที่เข้ามาทำงานบริการให้คนชั้นกลาง ที่เห็นเหตุการณ์ทุกอย่างแต่ไม่กล้าที่จะพูดอะไร นอกเสียจากทำตามที่เจ้านายสั่งเท่านั้น ถึงแม้ในตอนแรกดูเหมือนว่าชะตาชีวิตของเขาจะแตกต่างจากชายหญิงที่ถูกนำมาเป็นอาหารสองคนนั้น แต่ท้ายที่สุดแล้วชีวิตของคนชั้นล่างก็จะต้องถูกกดขี่ข่มเหงจากคนชั้นกลางเวียนไปในลักษณะเดียวกัน
                 4.แขกที่มาร่วมงาน สะท้อนให้เห็นถึงการแก่งแย่งผลประโยชน์จากคนชั้นล่าง โดยไม่สนว่าบุคคลนั้นจะเป็นใคร  
                   “...“อุ๊ย  มีตัวอ่อนอยู่ในท้องด้วย”  เสียงผู้หญิงกรี๊ดกร๊าดดีใจ...”
(ชาติ  กอบจิตติ , 2526 :176)
        การที่ผู้ที่มีมีดประจำตัวกินผู้หญิงที่มีตัวอ่อนหรือคนท้องในเรื่องแสดงให้เห็นว่าไม่ว่าบุคคลจะเป็นใคร แต่พวกเขาก็สามารถกินมันได้อย่างไม่รู้สึกผิด และในการกินมนุษย์ชั้นต่ำพวกนี้ ผู้ที่มีมีดประจำตัวก็หากลัวเลอะไม่เพราะพวกเขาได้รับ “ผ้ากันเปื้อน” ก่อนที่จะลงมือกินแล้ว
          บทสนทนาในเรื่องนี้เป็นบทสนทนาระหว่างตัวละครกับตัวละคร ซึ่งบทสนทนานี้มีส่วนช่วยในการดำเนินเรื่องเป็นอย่างมาก และช่วยให้ได้เห็นถึงลักษณะนิสัย ทัศคติ  อารมณ์ น้ำเสียง ความรู้สึกของตัวละครที่มีในเรื่อง เช่น ตอนที่ผมและภรรยากล่าวถึงคนชั้นล่างว่า  

“ถ้าแกจะผ่าเหล่าผ่ากอก็ตามใจแก  คิดให้ดีก็แล้วกัน  เพราะนั่นหมายถึงวิถีชีวิตแกต้องเปลี่ยนไป  เป็น-พวกมนุษย์ชั้นต่ำ  อีกหน่อยถ้าแกมีเมียมีลูก  อดอยากเข้าก็ต้องเอาลูกมาขายเป็นลูกค้าข้างถนน  ให้คนมีมีดประจำตัวเขาซื้อไปแล่เนื้อเถือหนัง  ดูดเลือดดูดสมองมากิน  รึตัวแกเองก็เถอะ  ถึงเวลานั้นอย่ามาร้องโอดโอยกับฉันก็แล้วกัน    ฉันช่วยอะไรแกไม่ได้…” (ชาติ  กอบจิตติ , 2526 :168) หรือ  “สงสารมันไม่ได้หรอก  -พวกมนุษย์ชั้นต่ำพวกนี้มันเกิดมาเพื่อให้คนอย่างพวกเรากิน  ถ้าเราสงสารมันเราก็ไม่มีความสุข  …..” 
(ชาติ  กอบจิตติ , 2526 :171) 
         ซึ่งจะทำให้เราสัมผัสถึงน้ำเสียงที่ดูถูก เหยียดหยาม และรังเกียจคนชั้นต่ำของทั้งสองคน
          จะเห็นได้ว่าในเรื่องนี้ถึงแม้จะมีตัวละครที่เป็นตัวแทนของคนชั้นล่างด้วยแต่บทสนทนาที่ออกจากปากของคนชั้นล่างนั้นไม่มีเลยแม้แต่นิดเดียว บทสนทนาในเรื่องนี้จะมีเพียงบทสนทนาที่เป็นตัวแทนของกลุ่มคนชั้นกลางซึ่งนั้นก็ตีความได้อีกว่า ถึงแม้พื้นที่ตรงนั้นจะมีคนชั้นล่างแต่ก็ใช่ว่าคนชั้นล่างจะมีสิทธิ์ในการส่งเสียงใดๆ
          ฉากในเรื่องนี้จะเป็นงานเลี้ยงที่ถูกจัดในห้องโถงขนาดใหญ่ มีผู้มาร่วมงานมากมาย
          “ภายในห้องโถงใหญ่สว่างไสวด้วยไฟโคมระย้าย้อยห้อยอยู่กลางห้อง  เสียงเปียนโนคลออยู่เบา ๆ ผู้คนค่อนข้างหนาตา  เสียงพูดคุย  เสียงน้ำแข็งกระทบแก้วเสียงเครื่องดื่มรินไหล  คละเคล้าเข้าหูอย่างไม่เป็นระเบียบพรมหนานุ่มสีแดงเลือดคนรองรับรองเท้าที่เคลื่อนไหวไป-มา” (ชาติ  กอบจิตติ. 2526 :163 )
         
          บรรยากาศในห้องนี้เป็นงานสังสรรค์มีผู้คนมากมายที่อยู่ในสังคมเดียวกัน ทำให้มองเห็นภาพของงานเลี้ยงขนาดใหญ่ ที่มีผู้คนพูดคุยถามสารทุกข์สุกดิบกันอย่างสนุกสนานครื้นเครง โดยมีเสียงดนตรีเคล้าอยู่ตลอดเวลา
          ในเรื่องสั้นมีดประจำตัวนี้ ผู้เขียนได้เล่าผ่านสรรพนามบุรุษที่ 1 ซึ่งเป็นตัวละครรองเป็นคนดำเนินเรื่อง (The first person narrator as a minor character) นั่นคือ “ผม” หรือผู้ที่รับเป็นพ่อในเรื่อง ในการเล่าเรื่องผ่านตัวละคร “ผม” ซึ่งเป็นตัวแทนของคนชั้นกลางนี้ ทำให้เราได้เห็นถึงความคิด ทัศนคติ ของพวกเขาที่มีต่อคนชั้นล่าง ที่ว่าถึงแม้คนชั้นล่างจะเจ็บปวดทรมานเพียงใดพวกเขาก็ไม่ได้รู้สึกสงสารมีแต่จะสนุกสนานพอใจกับสิ่งที่เห็น
        ใครคนหนึ่งสับฉับลงบนข้อมือ
  เลือดกระเซ็นมาถูกใบหน้าผม  ผมหันไปมอง  เขาเอ่ยขอโทษแล้วชี้ให้ผมดูข้อมือที่ขาดออกจากแขน  มันยังเต้นกระตุกอยู่ได้ เราหัวเราะให้กันอย่างรื่นเริง เขาหยิบข้อมือที่ยังกระตุกเต้นนั้นขึ้นใส่จาน “ ผมชอบกินนิ้วมือ มันมีเอ็นกรุบกรับดีเวลาเคี้ยว”  เขาบอกผมพร้อมรอยยิ้มสมใจ” (ชาติ  กอบจิตติ. 2526 :172 )

        หรือทัศนคติที่มีต่อคนชนชั้นเดียวกันเอง เช่น  “ถึงลูกจะคบหากับ-พวกที่มีมีดประจำตัวด้วยกันแต่ก็อย่าไว้ใจใคร” (ชาติ  กอบจิตติ. 2526 :166 )
          เรื่องสั้นเรื่องนี้มีน้ำเสียงของตัวละครที่สื่อให้เห็นถึงอารมณ์ ความรู้สึกต่างๆในตอนนั้นๆ ทั้งความรู้สึกกลัว รู้สึกโกรธ รู้สึกไม่พอใจ รู้สึกสงสาร ฯ และทำให้เราสามารถสัมผัสได้ถึงคำพูดที่ดูถูก    เหยียดหยามอีกด้วย เช่น
          ตอนที่พ่อต้องการให้ลูกชายลองใช้มีดประจำตัว จะสัมผัสได้ถึงอารมณ์สงสารของลูกชายที่มีต่อคนชั้นกลาง
            “ผมทราบครับ  ผมถึงว่ามันน่าขยะแขยง  น่าสงสารเขาด้วย” (ชาติ  กอบจิตติ. 2526 :169)
          หรือจะเป็นอารมณ์โกรธตอนที่พ่อโมโหลูกชายที่ได้นิ้วหัวแม่เท้ามาชิ้นเดียว
           “-เซ่อเอ๊ย  แย่งมาได้แค่นี้หรือวะ” (ชาติ  กอบจิตติ. 2526 :174 )
          และน้ำเสียงที่ดูถูกเหยียดหยามคนชั้นต่ำ ซึ่งจะเห็นได้มากในเรื่อง
           “ลองแตะ ๆ ดูก็ได้  อย่าไปคิดถึงศีลธรรมให้มากนักศีลธรรมมันเป็นเรื่องของ-พวกมนุษย์ชั้นต่ำ” (ชาติ  กอบจิตติ. 2526 :175 )
         

             ลีลาในการใช้ภาษานั้น ผู้เขียนได้ใช้ภาษาในเชิงสัญลักษณ์เพื่อที่จะสื่อนัยยะบางอย่าง อันนำไปสู่การตีความอย่างลึกซึ้ง โดยใช้การเปรียบเทียบตัวละครต่างๆในการเล่าเรื่อง เพื่อที่สะท้อนให้เห็นการแบ่งชนชั้นในสังคม

      คืนนี้จะเป็นการเริ่มต้นครั้งสำคัญของเขา  มันจะบ่งชี้ว่าลูกชายของผมจะเป็นคนในระดับผมได้หรือไม่  หรือว่าเขาจะล้มเหลวกลายเป็นพวกมนุษย์ชั้นต่ำ”
 
(ชาติ  กอบจิตติ. 2526 :164 )

            การที่คนชั้นกลางใช้“มีดประจำตัว”เป็นอาวุธในการกดขี่ข่มเหงผู้อื่นโดยมี “ผ้ากันเปื้อน”เป็นเกราะป้องกัน สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจในคนกลุ่มเดียวกัน แสดงให้เห็นถึงหลักความเป็นจริงที่ว่าเด็กเปรียบเสมือนผ้าขาว ที่เมื่อแต่งแต้มสีอะไรลงไปเด็กก็จะเป็นแบบนั้น เป็นในแบบที่สังคมแวดล้อมของเด็กปลูกฝัง ได้เห็นถึงการที่คนชั้นล่างถูกเอารัดเอาเปรียบโดยไม่มีสิทธิ์โต้แย้งหรือขัดขืน  ซึ่งเรื่องสั้นเรื่องนี้ก็ได้สะท้อนให้เห็นภาพของสังคมปัจจุบันผ่านสัญลักษณ์ต่างๆได้ดีทีเดียว

อ้างอิง
ชาติ กอบจิตติ. (2527). มีดประจำตัว. กรุงเทพฯ: คนวรรณกรรม.
เสาวคนธ์ สุขรักษ์.“พัฒนาการวรรณกรรมของวิมล ไทรนิ่มนวล ระหว่างปีพุทธศักราช 2518 – 2538”.  มหาวิทยาลัยศิลปากร,2559.

 
ส่งกำลังใจให้ จขกท.

แสดงความคิดเห็น

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

บทความที่นิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป