[เล่าประสปการณ์] 6 ปีในรั้ว ทันตะฯ มช. [ยินดีให้แชร์]

No. 3848873 16,305 48
Six years in the Faculty of Dentistry, CMU Class of 2018 (2012-2018)
          เราเป็นนักศึกษาทันตแพทย์ (นทพ.) หนึ่งคนที่กำลังจะเรียนจบในปีนี้ และในหัวตอนนี้ก็เต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย เลยอยากจะมาแบ่งปันประสบการณ์ที่ได้รับจากหกปีที่ได้เรียนอยู่ในรั้วคณะ ที่ได้ขัดเกลา หล่อหลอมให้เรากลายเป็น “ผู้ใหญ่” ในแบบที่แตกต่างจากเราเมื่อสมัยมัธยมอย่างสิ้นเชิง
          เนื้อหาค่อนข้างยาว และนี่ไม่ใช่การรีวิว หากแต่เป็นการเล่าเรื่องผ่านจากปากของคนที่ไม่ได้คิดว่าจะมาเป็นหมอฟัน แต่ได้พยายามทำให้ตัวเองก้าวผ่านการเรียนและการทำงานในแต่ละปี จนตอนนี้กำลังจะได้ออกไปใช้ชีวิตในฐานะ “ทันตแพทย์” อยากให้อ่านเพื่อความบันเทิงเป็นหลัก หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะทำให้คนที่เรียนอยู่ได้ฟังสิ่งที่เราอยากนำเสนอ และอยากให้น้องๆ ที่อยากเรียนต่อในคณะนี้ได้ถามตัวเองอีกสักครั้ง ก่อนตัดสินใจเลือกเรียนต่อในคณะนี้
          ปล. เรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับคนๆหนึ่ง ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคนเสมอไป
(ชั้น 4 ของอาคาร 7 หน้าห้องแลป มีทางเดินเชื่อมไปอีกอาคารทุกชั้น)
ประวัติส่วนตัว
          เราเป็นคนภาคเหนือโดยกำเนิด จบศึกษาระดับประถม-มัธยมแล้วเข้าศึกษาคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผ่านการสอบโควตา (สมัยที่คะแนนเต็ม 700 จาก 5 วิชา) เราไม่เคยคิดเลยว่าจะมาสอบติดคณะนี้ ตอนนั้นจริงๆยื่นแพทย์-ทันตะเพราะเป็นคณะที่คิดว่าดี (แต่ดีอย่างไรมิรู้ได้) ต่อให้คะแนนไม่ถึงก็จะยื่นเข้าคณะบริหาร/บัญชีในรอบอื่น มหาวิทยาลัยอื่นต่อไป เพราะในอนาคตอาจต้องกลับไปสานต่อธุรกิจส่วนตัวกับทางบ้าน แต่ ณ เวลานั้น เราคิดแค่ว่ามันคงเป็นอาชีพที่ดีแหละ (และขี้เกียจไปสอบเข้าที่อื่นแล้ว) เลยยกเลิกแผนการเดินทางทั้งหมด และใช้เวลาที่เหลือของ ม.6 รอเรียนต่ออย่างสบายอกสบายใจ
          มาจนถึงวันนี้ เรายังคงคิดว่าระบบการศึกษาสายสามัญ ยังคงเป็นระบบที่ “เรียนเพื่อสอบ” ที่ยังคงวัดผลนักเรียนด้วยระบบตัวเลขคะแนนที่ทำได้ การสอบเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาสำหรับเราแล้ว มองว่ามันเป็นการคัดคนที่มี Potential ในการเรียนรู้สูงๆ เข้า มากกว่าการคัด Candidate ที่เหมาะสมกับวิชาชีพ เพราะตัวเราเองถนัดภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์ มากกว่าวิชาวิทยาศาสตร์ รากฐานของวิชาชีพของเราเสียอีก

การเรียน
          ในปีพ.ศ. 2555 เราได้เข้าเรียนในคณะทันตแพทยศาสตร์ (หลักสูตรปี พ.ศ. 2553-2558) ประกอบด้วยการเรียนวิชาพื้นฐานในปีที่ 1, วิชาพรีคลินิกในปีที่ 2-3, และวิชาคลินิกในปีที่ 4-6 ในปีแรกเรารู้สึกว่าการเรียนมหาลัยนี่มันช่างสบายหลือเกิน มีทั้งคาบว่าง วิชาเรียนก็มีไม่กี่ตัว แต่ความพังพินาศก็เริ่มขึ้นตอนปีสองเทอมแรก เราเหมือนปลาสะดุ้งน้ำเย็น ที่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด (OMG!) ทั้งวิชาแพทย์และวิชาคณะ ทั้งบรรยาย/เลคเชอร์ (Lecture) และแลปซึ่งเป็นของใหม่ ทำให้เกรดที่น้อยอยู่แล้วจากความชิลล์ในปีหนึ่ง ยิ่งน้อยเข้าไปอีก (T^T) เพราะเอาเข้าจริงๆ เราไม่ได้เป็นคนที่เรียนเก่ง การเรียนในห้องบางทีข้อมูลก็เยอะเกินไปสำหรับเรา ทำให้ต้องมาคอยทบทวนบทเรียนอยู่เสมอ เพื่อการสอบที่บางวิชาแบ่งย่อยเป็น 3-4 ครั้งต่อเทอม เราใช้ชีวิตหลังเลิกเรียนขลุกตัวในห้องสมุดและแทบไม่ได้ใช้เวลาพักผ่อนเลย ยิ่งถ้าร่วมกับวิชาแลปอีก 2-3 วิชาที่มีงานส่งเกือบทุกสัปดาห์ยิ่งเหนื่อยมากขึ้นไปอีก
          พอขึ้นปี 2 เป็นต้นไปเราจะเรียนเต็มเวลา 08.00-16.30++ แทบจะทุกวัน และพอขึ้นปี 4 ก็จะเรียนแบบรายปี (เทอม 1 และ 2 ถูกคั่นด้วย วันเสาร์-อาทิตย์ 555TT555) การที่ติด F วิชาใดวิชาหนึ่งจะทำให้ต้องเรียนซ้ำอีก 1 ปีไปโดยปริยาย
(ทางเดินที่เชื่อมต่อคณะกับหอพักนักศึกษา หอพักบุคลากร และชุมชนบ้านพักข้าราชการ)
 
          สิ่งที่เราคิดว่าสำคัญที่สุดคือการเข้าใจศักยภาพในการเรียนรู้ของตนเอง ว่าเราจะสามารถทำความเข้าใจเรื่องต่างๆ ได้ดีพอในเวลาที่จำกัดได้อย่างไร ว่าเรานั้นสามารถเรียนรู้ได้ดีจากการฟังในคาบเรียน จากการจดบันทึก จากการหาข้อมูลเพิ่มเติม หรือจากการอ่านของที่เพื่อนทำสรุปไว้ รวมไปถึงความคาดหวังในการเรียนของเราด้วย จะเป็นสิ่งที่ทำให้เราสามารถวางแผน แบ่งเวลา และจัดเรียงความสำคัญของการเรียนได้ (แน่นอน เราจัดการได้ไม่ดีสักเท่าไหร่)
          เราเป็นคนเลือกที่จะตั้งใจแต่วิชาที่เราชอบแล้วทำให้วิชาที่เหลือพอผ่าน การตกมีน (Mean) หรือคะแนนเฉลี่ยจากคนในรุ่น เป็นเรื่องปกติมากสำหรับเรา เราเคยพยายามจะดันคะแนนในวิชาที่เราไม่ได้ชอบให้สูงขึ้นมา แต่บางครั้งมันก็ยังไม่พอและทำให้เรารู้สึกเสียดายแรงและกำลังของเรา เราตั้งคำถามกับตัวเองบ่อยครั้งว่าเราจะเป็นหมอฟันที่ดีได้จริงเหรอ (มันท้อนะ) แต่เราก็อาศัยความสุขเล็กๆ จากบางเรื่องที่เราทำได้ระดับหนึ่ง หรือดีกว่าคนอื่น เป็นแรงกระตุ้น แรงผลักดันว่าถึงแม้เราจะแพ้คนอื่นเรื่องนึง แต่ถ้าเป็นเรื่องนี้เราก็ไม่แพ้ใครละกัน (มี A สักตัวสองตัวอะไรอย่างงี้ เห๊อะเหอ)
          เรามีความสุขกับการนั่งท่องชื่อเส้นเลือด-เส้นประสาทในวิชา Neuroanatomy และ Gross Anatomy (ผ่าร่างอาจารย์ใหญ่นั่นเอง ทันตะฯ ก็ต้องเรียนนะ), มีความสุขในการทำ Baseplate สำหรับงานฟันเทียมทั้งปากชนิดถอดได้ หรือ Complete denture (CD), ชอบทำงานที่อาศัยการดัดลวด รวมไปถึงการอ่านและแปลบทความวิชาการเพื่อการวิจัย กับอีกหลายอย่างที่เราสามารถให้เวลากับมันเพื่อทำซ้ำๆได้ ไม่มีเบื่อ และจะรู้สึกดีทุกครั้งที่มีคนมาขอให้เราสอนหรือทำให้ (ถึงแม้จะทำพังบ้าง ทำผิดบ้าง เหอๆๆ)
(หนังสือประกอบการเรียนผ่าอาจารย์ใหญ่ เก่ามากแต่ภาพยังสวยอยู่ ผ่าไปด้วยและก็เปิดดูรูปตามไปด้วย)
(เอาเศษลวดที่ใช้ไม่ได้มาเรียงขำๆ)
          แต่เราคิดว่าแค่เรียนเก่ง (เรียนรู้ได้เร็ว) อาจจะไม่เท่ากับการที่มีความขยันและความสม่ำเสมอในการเรียน จากที่เราเคยอ่านหนังสือเป็นบ้าเป็นหลังจนตี 1 ตี 2 (แต่เริ่มอ่านเที่ยงคืน ไม่ใช่!) เมื่อเวลาผ่านไป ไฟในการอ่านมันก็ค่อยๆ มอดลงด้วยเหตุผลที่กล่าวไว้ด้านบน แต่เราเชื่อว่าหากเราตั้งใจมากกว่านี้มันก็คง Make a difference ได้อยู่นะ
          อีกเรื่องที่ขาดไม่ได้เลยคือค่าใช้จ่าย การเรียนคณะนี้บอกเลยว่าการศึกษาคือการลงทุนอย่างแท้จริง นอกจากค่าเทอมที่ค่อยๆสูงขึ้น ในทุกปีเราจะได้รับแจกอุปกรณ์แลปที่ต้องคืนท้ายเทอม หากเสียสภาพ ชำรุด หรือสูญหายก็ต้องทำการ "ปลอดหนี้" (ชดใช้เงินตามราคาของนั่นเอง) ตั้งแต่อุปกรณ์อันละร้อยนิดๆ จนไปถึงหลักหมื่นก็มี นอกจากนี้ยังมีสิ่งของฟุ่มเฟือย เช่น เข็มกรอฟัน (Dental burs), หน้ากากอนามัย, และสารพัดสิ่งที่เราต้องใช้แล้วซื้อใหม่แทบจะทุกปี (หลักหลายพัน)

เพื่อน
          จากการสอบโควตาทันตแพทย์ธรรมดา ทันตแพทย์เพิ่ม กสพท. และแอดมิดชั่น ทำให้นักศึกษาทันตแพทย์ (นทพ.) รุ่นนี้มีเลขรหัสท้าย 001 จนถึง 100 กว่าๆ โดยกว่าครึ่งเป็นเด็กที่สอบติดในรอบโควตาภาคเหนือ
          เรารู้สึกโชคดีที่ได้มาเจอกับเพื่อนรุ่นนี้ เพราะมีความหลากหลายมากกก (ถึงมากที่สุด) เราเคยคิดว่าเพื่อนร่วมคณะจะต้องมีแต่คนเรียบร้อยตั้งใจเรียน (เหมือนเรา อิอิ) และลักษณะอื่นๆ ที่เราและคนอื่นตีค่าว่าเป็นเด็กเรียน แต่พอมาอยู่จริงก็พบว่ามีทั้งคนที่เป็นนักกีฬายิงปืน นักวาดรูปสมัครเล่น รวมไปถึงคอกาแฟและขี้เหล้า แต่ท่ามกลางความแตกต่างเราก็อยู่ด้วยกันได้จนผ่านมาหกปีแล้ว เราช่วยเหลือกันในเรื่องเรียนมาตลอด เรามีกลุ่มใน Facebook เพื่อการแบ่งปันเอกสารประกอบการเรียน ตารางเรียน ตารางสอบ และใบสรุปความรู้ รวมไปถึงการประชาสัมพันธ์และนัดหมายเพื่อทำกิจกรรมอยู่เสมอ นอกจากนี้เรายังมีประเพณีประจำทุกปีที่จะไปถ่ายรูปที่อาคารเรียนรวม 5 (RB5), จัดกิจกรรมแลกของขวัญ, และยังมีการจัดทริปรุ่นไปเที่ยวอีกด้วย (บางคนไม่ได้โตที่เชียงใหม่ยังเที่ยวเก่งกว่าเราอ่ะ คิดดู)
          สิ่งที่ดีที่สุดในรุ่น คือ ในรุ่นมีคนที่เอางานเอาการเยอะ เมื่อมีงานส่วนกลางเข้ามา เราสามารถร้องขอความช่วยเหลือและรวมคนมาช่วยกันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรามีทั้งนักกีฬา นักร้อง/หางเครื่อง ช่าง นักออกแบบ ผู้กำกับ ช่างกล้อง ฯลฯ ถึงแม้ว่าในปีหลังๆ จะทำงานแผ่วลงไปบ้างจากการเรียน แต่เราเชื่อว่าทุกคนมีความสามารถส่วนตัวที่จะเป็นประโยชน์ต่อตัวเขา และคนในสังคมของเขาได้อย่างแน่นอน
(ภาพถ่ายรวมรุ่นวันสุดท้ายที่มีเรียน)

สรุป
          เราคิดว่าจริงๆแล้ว การเรียนหลักสูตรทันตแพทยศาสตร์ มช. ก็ไม่ได้มีอะไรที่สูงส่งหรือด้อยกว่าการเรียนในคณะอื่น หากแต่เป็นการเรียนรู้ขั้นถัดไปเพื่อการประกอบอาชีพ, เพื่อพัฒนาตนเองในด้านทักษะเฉพาะทาง และเพื่อเป็นการเพิ่มพูนคุณค่าความเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับคณะอื่นๆ เพียงแต่ความรู้และประสบการณ์ที่ได้มาในหลักสูตรนี้ มันสามารถนำไปใช้กับวิชาชีพเฉพาะกลุ่มที่เรียกว่า “การประกอบโรคศิลปะ” ซึ่งก็คือ การประกอบวิชาชีพทางการแพทย์และสาธารณสุขที่มีการตั้งสภาวิชาชีพเพื่อควบคุมดูแล แปลว่า หากไม่ได้เรียนจบคณะนี้และไม่ได้สอบ “ใบประกอบโรคศิลปะ” ก็ไม่มีสิทธิทำงานลักษณะนี้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่เรียนจบปริญญาตรีแล้วจะต้องทำแต่งานรักษาโรค เพราะเอาเข้าจริง มันมีทางไปต่ออีกหลายทางที่เราค่อยๆ เรียนรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่จะเห็นคนที่เรียนจบไปแล้วทำงานสายอื่น (สักวันเราอาจจะเลิกทำฟัน แต่นำความรู้ไปขายอุปกรณ์การแพทย์แทนก็ได้ ใครจะไปรู้)
          เรารู้สึกดีทุกครั้งที่สามารถอธิบายให้ผู้ป่วย เพื่อนต่างคณะ และครอบครัวเข้าใจถึงลักษณะที่เกิดขึ้นในช่องปากพวกเขา สามารถที่จะให้ข้อมูลถึงทางเลือกในการจัดการสิ่งที่พวกเขาเห็นว่าเป็น “ปัญหา” ได้ในระดับที่เราและอีกฝ่ายพอใจ รู้สึกดีมากขึ้นทุกครั้งแล้วเขากลับมาหาเราเพื่อเล่าถึงความเป็นไปหลังจากทำตามที่เราแนะนำ
          สุดท้ายแล้ว หลักสูตรก็คือหลักสูตร ไม่ได้เป็นมากหรือน้อยกว่าการเรียนตามข้อกำหนด แต่คุณค่าของมันคงไม่ได้กำหนดอยู่ที่ว่าสังคมจะมองหรือตัดสินว่าเราทำอะไรต่อกับสิ่งที่ได้เมื่อจบการศึกษา หากแต่กำหนดด้วยตัวเราเองมากกว่าที่จะให้ความหมายของการเรียนในคณะนี้ว่าอย่างไร

          ขอขอบคุณที่อ่านจบ
(ถ่ายจากหอพักในกำกับสวนดอก เห็นตึกคณะแพทย์อยู่รำไรให้คิดถึงสมัยปี 2-3)
ปล. คณะทันตะฯ มช. เปิดโอกาสให้หลายโรงเรียนในท้องที่จัดกิจกรรมแนะแนวมาดูงานที่คณะ และสโมสรนักศึกษาของคณะยังมีการจัดกิจกรรมค่าย 3 วัน 2 คืน ชื่อ DENT CAMP CMU มาแล้วกว่า 20 ครั้ง เพียงพอต่อการที่จะช่วยให้น้องๆ ม.4-6 ตัดสินใจเข้าศึกษาต่ออีกด้วย (แต่ติดแล้วจะอยู่ต่อจนจบหรือเปล่า เป็นอีกเรื่องหนึ่ง)

ปล.2 เราเคยเขียนรีวิวในพจ "ทีมมช. by autobot" ด้วย ตามลิงค์นี้เลย
https://www.facebook.com/teammorchor/photos/a.337968956576282.1073741863.215925358780643/337968989909612 (หน้า 1)
https://www.facebook.com/teammorchor/photos/a.337968956576282.1073741863.215925358780643/337968996576278 (หน้า 2)
" ให้หัวใจกระทู้นี้ ~ "
#เชียงใหม่ #ทันตแพทย์ #ทันตแพทยศาสตร์ #ม.ช #มหาวิทยาลัย

แสดงความคิดเห็น

21 ความคิดเห็น

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

กระทู้ที่มีความเห็นล่าสุด

กระทู้ที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีกระทู้ที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

รับตรง-แอดมิชชั่น

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป