/>

รีวิวหนังสือ+ที่ติว+วิธีอ่าน ฉบับหลุดหมอสู่หมอรามา (+PAT5 โดยที่ 2 ประเทศ) [ยินดีให้แชร์]

วิว
#รีวิวหนังสือ #กสพท #เด็กซิ่ว #tcas #ติดหมอ
BECAUSE NOTHING IS IMPOSSIBLE
 
 
สวัสดีค่าทุกคนนน น้อง ม.4 5 6 รวมทั้งเด็กซิ่วด้วย เราชื่อหนังศือพิมพ์นะ เป็นนามปากกาของเรา (มาจาก นศพ. นั่นเองงง) เราเป็นเด็กซิ่ว dek60 -> dek61 นะ ซิ่วจากคณะเภสัชแห่งหนึ่งย่านกรุงเทพและปริมณฑล มาคณะแพทย์ รามาธิบดี เราตั้งใจไว้ตั้งแต่ตอนอยู่ ม.6 แล้วว่าถ้าติดหมอเมื่อไหร่ เราจะมารีวิวหนังสือกับแนวทางการอ่านของเราให้เพื่อนๆ น้องๆ เหมือนอย่างที่เราเคยอ่านตามกระทู้ dekd
เราเองไม่ใช่คนเก่งอะไร ปีแรกเราได้คะแนนรวม กสพท. แค่ 63.1 ซึ่งไม่ติดหมอ (ม.รัฐ)  เลยแม้แต่ที่เดียว แต่เพราะฝันไปแล้ว ก็ต้องทำมันให้ได้ เราเลยตัดสินใจลาออกมาตามล่าความฝันของเราซะเลย ระหว่างทาง แน่นอนว่ามันต้องมีอุปสรรคเข้ามามากมาย จนกระทั่งอยากจะล้มเลิกความตั้งใจนี้ไปเลยด้วยซ้ำ แต่มีคำพูดนึงที่เราบอกกับตัวเองเสมอคือ Nothing is impossible. ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้… และเราก็เปลี่ยน ‘หมอรามา’ ที่ดูเป็นไปไม่ได้ ให้เป็นความจริงได้แล้ววว
 
ถัดจากนี้จะเป็นแนะนำหนังสือ แล้วถึงจะเป็นพวกการอ่านของเรา แล้วก็ PAT5 ตามมานะ ขอบอกก่อนว่า ทุกอย่างเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของเรานะ โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชมเด้อออ
อ้อ ขอบอกก่อน ชื่อหนังสือที่เราพิมพ์เป็นสี…
แดง = อ่านทั้ง 2 ปี
น้ำเงิน = อ่านแค่ปีหลัง
ดำ = อ่านแค่ปีแรก
 
หนังสือที่หนังศือพิมพ์อ่าน


PHYSICS [9.33%]
 
เริ่มกันที่วิชาฟิสิกส์ที่ขึ้นชื่อว่า-หิน-สุดๆ หลายๆ คนเพียงแค่ได้ยินชื่อก็ถึงกับอยากจะหนีหายกันไปเลยทีเดียว โจทย์อะไรก็ไม่รู้ ซับซ้อนไปหมด แถมพื้นฐานของวิชาฟิสิกส์ก็คือวิชาคณิตศาสตร์นั่นเองงง ใครไม่เข้าใจตั้งแต่วิชาคณิต ฟิสิกส์ก็จะพลอยงงตามกันไป แต่! สำหรับการสอบ 9 วิชาสามัญนี้ โจทย์ส่วนใหญ่ (หรือจะบอกได้ว่าทั้งหมดเลยก็ได้) ไม่มีการคำนวณ ไม่มีการคิดเลข ไม่ต้องมานั่งแทนค่าอะไรเลย เพราะ ตั้งแต่โจทย์ยันช้อยส์จะเป็นแบบติดตัวแปรล้วนๆ แค่เราเข้าใจ จำสูตรได้ รู้ว่าควรใช้สูตรไหน อย่างไร เท่านี้ก็เอา 4 คะแนนไปเก็บได้สบายๆ ในความคิดเรา ฟิสิกส์สนาม 9 วิชาเนี่ย ชิวสุดละ
 

V-SERIES [ONDEMAND]
อันแรกเลย คอร์สเรียนพิเศษฟิสิกส์ ของ ondemand เป็นคอร์ส admission นั่นแหละ แต่เรียกเท่ๆ ว่า v-series โดยที่ v นั้นย่อมาจาก victory ที่แปลว่าชัยชนะนั่นเอง (เล่าประวัติหน่อย 555) ถ้าใครเคยเรียน ก็จะรู้ว่าฟิสิกส์ที่นี่ มีอาจารย์สอน 2 คน ก็คือพี่โหน่งและพี่เต้ย สอนสลับกันตลอดทั้งคอร์ส ซึ่งเท่าที่เคยคุยกับเพื่อนๆ น้องๆ มา จะมีปัญหาตรงที่หลายคนเรียนกับพี่คนนึงเข้าใจ แต่อาจจะเรียนกับพี่อีกคนไม่รู้เรื่องได้ อันนี้แล้วแต่สไตล์การเรียนของแต่ละคน ก็ไปทดลองเรียนกันดูก่อนได้เลย (สถาบันอื่นๆ ก็ด้วยนะ เลือกที่ๆ เราเรียนรู้เรื่องมากที่สุด)
ส่วนตัวพี่ชอบที่นี่ตรง super map ที่เราต้องจดเองทั้งหมด จะเป็นเหมือนแผนผัง มันทำให้เราเห็นภาพรวม แล้วสามารถเชื่อมโยงส่วนต่างๆ ของบทนั้นเข้าด้วยกันได้ เนื้อหาจะค่อนข้างกระชับ ไม่เยิ่นเย้อ บางคนอาจจะรู้สึกว่าน้อยเกินไป แต่สำหรับเรา เราว่ามันก็เพียงพอกับการทำข้อสอบแล้ว แล้วก็อีกอย่างนึงที่ชอบมากๆ คือ online solution (เฉลยละเอียดทางออนไลน์) กับ clear (สงสัยข้อไหน ถามไปได้ตลอดเลย พี่เค้าจะตอบมาภายใน 24 ชม.)
แล้วก็ขอแนะนำว่า ฟิสิกส์ (รวมถึงวิชาอื่นๆ ด้วย) เป็นวิชาคำนวณ ต้องเน้นทำโจทย์เป็นหลัก อย่าเอาแต่ท่องสูตร แล้วไปสอบเลย เวลาไปเห็นข้อสอบ เราจะตีโจทย์ไม่แตก หยิบสูตรมาใช้ไม่ถูก เพราะฉะนั้น ต้อง-ทำ-โจทย์-เยอะๆ !
 
ส่วนใครที่ไม่ลองแล้วไม่ชอบสไตล์นี้ ก็ลองดู ideal / applied physics / the brain ดูก็ได้


ABSOLUTE PHYSICS TESTS
เซตนี้เป็นโจทย์แยกบทฟิสิกส์ เอาไว้ฝึกโจทย์ให้คล่องก่อนทำข้อสอบเก่า ซึ่งแนะนำว่าควรทำโจทย์แยกบทก่อน ไม่งั้นถ้ากระโดดไปทำโจทย์รวมเลยก็จะทำไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องกลับมาทวนแยกบทอีกอยู่ดี แต่ถ้าใครคิดว่าตัวเองแม่นแล้ว(จริงๆ-ห้ามคิดเองเออเอง) หรือทำโจทย์แยกบทมาจากในคอร์สเอนท์แล้ว จะข้ามไปเลยก็ได้นะ หรือคิดว่าตัวเองไม่แม่นบทไหน จะซื้อมาแค่เล่มนั้นก็ได้ (แบบเราเอง)
 

UPSKILL ตะลุยโจทย์ฟิสิกส์สามัญ [ONDEMAND]
อีกหนึ่งคอร์สของ ondemand จะรวบรวมแนวข้อสอบเก่ามาให้ฝึกจับเวลาทำประมาณ 4 ชุด ส่วนอีก 4 ชุดที่เหลือก็จะเป็นข้อสอบใหม่ที่ทีม ondemand คิดเอง (คหสต. คิดว่ามันง่ายกว่าของจริงพอสมควร) แต่การทำโจทย์รวมทุกบทอย่างนี้ มันทำให้เราจัดระเบียบความรู้ในสมองได้ง่ายขึ้น มองเห็นภาพรวมมากขึ้น
แนะนำว่า อาจจะถ่ายเอกสารทั้งเล่มมาเก็บไว้ทำโจทย์อีกรอบจะดีมาก หรือจะหาโจทย์ใหม่จากเล่มอื่นๆ ก็ได้
 

ติดหมอ
รวมแนวข้อสอบฟิสิกส์ 9 วิชาสามัญ คล้ายๆ กับคอร์ส upskill ถ้าใครยังทำโจทย์ไม่หนำใจก็มาต่อที่เล่มนี้ได้เลย เฉลยละเอียดมากทีเดียว ข้อละ 1 หน้ากระดาษ A4 เต็มๆ เลย
ที่สำคัญคือ ทำโจทย์ทุกครั้งควรจับเวลาด้วยนะ จะได้รู้ speed ตัวเองว่าช้าไปหรือเร็วไป จะได้เอามาแก้ไขได้ทัน แล้วอีกอย่างคือ เวลาเราจับเวลา เราจะไม่ได้กังวลแค่เรื่องทำได้หรือไม่ได้ แต่มันจะมีทำทันไม่ทันเข้ามาด้วย ซึ่งถ้าใครที่ไม่(ค่อย)ได้จับเวลาตอนทำโจทย์ จะรน ตื่นสนามเวลาสอบจริง มันทำให้เราไม่สามารถดึงประสิทธิภาพของเราออกมาใช้ได้เต็มที่
 

ติวเข้มฟิสิกส์ 7 วิชาสามัญ
เล่มนี้ก็คล้ายๆ upskill กับติดหมอ มีเฉลยละเอียดเหมือนกัน แต่ไม่ละเอียดเท่าติดหมอ

 
CHEMISTRY [9.33%]
 
จบไปแล้วกับวิชาแรกสุดโหด มาต่อที่วิชาเคมี ที่เหมือนจะง่าย แต่ก็ไม่ง่าย แต่จะว่ายาก มันก็ไม่ได้ยากขนาดนั้น (ยกเว้น pat 2 นะ 555) ด้วยความที่เป็นวิชาที่มีทั้งคำนวณและจำ คนที่จะทำวิชานี้ได้ดี จะต้องความจำดี คิดวิเคราะห์เก่ง คิดเลขก็ไม่มีปัญหา
ซึ่งเคมี 9 วิชาสามัญถ้าเทียบกับ pat 2 ถือว่าง่ายกว่าระดับนึงเลยทีเดียว คือโจทย์ไม่ได้ over หรือยาวเหยียดอย่าง pat 2 ที่บางทีอ่านไปจนถึงบรรทัดสุดท้าย แล้วแบบ เอ๊ะ! ตกลงถามอะไรวะ 555 หรือบางข้ออ่านรู้เรื่องแต่ย๊ากยาก ทำไม่ได้อยู่ดี สำหรับ 9 วิชาสามัญ โจทย์ค่อนข้าง make sense เป็นโจทย์ที่ทำมาให้เด็ก ม.6 ทำได้ ถ้ามีความรู้
 

ENTRANCE [อ.อุ๊]
ทุกคนคงเคยได้ยินชื่อ เคมี อ.อุ๊ มาอยู่แล้วเนอะ คอร์สนี้ค่อนข้างกินเวลายาวนานมากๆ เมื่อเทียบกับคอร์สเอนท์ของที่อื่น ประมาณ 200-220 ชม. อัพ แต่คืออาจารย์สอนละเอียด ประมาณว่ามาเริ่มเรียนคอร์สนี้เลยโดยไม่ผ่านคอร์สเนื้อหา ม.ปลาย ก็ยังพอไหว (แต่ถ้าเรียนมาตั้งแต่แรก จะเก็บได้ละเอียดกว่า แม่นกว่า) แล้วเราจะได้เห็นภาพรวมของแต่ละบท ได้รู้ว่าตรงไหนออกสอบ ตรงไหนไม่ออกอาจารย์ก็จะตัดทิ้งไป ตรงไหนควรเน้น โจทย์แนวไหนออกบ่อย แล้วข้อสอบท้ายบทเยอะมาก เยอะจนเราจำสูตรได้เองจากการทำโจทย์นี่แหละ ไม่ต้องท่องเลย ที่ชอบที่สุดของที่นี่คืออาจารย์จะให้การบ้านมาทำ แล้ววันรุ่งขึ้นมาเฉลย ไม่รู้สิเหมือนคำสั่งอาจารย์ศักดิ์สิทธิ์อะ 555 คือตั้งใจทำการบ้านมาก ทำทุกครั้งไม่มีขาดเลย (กับที่อื่น จะขี้เกียจหน่อยๆ 555) อาจจะเป็นเพราะว่าเพื่อนๆ ในห้องสดดูขยันกันสุดๆ มั้ง พลังเลยส่งมาถึงห้องคอมด้วย 555
 

ตะลุยโจทย์ [อ.อุ๊]
คอร์สนี้ดีงามมากๆๆๆๆ recommend สุดๆ หลังจากที่จบคอร์สเอนท์มาแล้ว ความรู้แน่นแล้ว แต่อาจจะกระจัดกระจายไปหน่อย คอร์สนี้เหมือนเป็นการขมวดปมสำคัญของแต่ละเรื่องเข้าด้วยกัน ให้เราเห็นภาพรวมของทุกเรื่อง พอมาถึงคอร์สนี้เราจะรู้สึกว่าทุกเรื่องมันเชื่อมกันได้หมด แล้วก่อนที่จะเข้าโจทย์ จะเป็นส่วนทวนเนื้อหา จะเป็นการสรุปเนื้อหาลงมาจากคอร์สเอนท์อีกที ให้เหลือแค่ที่สำคัญจริงๆ และออกบ่อย ซึ่งอาจจะไม่ครอบคลุมข้อสอบทั้งหมดนะ ต้องไปเก็บรายละเอียดในคอร์สเอนท์อีกที พอจบเนื้อหาแล้วก็จะเข้าสู่การตะลุยโจทย์ตามชื่อคอร์ส โจทย์จะมี 10 ชุด เป็นโจทย์ที่ อ.อุ๊ แต่งเองทั้งหมด (ยากมากๆๆ) ทุกข้อจะมีประเด็นหมด ข้อนี้เป็นการเตือนว่าอย่าลืมคูณสอง ข้อนี้เตือนว่าอย่าสะเพร่า ข้อนี้เตือนว่าต้องระวังหน่วย ฯลฯ คือก่อนหน้านี้เคยมีรุ่นพี่แนะนำว่า-ต้อง-เรียนคอร์สนี้ เราก็แบบขนาดนั้นเลยหรอ แต่พอเรียนคอร์สนี้แล้วรู้สึกเลยว่าความรู้ทางเคมีอัพขึ้นอีกขั้นเลยทีเดียว (เว่อร์ไปมั้ย 555)
 

ข้อสอบเก่าเคมี 9 วิชา by CHEM OU
มีตั้งแต่ปี 55-58 พร้อมเฉลยละเอียด (ไม่ครบทุกข้อ)
http://chem-ou.com/page/test
 
หนังสือที่เห็นบ่อยๆ ก็จะมีของ ครูกุ๊ก กับ tutor point หลายคนบอกว่าดี แต่เราอ่านแล้วเฉยๆ อะ

 
BIOLOGY [9.33%]
 
ขึ้นชื่อว่าจะสอบหมอ ต้องเน้นวิชาชีวะมากเป็นพิเศษ... เป็นความคิดที่ผิด
จากที่บอกไปตอนต้นแล้วว่า กสพท. คิดคะแนนยังไง จะเห็นว่าชีวะคิด % น้อยกว่าความถนัดแพทย์ คณิต และอังกฤษเสียอีก จะมากกว่าก็แค่ไทยกับสังคมเท่านั้น ซึ่งชีวะเป็นวิชาจำ ต้องเป๊ะ ทำคะแนน (แบบเยอะๆ) ได้ยากกว่าฟิสิกส์กับเคมีที่เป็นสายคำนวณที่อาศัยความเข้าใจเป็นหลัก การันตีได้จากการที่เกือบทุกปีจะมีคนทำคะแนนฟิสิกส์ เคมี และคณิตได้เต็ม 100 คะแนน แต่วิชาจำๆ อย่างชีวะกับสังคม คะแนนสูงสุดจะอยู่ที่ 80-90 คะแนนก็ถือว่าเยอะมากแล้ว
 

ADMISSION [ONDEMAND]
ชีวะถ้าจะให้แนะนำ ก็คงจะมีแค่ 2 ที่นะ คือหมอบีม กับ ondemand
พูดถึง bio beam ก่อน อันนี้พี่ไม่เคยเรียนนะ แต่เพื่อนพี่เกือบทุกคนเรียนหมอบีมกันหมด เท่าที่ถามเพื่อนมา น้าเค้าจะสอนแบบเน้นๆ พูดซ้ำๆ ให้จำได้ตั้งแต่ในห้องไปเลย แล้วจะให้จดกับวาดรูปเองเยอะมาก อันนี้น่าจะทำให้จำได้แม่นทีเดียว แต่ก็น่าจะกินเวลานานทีเดียว
ส่วน ondemand เจ้าเดิม สอนโดยพี่วิเวียนเป็นหมอเหมือนกัน หนังสือก็จะเป็น bio map (เหมือนใน bio map เล่มเล็กๆ 2 เล่มที่ขายเป๊ะๆ เลย) คล้ายๆ กับใน v-series แต่จะพิมพ์มาให้เกือบหมด เราแค่ short note เพิ่มนิดหน่อย ซึ่งต้องเอากลับมานั่งทวนหลายๆ รอบ ไม่งั้นจะจำไม่ได้ แต่มันละเอียดมากกกก จำหมดสมองอาจจะระเบิดตาย 555
 

BIOLOGY FOR HIGH SCHOOL STUDENT [พี่เต็นท์]
หนังสือที่เด็ก ม.ปลายทุกคน (น่าจะ) มี เนื้อหาก็จะเป็นสไตล์เล่าเรื่องไปเรื่อยๆ อ่านแล้วเพลินดี ไม่น่าเบื่อ แต่จะค่อนข้างสรุป ไม่ละเอียดพอไปทำข้อสอบนะ (โดยเฉพาะ genetics ที่ต้องเข้าใจจริงๆ ถึงจะทำข้อสอบได้) เอาไว้อ่านทวนเฉยๆ ได้ แบบพกไปนู่นไปนี่ ว่างๆ ก็เปิดอ่าน เล่มมันไม่ใหญ่มาก
คหสต. รู้สึกอ่านแล้วเนื้อหามันโดดไปโดดมานิดนึงอะ แต่ไม่อะไรมาก
ข้างหลังจะมีโจทย์แยกบท แต่ไม่มีเฉลยละเอียด (เพื่อนพี่บอกว่ามีเฉลยผิดหลายข้อ อันนี้ไม่รู้จริงมั้ย พี่ไม่ได้ทำโจทย์ข้างหลัง)
 

BIOLOGY I & II [SKETCHY BIO]
เล่มนี้พี่ชอบมากที่สุดในบรรดาหนังสือชีวะ ด้วยความที่เซ็ทมันมี 2 เล่ม ทำให้เนื้อหาค่อนข้างละเอียด (กว่าสรุปเล่มอื่นๆ) แล้วก็ภาษาเข้าใจง่าย มีรูปประกอบน่ารักดี จัดวางโล่งๆ สบายตาดี คือบางบทที่พี่อ่านเล่มอื่นไม่รู้เรื่อง แต่อ่านของเล่มนี้รู้เรื่อง แต่เพื่อนพี่กลับอ่านเล่มอื่นเข้าใจ เพราะฉะนั้นหาเล่มที่สไตล์การเขียนเหมาะกับตัวเองนะ
 

BIOLOGY [ดร.ศุภณัฐ]
หรือที่เรียกกันว่า เล่มปู นั่นเอง เล่มนี้คนอื่นกันเยอะมากกก เนื้อหาละเอียดกว่าพี่เต็นท์ แต่น้อยกว่า sketchy bio นิดนึง คหสต. คิดว่าเนื้อหาเป็นระเบียบมากกว่าพี่เต็นท์ อ่านแล้วไม่ข้ามไปมา แต่เราชอบสไตล์การเขียนของ sketchy bio มากกว่า
อีกเล่มนึง เล่มปลาหมึก เพิ่งออกใหม่เมื่อปีที่แล้ว หนามากกกก เนื้อหาละเอียดมากเลยทีเดียว เห็นว่าใช้ได้ยันปี 1 เลย คน recommend กันเยอะมาก เราเพิ่งเริ่มอ่าน เดี๋ยวอ่านจบจะมารีวิวนะ (รอไปอีกสัก 10 ปี 55555)
 

เล่มพวงหรีด [BIO BEAM]
ไม่รู้เรียกอะไรอะ แต่เห็นเรียกพวงหรีดกัน 555 เป็นข้อสอบชีวะ วิชาสามัญตั้งแต่ปี 55-59 ข้างในจะหน้าตาเหมือนข้อสอบจริงเลย เฉลยลายมือน้าบีมแบบเขียนลงไปในข้อนั้นเลยอะ เหมาะกับเอาไว้เฉลยตอนเราทำข้อสอบมาจากที่อื่นแล้ว แนะนำว่าให้ทำข้อสอบเองก่อนค่อยมาดูเฉลยจะได้อะไรเยอะกว่า
แนะนำนะ อาจจะซื้อเองหรือยืมของเพื่อนมาก็ได้ (เพราะราคาแอบแรง 555) ดีกว่าไปหาตามเน็ตที่เฉลยถูกบ้างผิดบ้าง ทำให้เราจำแบบผิดๆ ไป
(ปล. เล่มนี้เป็นเล่มถ่ายเอกสารนะ ไปสอยมาจากร้านถ่ายฯ เล่มจริงจะเป็นสีๆ)
 
 
  
เฉลยข้อสอบวิชาสามัญ (ชีววิทยา) [BIO BY OAT]
จุดเด่นของเล่มนี้คือ เฉลยละเอียดมากกกก บางข้อแทบจะยกเนื้อหาทั้งบทมาเลยอะ 555 ไม่เข้าใจให้รู้ไป
แต่เฉลยผิดหลายข้ออยู่ คือดูตามที่เค้าอธิบายมันก็ถูกของมันอะ ไม่น่าผิด แต่เราเอาไปเทียบกับ ondemand กับน้าบีมแล้วไม่เหมือนของ 2 สถาบันนั้นอะ แล้ว 2 สถาบันนั้นตรงกัน เราเลยเชื่อของ 2 ที่นั้นมากกว่า
ซึ่งพอเราอ่านละจำไปแล้ว เราก็จะเข้าใจแบบผิดๆ อะ หลังๆ เราเลยทำโจทย์ในเล่มนี้ แล้วตรวจกับเล่มพวงหรีดเอาดีกว่า
 
หนังสือเล่มอื่นๆ ก็จะมี
      
BIOLOGY [ติววิทย์ TU(M)WIT] – สรุปเนื้อหา คล้ายๆ กับพี่เต็นท์ เล่มปู แล้วก็ sketchy
BIOLOGY ชีวะระยะประชิด – สรุปเนื้อหาชีวะแบบกระชับๆ มีกลอน ทริคแปลกๆ ในการจำ
100 จุดเน้น ชีววิทยา – เหมือนเป็น super สรุป เอาเฉพาะจุดสำคัญๆ มา
ตะลุยคลังข้อสอบชีววิทยา – โจทย์แยกบท เอาไว้ทบทวนความรู้หลังจากอ่านจบบทๆ นึง
 
 
MATH [14%]
 
อีกหนึ่งวิชาที่น่ากลัวพอๆ กับฟิสิกส์ ที่ฉุดเด็กไม่ให้ติด กสพท. เพราะไม่ผ่านเกณฑ์ 30% มาแล้วไม่น้อย...
แต่! ที่ผ่านมีมากกว่า เพราะฉะนั้นอย่าไปกลัวมัน สู้กับมัน แล้วเราก็จะทำได้
 

ENTRANCE [อ.อรรณพ]
เราเรียนคอร์สเอนท์ที่สอนโดย อ.อรรณพ เทปค่อนข้างนานแล้ว สัก 5-6 ปีได้แล้วมั้ง คือเราเรียนกับอาจารย์แล้วเข้าใจอะ สนุกดี คือวิชาคำนวณมันต้องอาศัยความเข้าใจมากๆ ต้องเรียนกับคนที่สอนแล้วเราเข้าใจจริงๆ ไม่งั้นจะกลายเป็นว่าเราเบื่อ รู้สึกตัวเองโง่ แล้วก็จะพาลเกลียดวิชานั้นๆ ไปเลย คะแนนก็จะออกมาไม่ดีตาม ถามว่าเรียนกับเทปเก่าเป็นไรมั้ย คำตอบคือ เป็นบ้าง บางทีแนวข้อสอบมันไม่อัพเดท เราก็ต้องไปหาความรู้เพิ่มเอาเอง แต่มันก็ดีกว่าเราเรียนไม่รู้เรื่องทั้งหมดอะ
วิชานี้เป็นอะไรที่แนะนำกวดวิชายากมากกกก ถามเพื่อน 10 คนก็เรียน 10 ที่อะ 5555
เท่าที่เห็นเรียนๆ กันก็จะมี the brain / o plus / ondemandsup k / eureka
 

HI-SPEED MATHS
คล้ายๆ กับรวมข้อสอบเก่าแต่เอามาแยกบท ความยากก็มีหลายระดับตั้งแต่ง่ายๆ แค่จำสูตรได้ก็ตอบได้ ไปจนถึงยากระดับโอลิมปิกวิชาการ โดยทั้ง 2 เล่มจะมีส่วนเนื้อหา โจทย์ทั่วไป และก็โจทย์ยาก แบ่งชัดเจน เราสามารถเลือกทำเฉพาะโจทย์ทั่วไปก็ได้ ถ้าไม่ได้อยากได้คะแนนแบบอลังการมาก หรือถ้ามีเวลาค่อยย้อนกลับมาทำโจทย์ยากทีหลังก็ได้
เป็นอีกหนึ่งเล่มที่คิดว่าดีมากๆ เลย
 
   
[Set พี่ณัฐ]
หัวใจคณิตศาสตร์พื้นฐาน – สรุปสูตรและโจทย์คณิตสำหรับสายศิลป์ที่สอบ 9 วิชา (คณิต 2) หรือ onet ที่ทุกสายต้องสอบ เอาไว้อ่านเป็นพื้นฐานก่อนเริ่มอ่านเล่ม pat 1 ได้ หรือจะข้ามไปอ่าน pat 1 เลยก็ได้ไม่มีปัญหา แต่ตอนสอบ onet แนะนำว่าให้ทวนแค่เล่มนี้พอ เล่ม pat 1 ลึกเกิน เปลืองสมอง
หัวใจคณิตศาสตร์ PAT 1 – เล่มนี้ดีมากกกก เป็นสรุปสูตรคณิตและวิธีใช้สั้นๆ สำหรับสายวิทย์ ไว้สอบ pat1 หรือจะใช้สอบ 9 วิชาก็ได้ คล้ายๆ กัน ว่างๆ ก็หยิบมาทวนได้ แต่! ห้าม-ท่อง-จำ ห้ามจำสูตรไปดื้อแบบไม่เข้าใจ ท่องเป็นนกแก้วนกขุนทอง สุดท้ายเข้าห้องสอบไป ลืมหมด -ที่จำได้ก็ไม่รู้จะใช้ยังไง (เชื่อเรา เราทำมาแล้ว 555) ข้างหลังก็จะเป็นแนวข้อสอบ pat 1
25 พ.ศ. – รวมข้อสอบเก่า 25 พ.ศ. โดยในเล่มจะมีหน้าสารบัญเรียงว่าควรทำชุดไหนก่อนหลัง ชุดนี้มีตรงไหนที่เป็นประเด็นหรือแปลกใหม่จากข้อสอบปีก่อนๆ ความยากกี่ดาว ควรทำได้กี่คะแนนขึ้นไป เป็นการปูพื้นฐานก่อนจะทำแนวข้อสอบปัจจุบันอย่าง 9 วิชาที่ยากกว่า (มาก) ซึ่งข้อสอบจำนวนหลายสิบชุดขนาดนั้น บอกเลยว่ายากที่จะทำหมด 555 ก็ทำเท่าที่ทำได้ จดจำทุกจุดที่ผิดพลาด อย่าให้ผิดซ้ำอีกก็พอ ถ้าคิดว่าตัวเองจะทำไม่หมดแน่ๆ ลองดูใน facebook พี่เค้าจะมีบอกว่าชุดไหนที่ควรทำ (ซึ่งเราก็ทำไม่หมดอยู่ดี แฮ่)
แนวข้อสอบ 9 วิชาสามัญ – แนวข้อสอบ 9 วิชา เอาไว้ลองจับเวลาทำดูว่าตัวเองทำได้ประมาณเท่าไหร่ ไม่แม่นตรงไหน พลาดอะไรบ้าง จะมีกำหนดขั้นต่ำมาให้ว่าควรทำได้กี่คะแนนขึ้นไปถึงจะโอเค
นอกจากนี้ก็จะมีพวก syntax / vaccine / crack ถ้ามีเวลาเหลือก็ไปทำกันได้ หรือจะทำไล่ step ตามที่พี่ณัฐบอกก็ได้นะ
 

RATH CENTER
เว็บสรุปเนื้อหาและข้อสอบคณิต ม.ปลาย มีทั้ง onet pat 9วิชา จนไปถึงข้อสอบสมาคม เลือกทำตามที่ตัวเองจะสอบได้เลย หรือใครฟิตๆ หน่อยจะทำหมดเลยก็ได้นะ (แต่เราขอบาย 555)
http://rathcenter.com/ctms.html


** ต่อใน comment น้าาา **
 
ให้หัวใจกระทู้นี้ ~

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยเจ้าของกระทู้

  • ถูกลบเนื่องจาก:
    IP
    #1
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    ENGLISH [14%]

    หนึ่งในวิชาที่คิด % สูงที่สุดคู่กับคณิตเลยก็คือ ภาษาอังกฤษนั่นเองงงง วิชานี้เราขอเปรียบกับการสะสมแต้มบุญไปเรื่อยๆ แล้วกัน มันไม่ใช่วิชาที่จะมาเร่งรัดฝึกฝนเอาได้ในเวลาอันสั้นๆ แต่ต้องอาศัยการท่องศัพท์จดจำมาเรื่อยๆ ทีละเล็กละน้อย อย่างที่รู้กันว่ายิ่งรู้ศัพท์มากเท่าไหร่ก็ยิ่งได้เปรียบเท่านั้น มันคือเรื่องจริง โดยเฉพาะสนาม 9 วิชาที่ออก reading เยอะมาก grammar นี่ออกนับข้อได้เลย เพราะฉะนั้นคะแนนส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับพาร์ท reading ที่ต้องอาศัย vocab ในการทำความเข้าใจ

    https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975092

    ADMISSION [ENCONCEPT]

    คอร์สเอนท์ของวิชาภาษาอังกฤษ เรียนทั้งหมด 70-80 ชม. ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับวิชาอื่นๆ แต่จุดเด่นของคอร์สนี้คือโจทย์เยอะมากกกกก ทำจนอยากจะอ้วก 555 แล้วก็ยากด้วย สงสัยก็ถามไปในแอพได้

    ชอบ grammar ของที่นี่ ละเอียดดี ส่วน vocab แตกรากศัพท์เยอะมาก มีทั้งเป็นเพลง กลอน memologic ที่มีวิธีจำแปลกๆ แบบโอ้โหคิดได้ไงวะ ส่วนเพลงต้องไปหัดร้องบ่อยๆ อะ ร้องแทนเพลงที่ฟังๆ อยู่ไปเลย ช่วงนั้นเข้าคาราโอเกะกับเพื่อนทีไรนึกออกแต่เพลง encon - -

    จริงๆ คนที่ถนัดวิชานี้อยู่แล้วไม่จำเป็นต้องเรียนก็ได้ โดยเฉพาะ 9 วิชาที่ออก reading เป็นหลัก ถ้าเรารู้ศัพท์ทุกอย่างก็จบ แต่ถ้าเป็น gat หรือ onet ที่ออก grammar ค่อนข้างเยอะ ต้องอาศัยความเข้าใจ การเรียนพิเศษอาจจะช่วยได้ระดับนึงทีเดียว เพราะมันจะมีพวกหลักการหรือ trick ที่เราไม่รู้ หรือไม่มีหนังสือเล่มไหนบอกตายตัว แต่เราเชื่อว่าวิชานี้ความรู้มันจะเข้าหัวผ่านการทำโจทย์ ถ้าให้มานั่งท่อง grammar ก็เหมือนกับท่องสูตรคณิต ท่องได้แป๊ปเดียวก็ลืม แต่ถ้าทำโจทย์ มันจะจำไปอย่างยาวนาน โดยเฉพาะข้อที่ผิด 555

    https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975093https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975094https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975095https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975096https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975097

    [SET ดร.ศุภวัฒน์]

    สรุปเข้ม VOCAB – รวมคำศัพท์แบบเยอะมากกกกกก หลายร้อยคำ จัดเป็นหมวดๆ เอาคำที่ความหมายใกล้เคียงกันมาไว้ด้วยกัน เวลาท่องก็ท่องรวมกันไปทั้งก้อนเลย แต่ในเล่มมันจะมีแค่คำแปลของคำแรกของก้อนนั้น แนะนำว่าเราควรจะหาคำแปลของคำอื่นมาจดใส่ไว้ด้วย ตอนเราท่องเราจดศัพท์จากเล่มนั้นรวมทั้งศัพท์ความหมายใกล้เคียงแต่ไม่มีในเล่ม พร้อมคำแปลมาไว้ในสมุดเล่มเล็กๆ แยกออกมา จะได้สะดวกต่อการเปิดท่องเวลาออกนอกบ้าน

    ตะลุยโจทย์ GRAMMAR – สรุปรวมหลักภาษาทุกแขนงพร้อมโจทย์ จัด 1 เรื่องให้จบในหน้าเดียว ทำให้ดูเห็นภาพรวมดี แต่ไม่ละเอียดเท่าในคอร์สเอนท์ ข้างหลังมีโจทย์รวม

    ถอดรหัส ERROR – รูปเล่มสไตล์เดียวกับเล่ม grammar แต่อธิบายในเชิง error ส่วนตัวคิดว่าอ่านจากเล่ม grammar ไปเลยก็ได้

    แนวข้อสอบ GAT – เป็นแนวข้อสอบ version นี้มี 7 ชุด เล่มใหม่น่าจะเยอะขึ้นแล้ว แต่ไม่ชอบตรงที่ไม่มีเฉลยละเอียด บางทีรู้ว่าผิด แต่ไม่รู้ว่าทำไมถึงผิด

    แนวข้อสอบ 9 วิชาสามัญ – เหมือนกับเล่ม gat แต่เป็นแนว 9 วิชา

    คหสต. รู้สึกว่าเนื้อหาทั้งเล่ม grammar กับ error ค่อนข้างสรุปมาก ควรเข้าใจมาอยู่แล้ว ค่อยมาอ่านทวนใน 2 เล่มนี้ ส่วนเล่มโจทย์ คิดว่าความยากกำลังดี ติดตรงที่ไม่มีเฉลยละเอียด TT

    มีของ อ.ทีวี จูเนียร์ เป็น set คล้ายๆ ของ ดร.ศุภวัฒน์ เลย ลองดูว่าชอบสไตล์ไหนมากกว่ากันนะ

    https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975098https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975099https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975100

    [SET TUTORPOINT]

    ULTIMATE GRAMMAR – หนังสือสรุป grammar เราชอบเล่มนี้ที่สุด อธิบายละเอียดดี พิมพ์เป็นสีๆ อ่านแล้วไม่ง่วง ข้างหลังมีโจทย์เกือบครึ่งเล่ม มีเฉลยละเอียดบ้าง ไม่มีบ้าง

    ULTIMATE ERROR – คล้ายๆ ultimate grammar แต่จะอธิบายตรงจุดที่มักใช้เป็นจุดผิดใน error ครึ่งเล่มหลังก็เป็นข้อสอบเช่นกัน

    ตะลุยโจทย์ READING & CONVERSATION 500 ข้อ – เล่มนี้ค่อนข้างแนะนำสำหรับคนที่จะสอบ 9 วิชา รูปเล่มสไตล์เดียวกัน ด้านหน้าเป็นเนื้อหา พวก trick ในการทำ reading อธิบายบทความแบบนี้เราควรอ่านยังไง สำนวน mood&tone ฯลฯ ด้านหลังเป็นโจทย์ reading ล้วนๆ ซึ่งเยอะมากกก ทำให้หนำใจไปเลย

    คหสต. ชอบ tutor point มากกว่า อ.ศุภวัฒน์ อะ แต่คนส่วนใหญ่อ่าน ดร.ศุภวัฒน์ กันเยอะมาก


    https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975101

    AX 25 [ENCONCEPT]

    รวมข้อสอบเก่าตั้งแต่ยุค ent ยัน gat onet คือทำหมดไม่ไหวอะ เยอะเกิน 5555 มีเฉลยละเอียดทุกข้อ ภาษาแบบที่ตอนพี่แนนสอนเลย อ่านแล้วเสียงพี่แนนลอยมา 555


    https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975102

    รู้ทันสันดาน tense

    ฉีกแนวมาจากหนังสือเรียนนิสนุง (ไม่นิดนะ) แต่เล่มนี้ดีมากกกก เป็นเล่มที่ทำให้เราเข้าใจ tense แบบไม่ลืมอีกเลย รอบแรกเราอ่านก็มึนๆ แหละ ความรู้ตีกัน แต่พออ่านรอบ 3 จบละแบบ เฮ้ยโอเคเลยอะ ดีมากๆๆๆๆ

    https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975103https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975104https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975105

    ศัพท์ 4 หน้า / ศัพท์ 9 วิชา / คลิป youtube ครูสมศรี

    สำหรับเรา enconcept เด่น grammar ส่วน vocab ขอยกให้ครูสมศรีละกัน ใน youtube จะมีพวกคลิปสอน vocab (ซึ่งก็มาจากศัพท์แจกฟรีนั่นแหละ) ครูเค้าจะมีวิธีจำให้ แตกรากศัพท์บ้างเล็กน้อย (แต่ในคอร์สจริงๆ แตกเยอะมากกกก) ท่องเป็นทำนอง เคาะกระดิ่ง ตีฉิ่งตีฉาบก็ว่ากันไป ฮาทั้งคลิป 5555

    ส่วน vocab แจกฟรี เข้าไปเอาได้เลยที่ counter หรือจะโหลดจากเว็บก็ได้ เอามาพับเก็บใส่กระเป๋าไว้ ว่างๆ ตอนนั่งรอรถเมล์ รอเพื่อนนัดกินข้าวก็เอาออกมาท่องได้ #ท่องวนไป

    http://kru-somsri.ac.th/v3_dowload.php

    https://www.youtube.com/user/KrusomsriStation

    https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975106

    IG : ENGCADAMIA

    แหวกแนวอีกรอบนึง คราวนี้เป็น instagram รวบรวมข้อสอบเก่าตั้งแต่ onet / gat / 9 วิชา / ielts / cutep ฯลฯ มาให้ได้ทำกันทุกวี่ทุกวัน เบื่อๆ มาเล่น ig ก็มีข้อสอบโผล่มาให้ทำงี้ ได้ฝึกสมองตลอดเวลา (หรือไม่งั้นก็ขี้เกียจ จนเลิกเล่น ig ไปโดยปริยาย 5555555 ประโยชน์ 2 ทางนะเออ) พี่เจ้าของ account ก็ใจดีมาก สงสัยอะไรถามพี่เค้าอธิบายให้ทุกครั้งเลย



    PHY - CHEM - BIO - MATH- ENG

    https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975107

    WALKTHROUGH

    หนังสือจำลองข้อสอบ 9 วิชาสามัญทั้ง 5 วิชา คือ คณิต ชีวะ เคมี ฟิสิกส์ และอังกฤษ โดยพี่ๆ นศพ.ศิริราช โดยจะมีข้อสอบวิชาละ 1 ชุด พร้อมเฉลยละเอียด ขอสารภาพว่ายังไม่ได้ทำโจทย์ข้างหลังเลยยย TT แต่ด้านหน้าจะมีคำแนะนำจากพี่ๆ แล้วก็มีสัดส่วนเนื้อหาที่ออกสอบในแต่ละวิชา พร้อมคำแนะนำในการอ่านวิชานั้นๆ ซึ่งเราเปิดดูบ่อยมาก แทบทุกครั้งก่อนจะเริ่มอ่านบทใหม่เลย เหมือนเป็น guideline ให้เราว่าเราควรเน้นบทไหน ให้ความสำคัญกับเรื่องอะไร ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ในการเตรียมตัวสอบทุกวิชา


    THAI [7%]

    วิชาที่ง่ายที่สุดในบรรดาวิชาที่ต้องสอบ กสพท. ข้อสอบส่วนใหญ่เป็นแนวอ่านจับใจความมากกว่า มีพวกราชาศัพท์ หลักภาษาบ้าง แต่ไม่มีวรรณคดี (วรรณคดีมีเฉพาะใน onet อย่าเผลอไปอ่านก่อนสอบ 9 วิชาล่ะ)

    https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975108

    TURBO [DAVANCE]

    คอร์สสรุปของสรุปอีกทีนึง เป็นคอร์สรวมไทยกับสังคมแยกไม่ได้ เวลาเรียนทั้งหมดประมาณ 200 ชม.กว่าๆ แต่มีไทยไม่ถึง 50 ชม. หรอก ส่วนใหญ่จะเป็นสังคมซะหมด พาร์ทไทย เราใช้อ่านเอาจาก mini thai book บวกกับฟังเทปตรงเรื่องที่ออกเยอะนิดหน่อย แล้วก็ทำข้อสอบเก่าที่ให้มากับคอร์ส แล้วไปฟังเฉลยเอาแนวคิดเอา

    จริงๆ วิชานี้ถือว่าง่ายมาก อ่านเองก็ทำข้อสอบได้คะแนนดีๆ ได้ เราที่ไม่ได้เรียน (ปีที่แล้ว) กับเพื่อนเราที่เรียนก็ได้ 70-80 คะแนนอัพพอๆ กันอะ อีกอย่างคือคิดว่าในคอร์สละเอียดน้อยกว่าใน mini thai book อีกอะ อ่านแค่อันนั้นแล้วทำโจทย์เอาเองก็ได้

    https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975109

    MINI THAI BOOK

    ทั้งเล่มเป็นสรุปภาษาไทยหมดเลย แถมมากับคอร์ส turbo แต่มีขายตามเน็ตอยู่เยอะแยะ อ่านแค่เล่มนี้เล่มเดียวแล้วทำโจทย์เอาก็โอเคแล้ว

    https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975110

    9 วิชาสามัญ ภาษาไทย [THINK BEYOND]

    มีทั้งสรุปเนื้อหา โจทย์ท้ายบท แล้วก็แนวข้อสอบ 9 วิชา


    SOCIAL [7%]

    วิชาสุดท้ายใน 7 วิชาแล้วววว เย่ๆๆ คงเป็นวิชาที่คาดเดายากที่สุดแล้ว เนื้อหากว้างครอบจักรวาล ไม่รู้ว่าอ่านไปแล้วจะออกตรงกับที่อ่านมั้ย เนื้อหาก็เยอะจำไม่หมด ยิ่งคนจะสอบหมออย่างเราๆ มันจะมีความรู้สึกนิดนึงว่า เอ๊ะกูอ่านไปทำไมว้า 555 อ่านเพื่อสอบให้ติดหมอไง พยายามทำใจให้รู้สึกว่ามันสนุก เศรษฐศาสตร์ก็เอามาใช้ในชีวิตประจำวันได้ เรื่องเงินเรื่องทองเกี่ยวข้องกับทุกคนอยู่แล้ว ภูมิศาสตร์ก็เอาไว้เผื่อได้ไปเที่ยวทั่วไทย ประวัติศาสตร์ก็ลองจินตนาการว่าเรากำลังดูซีรีส์ย้อนยุค ศาสนาก็อ่านแล้วเผื่อจะนิพพานได้ อะไรประมาณนี้ 555555 ไม่เกี่ยวก็ทำให้มันเกี่ยว

    https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975108

    TURBO [DAVANCE]

    เล่าไปแล้วในวิชาภาษาไทย จริงๆ สังคมเป็นวิชาที่ % ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับวิชาอื่น ไม่ใช่วิชาที่เราควรจะทุ่มเพื่อดันคะแนนเราขึ้น ฟิตจริงจังมันไม่ค่อยคุ้ม เพราะฉะนั้นสำหรับคนที่ความจำดีๆ อ่านหนังสือก็จำได้ แนะนำว่าให้เอาเวลาไปติวหรือทำโจทย์พวกวิทย์ คณิต อังกฤษดีกว่า แต่สำหรับคนที่มีเวลาเหลือ แบบฉันเรียนคอร์สเอนท์จบตั้งแต่ ม.5 แล้วไรงี้ หรือคนที่อ่านเองแล้วจำไม่แม่น กวดวิชาเป็นอีกทางเลือกนึง เพราะเวลาอาจารย์สอน โดยเฉพาะสังคม มันเหมือนมีคนมาเล่าเรื่องให้ฟัง แล้วมันจะจำได้ไปเอง (คล้ายๆ เวลาเราฟังเพื่อนพูดเรื่องคนนู้นคนนี้ให้ฟังนั่นเอง 555)

    https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975112

    5 HRS. [ครูป๊อป]

    คอร์สสรุปแบบกระชับมากๆๆๆๆ เอาไว้ทวนหลังจากรู้เรื่องมาอยู่แล้ว อัดทุกอย่างจบใน 5 ชม. ตามชื่อคอร์ส (เรียนจริงปาไปเกือบ 10 ชม.) ซึ่งเราไปเรียนตอนไม่มีความรู้สังคมอยู่ในหัวเลยยยย อาจารย์สอนเร็วมาก (นี่ขนาดสอนเร็วแล้วยังเวลาเกิน) จดมือระวิง สมงสมองนี่เบลอแทบกลับบ้านไม่ถูก 5555 จริงๆ มันเหมือนไม่ใช่สรุปอะ เพราะมันสรุปของสรุปของสรุป น่าจะเรียกว่าเก็งข้อสอบมากกว่า แบบสอนเฉพาะเรื่องที่สำคัญๆ กับน่าจะออก

    https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975113

    SOCIAL STUDIES [TUTOR POINT]

    สรุปสังคมที่เราชอบสุด อธิบายละเอียด เป็นลำดับชัดเจนดี พิมพ์สีๆ ตามสไตล์ tutor point อ่านแล้วไม่หลับ (โดยเฉพาะวิชาที่น่าหลับมากกกกอย่างสังคม Zzz)

    https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975114https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975115

    FIGHT FOR U / หัวใจสังคม onet [อ.ชัย]

    เนื้อหาคล้ายๆ กัน คิดว่าใช้แทนกันได้ หัวใจสังคมจะอธิบายไปเรื่อยๆ ส่วน fight for u จะเป็นบล็อกๆ แต่เนื้อหาคล้ายๆ กันเลย มีแค่บางหัวข้อเล็กๆ เล่มนี้มี อีกเล่มไม่มี เนื้อหาจะค่อนข้างสรุป เหมือนเอามาแต่เนื้อล้วนๆ ไม่มีค่อยคำอธิบาย ควรอ่านจากเล่มอื่นหรือเข้าใจมาก่อน ค่อยมาอ่านเล่มนี้ หรือไม่ก็ต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม ไม่งั้นจะกลายเป็นการท่องจำแบบดื้อๆ ซึ่งจะลืมในไม่ช้า


    MEDICAL APTITUDE [30%]

    สุดท้ายแล้วจริงๆ กับวิชาที่ชื่อว่า ความถนัดแพทย์ ซึ่งคิด % ถึง 30% มากที่สุดในบรรดาทู้กกกกวิชาที่กล่าวมา เพราะฉะนั้นจะละเลยมันไม่ได้เด็ดขาด แต่ก็ห้ามอัด เอ๊ะยังไง วิชานี้จะคล้ายๆ กับภาษาอังกฤษที่ต้องสะสมแต้มบุญไปเรื่อยๆ

    https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975116

    MEDICAL APTITUDE [ONDEMAND]

    ต้องขอบอกก่อนว่าความถนัดแพทย์มีทั้งหมด 3 พาร์ท คือ เชาวน์ จริยธรรม และเชื่อมโยง

    เชาวน์ กับเชื่อมโยง เป็นสิ่งที่สามารถฝึกฝนได้ ทำโจทย์เยอะๆ จับแนวให้ถูก ก็สามารถทำคะแนนให้ดีได้ ซึ่งการเรียนพิเศษจะช่วยได้ 2 พาร์ทนี้ เรียนเชาวน์จะคล้ายๆ กับเรียนคณิตศาสตร์ แนววิเคราะห์ ไม่ใช่แนวท่องสูตรแทนค่าตอบ ส่วนเชื่อมโยงจะคล้าย gat แต่ยากกว่า ซึ่งถ้าเราอ่านเองทำโจทย์เอง แล้วสามารถจับจุดคนออกข้อสอบได้ถูกว่าโจทย์แบบนี้ เขาต้องการอะไรจากเรา เราต้องแก้มันยังไง ข้อความแบบนี้ต้องเชื่อมโยงกันยังไง เหตุผลนึงที่หนังสือไม่สามารถให้เราได้คือคำอธิบายตรงจุดที่เราสงสัย บางทีเราอ่านเฉลยละเอียดแต่มันไม่ได้อธิบายตรงประเด็นที่เรางงอะ มันไปอธิบายอะไรก็ไม่รู้ที่เราเข้าใจแล้ว หงุดหงิดมาก แต่ถ้าเราดูเฉลยแล้วมันตอบโจทย์เรา ก็ไม่ต้องไปเสียตังค์จ่ายค่าเรียนพิเศษแพงๆ ก็ได้

    ส่วนจริยธรรม เป็นอะไรที่พูดยากมากกกก ดูเฉลย 5 ที่ก็เฉลย 5 แบบ ไม่รู้จะเชื่อแบบไหนดี ก็ขอให้ใช้วิจารณญาณของตัวเองเลือกเลยละกันนะ ตอบอันที่ตัวเองคิดว่า เฮ้ย! มันต้องข้อนี้แหละ ไม่ต้องไปคิดอะไรมาก เดี๋ยวจะทำไม่ทัน (แต่คิดซัก 2 รอบก่อนตอบก็ยังพอทันอยู่) คะแนนมันไม่หนีกันมากหรอก ส่วนใหญ่จะกองกันอยู่ที่ 40-60 คะแนนกันทั้งนั้น

    สำหรับวิชานี้ไม่ได้แนะนำว่าควรจะเรียนพิเศษหรืออ่านเองนะ แล้วแต่คนเลย เพื่อนเราไม่เรียนพิเศษ อ่านแค่เล่มเดียว ได้ 23-24 คะแนน เพื่อนอีกคนเรียนพิเศษได้แค่ 18 คะแนนก็มี ส่วนเราปี 60 ไม่ได้เรียน มาเรียนเอาปี 61 ได้เพิ่มมาแค่คะแนนเดียว (ซึ่งคะแนนปีนี้มันเฟ้อ สรุปคือได้เท่าๆ เดิม - -)

    ถ้าจะให้แนะนำที่เรียนพิเศษก็คงเป็น ondemand กับ หมอแผน


    https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975117

    แนวข้อสอบ วิชาเฉพาะแพทย์ [THE BOOKS]

    เล่มที่คนที่จะเข้าหมอเกือบทุกคนน่าจะมี ค่อนข้างสมบูรณ์เลยทีเดียว โจทย์เยอะมากกก โดยเฉพาะเชาวน์เยอะมากจริงๆ มีแบ่งเป็นหัวข้อๆ เฉลยละเอียดทุกข้อทั้ง 3 พาร์ท แต่พาร์ทเชื่อมโยงไม่ค่อยเข้าใจอะ มันแบบไม่ได้มาอธิบายว่าทำไมอันนี้ต้องเชื่อมแบบนี้

    https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975118

    IQ FOCUS [CUBEST CLUB]

    รวมแนวคิดกับโจทย์ IQ ล้วนๆ เป็นแนวพาร์ทเชาวน์ของความถนัดแพทย์ เป็นอีกหนึ่งเล่มที่ recommend เลย โจทย์เยอะมาก เฉลยละเอียดทุกข้อ มีทั้งโจทย์รวมแบบทำไปเรื่อยๆ กับโจทย์เป็นชุดๆ ให้จับเวลา แล้วก็ special test พวกอ่านจับใจความ ซึ่งก็ตรงกับแนวในความถนัดแพทย์เลย (แต่เราทำไม่หมด TT) ทำพวกข้อสอบ IQ แล้วเหมือนมันช่วยจัดระบบสมองเราอะ แบบเรามองอะไรๆ ในมุมที่เปลี่ยนไป มองกว้างขึ้น โจทย์คณิตหรือฟิสิกส์บางข้อ พอเราเปลี่ยนมุมมองแล้ว มันทำให้เราตีโจทย์ข้อนั้นแตก เอ้อ ยิ่งปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเลย


    จบไปแล้วกับหนังสือและคอร์สเรียนที่อยากจะแนะนำส่งต่อให้น้องๆ เพื่อนๆ ได้ลองไปเลือกอ่านตามกัน ขอย้ำอีกรอบว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวเท่านั้น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวผู้เรียนผู้อ่านเอง lobster อาจจะถูกปากคนกลุ่มหนึ่ง แต่คนอีกกลุ่มกลับชอบกินกุ้งเผาหน้าปากซอย บางคนชอบดื่มนมเย็นเวลาเครียด ในขณะที่อีกคนเลือกดื่มกาแฟร้อนเพื่อผ่อนคลาย หนังสือและกวดวิชาก็เหมือนกัน ขอให้เลือกเล่มและอาจารย์ที่เหมาะสมกับเรา แล้วทำให้เต็มที่ก็พอ ถ้าหนังสือเล่มไหนเกิดอ่านไปแล้วรู้สึกไม่ใช่ คอร์สไหนเรียนไปแล้วเกิดรู้สึกว่าอธิบายไม่เข้าใจ (ภาษาไม่ถูกโฉลกนะ ไม่ใช่เรียนไม่รู้เรื่องเอง) เทเลย ฝืนต่อไปก็มีแต่จะเสียเวลา เสียสุขภาพจิตเปล่าๆ ที่ติวบางวิชาเราเปลี่ยนมา 3 ที่ถึงจะเจอที่ที่สอนเข้าใจ หนังสือบางวิชาเราอ่านมา 4 เล่มถึงจะเจอหนังสือที่อ่านเข้าใจ ถามว่าเสียดายตังค์มั้ย มันก็เสียดายนะ แต่มันก็ดีกว่าจมปลักอยู่กับความไม่เข้าใจ สุดท้ายก็ทำข้อสอบไม่ได้ เสียเงินฟรี น่าเสียดายกว่าอีก

    ตอบกลับ

10 ความคิดเห็น

    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #1
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ENGLISH [14%]

      หนึ่งในวิชาที่คิด % สูงที่สุดคู่กับคณิตเลยก็คือ ภาษาอังกฤษนั่นเองงงง วิชานี้เราขอเปรียบกับการสะสมแต้มบุญไปเรื่อยๆ แล้วกัน มันไม่ใช่วิชาที่จะมาเร่งรัดฝึกฝนเอาได้ในเวลาอันสั้นๆ แต่ต้องอาศัยการท่องศัพท์จดจำมาเรื่อยๆ ทีละเล็กละน้อย อย่างที่รู้กันว่ายิ่งรู้ศัพท์มากเท่าไหร่ก็ยิ่งได้เปรียบเท่านั้น มันคือเรื่องจริง โดยเฉพาะสนาม 9 วิชาที่ออก reading เยอะมาก grammar นี่ออกนับข้อได้เลย เพราะฉะนั้นคะแนนส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับพาร์ท reading ที่ต้องอาศัย vocab ในการทำความเข้าใจ

      https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975092

      ADMISSION [ENCONCEPT]

      คอร์สเอนท์ของวิชาภาษาอังกฤษ เรียนทั้งหมด 70-80 ชม. ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับวิชาอื่นๆ แต่จุดเด่นของคอร์สนี้คือโจทย์เยอะมากกกกก ทำจนอยากจะอ้วก 555 แล้วก็ยากด้วย สงสัยก็ถามไปในแอพได้

      ชอบ grammar ของที่นี่ ละเอียดดี ส่วน vocab แตกรากศัพท์เยอะมาก มีทั้งเป็นเพลง กลอน memologic ที่มีวิธีจำแปลกๆ แบบโอ้โหคิดได้ไงวะ ส่วนเพลงต้องไปหัดร้องบ่อยๆ อะ ร้องแทนเพลงที่ฟังๆ อยู่ไปเลย ช่วงนั้นเข้าคาราโอเกะกับเพื่อนทีไรนึกออกแต่เพลง encon - -

      จริงๆ คนที่ถนัดวิชานี้อยู่แล้วไม่จำเป็นต้องเรียนก็ได้ โดยเฉพาะ 9 วิชาที่ออก reading เป็นหลัก ถ้าเรารู้ศัพท์ทุกอย่างก็จบ แต่ถ้าเป็น gat หรือ onet ที่ออก grammar ค่อนข้างเยอะ ต้องอาศัยความเข้าใจ การเรียนพิเศษอาจจะช่วยได้ระดับนึงทีเดียว เพราะมันจะมีพวกหลักการหรือ trick ที่เราไม่รู้ หรือไม่มีหนังสือเล่มไหนบอกตายตัว แต่เราเชื่อว่าวิชานี้ความรู้มันจะเข้าหัวผ่านการทำโจทย์ ถ้าให้มานั่งท่อง grammar ก็เหมือนกับท่องสูตรคณิต ท่องได้แป๊ปเดียวก็ลืม แต่ถ้าทำโจทย์ มันจะจำไปอย่างยาวนาน โดยเฉพาะข้อที่ผิด 555

      https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975093https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975094https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975095https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975096https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975097

      [SET ดร.ศุภวัฒน์]

      สรุปเข้ม VOCAB – รวมคำศัพท์แบบเยอะมากกกกกก หลายร้อยคำ จัดเป็นหมวดๆ เอาคำที่ความหมายใกล้เคียงกันมาไว้ด้วยกัน เวลาท่องก็ท่องรวมกันไปทั้งก้อนเลย แต่ในเล่มมันจะมีแค่คำแปลของคำแรกของก้อนนั้น แนะนำว่าเราควรจะหาคำแปลของคำอื่นมาจดใส่ไว้ด้วย ตอนเราท่องเราจดศัพท์จากเล่มนั้นรวมทั้งศัพท์ความหมายใกล้เคียงแต่ไม่มีในเล่ม พร้อมคำแปลมาไว้ในสมุดเล่มเล็กๆ แยกออกมา จะได้สะดวกต่อการเปิดท่องเวลาออกนอกบ้าน

      ตะลุยโจทย์ GRAMMAR – สรุปรวมหลักภาษาทุกแขนงพร้อมโจทย์ จัด 1 เรื่องให้จบในหน้าเดียว ทำให้ดูเห็นภาพรวมดี แต่ไม่ละเอียดเท่าในคอร์สเอนท์ ข้างหลังมีโจทย์รวม

      ถอดรหัส ERROR – รูปเล่มสไตล์เดียวกับเล่ม grammar แต่อธิบายในเชิง error ส่วนตัวคิดว่าอ่านจากเล่ม grammar ไปเลยก็ได้

      แนวข้อสอบ GAT – เป็นแนวข้อสอบ version นี้มี 7 ชุด เล่มใหม่น่าจะเยอะขึ้นแล้ว แต่ไม่ชอบตรงที่ไม่มีเฉลยละเอียด บางทีรู้ว่าผิด แต่ไม่รู้ว่าทำไมถึงผิด

      แนวข้อสอบ 9 วิชาสามัญ – เหมือนกับเล่ม gat แต่เป็นแนว 9 วิชา

      คหสต. รู้สึกว่าเนื้อหาทั้งเล่ม grammar กับ error ค่อนข้างสรุปมาก ควรเข้าใจมาอยู่แล้ว ค่อยมาอ่านทวนใน 2 เล่มนี้ ส่วนเล่มโจทย์ คิดว่าความยากกำลังดี ติดตรงที่ไม่มีเฉลยละเอียด TT

      มีของ อ.ทีวี จูเนียร์ เป็น set คล้ายๆ ของ ดร.ศุภวัฒน์ เลย ลองดูว่าชอบสไตล์ไหนมากกว่ากันนะ

      https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975098https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975099https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975100

      [SET TUTORPOINT]

      ULTIMATE GRAMMAR – หนังสือสรุป grammar เราชอบเล่มนี้ที่สุด อธิบายละเอียดดี พิมพ์เป็นสีๆ อ่านแล้วไม่ง่วง ข้างหลังมีโจทย์เกือบครึ่งเล่ม มีเฉลยละเอียดบ้าง ไม่มีบ้าง

      ULTIMATE ERROR – คล้ายๆ ultimate grammar แต่จะอธิบายตรงจุดที่มักใช้เป็นจุดผิดใน error ครึ่งเล่มหลังก็เป็นข้อสอบเช่นกัน

      ตะลุยโจทย์ READING & CONVERSATION 500 ข้อ – เล่มนี้ค่อนข้างแนะนำสำหรับคนที่จะสอบ 9 วิชา รูปเล่มสไตล์เดียวกัน ด้านหน้าเป็นเนื้อหา พวก trick ในการทำ reading อธิบายบทความแบบนี้เราควรอ่านยังไง สำนวน mood&tone ฯลฯ ด้านหลังเป็นโจทย์ reading ล้วนๆ ซึ่งเยอะมากกก ทำให้หนำใจไปเลย

      คหสต. ชอบ tutor point มากกว่า อ.ศุภวัฒน์ อะ แต่คนส่วนใหญ่อ่าน ดร.ศุภวัฒน์ กันเยอะมาก


      https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975101

      AX 25 [ENCONCEPT]

      รวมข้อสอบเก่าตั้งแต่ยุค ent ยัน gat onet คือทำหมดไม่ไหวอะ เยอะเกิน 5555 มีเฉลยละเอียดทุกข้อ ภาษาแบบที่ตอนพี่แนนสอนเลย อ่านแล้วเสียงพี่แนนลอยมา 555


      https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975102

      รู้ทันสันดาน tense

      ฉีกแนวมาจากหนังสือเรียนนิสนุง (ไม่นิดนะ) แต่เล่มนี้ดีมากกกก เป็นเล่มที่ทำให้เราเข้าใจ tense แบบไม่ลืมอีกเลย รอบแรกเราอ่านก็มึนๆ แหละ ความรู้ตีกัน แต่พออ่านรอบ 3 จบละแบบ เฮ้ยโอเคเลยอะ ดีมากๆๆๆๆ

      https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975103https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975104https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975105

      ศัพท์ 4 หน้า / ศัพท์ 9 วิชา / คลิป youtube ครูสมศรี

      สำหรับเรา enconcept เด่น grammar ส่วน vocab ขอยกให้ครูสมศรีละกัน ใน youtube จะมีพวกคลิปสอน vocab (ซึ่งก็มาจากศัพท์แจกฟรีนั่นแหละ) ครูเค้าจะมีวิธีจำให้ แตกรากศัพท์บ้างเล็กน้อย (แต่ในคอร์สจริงๆ แตกเยอะมากกกก) ท่องเป็นทำนอง เคาะกระดิ่ง ตีฉิ่งตีฉาบก็ว่ากันไป ฮาทั้งคลิป 5555

      ส่วน vocab แจกฟรี เข้าไปเอาได้เลยที่ counter หรือจะโหลดจากเว็บก็ได้ เอามาพับเก็บใส่กระเป๋าไว้ ว่างๆ ตอนนั่งรอรถเมล์ รอเพื่อนนัดกินข้าวก็เอาออกมาท่องได้ #ท่องวนไป

      http://kru-somsri.ac.th/v3_dowload.php

      https://www.youtube.com/user/KrusomsriStation

      https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975106

      IG : ENGCADAMIA

      แหวกแนวอีกรอบนึง คราวนี้เป็น instagram รวบรวมข้อสอบเก่าตั้งแต่ onet / gat / 9 วิชา / ielts / cutep ฯลฯ มาให้ได้ทำกันทุกวี่ทุกวัน เบื่อๆ มาเล่น ig ก็มีข้อสอบโผล่มาให้ทำงี้ ได้ฝึกสมองตลอดเวลา (หรือไม่งั้นก็ขี้เกียจ จนเลิกเล่น ig ไปโดยปริยาย 5555555 ประโยชน์ 2 ทางนะเออ) พี่เจ้าของ account ก็ใจดีมาก สงสัยอะไรถามพี่เค้าอธิบายให้ทุกครั้งเลย



      PHY - CHEM - BIO - MATH- ENG

      https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975107

      WALKTHROUGH

      หนังสือจำลองข้อสอบ 9 วิชาสามัญทั้ง 5 วิชา คือ คณิต ชีวะ เคมี ฟิสิกส์ และอังกฤษ โดยพี่ๆ นศพ.ศิริราช โดยจะมีข้อสอบวิชาละ 1 ชุด พร้อมเฉลยละเอียด ขอสารภาพว่ายังไม่ได้ทำโจทย์ข้างหลังเลยยย TT แต่ด้านหน้าจะมีคำแนะนำจากพี่ๆ แล้วก็มีสัดส่วนเนื้อหาที่ออกสอบในแต่ละวิชา พร้อมคำแนะนำในการอ่านวิชานั้นๆ ซึ่งเราเปิดดูบ่อยมาก แทบทุกครั้งก่อนจะเริ่มอ่านบทใหม่เลย เหมือนเป็น guideline ให้เราว่าเราควรเน้นบทไหน ให้ความสำคัญกับเรื่องอะไร ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ในการเตรียมตัวสอบทุกวิชา


      THAI [7%]

      วิชาที่ง่ายที่สุดในบรรดาวิชาที่ต้องสอบ กสพท. ข้อสอบส่วนใหญ่เป็นแนวอ่านจับใจความมากกว่า มีพวกราชาศัพท์ หลักภาษาบ้าง แต่ไม่มีวรรณคดี (วรรณคดีมีเฉพาะใน onet อย่าเผลอไปอ่านก่อนสอบ 9 วิชาล่ะ)

      https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975108

      TURBO [DAVANCE]

      คอร์สสรุปของสรุปอีกทีนึง เป็นคอร์สรวมไทยกับสังคมแยกไม่ได้ เวลาเรียนทั้งหมดประมาณ 200 ชม.กว่าๆ แต่มีไทยไม่ถึง 50 ชม. หรอก ส่วนใหญ่จะเป็นสังคมซะหมด พาร์ทไทย เราใช้อ่านเอาจาก mini thai book บวกกับฟังเทปตรงเรื่องที่ออกเยอะนิดหน่อย แล้วก็ทำข้อสอบเก่าที่ให้มากับคอร์ส แล้วไปฟังเฉลยเอาแนวคิดเอา

      จริงๆ วิชานี้ถือว่าง่ายมาก อ่านเองก็ทำข้อสอบได้คะแนนดีๆ ได้ เราที่ไม่ได้เรียน (ปีที่แล้ว) กับเพื่อนเราที่เรียนก็ได้ 70-80 คะแนนอัพพอๆ กันอะ อีกอย่างคือคิดว่าในคอร์สละเอียดน้อยกว่าใน mini thai book อีกอะ อ่านแค่อันนั้นแล้วทำโจทย์เอาเองก็ได้

      https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975109

      MINI THAI BOOK

      ทั้งเล่มเป็นสรุปภาษาไทยหมดเลย แถมมากับคอร์ส turbo แต่มีขายตามเน็ตอยู่เยอะแยะ อ่านแค่เล่มนี้เล่มเดียวแล้วทำโจทย์เอาก็โอเคแล้ว

      https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975110

      9 วิชาสามัญ ภาษาไทย [THINK BEYOND]

      มีทั้งสรุปเนื้อหา โจทย์ท้ายบท แล้วก็แนวข้อสอบ 9 วิชา


      SOCIAL [7%]

      วิชาสุดท้ายใน 7 วิชาแล้วววว เย่ๆๆ คงเป็นวิชาที่คาดเดายากที่สุดแล้ว เนื้อหากว้างครอบจักรวาล ไม่รู้ว่าอ่านไปแล้วจะออกตรงกับที่อ่านมั้ย เนื้อหาก็เยอะจำไม่หมด ยิ่งคนจะสอบหมออย่างเราๆ มันจะมีความรู้สึกนิดนึงว่า เอ๊ะกูอ่านไปทำไมว้า 555 อ่านเพื่อสอบให้ติดหมอไง พยายามทำใจให้รู้สึกว่ามันสนุก เศรษฐศาสตร์ก็เอามาใช้ในชีวิตประจำวันได้ เรื่องเงินเรื่องทองเกี่ยวข้องกับทุกคนอยู่แล้ว ภูมิศาสตร์ก็เอาไว้เผื่อได้ไปเที่ยวทั่วไทย ประวัติศาสตร์ก็ลองจินตนาการว่าเรากำลังดูซีรีส์ย้อนยุค ศาสนาก็อ่านแล้วเผื่อจะนิพพานได้ อะไรประมาณนี้ 555555 ไม่เกี่ยวก็ทำให้มันเกี่ยว

      https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975108

      TURBO [DAVANCE]

      เล่าไปแล้วในวิชาภาษาไทย จริงๆ สังคมเป็นวิชาที่ % ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับวิชาอื่น ไม่ใช่วิชาที่เราควรจะทุ่มเพื่อดันคะแนนเราขึ้น ฟิตจริงจังมันไม่ค่อยคุ้ม เพราะฉะนั้นสำหรับคนที่ความจำดีๆ อ่านหนังสือก็จำได้ แนะนำว่าให้เอาเวลาไปติวหรือทำโจทย์พวกวิทย์ คณิต อังกฤษดีกว่า แต่สำหรับคนที่มีเวลาเหลือ แบบฉันเรียนคอร์สเอนท์จบตั้งแต่ ม.5 แล้วไรงี้ หรือคนที่อ่านเองแล้วจำไม่แม่น กวดวิชาเป็นอีกทางเลือกนึง เพราะเวลาอาจารย์สอน โดยเฉพาะสังคม มันเหมือนมีคนมาเล่าเรื่องให้ฟัง แล้วมันจะจำได้ไปเอง (คล้ายๆ เวลาเราฟังเพื่อนพูดเรื่องคนนู้นคนนี้ให้ฟังนั่นเอง 555)

      https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975112

      5 HRS. [ครูป๊อป]

      คอร์สสรุปแบบกระชับมากๆๆๆๆ เอาไว้ทวนหลังจากรู้เรื่องมาอยู่แล้ว อัดทุกอย่างจบใน 5 ชม. ตามชื่อคอร์ส (เรียนจริงปาไปเกือบ 10 ชม.) ซึ่งเราไปเรียนตอนไม่มีความรู้สังคมอยู่ในหัวเลยยยย อาจารย์สอนเร็วมาก (นี่ขนาดสอนเร็วแล้วยังเวลาเกิน) จดมือระวิง สมงสมองนี่เบลอแทบกลับบ้านไม่ถูก 5555 จริงๆ มันเหมือนไม่ใช่สรุปอะ เพราะมันสรุปของสรุปของสรุป น่าจะเรียกว่าเก็งข้อสอบมากกว่า แบบสอนเฉพาะเรื่องที่สำคัญๆ กับน่าจะออก

      https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975113

      SOCIAL STUDIES [TUTOR POINT]

      สรุปสังคมที่เราชอบสุด อธิบายละเอียด เป็นลำดับชัดเจนดี พิมพ์สีๆ ตามสไตล์ tutor point อ่านแล้วไม่หลับ (โดยเฉพาะวิชาที่น่าหลับมากกกกอย่างสังคม Zzz)

      https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975114https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975115

      FIGHT FOR U / หัวใจสังคม onet [อ.ชัย]

      เนื้อหาคล้ายๆ กัน คิดว่าใช้แทนกันได้ หัวใจสังคมจะอธิบายไปเรื่อยๆ ส่วน fight for u จะเป็นบล็อกๆ แต่เนื้อหาคล้ายๆ กันเลย มีแค่บางหัวข้อเล็กๆ เล่มนี้มี อีกเล่มไม่มี เนื้อหาจะค่อนข้างสรุป เหมือนเอามาแต่เนื้อล้วนๆ ไม่มีค่อยคำอธิบาย ควรอ่านจากเล่มอื่นหรือเข้าใจมาก่อน ค่อยมาอ่านเล่มนี้ หรือไม่ก็ต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม ไม่งั้นจะกลายเป็นการท่องจำแบบดื้อๆ ซึ่งจะลืมในไม่ช้า


      MEDICAL APTITUDE [30%]

      สุดท้ายแล้วจริงๆ กับวิชาที่ชื่อว่า ความถนัดแพทย์ ซึ่งคิด % ถึง 30% มากที่สุดในบรรดาทู้กกกกวิชาที่กล่าวมา เพราะฉะนั้นจะละเลยมันไม่ได้เด็ดขาด แต่ก็ห้ามอัด เอ๊ะยังไง วิชานี้จะคล้ายๆ กับภาษาอังกฤษที่ต้องสะสมแต้มบุญไปเรื่อยๆ

      https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975116

      MEDICAL APTITUDE [ONDEMAND]

      ต้องขอบอกก่อนว่าความถนัดแพทย์มีทั้งหมด 3 พาร์ท คือ เชาวน์ จริยธรรม และเชื่อมโยง

      เชาวน์ กับเชื่อมโยง เป็นสิ่งที่สามารถฝึกฝนได้ ทำโจทย์เยอะๆ จับแนวให้ถูก ก็สามารถทำคะแนนให้ดีได้ ซึ่งการเรียนพิเศษจะช่วยได้ 2 พาร์ทนี้ เรียนเชาวน์จะคล้ายๆ กับเรียนคณิตศาสตร์ แนววิเคราะห์ ไม่ใช่แนวท่องสูตรแทนค่าตอบ ส่วนเชื่อมโยงจะคล้าย gat แต่ยากกว่า ซึ่งถ้าเราอ่านเองทำโจทย์เอง แล้วสามารถจับจุดคนออกข้อสอบได้ถูกว่าโจทย์แบบนี้ เขาต้องการอะไรจากเรา เราต้องแก้มันยังไง ข้อความแบบนี้ต้องเชื่อมโยงกันยังไง เหตุผลนึงที่หนังสือไม่สามารถให้เราได้คือคำอธิบายตรงจุดที่เราสงสัย บางทีเราอ่านเฉลยละเอียดแต่มันไม่ได้อธิบายตรงประเด็นที่เรางงอะ มันไปอธิบายอะไรก็ไม่รู้ที่เราเข้าใจแล้ว หงุดหงิดมาก แต่ถ้าเราดูเฉลยแล้วมันตอบโจทย์เรา ก็ไม่ต้องไปเสียตังค์จ่ายค่าเรียนพิเศษแพงๆ ก็ได้

      ส่วนจริยธรรม เป็นอะไรที่พูดยากมากกกก ดูเฉลย 5 ที่ก็เฉลย 5 แบบ ไม่รู้จะเชื่อแบบไหนดี ก็ขอให้ใช้วิจารณญาณของตัวเองเลือกเลยละกันนะ ตอบอันที่ตัวเองคิดว่า เฮ้ย! มันต้องข้อนี้แหละ ไม่ต้องไปคิดอะไรมาก เดี๋ยวจะทำไม่ทัน (แต่คิดซัก 2 รอบก่อนตอบก็ยังพอทันอยู่) คะแนนมันไม่หนีกันมากหรอก ส่วนใหญ่จะกองกันอยู่ที่ 40-60 คะแนนกันทั้งนั้น

      สำหรับวิชานี้ไม่ได้แนะนำว่าควรจะเรียนพิเศษหรืออ่านเองนะ แล้วแต่คนเลย เพื่อนเราไม่เรียนพิเศษ อ่านแค่เล่มเดียว ได้ 23-24 คะแนน เพื่อนอีกคนเรียนพิเศษได้แค่ 18 คะแนนก็มี ส่วนเราปี 60 ไม่ได้เรียน มาเรียนเอาปี 61 ได้เพิ่มมาแค่คะแนนเดียว (ซึ่งคะแนนปีนี้มันเฟ้อ สรุปคือได้เท่าๆ เดิม - -)

      ถ้าจะให้แนะนำที่เรียนพิเศษก็คงเป็น ondemand กับ หมอแผน


      https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975117

      แนวข้อสอบ วิชาเฉพาะแพทย์ [THE BOOKS]

      เล่มที่คนที่จะเข้าหมอเกือบทุกคนน่าจะมี ค่อนข้างสมบูรณ์เลยทีเดียว โจทย์เยอะมากกก โดยเฉพาะเชาวน์เยอะมากจริงๆ มีแบ่งเป็นหัวข้อๆ เฉลยละเอียดทุกข้อทั้ง 3 พาร์ท แต่พาร์ทเชื่อมโยงไม่ค่อยเข้าใจอะ มันแบบไม่ได้มาอธิบายว่าทำไมอันนี้ต้องเชื่อมแบบนี้

      https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975118

      IQ FOCUS [CUBEST CLUB]

      รวมแนวคิดกับโจทย์ IQ ล้วนๆ เป็นแนวพาร์ทเชาวน์ของความถนัดแพทย์ เป็นอีกหนึ่งเล่มที่ recommend เลย โจทย์เยอะมาก เฉลยละเอียดทุกข้อ มีทั้งโจทย์รวมแบบทำไปเรื่อยๆ กับโจทย์เป็นชุดๆ ให้จับเวลา แล้วก็ special test พวกอ่านจับใจความ ซึ่งก็ตรงกับแนวในความถนัดแพทย์เลย (แต่เราทำไม่หมด TT) ทำพวกข้อสอบ IQ แล้วเหมือนมันช่วยจัดระบบสมองเราอะ แบบเรามองอะไรๆ ในมุมที่เปลี่ยนไป มองกว้างขึ้น โจทย์คณิตหรือฟิสิกส์บางข้อ พอเราเปลี่ยนมุมมองแล้ว มันทำให้เราตีโจทย์ข้อนั้นแตก เอ้อ ยิ่งปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเลย


      จบไปแล้วกับหนังสือและคอร์สเรียนที่อยากจะแนะนำส่งต่อให้น้องๆ เพื่อนๆ ได้ลองไปเลือกอ่านตามกัน ขอย้ำอีกรอบว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวเท่านั้น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวผู้เรียนผู้อ่านเอง lobster อาจจะถูกปากคนกลุ่มหนึ่ง แต่คนอีกกลุ่มกลับชอบกินกุ้งเผาหน้าปากซอย บางคนชอบดื่มนมเย็นเวลาเครียด ในขณะที่อีกคนเลือกดื่มกาแฟร้อนเพื่อผ่อนคลาย หนังสือและกวดวิชาก็เหมือนกัน ขอให้เลือกเล่มและอาจารย์ที่เหมาะสมกับเรา แล้วทำให้เต็มที่ก็พอ ถ้าหนังสือเล่มไหนเกิดอ่านไปแล้วรู้สึกไม่ใช่ คอร์สไหนเรียนไปแล้วเกิดรู้สึกว่าอธิบายไม่เข้าใจ (ภาษาไม่ถูกโฉลกนะ ไม่ใช่เรียนไม่รู้เรื่องเอง) เทเลย ฝืนต่อไปก็มีแต่จะเสียเวลา เสียสุขภาพจิตเปล่าๆ ที่ติวบางวิชาเราเปลี่ยนมา 3 ที่ถึงจะเจอที่ที่สอนเข้าใจ หนังสือบางวิชาเราอ่านมา 4 เล่มถึงจะเจอหนังสือที่อ่านเข้าใจ ถามว่าเสียดายตังค์มั้ย มันก็เสียดายนะ แต่มันก็ดีกว่าจมปลักอยู่กับความไม่เข้าใจ สุดท้ายก็ทำข้อสอบไม่ได้ เสียเงินฟรี น่าเสียดายกว่าอีก

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #2
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      อ่านสไตล์หนังศือพิมพ์

      แนะนำหนังสือหมดแล้ว ต่อไปก็จะขอแนะนำวิธีการอ่านหนังสือในแบบฉบับ หนังศือพิมพ์ นะ จริงๆ วิธีการอ่านมันเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล (unique อะ 555) เอาวิธีของคนนู้นคนนี้มาปรับใช้ให้เหมาะกับตัวเราได้ แต่ห้ามลอกเลียนแบบแบบก็อปมาหมดเลย มันอาจจะเวิร์คสำหรับบางคนที่มีบุคลิกนิสัยคล้ายกัน แต่ส่วนใหญ่แล้ว เราไม่มีทางที่จะชอบหรือมีไลฟ์สไตล์เดียวกับคนอีกคนได้ 100% แน่นอน เพราะฉะนั้นเอาแบบที่ตัวเองทำแล้วรู้สึกว่ามันใช่ มันโอเค มันทำให้เราจดจำเนื้อหาได้มากขึ้น ทำโจทย์ได้คะแนนเพิ่มขึ้น นั่นแหละ

      ขอแทรกเรื่องการเรียนกวดวิชานิดนึง กวดวิชา เป็นแค่ไกด์ที่คอยบอกทางในระหว่างที่เรากำลังเดินไปสู่เส้นชัย ไม่ใช่คนขับรถที่จะพาเราไปถึงจุดหมายโดยที่เราไม่ต้องออกแรง กวดวิชาแค่นำข้อมูลจำนวนมหาศาลมาย่อยคั้นน้ำออกแล้วเอาแต่กากมาป้อนให้เรา กวดวิชาแค่มาชี้แนะว่าเราควรเดินเส้นทางไหนถึงจะเดินได้เร็ว ประหยัดพลังงาน ประหยัดเวลา เราเมื่อเรียนเสร็จแล้ว ถ้าไม่ทบทวน มันก็ลืมเลือนไปตามกาลเวลา เป็นเรื่องธรรมดา ถ้าไม่ทำโจทย์ ทักษะก็จะค่อยๆ หดหายไป ดังนั้น พยายามเอาสิ่งที่เรียนมามาทบทวนอยู่เสมอ ทำโจทย์เยอะๆ เพราะเราจะจดจำและเรียนรู้จากโจทย์ได้มากกว่าการนั่งอ่านเฉยๆ หรือนั่งฟังอาจารย์สอน เข้าหูผ่านสมองแล้วก็ทะลุออกหูอีกข้างไปเลย 555

      อะ มาต่อวิธีการอ่านหนังสือของเราดีกว่า จะเล่าคร่าวๆ นะ ไม่งั้นคงยาวเป็น 100 หน้าแน่ 555 อย่างที่บอกไปตอนแรกว่าเราซิ่วมาจากคณะเภสัชแห่งหนึ่ง เข้าไปเรียน 1 วันก็ตัดสินใจลาออก 555 น่าเกลียดมาก คือตั้งใจว่าจะซิ่วหมออยู่แล้ว แต่ก็ไหนๆ ก็จ่ายค่าเทอมไปแล้วก็ลองเรียนดูละกัน เผื่อจะได้

      ความรู้วิทย์แน่นๆ จากตอนปี 1 ไปด้วย... พอได้เรียนจริงๆ เท่านั้นแหละ O-M-G เนื้อหาเกินเลยจาก ม.ปลายไปหลายขุม กิจกรรมก็เยอะแยะเต็มไปหมด ตารางเรียนก็แน๊นแน่น แน่นกว่า ม.ปลายอี๊กกกก อยู่ไม่ได้ละ เอาวะ ลาออกไปตายเอาดาบหน้าละกัน (ฮึกเหิมมาก 555)

      เล่ายาว ไม่เกี่ยวกับการอ่านหนังสือเลย - -‘ สรุปย่อหน้าที่แล้วคือเราจะบอกว่าเราเป็นเด็กซิ่วแค่นั้นแหละ

      พูดถึงตอนเราอยู่ ม.6 เราค่อนข้างจะเป็นสายเรียนพิเศษนิดนึง คือถ้าเทียบกับคนอื่นมันไม่ได้เยอะมากนะ แต่สำหรับเราเรารู้สึกว่าเยอะแล้ว ด้วยความที่เราเป็นคนจดละเอียด(มาก) ชอบฟังก่อนค่อยจดตาม เลยต้องกรอย้อนบ่อยๆ เลยหมดเวลาไปกับการเรียนพิเศษเยอะมากกก ปิดเทอมก็เรียนพิเศษ เสาร์อาทิตย์ก็เรียนพิเศษ วันไหนเลิกเรียนเร็ว หรือถ้าไม่เลิกเร็ว เราก็สมมุติว่ามันเลิกเร็วซะเองเลย (ได้หรอ) แล้วก็จัดการย้ายสัมภาระและร่างไร้วิญญาณของตัวเองไปสิงสถิตที่กวดวิชาจนถึง 2 ทุ่มอันเป็นเวลาปิดกวดวิชา เลิกแล้วก็กลับบ้านมาทวนกับทำโจทย์ต่อจนตี 1 ตี 2 นอนก่อนเที่ยงคืนคืออะไรไม่รู้จัก ตอนเรียนที่โรงเรียน ถ้าอาจารย์ไม่ดุก็เอาหนังสือขึ้นมาอ่าน เหนื่อยมากกก แต่! ถึงจะอ่านหนังสือเกือบจะตลอดเวลา เราก็ยังอ่านไม่จบครบทุกบท เพราะเราเริ่มช้าไป และที่สำคัญคือเราทำโจทย์น้อยมากๆๆๆๆๆ เรียกได้ว่าแทบจะไม่ได้แตะข้อสอบเก่าเลยซักวิชา ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการเตรียมตัวสอบเข้า และสุดท้ายเราก็พลาดจากคณะแพทย์ที่ใฝ่ฝันไป

      https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975119https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975120https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975121https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975122

      หลังจากที่เศร้าอยู่ร่วมเดือน เราก็ตัดสินใจจะสู้ใหม่ เราไปเก็บคอร์สเรียนที่ยังเรียนไม่จบ ลงคอร์สเอนท์ในวิชาที่ไม่เคยเรียนตอน ม.6 แล้วเริ่มต้นรื้อหนังสือมาอ่านใหม่ หลังจากที่ปล่อยทิ้งไว้จนสนิมกินสมองไปแล้ว เราจะอ่านให้จบบทนึงแล้วทำโจทย์ของบทนั้นๆ อาจจะเป็นข้อสอบเก่าหรือโจทย์แบบฝึกหัดตามหนังสือก็ได้ โดยเราจะอ่านเรียงจากบทแรกไปบทสุดท้าย เพราะเรารู้สึกว่าเนื้อหาในแต่ละบทมักจะมีเนื้อหาของบทก่อนหน้าสอดแทรกอยู่ ซึ่งถ้าเราข้ามไป เราก็จะอ่านไม่ค่อยเข้าใจ (แต่บางวิชาหรือบางบทก็ไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้ก็ได้นะ) บางคนอาจจะบอกว่าให้อ่านไล่จากบทที่ออกข้อสอบเยอะสุดก่อน แต่เราทำแบบนั้นแล้วไม่โอเคอะ (สำหรับเรานะ) เราเลยอ่านไล่ไปเรื่อยๆ แล้วใช้วิธีดูว่าบทไหนออกมากออกน้อย ก็ให้ความสำคัญ ให้เวลาตามนั้น บทไหนออกเยอะ ก็อ่านละเอียดหน่อย ย้ำๆ หน่อย ทำโจทย์เยอะหน่อย โจทย์บางทีถ้ามันเยอะมาก แต่ออกข้อสอบน้อย ก็ไม่จำเป็นต้องทำหมดทุกข้อก็ได้ อาจจะทำข้อเว้นข้อ หรือทำข้อเว้นสองข้อก็ได้ (แต่ห้ามทำครึ่งแรก ทิ้งครึ่งหลังไรแบบนี้นะ) พอทำเสร็จแล้วก็ตรวจคำตอบ พยายามดูเฉลยละเอียด แล้วจดไว้หน้าข้อ หรือไว้ในสมุดแยกออกมาก็ได้ ว่าเราผิดจุดไหน เพราะอะไร แต่เราชอบจดไว้หน้าข้อมากกว่า แล้วมาร์กเลขข้อไว้ด้วยชัดๆ ละก็แปะ post it แผ่นเล็กๆ คั่นไว้ จะได้กลับมาเปิดทบทวนได้สะดวก


      https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975123

      เราชอบอ่านแบบให้จบทั้งบทไปเลย ค่อยอ่านบทอื่น หรือวิชาอื่น เรารู้สึกว่ามันต่อเนื่องดี ถ้าไปอ่านอย่างอื่นคั่น พอกลับมาต่อมันจะไม่ค่อยติดเท่าไหร่ แต่ถ้าเกิดเราอ่านแล้วรู้สึกเบื่อ ท้อแท้ อ่านไม่เข้าใจเลยโว้ย ก็ผลัดไปอ่านบทอื่นวิชาอื่น หรือไปหาอะไรทำเล่นพักผ่อน ฟังเพลง ดูซีรีส์ก็ได้

      อันนี้อาจจะเป็นแค่เราคนเดียวรึเปล่าไม่รู้นะ คือก่อนจะเริ่มอ่านบทใหม่ทุกครั้ง เราทำใจให้สบายๆ แล้วบอกตัวเองว่า มัน-ไม่-ยาก แกทำได้ ท่องไว้ๆ แล้วเปิดใจให้กับมัน แล้วเนื้อหาบทนั้นมันจะง่ายลงอย่างไม่น่าเชื่อ (ยกเว้นบางบทที่มันยากเกิ๊น ก็ปล่อยมันไปนะ 555)

      เราเป็นคนชอบอ่านแบบละเอียดๆ เข้าใจไปเลยตั้งแต่แรก เราเลยเน้นตอนอ่านรอบแรกไปเลย อาจจะใช้ดินสอขีดๆ วงๆ ไว้ จดเพิ่มบางอย่างที่เราหามาได้ แล้วพอเราอ่านจนครบทั้งบท เราก็มาไฮไลท์ส่วนที่สำคัญอีกที เพราะถ้าเราไฮไลท์ไปตั้งแต่แรก เราจะรู้สึกว่ามันสำคัญไปหมดเลย เราก็จะละเลงไฮไลท์ไปทั้งหน้าเลย 555 แล้วถ้ามีเวลาก็อาจทำสรุปเป็นภาษาของเราเอง อาจจะใช้ตัวย่อที่มีแค่เรารู้คนเดียว ยกตัวอย่างแปลกๆ แต่ทำให้เราจำได้ หรือใช้วิธีวาดรูปก็ช่วยได้นะ ตอนกลับมาอ่านจะไม่หลับด้วย แต่เราจะไม่ค่อยตกแต่งนอกเรื่องอะ มันเสียเวลา อาจจะมีบ้างนิดนึงตอนเขียนหัวข้อ เหมือนเป็นการทำสมาธิก่อนเริ่มง่ะ (แต่อย่าแต่งเยอะนะ ไม่งั้นเราจะมัวแต่ชื่นชมความงามของมัน 555)

      สรุปของเรา เราจะใช้ 4 สี คือ

      ดินสอกด ไว้เขียนอธิบายทั่วๆไป

      ปากกาน้ำเงิน ไว้เขียนพวกที่ยากๆ สำคัญหน่อย หรือยังจำไม่ได้

      ปากกาแดง ไว้เขียนจุดที่สำคัญมาก หรือต้องระวัง

      ปากกาดำ เอาไว้กรณีที่ใช้ 3 สีนั้นไม่พอ พวกอธิบายเพิ่มเติมหรือเวลาวาดรูปที่ต้องใช้สีเยอะๆ อาจจะใช้พวกปากกาเจลสีๆ หรือไฮไลท์เข้ามาช่วย

      https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975124https://image.dek-d.com/27/0450/7932/126975125


      อันนี้เอาไปลองใช้ได้ เพราะแต่ก่อนเราเป็นพวกใช้สีนึงต่อหนึ่งหัวข้อ คัลเลอร์ฟูลมาก แต่ไม่ได้เน้นว่าอันไหนสำคัญไม่สำคัญ ก็เลยลองมาใช้วิธีนี้ดู เวิร์คดี อีกอย่างจะขอเตือนเรื่อง ปากกาเมจิกแต่ก่อนเราสาวกปากกาเมจิกยี่ห้อนึงมากกก แทบจะโยนปากกาลูกลื่นทิ้งไปเลยอะ 555 แต่เราชอบทำน้ำหกใส่กระเป๋า โอ้โหววว เละทั้งเล่ม หัวเราะไม่ออกเลย TT ระวังกันด้วยนะ

      กลับมาที่การทำสรุป เราจะสรุปสั้นๆ เอาแบบกระชับๆ เจ้าตัวอ่านเข้าใจก็พอ ถ้าย่อ 1 บทให้เหลือ 1 หน้าได้จะดีมาก เพราะมันจะเห็นภาพรวมทั้งหมด แต่บางบทก็เนื้อหาเยอะเหลือเกิน ย่อเหลือหน้าเดียวไม่ได้จริงๆ พอจบส่วนเนื้อหาแล้ว เราก็จะเอาพวกจุดที่เราทำโจทย์แล้วผิด มาเขียนไว้เป็นข้อๆ แต่เราจะไม่ลอกโจทย์พร้อมวิธีทำคำตอบไรงี้มานะ เราจะสรุปประเด็นว่าเราผิดเรื่องอะไร แล้วเขียนไว้เหมือนเตือนตัวเอง

      พออ่านเสร็จ ทำสรุปเสร็จ แล้วเราก็ไปทำโจทย์แยกบท ทำแบบนี้ไปทุกๆ บท แล้วค่อยทำข้อสอบเก่าแบบจับเวลา

      น่าจะหมดแล้วล่ะ งั้นมาพูดถึงแต่ละวิชากันดีกว่า เริ่มจากพวกวิชาคำนวณอย่างคณิตกับฟิสิกส์ รวมถึงเคมีที่เป็นคำนวณ และอังกฤษพวก grammar error พวกนี้ต้องอาศัยการทำโจทย์เยอะๆ อ่านพอให้จำสูตรได้คร่าวๆ ให้พอรู้เรื่องพอ แล้วมาลุยทำโจทย์ แล้วพวกสูตรมันจะซึมซับเข้าไปในสมองเอง ไม่ต้องไปเสียเวลานั่งท่องจำ เพราะถ้าเราใช้วิธีท่องจำ มันจะกลายเป็นความจำระยะสั้น แต่ถ้าทำโจทย์ เราจะเข้าใจ เราจะมีประสบการณ์ เราอาจจะไม่รู้สึกว่าจำได้ แต่พอเราไปทำข้อสอบ สมองมันจะประมวลสูตร ขั้นตอนการทำออกมาได้เอง บางคนอาจจะเปรียบกับการปั่นจักรยานที่พอปั่นเป็นแล้ว มันก็จะเป็นตลอดไป (แต่คือนี่ปั่นไม่เป็นไง ฟังแล้วดูย้ากยาก อย่ามาเปรียบแบบนั้นให้ชั้นฟังงงง 555555)

      ต่อมาเป็นพวกวิชาจำอย่างชีวะ สังคม และเคมีภาคบรรยาย ที่ต้องอาศัยการจดจำ ให้เน้นอ่านมากกว่าทำโจทย์ อ่านวนไปเลย 2 รอบ 5 รอบ ยิ่งอ่านเยอะก็ยิ่งจำได้มาก และต้องเข้าใจมันด้วย คือบางเรื่องเราก็ไม่เข้าใจมันอะนะ เราก็ท่องๆๆๆๆ จำไปดื้อๆ สุดท้ายตอนอยู่ในห้องสอบก็ลืมหมดอยู่ดี เพราะฉะนั้นทางที่ดีคือเราต้องทำความเข้าใจกับมัน บทไหน หัวข้อไหนที่มันยากๆ ก็ลองพยายามดูก่อน มันอาจจะไม่ได้ยากอย่างที่คิดก็ได้ ลองใช้ดินสอเขียนๆ ทดๆ ตามไปในกระดาษเปล่า เสร็จแล้วก็ขยำทิ้ง (เป็นความสะใจส่วนตัว 555) แต่ถ้ามันยากมากเว่อออร์จริงๆ เราก็จะเทมันไปก่อน แล้วถ้ามีเวลาเหลือค่อยกลับมาอ่านอีกทีนึง (ซึ่งจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้กลับไปอ่าน 555)

      เหลืออีกอย่างนึงคือ vocab เราจะเอามาท่องไปเรื่อยๆ คำไหนจำไม่ได้ก็จะคัดลงกระดาษเปล่าหลายๆ รอบ (แล้วขยำทิ้งอีกเช่นเคย 555) แล้วก็เอามาจดใส่สมุดเล่มเล็กๆ บ้าง คำไหนยากๆ ก็ highlight เอาไว้ ตอนแรกเราจะใช้สีอ่อนๆ ก่อน แล้วถ้ารอบ 2 ยังจำไม่ได้ก็เริ่มใช้สีเข้ม รอบ 3 ไม่ได้อีก ก็เข้มขึ้นอีก แล้วคำพวกนี้ที่ยากๆ หรือคำที่คล้ายๆ กันกลัวจะสับสน เราก็จะมาเขียนใส่ post it ที่เป็นกระดาษไว้ตัวใหญ่ๆ แล้วแปะตามผนังห้องบ้าง ตู้หนังสือบ้าง หน้าโต๊ะอ่านหนังสือบ้าง แปะตรงที่เราเดินผ่านหรือมองบ่อยๆ วิธีนี้ไม่ใช่เฉพาะ vocab นะ พวกสูตร หรือเนื้อหายากๆ วิชาอื่นก็ทำได้เหมือนกัน

      มีแค่นี้แหละ ที่เหลือก็บอกไปตั้งแต่ตอนแนะนำหนังสือแล้ว

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #3
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      หนังศือพิมพ์ในห้องสอบ

      ฟิสิกส์กับคณิต จำนวนข้อสอบถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับเวลา 1 ชม.ครึ่งในห้องสอบ แต่เพราะแต่ละข้อมันต้องใช้เวลา บวกกับความยาก โดยเฉพาะคณิต เราก็ไม่ควรประมาท เราสามารถให้เวลากับแต่ละข้อได้พอสมควร แต่ห้ามแช่ ถ้าคิดไม่ออก ให้ข้ามก่อนแล้วค่อยกลับมาทำทีหลัง หรือถ้าข้อไหนที่แบบ มันคุ้นๆ น่าจะทำแบบนี้รึเปล่านะ ก็โน้ตไว้แล้วข้ามไปทำข้ออื่นก่อน วิชาอื่นๆ ก็ด้วย ถ้าคิดไม่ออกให้ข้ามไปก่อน เพราะบางทีคิดแทบตายมันก็คิดไม่ออกอยู่ดี ส่วนวิชาเคมี อังกฤษ ชีวะ ที่ค่อนข้างเป็น speed test ก็รีบทำ ทำข้ามๆ เอาข้อที่มั่นใจก่อน ดูนาฬิกาบ่อยๆ ประเมินว่า speed ของเราพอดีรึยัง ทุกวิชา ห้ามแช่อยู่ตรงข้อที่คิดไม่ออก ให้ข้ามไปก่อนเลย และดูนาฬิกาเป็นระยะ รีบทำ แต่ไม่ต้องรีบมากจนสะเพร่า อ่านโจทย์ดีๆ โดยเฉพาะเคมี หลอกเยอะ คิดเลขดีๆ ทั้งคณิต ฟิสิกส์ เคมี ระวังว่าต้องหาร 2 มั้ย สิ่งที่คิดได้เป็นคำตอบรึยัง ต้องเอาทำอะไรต่อมั้ย บลาๆ พยายามอย่าให้ผิดตั้งแต่แรก เพราะถึงเราย้อนกลับมาตรวจ มันมักจะหาจุดผิดไม่เจอ

      ส่วนความถนัดแพทย์ พาร์ทเชาวน์กับจริยธรรมต้องรีบทำประมาณนึง หลายคนทำจริยธรรมไม่ทัน (แต่เราทำทันนะ เวลาเหลือด้วย) ก็อ่านแล้วตอบไปเรื่อยๆ ไม่ต้องเร่งอะไรมาก แค่อย่าแช่นานเท่านั้นเอง ส่วนเชาวน์ อย่างที่เคยบอกไป ข้ามทำข้อที่ทำได้ก่อน เพราะถ้าเวลาไม่พอ อย่างน้อยข้อที่เราไม่ได้ทำก็คือข้อที่เราทำไม่ได้นั่นเอง ส่วนพาร์ทสุดท้ายเชื่อมโยง อ่านให้ละเอียด อย่าอ่านข้ามๆ โยงตามที่เนื้อหามันบอกเรา ห้ามคิดเองเออเอง หรือเอาความรู้ที่เรารู้มาก่อนมาโยง แล้วก็ห้ามคิดมากเกินไป (เราเคยคิดมากอะ ก็เลยโยงเกินมา 1 เส้น แต่ตอนนั้นก็ตะหงิดๆ ใจนะ แบบมันดูไม่น่าจะใช่อะ แต่ก็ยังโยง 55 สุดท้ายผิดเลย TT) พาร์ทนี้ก็ไม่ต้องรีบมาก แต่ต้องเร็วกว่า gat หน่อยนึง ดูนาฬิกาด้วย อย่าลืมเผื่อเวลาฝนคำตอบด้วยล่ะ

      วันก่อนสอบ หลายคนบอกว่าไม่ควรอ่านหนังสือแล้ว ให้พักผ่อน แต่เราทำใจไม่ได้อะ ต้องเอามาทวนๆ อยู่ดี ก็แล้วแต่คนนะ ก่อนเข้าห้องสอบก็ยังเอามาทวนๆ ได้อยู่ แต่พยายามอย่าทวนจนวินาทีสุดท้าย แบบวิ่งเข้าห้องสอบแล้วทำโจทย์เลยงี้ อยากให้เข้าห้องสอบก่อนซัก 5-10 นาที เข้าไปนั่งเฉยๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก จะได้ไม่รนตอนทำข้อสอบ แล้วก็ไม่ต้องเหนื่อยจากการเพิ่งเดินขึ้นบันไดมาหมาดๆ ด้วย

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #4
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      PAT 5 แบบหนังศือพิมพ์

      ตามหัวข้อกระทู้เนอะ เราได้ PAT 5 รอบ 1/60 245 คะแนน ที่ 2 ประเทศ (ที่ 1 ได้ 247.5)

      ตอนแรกเราว่าจะไม่เขียนแล้ว เพราะเราไม่ได้เตรียมตัวอะไรมาเลย ก็เลยไม่รู้จะแนะนำอะไรดี ก็จะขอแนะนำเท่าที่ตัวเองทำจริงๆ ละกัน เผื่อจะพอเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ น้องๆ บ้าง (ซึ่งไม่น่าจะได้ประโยชน์อะ 555)

      คือเราเตรียมสอบความถนัดแพทย์อย่างเดียวเลย มันก็คล้ายๆ กับ PAT 5 อยู่ตรงพาร์ทเชาวน์ พวกคิดเลขแบบง่ายๆ IQ อ่านจับใจความอะไรพวกนี้ ก็ฝึกจากที่เราบอกในความถนัดแพทย์เลย

      ที่เหลือก็จะเป็นพวกความรู้ทั่วไป มีทั้งแบบต้องรู้ถึงจะตอบได้ ก็อ่านจากหนังสือสังคมหรือไม่ก็ดูข่าวบ่อยๆ (แต่เราไม่ได้มานั่งดูจริงจังนะ แค่แบบเวลากินข้าว ละข่าวมาพอดีไรงี้) กับแบบที่ให้วิเคราะห์จากโจทย์ ที่มีเยอะกว่า ก็คิดตามจากโจทย์ได้เลย

      ตอนทำพวกวิเคราะห์เราไม่ได้คิดอะไรมากอะ แบบอ่าน คิดตาม แล้วก็ตอบเลย อารมณ์คล้ายๆ ความถนัดแพทย์นั่นแหละ ไม่ต้องไปคิดอะไรมาก เดี๋ยวจะทำไม่ทัน คิดว่าข้อไหนควรเป็นคำตอบก็ตอบไปเลย

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #5
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      คำถามที่หนังศือพิมพ์อยากตอบ

      เราควรเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่ตอนไหน

      -> พร้อมเมื่อไหร่ก็เริ่มเลย ส่วนใหญ่จะเริ่มกันตอนปิดเทอมตุลา ม.5 อาจจะดูเร็วนะ แต่ดูเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสุดแล้วอะ มันจะพอดีกับการสอบ ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่มีใครกำหนดหรอก เพียงแต่รุ่นพี่เขาทำๆ กันมา แต่ใครที่เพิ่งมาเริ่มตอน ม.6 ก็ยังทันนะ เรื่องพวกนี้มันขึ้นอยู่กับแต่ละคนอะ

      สอบ pretest ดีมั้ย

      -> สำหรับระบบใหม่ คิดว่าดี อยากให้ไปสอบกันดูนะ คืออยากให้ไปลองสนาม จะได้ไม่ตื่นเต้นมากตอนสอบจริงๆ ส่วนเรื่องคะแนนที่ออกมานั้น ก็ไม่ต้องไปใส่ใจอะไรมาก เพราะบางทีข้อสอบมันก็ยากหรือง่ายกว่าของจริงอะ ตอนเราสอบ pre ปี 61 เราได้แค่ 62 เอง น้อยกว่าเดิมอีก เฟลไปเกือบเดือน ก็อย่าไปคิดมากกับคะแนนนะ คนที่ได้น้อยก็เอามาเป็นแรงผลักดันให้อ่านหนังสือ คนได้เยอะก็เอามาเป็นกำลังใจ แต่ห้ามแบบ ฉันเก่งแล้ว เลิกอ่าน ไม่ได้นะๆ

      เวลาท้อทำยังไง

      -> กำลังใจเป็นสิ่งที่สำคัญมากกกกกกกกก สำหรับเด็ก ม.6 และเด็กซิ่ว เวลาหมดกำลังใจ ทำโจทย์ไม่ได้ อ่านแล้วไม่จำซักที ก็พักก่อนก็ได้ ไปร้องเพลง ดูซีรีส์ อ่านนิยาย วาดรูปเล่น ขยำกระดาษทดแล้วเอามาปาเล่น ไปอาบน้ำ ไปกินขนม ไปนอน ไปร้องไห้จนขี้เกียจร้อง หรือจะบ่นให้เพื่อน ให้พ่อแม่ฟังก็ได้ พยายามอย่าให้เครียดนาน เครียดไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นนะ อ่านหนังสืออย่างมีความสุข แล้วสมองมันจะปลอดโปร่งพร้อมรับข้อมูลใหม่ๆ

      เวลาขี้เกียจทำยังไง

      -> ลองนึกถึงวันที่เราจะได้เป็นหมอหรือทำอาชีพที่เราอยากทำดูนะ คิดดูจะมีความสุขขนาดไหน ลองนึกย้อนกลับไปวันที่เราเริ่มต้น ว่าเราเดินมาไกลขนาดไหนแล้ว ถ้าหยุดแค่นี้ ทุกอย่างที่อุตส่าห์ทำมาล่ะ มันจะกลายเป็นศูนย์เลยนะ ทำใจได้หรอ (อันนี้เราไม่ได้คิดเองนะ เอามาจาก studygram นึง เป็นอีกหนึ่งประโยคที่เปลี่ยนชีวิตเราเลยแหละ)

      ติดมือถือทำยังไง

      -> เราใช้วิธีตั้งหน้าจอเป็นคำพูดเตือนสติอะ บางทีก็เป็นรูปศิลปินที่เราชอบ แบบเปิดมือถือทีไรเหมือนโดนด่า 555 หรือไม่ก็ลองปิด wifi ที่บ้าน หรือไม่ก็ที่มือถือดู ถ้าไม่ได้ก็หอบหนังสือไปอ่านตามห้องสมุด ร้านกาแฟหรือ food court ที่ห้างที่ไม่มีเน็ตหรือเน็ตไม่ค่อยดี อันนี้เวิร์คมาก แล้วก็มีแอพล็อคมือถือ forest อะไรซักอย่าง เห็นเค้าใช้กัน แต่เราไม่ได้ใช้อะ

      ใช้นาฬิกาจับเวลาตอนอ่านหนังสือดีมั้ย

      -> ถ้าตามพวก studygram จะเห็นเค้าชอบจับเวลากัน เราก็ไปซื้อมาเหมือนกัน เดี๋ยวตกเทรนด์ 555 มันก็ช่วยให้เราเลิกเล่นมือถือได้ระดับนึงนะ แต่เราไม่ค่อยชอบอะ มันอึดอัด แบบโฟกัสกับเวลามากเกินไปจนไม่มีสมาธิกับการอ่านหนังสือ ก็เลยเลิกไป

      เป็นเด็กซิ่วอยู่คนเดียว เหงามาก ทำไงดี

      -> เราตาม studygram ที่จะสอบเข้าหมอกันอะ เวลาเล่น ig แล้วไถๆ ไปก็จะเจอโพสต์มาว่าอ่านหนังสืออยู่งี้ ช่วยกระตุ้นให้ตัวเองไปอ่านหนังสือได้อยู่นะ แล้วก็ได้เพื่อนคุยด้วย แต่ไม่ใช่ว่าเราเห็นเค้าอ่านหนังสืออะไรแบบไหนแล้วเราต้องทำตามเค้าทุกอย่างนะ studygram ก็กำลังเตรียมตัวสอบเหมือนเรา เราไม่มีทางรู้ว่าคนไหนจะสอบติดหรือไม่ติด เพราะฉะนั้นทำในแบบของเราดีที่สุด

      อะไรที่คิดว่าทำต่างจากตอน ม.6 แล้วทำให้ซิ่วติด

      -> น่าจะเป็นการทำโจทย์ อย่างที่บอก ตอน ม.6 เราทำโจทย์ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับคนอื่น ปีนี้เราเลยมาลุยทำโจทย์มากขึ้น (สำหรับวิชาจำ ก็อ่านมากขึ้น) คะแนนมันขึ้นจริงๆ นะ ส่วนวิชาเคมีที่ทำโจทย์เยอะตั้งแต่ปีที่แล้ว ปีนี้เลยเอาเวลาเคมีไปโปะวิชาอื่นซะเยอะ คะแนนลงเลย 555

      อยู่ ม.6 แต่คิดว่าไม่ติดแน่ๆ เลย ซิ่วดีมั้ย

      -> อันนี้เคยมีน้องถามเรา คืออยากจะบอกว่า อย่าเพิ่งคิดเรื่องซิ่วเลยยยย ทำให้เต็มที่ก่อนนะ เวลายังเหลืออีกตั้งเยอะ ลองดูก่อน ‘สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร’ น่ะ เคยได้ยินมั้ย 555 ก็ตามนั้นเลย ตราบใดที่ยังไม่ได้ตัดสิน เราก็ยังมีสิทธิ์ที่จะชนะอยู่ เพราะฉะนั้น สู้ต่อไปให้สุดก่อน อย่างน้อยเราก็ทำเต็มที่แล้ว ไม่มีอะไรต้องเสียดาย

      อีกอย่าง เป็นเด็กซิ่วมันอาจจะสบายกายก็จริงนะ (ซิ่วอยู่บ้านนะ ถ้าซิ่วไปเรียนไปนี่โคตรเหนื่อยเลย ฟังจากเพื่อนมานะ) ไม่ต้องมีการบ้าน สอบของโรงเรียน ไม่ต้องตื่นเช้าไปโรงเรียน แต่มันเหนื่อยใจอะ มันจะท้อง่ายมากๆ แบบเพื่อนก็เรียนปี 1 กันหมดแล้ว เรายังไม่มีที่เรียนเลย ถ้าไม่ติดอีกปีจะทำยังวะเนี่ย แล้วเราอยู่บ้านคนเดียวมันฟุ้งซ่านง่ายมากๆๆๆ ต้องมีวิธีจัดการกับอารมณ์พวกนี้ให้ได้ ก็พยายามสอบให้ติดตั้งแต่ปีแรกดีที่สุดแล้ว แต่คนที่พลาดจริงๆ ต้องซิ่ว มันก็ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นหรอก 5555 คือมันเป็นแบบนั้นจริงๆ แหละ แต่อยู่ๆ ไปก็ชิน ถ้าเราจัดการกับอารมณ์พวกนั้นได้ มันก็จบอะ ตื่นมาอ่านหนังสือ กินข้าว พักดูซีรีส์ซักแปป แล้วอ่านหนังสือต่อ มันก็ชิวๆ ดีนะ 5555

      หมดแล้วววว สิ่งที่อยากนำมาเล่าต่อกันฟังให้เพื่อนเด็กซิ่วและน้องๆ ยาวมากกกก ทำรายงานส่งครูยังไม่ยาวขนาดนี้เลย ขอบคุณที่อ่านกันจนจบนะ อาจจะเขียนรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง 555 ต้องขอโทษด้วย ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคนน้า ไม่ต้องเชื่อเราทั้งหมด เอาบางส่วนที่คิดว่าดีไปปรับใช้ก็พอ เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะ ม.6 เหนื่อยมากๆ ทั้งการบ้าน สอบ จัดเวลาดีๆ นะ ลดเวลาทำการบ้านกับสอบลงไปบ้าง แต่อย่าเทนะ ทุกคนมีเวลาเท่ากัน ไม่ต้องกลัว ม.6 อาจจะเหนื่อยกาย แต่เด็กซิ่วเหนื่อยใจ 555 สู้ๆ นะ เด็กซิ่วมีเวลาอ่านเพิ่มอีกตั้งปี ได้อยู่แล้วล่ะ :)

      สู้ๆ นะทุกคน หนังศือพิมพ์เป็นกำลังใจให้ :)

      ใครมีคำถามอะไร ถามมาได้เลยนะ จะพยายามเข้ามาตอบเรื่อยๆ น้า


      ปล. รูปในคอมเม้นต์อาจจะใหญ่ ดูยากไปนิดนึงน้าา มันแก้ไม่ได้อะ ขอโทษด้วย

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      สุดดด
      Guest IP
      #6
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      อห กระทู้นี้เนื้อ เน้นเน้นนน แน่นแน่นนน
      ขอบคุณมากครับ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      ......
      Guest IP
      #7
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      คอร์สเอ็นท์พี่วิเวียนไม่สอนเรื่องสัตว์เหรอคะ พี่เขาสอนครบไหมอ่ะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #8
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      แต่ว่าเคมีครูกุ๊ก จะมีสอนติวในยูทูปด้วยนะคะ เหมาะสำหรับคนที่บ้านไกลไม่มีโอกาสได้เรียนพิเศษเคมี ซึ้งซื้อหนังสือมาก็เรียนกับแกในยูทูปถือว่าโอเคมากๆ ได้ทริคด้วย

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      ขอถามค่ะ
      Guest IP
      #9
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      พี่ค่ะ พี่เริ่มอ่านหนังสือซิ่วตั้งแต่เมื่อไรค่ะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #10
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      พี่เริ่มอ่านแบบจริงจังช่วงไหนคะ หนังสือเยอะมากเลย https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/bb-12.png

      ตอบกลับ

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป