เปลี่ยนมุมมอง เปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยน #lifeinargentina [ยินดีให้แชร์]

วิว
สวัสดีค่ะ นางสาวกฤษติยาภรณ์  วิภากูล ชื่อเล่น น้ำขิง ตอนนี้อายุ 17  ปี ศึกษาอยู่ที่โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี ตอนนี้เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนประเทศ อาร์เจนติน่า โครงการ AFS รุ่นที่ 55 ภาคพื้นทวีปใต้


ขอเกริ่นเกี่ยวกับประเทศอาร์เจนติน่าก่อนนะคะ เพื่อจะได้เป็นข้อมูลให้กับหลายๆคนที่อาจจะไม่รู้จักประเทศนี้ อาร์เจนติน่าเป็นหนึ่งในประเทศในทวีปอเมริกาใต้ (ละตินอเมริกา) มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของทวีปอเมริกาใต้ รองจากบราซิล และมีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 8 ของโลก เมืองหลวงของอาร์เจนติน่า คือ บัวโนสไอเรส ค่าเงินคือ เปโซ และใช้ภาษาสเปน เป็นภาษาราชการ



ผู้ที่สอบผ่านโครงการ AFS จะแบ่งเป็นตัวจริง กับ ตัวสำรอง ซึ่งถ้าใครติดตัวจริง ก็มีสิทธิ์ที่จะได้ประเทศที่เราเลือกไว้ใน 3 ลำดับแรก ส่วนใครที่ติดตัวสำรอง ก็ไม่ใช่ว่าจะหมดหวังนะคะ เพียงแค่ว่าเราอาจจะพลาดไม่ได้ประเทศตามที่เราต้องการ และเราเองนี่แหละที่ติดตัวสำรอง ซึ่งประเทศที่เราอยากไปตั้งแต่แรก เป็นอเมริกา และแถบยุโรป และเชื่อเลยว่าหลายๆคนเองก็หวังแบบนี้เหมือนกันแต่ในเมื่อสอบติดตัวสำรอง เราก็ไม่ได้คาดหวังไรมากเลย แต่เรากลับเปลี่ยนมุมมองความคิดที่ว่า การที่เราจะไปแลกเปลี่ยนเราไม่จำเป็นจะต้องไปเพียงแค่หวังจะได้ภาษาอังกฤษ แต่เราลองไปเอาประสบการณ์ใหม่ๆที่เราต้องเจอด้วยตัวเองดีกว่า เพราะความคิดนี้เองจึงทำให้เราเลือกอาร์เจนติน่า ในตอนเลือกประเทศของตัวสำรอง ซึ่งตอนนั้นเองบอกเลยว่าไม่รู้จักประเทศนี้มาก่อนด้วยซ้ำพอได้ไปหาข้อมูลดูในอินเตอร์เน็ต ก็มีข้อมูลไม่มากพอว่าสภาพสังคมของที่นั่นเป็นยังไงมั่ง แต่ก็พอได้ยินมาเหมือนกันว่ามันค่อนข้างอันตราย พอทางบ้านได้รู้ว่ามันอันตราย ก็มีลังเลว่าเราจะอยู่ได้ไหม ที่บ้านเองก็ค่อนข้างจะเป็นห่วง และเป็นกังวลอยู่เหมือนกัน แต่ทางบ้านเองก็ยอมรับ และพร้อมสนับสนุนเพราะมันเป็นการตัดสินใจของเราเอง
 
เราได้ออกเดินทางเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2016 บินตอนประมาณตี 1 และได้บินกับสายการบินเอมิเรตส์ ซึ่งในวันนั้นเองระหว่างรอ เครื่องได้เกิดการดีเลย์ จึงได้บินตอนตี 3 และระหว่างการเดินทางได้มีการเปลี่ยนเครื่องอยู่ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ ดูไบการดีเลย์ที่ผ่านมาทำให้นักเรียนประมาณ 50 คน ต้องพากันวิ่งเพื่อที่จะได้ไม่ตกเครื่องซึ่งก็เกือบจะไม่ทัน แค่นี้ก็รู้สึกตื่นเต้นแล้วกับการที่จะลุ้นว่าตกเครื่องหรือไม่ตกเครื่อง แต่ถามว่าสนุกไหมก็สนุกดี อาร์เจนติน่ามีช่วงเวลาที่ช้ากว่าไทยประมาณ 10  ชั่วโมง เมื่อถึงสนามบิน จะมีเจ้าหน้าที่ของ afs  รออยู่แล้วเพื่อจะพานักเรียนจำนวน 50 คนเข้าพักในโรงแรม เพื่อที่จะเตรียมตัวแยกย้ายเข้าเมืองของแต่ละคนในวันรุ่งขึ้น และแล้วจุดเริ่มต้นของ new life ก็เริ่มขึ้นนับจากนี้ 

เราได้เดินทางเพื่อไปพบกับครอบครัวอุปถัมป์ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2016 เวลาประมาณ 1 ทุ่ม เป็นการออกเดินทางจากบัวโนสไอเรส ไปยังเมือง Pascanas ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆอยู่ในรัฐ Cordoba ซึ่งเราได้ออกเดินทางขึ้นรถบัสเพียงคนเดียว ลองนึกสภาพดูนะคะ ออกเดินทางตัวคนเดียว กับภาษาสเปนที่เป็น 0 และคนที่นั่นบอกเลยว่าน้อยคนมากที่จะรู้ภาษาอังกฤษ ขนาดคนขับรถบัสเอง ก็ยังไม่รู้เลย บอกเลยว่าเป็นอะไรที่ลุ้นได้อีกและแล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้นคือเราติดอยู่ในห้องน้ำของรถบัส และคือเราต้องตะโกนให้คนช่วยเหลือ และทุบประตูห้องน้ำอยู่สักพักกว่าจะมีคนมาช่วยเปิดประตูให้ ยังดีว่าตอนนั้นมีคนตื่น ละเราเองเป็นคนที่ค่อนข้างขี้กังวล เลยพกกระเป๋าใบเล็กๆ และโทรศัพท์เข้าไปในห้องน้ำด้วย แต่อย่าลืมนะคะว่าถึงมีโทรศัพท์ก็ใช่ว่าจะช่วยได้เพราะว่า โทรศัพท์ไม่มีซิม จึงใช้ไม่ได้ แต่ด้วยความที่ในกระเป๋าเรา เราพกสมุดภาษาสเปนเบื้องต้นมาด้วย เราจึงได้ใช้ใช้ภาษาสเปนช่วยเอาไว้คือคำว่า Ayudar (อะชูดา) แปลว่า ช่วยด้วย พอได้ออกมาจากห้องน้ำ คือดีใจมาก และระหว่างเดินทางไปบ้านโฮสคือไม่คิดจะเข้าห้องน้ำอีกเลย พอไปถึงเมืองที่นัดหมายกับโฮสไว้ก็ประมาณตี 3 ของอีกวันแล้ว บอกเลยว่าเหนื่อยสุดๆ พอเจอโฮสคือดีใจมาก คือคิดอยู่ในใจว่าตัวเองรอดแล้ว พอลงรถบัสไป โฮสแด๊ดและโฮสพี่ชาย มายืนรอ และเข้ามาทักทาย ซึ่งเราเองก็ตกใจอยู่นิดหน่อยกับวัฒนธรรมการทักทายของเค้า คือ แก้มชนแก้ม แต่ก่อนที่เค้าจะทักทายเรา เราทักทายเค้าก่อนด้วยการยกมือไหว้ บอกเลยโฮสงงกันสิคะ แต่ก็เป็นความประทับใจของกันและกันเล็กๆน้อยๆ ในวันแรกที่เจอ



ครอบครัวอุปถัมป์ที่เราได้ไปอยู่ด้วย มีกันอยู่แค่ 3 คน คือมี โฮสพ่อ โฮสแม่ และโฮสพี่ชาย โฮสแม่พิการต้องนั่งรถเข็นตลอด ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ กินข้าวคือต้องมีโฮสพ่อช่วยป้อนให้ตลอด และเราเองก็ต้องคอยช่วยเหลือโฮสแม่เหมือนกัน ในตอนที่โฮสพ่อและโฮสพี่ชายไม่อยู่ ถ้ามีคนถามว่าเราลำบากมั้ย ก็ลำบากอยู่เหมือนกันในช่วงแรกๆ ไหนจะต้องปรับตัวกับวัฒนธรรม ภาษา ครอบครัวใหม่ และ เพื่อนใหม่ แต่ก็ต้องสู้สิคะ ชีวิตเรา แค่นี้จะมายอมแพ้หรอ เราบอกกับตัวเองแบบนี้อยู่ตลอด ช่วงเดือนแรกคือเราแทบจะไม่ได้ทำอะไรมากนักนอกจากมานั่งเรียนภาษากับโฮสพี่ชายและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของกันและกัน และช่วงเดือนแรกที่ไปถึงโรงเรียนของที่นู่นยังไม่เปิดเทอม แต่ยังดีที่มีเพื่อนของกลุ่มโฮสพี่ชายมาทำความรู้จักกับเราก่อนที่บ้าน ซึ่งทางเพื่อนและครอบครัวได้ซื้อเค้กเพื่อมาทำการเซอร์ไพร์สต้อนรับอย่างเป็นทางการ และอีกอย่างเดือนแรก กฎของ afs ที่อาร์เจนติน่า คือห้ามออกนอกเมืองเพียงคนเดียว และห้ามไปปาร์ตี้ที่ไหนเด็ดขาด เราก็แทบจะไม่ได้ไปไหน อยู่บ้าน ช่วยงานบ้านโฮส และออกไปปั่นจักรยานรอบเมืองเล่นกับโฮสพี่ชายหรือไม่ก็ไปนั่งเล่นกับเพื่อนๆ ที่สวนสาธารณะของเมือง คือเมืองของเขาเล็กมากแทบไม่มีอะไรเลย จึงง่ายต่อการพบเจอเพื่อนๆ เพราะเพื่อนๆก็มีบ้านอยู่ใกล้กันหมด และอีกอย่างคนในเมืองคือรู้จักกันหมด ขนาดเราเองพอไปถึงนี่ คือคนทั้งเมืองรู้จักเรากันหมด คือบอกเลยว่าตอนนั้นกลายเป็นคนดังของเมืองเลยก็ว่าได้ ถึงขั้นมีสถานีวิทยุมาขอสัมภาษณ์ และพอพ้นเดือนแรกไป ก็เป็นช่วงของการเริ่มเข้าเรียนที่โรงเรียน ชื่อว่า Instituto Secundario Gala Ortiz Fernandez หรือ ISGOF ซึ่งเป็นโรงเรียนเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ ไม่ต้องงงนะคะ โรงเรียนที่นั่นไม่ค่อยจะมีแบบเรียนรวม จะแยกกันเป็นสาขาการเรียนแล้วแต่ความชอบ ความถนัดของนักเรียน ซึ่งจะคล้ายๆกับมหาลัย แต่แค่เรียนในระดับมัธยม และไปต่อยอดในมหาลัยตามสาขาที่ตัวเองที่เราเรียนมาได้เลย 



วันแรกที่เราเข้าไปเรียนบอกเลยว่าแทบไม่ต้องไปทำความรู้จักใครเลย เพราะเพื่อนๆพากันมารุมล้อม เพื่อทำความรู้จักเรา นี่แหละเป็นข้อดีของการมาแลกเปลี่ยนแถบอเมริกาใต้ เพราะไม่ต้องห่วงว่าจะไม่มีเพื่อน คือยังไงก็มีแน่นอน เหมือนเค้าจะไม่ค่อยรู้จักคนเอเชียสักเท่าไร จึงเข้ามาทำความรู้จักเราก่อน ส่วนเรื่องการเรียนในช่วง 3 เดือนแรก เพื่อนๆหลายๆคนที่พอรู้จักเราแล้ว ก็จะเริ่มหายๆไป ไม่มารุมล้อมแบบเมื่อช่วงเดือนแรกๆ เค้าจะเรียกว่าหมดโปรโมชั่น แต่ไม่ต้องห่วงนะคะว่าจะหายไปแบบคนไม่รู้จักกันเลย คือเจอหน้ากันก็มีทักทายกันแบบปกติ แค่จะไม่มารุมถามนู่นถามนี่แค่นั้นเอง นี่แหละค่ะความเฟรนลี่มากของคนละตินอเมริกา ส่วนเรื่องการเรียนนะคะ ส่วนเรื่องการเรียนในช่วง 3 เดือนแรก 3 เดือนแรกนี่คือแทบจะไม่ได้ไรเลยเพราะด้วยความที่ภาษาสเปนของเราเองด้วย ที่ต้องค่อยๆเรียนรู้กันไป แต่จะมีอยู่ 2 วิชาแน่ๆที่คนไทยพอไปอยู่ที่นั่นแล้วกลายเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ขึ้นมาทันที คือ ภาษาอังกฤษ และ คณิตศาสตร์ เพราะ 2 วิชานี้เป็นวิชาที่คนไทยเรียนไปเยอะกว่าคนที่นั่นมาก โดยเฉพาะคณิตศาสตร์ ในระดับชั้น ม.5 พวกเขายังเรียนแค่เรื่องแยกตัวประกอบอยู่เลย และลองย้อนมาดูประเทศไทย ถ้าไปเรียนที่นั่นแล้ว คณิตศาสตร์บอกเลยว่าสบายมาก ส่วนเรื่องครอบครัวนะคะ ช่วงนี้จะเป็นอะไรที่เราเริ่มจะสนิทกับโฮสพี่ชายมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะโฮสพี่ชายสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษกับเราได้ และช่วงนี้จะเป็นช่วงที่เรากำลัง homesick หรือที่เรียกว่า อาการคิดถึงบ้าน โฮสพี่ชายจึงคอยอยู่กับเรา เป็นที่ปรึกษาของเราตลอดจึงทำให้สนิทกันมากขึ้น และโฮสพี่ชายก็เป็นคนที่คอยช่วยเหลือเรื่องภาษาอยู่ตลอด  เหตุการณ์ที่ได้ทำให้โฮสพี่ชายเกิดความประทับใจมาก คือ การที่เราซื้อเค้กให้เขา และไปเซอร์ไพร์สที่โรงเรียน ซึ่งเป็นอะไรที่คนที่นั่นไม่เคยทำกันเลย พอเราไปทำเป็นคนแรก จึงได้รับความประทับใจจากเพื่อน และครูหลายคนเป็นจำนวนมาก นี่แหละค่ะจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ดีๆของเรากับโฮสพี่ชาย และเพื่อนๆ แต่ถึงอย่างนั้นไม่ใช่ว่าเราจะไม่มีปัญหากับครอบครัวไม่ว่าจะเป็นเรื่องวัฒนธรรม ภาษา หรือแม้กระทั่งความไม่เข้าใจกันเล็กๆน้อยๆ โดยเฉพาะกับเรื่องที่โฮสพี่ชายเราชอบบังคับให้เราใช้เวลาส่วนใหญ่กับการอ่านหนังสือบ่อยๆเพราะด้วยความที่โฮสพี่ชายเค้าค่อนข้างจะเด็กเรียนมาก  เพราะแบบเอะอะก็อยากให้อยู่แต่บ้าน จนบางครั้งเราเองก็ไม่ไหว เคยคิดที่อยากจะย้าย HOST FAMILY เหมือนกัน แต่พอเกิดเหตุการณ์นึงที่เราไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นในปีของการแลกเปลี่ยนคือการสูญเสียใครสักคนไป บอกเลยว่าเหตุการณ์นี้เป็นจุดเปลี่ยนเลยก็ว่าได้ เพราะเราเองไม่ใช่ว่าจะเกิดการสูญเสียเพียงคนเดียว แต่เป็นการสูญเสียของครอบครัวทั้งที่อาร์เจนติน่า และครอบครัวที่ไทย

โฮสแม่มีอาการป่วยค่อนข้างรุนแรง คือไม่สามารถหายใจด้วยตัวเองได้ ต้องใช้เครื่องช่วยให้ใจอยู่บ่อยๆ และช่วงนั้นทั้งเรา โฮสพ่อ และโฮสพี่ชายต้องคอยช่วยกันดูแลตลอด จนคืนหนึ่งโฮสแม่อาการหนักขึ้นเรื่อยๆ จนต้องรีบส่งตัวเข้าไปในเมืองใหญ่ และเข้ารับรักษาประมาณ 5 วันได้ ส่วนเราเองต้องอยู่บ้านเพียงคนเดียวเพื่อช่วยดูแลบ้าน เราก็ได้แต่หวัง และภาวนาให้โฮสแม่หายเร็วๆ ทุกๆคน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนๆ หรือ contact person ของเราก็ต่างเป็นห่วงเรากันทุกคน เพื่อนต้องคอยผลัดกันมาอยู่เป็นเพื่อนเราที่บ้านตลอด จนในที่สุดการสูญเสียที่ไม่คิดว่าจะเกิดก็เกิดขึ้นจนได้ โฮสแม่เราอาการไม่ดีขึ้นเลย เกิดอาการออกซิเจนไม่ไปเลี้ยงสมอง จนในที่สุดก็เสียชีวิตลง เป็นอะไรที่แบบเราเองก็ช็อคสุดๆอยู่เหมือนกัน  โฮสพ่อ และโฮสพี่ชาย ย้ายโฮสแม่จากโรงพยาบาลกลับมาทำพิธีที่เมือง ทุกคนไม่คิดว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้น และเราเองคือรักโฮสแม่มาก เพราะท่านมีความหวังดี และอยากจะทำอะไรหลายๆอย่างให้กับเรา โดยเฉพาะตอนที่ท่านให้โฮสพ่อ และโฮสพี่ชายพากันออกไปเที่ยวที่ในเมืองใหญ่ ของรัฐ Cordoba ทั้งๆที่โฮสแม่เองก็ไม่สะดวกสักเท่าไหร่  แต่ท่านก็เต็มใจที่จะไป ท่านบอกกับพวกเราว่า “อย่าให้ความพิการของท่าน เป็นตัวถ่วงการเรียนรู้ การค้นพบเจอประสบการณ์ใหม่ๆของเรา” ความจริงเราก็ไม่ได้คาดหวังให้ครอบครัวโฮสพาเราออกไปเที่ยวไหนอยู่แล้ว เพราะเราก็เข้าใจสถานการณ์ของพวกเขา การที่เราได้ยินอะไรแบบนี้จากคนที่หวังดีกับเราจากใจจริง จะไม่ให้เรารักเขาได้อย่างไร อย่างไร ก็ไม่รู้จะว่าไรแล้ว เราใช้เวลาเสียใจกับเรื่องนี้ค่อนข้างนานเหมือนกัน และรวมถึงโฮสพ่อและ โฮสพี่ชายต่างพบเจอการสูญเสีย ทุกคนต่างเศร้าและเสียใจนานพอสมควรกว่าจะทำใจได้  หลังจากเหตุการณ์สูญเสียโฮสแม่ไป ก็ยังมีอีกเหตุการณ์ที่ทำให้เราต้องพบกับการสูญเสียอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นของครอบครัวเราเองที่ประเทศไทย

ครอบครัวเราสูญเสียหลานสาวคนหนึ่ง อายุประมาณ 5 ขวบ ซึ่งหลานคนนี้เรารักเขามาก ตอนอยู่ไทยเขาป่วยเป็นมะเร็งต่อมหมวกไต เราและครอบครัวคอยช่วยกันดูแลมาตลอด จนกระทั่งหลานมีอาการทรุดลงครั้งหนึ่งก่อนที่เราจะเดินทางไปอาร์เจนติน่า แต่พอเรามาอยู่อาร์เจนติน่า เราก็ได้ข่าวว่าอาการดีขึ้นเรื่อยๆ และกลับไปทรุดลงอีกครั้งพร้อมๆกับที่โฮสแม่ป่วยเหมือนกัน เราได้ข่าวจากครอบครัวที่ไทยว่าหลานสาวเราเสียแล้ว หลังจากโฮสแม่เสียชีวิตลงไป 3 วัน บอกเลยว่าช็อคมาก เพราะเรายังมีความหวังตลอดว่าตอนกลับไปประเทศไทยจะมีหลานสาวตัวน้อยๆมารอรับที่สนามบิน แทนการที่เขาไม่ได้ไปส่งเราตอนเราเดินทางไปอาร์เจนติน่า และเมื่อโฮสพ่อ กับโฮสพี่ชายรู้เรื่องการเสียชีวิตของหลานเรา ทุกๆคนต่างต้องคอยช่วยเหลือกันและกัน เป็นกำลังใจให้กันและกัน จนทั้งเรา และครอบครัวโฮสผ่านมันไปได้ ช่วงนั้นเราทำอะไรแทบไม่ถูก เราคิดอยู่ว่าประสบการณ์ที่เราเจอ และได้รับมามันเลวร้ายมาก แต่การที่เราจะมาจบทุกสิ่งแค่ตรงนี้มันไม่ได้ เราจึงลองเปลี่ยนมุมองของชีวิตของเราเอง เพราะเหตุการณ์นี้หรือป่าว ที่ทำให้เราเปลี่ยนจากที่เรามีความคิดแย่ๆกับครอบครัวที่นี่ เพราะทั้งเราและครอบครัวใช้บทเรียนชีวิตนี้เพื่อยืนหยัด และช่วยเหลือกันและกันมาตลอดในยามที่พวกเราลำบาก ความสัมพันธ์ของครอบครัวโฮสกับเราจึงเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลย เราเข้าใจกันมากขึ้น เราคุยและแก้ปัญหาไปด้วยกันมากขึ้น จนเราสามารถเรียกได้เต็มๆ ว่านี่แหละครอบครัวที่ 2 ของเรา

คราวนี้มาพูดถึงเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมกันมั่งนะคะ ในการไปแลกเปลี่ยนครั้งนี้เราได้ไปเที่ยวหลายที่อยู่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นสถานที่สำคัญต่างๆ หิมะ ทะเลทราย ภูเขา น้ำตก เราไปมาหมดล่ะค่ะ
  1. Purmamarca  เป็นภูเขาที่มี 7 สี อยู่ทางตอนเหนือของประเทศอาร์เจนติน่า ในรัฐที่มีชื่อว่า Jujuy ซึ่งแถบนี่จะมีอากาศร้อนกว่ารัฐอื่นๆ เพราะเป็นแถบที่มีทะเลทราย
  1. Iguazu เป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่มีชายแดนติดกับบราซิล เป็น 1 สิ่งใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก และ อยู่ทางตอนเหนือของอาร์เจนติน่าเช่นกัน ในรัฐ Misiones ซึ่งจะมีอากาศร้อนชื้น\
  1. Mendoza เป็นรัฐ 1 รัฐที่มีความสวยงามทางด้านธรรมชาติ ซึ่งเป็นเป็นที่อยู่ทางใต้ของทางอาร์เจนติน่า มีสภาพอากาศค่อนข้างหนาว ถึงขั้นติดลบ จึงให้รัฐนี้มีหิมะตก และเป็น 1 สถานที่ท่องเที่ยวสำหรับการเล่นสกี

 
  1. CORDOBA เป็นรัฐที่ใหญ่รองลงมาจากบัวโนสไอเรส หรือ เมืองหลวงของอาร์เจนติน่า เป็นรัฐที่ถือว่ามีสภาพอากาศค่อนข้างดี ไม่ร้อน หรือ หนาว จนเกินไป และมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย และมีเทศกาลสำคัญจัดขึ้นในรัฐนี้ทุกๆปี คือ Malambo จัดขึ้นในเมืองชื่อ Laborde
  1. Salta เป็นรัฐทางตอนเหนือของประเทศ ที่มีความหลากหลายวัฒนธรรม และ ศาสนา ซึ่งมีดินแดนติดต่อกับปารากวัย และ โบลิเวีย
  1. Buenos Aires เมืองหลวงของอาร์เจนติน่า ซี่งมีสถานที่สำคัญๆอยู่หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นทั้งด้านประวัติศาสตร์ สวนสนุก แทบจะเป็นจุดรวมแลนด์มาร์กของประเทศอาร์เจนตินา



และนอกจากเราจะได้ไปสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญแล้ว เรายังมีโอกาสได้ร่วมกิจกรรมต่างๆมากมากกับทั้งทางโรงเรียน และ กับทาง afs และยังมีโอกาสที่ยังได้ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูต ณ กรุงบัวโนสไอเรส อีกด้วย


สุดท้ายนี้นะคะ อยากฝากให้ใครหลายๆคนที่กำลังคิดจะไปแลกเปลี่ยน หรือ อยากที่จะค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆด้วยตัวเอง ให้ทำไปเถอะค่ะ ถ้ามีโอกาสแล้ว เพราะโอกาสดี และ ประสบการณ์หลายๆอย่างที่จะเข้ามาในชีวิตของคุณเองจะมีมากมาย และยิ่งมีโอกาสดีแล้ว ถ้าอยากทำอะไรให้รีบทำ เพราะว่า เราไม่มีทางรู้ว่าเราจะมีโอกาสแบบนี้อีกเมื่อไหร่ และสำหรับใครที่กลัวว่าไปแล้วจะเจอปัญหาต่างๆที่จะเข้ามาในชีวิต อย่าไปกลัวมันนะคะ แค่ลองปรับเปลี่ยนมุมมอง ความคิด ของตัวคุณเอง อะไรหลายๆอย่างก็สามารถเปลี่ยนไปได้เช่นกัน อาจจะเปลี่ยนจากเรื่องไม่ดีเป็นเรื่องดีไปก็ได้ค่ะ แค่อดทน ต่อสู้ และพยายามที่จะเรียนรู้ไปพร้อมๆกับประสบการณ์ และ ปัญหาเหล่านั้นก็พอค่ะ

The memory 


และล่าสุด กลางเดือนมกราคม โฮสของเราได้พากันมาเยี่ยมเราที่ประเทศไทย ทำให้เราได้มีโอกาสได้ใช้เวลาร่วมกับโฮสอีกครั้ง ครอบครัวของเราได้ให้การต้อนรับและคอยดูแลรวมถึงการพา Host Family ไปเที่ยวทั้งภาคเหนือ และ ใต้ เพื่อให้โฮสของเราได้เที่ยว และ รู้จักประเทศไทยของเรามากขึ้น 









ในที่สุดนี้ขอขอบคุณโครงการแลกเปลี่ยน AFS ที่ทำให้เราได้ไปใช้ชีวิตในอีกซีกโลกหนึ่ง รวมถึงที่ทำให้เราได้ไปรู้จักกับบุคคลที่ไม่คิดว่าจะได้เจอกัน และสุดท้ายเราก็ได้ใช้เวลา ชีวิต และมีประสบการณ์ที่ดีร่วมกัน ที่สำคัญทำให้เรากล้าพูดได้เต็มปากว่านี่แหละคือ MY SECOND LIFE 


 

ให้หัวใจกระทู้นี้ ~

แสดงความคิดเห็น

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป