【HARBIN】 เจ้จะ back to school ในแดนตู้เย็น [ยินดีให้แชร์]

วิว
#เรียนภาษาจีน #เรียนต่อนอก #harbin

                   ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทุกๆท่านที่เปิดเข้ามาอ่านรีวิวฉบับนี้นะคะ และจะดีใจมากหากรีวิวนี้เป็นประโยชน์กับทุกๆท่านที่ตั้งใจจะเรียนภาษาจีนเพื่ออนาคตหรือเพื่อความบันเทิงส่วนตัว คุณจะได้สิ่งนั้นค่ะถ้าหากคุณเอาจริงกับมัน รีวิวนี้จะเล่าเกี่ยวกับระยะเวลาตลอดปีถึงสองปีที่ผ่านมาทั้งใจไทยและในเมืองจีน ระยะเวลาที่เสียไปกับการเรียนภาษาจีนไปทั้งหมดราวๆสามสี่ปีค่ะ และสิ่งที่ได้มาถือว่าเปลี่ยนทั้งชีวิตและจิตใจ ขอเท้าความเกี่ยวกับตัวเองก่อนเข้าเรื่องนะคะ ปัจจุบันพี่เปิ้ลหรือชื่อจีนเฉินซี 晨曦 อายุ34ปี จบป.ตรีสาขาภาษาอังกฤษจากม.รามคำแหง  ด้านภาษาจีนเคยเรียนสมัย15ก่อนมาบ้าง สมัยยังเป็นตัวเต็มที่รามคำแหง ขณะนั้นเรียนขั้นต้น พินอินก็ไม่แน่นแถมตัวจีนก็จำยากมาก สื่อสารไม่ได้แล้วจากนั้นล้มเลิกไป พี่เองก็รู้สึกเสียดายนะคะที่ล้มเลิกไปตอนนั้น เพราะตอนนี้มาเอาจริงตอนอายุสามสิบกว่าแล้วรู้สึกว่าเสียดายโอกาส
 

แต่ความรู้สึกแบบนี้ค่อยๆลดลงเมื่อพี่มาพบว่าสมัยนี้การเรียนภาษาจีนไม่ได้ยากอย่างแต่ก่อน  ตอนนี้เรามีจีนตัวย่อ เรามีครูภาษาจีนเก่งๆมากมาย เด็กไทยได้ทุนไปเรียนจีนเยอะแยะ และที่สำคัญการไปเรียนภาษาที่เมืองจีนไม่ได้แพงเกินเอื้อมค่ะ ตลอดชีวิตพี่เรียนจบป.ตรีมาก็ทำงานมาตลอด ไม่มีความคิดเรียนต่อหรือไปเรียนต่อต่างประเทศ  ก่อนหน้านี้ก็เคยได้ยินเพื่อนๆเล่าให้ฟังว่ามีคนจบจากฮาร์บินมาภาษาจีนใช้ได้เลยนะ เราก็ฟังๆ แค่คิดอยากเรียนจีนแต่ยังไม่คิดลาออก

แต่ทีนี้พี่ลองได้อ่านรีวิวเกี่ยวกับการเรียนภาษาจีนและได้ค้นพบเพจของน้องเอ็ม Studyinharbin จึงได้จุดประกายให้พี่อยากไปสัมผัสประสบการณ์การเรียนในต่างประเทศสักครั้งและพี่ก็คิดไม่ผิดจริงๆค่ะที่เลือกไปกับเพจนี้ มีปัจจัยหลายเรื่องที่เลือกเพจนี้นะคะ เรื่องแรกคือน้องเอ็มเป็นตัวแทนอย่างถูกต้องของมหาวิทยาลัยฮากงต้า 哈工大ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ พอได้คุยจึงรู้ว่าทางโรงเรียนเชี่ยวชาญในการสอนภาษาจีนให้กับชาวต่างชาติ เอ็มไม่คิดค่าปรึกษาหรือดำเนินการเลยไม่ว่าเราจะตกลงไปกับเอ็มหรือไม่เอง    


อีกอย่างหนึ่งราคาค่าคอร์สกับค่าใช้จ่ายด้านอื่นๆก็ไม่ได้แพงมากเมื่อเทียบกับการเรียนภาษาจีนในไทยบางสถาบันที่เน้นเรียนกลุ่มย่อยตัวต่อตัวตามห้างที่ราคาเฉียดแสนแล้วแถมยังไม่รู้ว่าต้องเรียนกี่เดือนกี่ปีถึงจะเก่งแบบใช้ทำงานได้ พี่เชื่อว่าการเรียนภาษาที่ดีควรมีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยนั่นก็คือคนพื้นที่พูดภาษาจีนกลางสำเนียงมาตรฐาน อีกอย่างถ้าไปปักกิ่งค่าครองชีพแพงกว่าค่ะเลยตัดทิ้งไป  จากนั้นพี่ก็เอาคำถามทั้งหมดที่มีในหัวไปถามน้องเอ็มค่ะ ที่จริงแล้วพี่เป็นคนเยอะสิ่งมากๆ พี่กังวลสารพัด กลัวลำบาก กลัวไม่คุ้มเงินเพราะพี่ลาออกไปเรียนคือไม่มีรายได้ตลอดเวลาที่ไปอยู่ที่นั่น ตรงจุดนี้พี่คิดหนักมากกว่าจะตัดสินใจลาออกจากงานแล้วไปเรียนที่ฮาร์บินเพราะใข้เงินเก็บตัวเองทั้งหมด ซึ่งประทับใจในความเต็มที่ของเอ็มที่ช่วยให้ข้อมูลจนพี่ตัดสินใจได้และแนะนำกันอย่างตรงไปตรงมาไม่หมกเม็ด พี่จึงวางใจตั้งแต่ก่อนจะเดินทางเลย
ดังนั้นพอคุยๆและรวบรวมข้อมูลจากการอ่านรีวิวในเว็บต่างๆพี่ก็ตัดสินใจได้ค่ะ ตั้งใจว่าไปเรียนสักเทอมนึงน่าจะสื่อสารได้ ยอมขาดรายได้ไปสักสี่เดือนแล้วกลับมาทำงานหาเงินดีกว่า  เอ็มก็ดำเนินการจองตั๋วเครื่องบินให้ จองหอพักในมหาลัยให้  ลากพี่เข้ากรุ๊ปวีแชตพี่จึงได้คุยกับเพื่อนๆอีกหลายสิบชีวิตที่ตั้งใจจะบินไปพร้อมกัน ตอนนี้แหละ พี่คุยไปคุยมาเพื่อนๆน้องๆเขาไปเรียนกันปีนึงทั้งนั้นเลย ค่าแพคเกจเองก็ราวๆ 120,000บาท ไม่รวมตั๋วเครื่องบิน พี่กะว่าถ้าเรากินใช้ประหยัดๆไม่น่าถึงสามแสนนะเนี่ยเพราะจริงๆคือ เรียนสองเทอมรวมปิดเทอมกินเวลาแค่สิบเดือนเอง  

พี่จึงเริ่มเอนเอียงและเปลี่ยนใจในที่สุดเพราะในใจลึกๆ พี่กลัวว่าไปสี่เดือนถ้าเอาภาษาจีนมาใช้งานจริงไม่ได้ไม่เท่ากับเสียตังฟรีหรอจนสุดท้ายพี่ก็เลยต้องรบกวนเอ็มเรื่องเอกสารอีกรอบซึ่งเอ็มกับอาจารย์ก็เต็มที่ไม่บ่นเลย  เดิมทีปัจจัยที่ทำให้พี่กังวลไม่อยากอยู่ยาวก็เพราะพี่กลัวจะหากินลำบาก กลัวเบื่ออาหาร เพราะพี่เป็นมังสวิรัติ มาแล้ว16ปีค่ะ ฟังแล้วคงสงสัยสินะว่าพี่ไปอยู่ยังไงที่ฮาร์บินตลอดสิบเดือนเศษที่ผ่านมา ขอเล่าเป็นเรื่องๆนะคะ จะแบ่งหมวดหมู่เป็นห้าหมวดใหญ่ๆ เรื่องกิน  เรื่องที่พักกับเมท  เรื่องเที่ยว เรื่องเรียนและเรื่องเงินค่ะ



 

เรื่องกินเริ่องใหญ่

ความคิดก่อนมากับมาถึงแล้วคือแตกต่างกันมาก เอาตรงๆคือ หากินง่ายมากและเพลินมาก อาหารถูก จานใหญ่ อิ่มและคุ้ม ที่สำคัญคุณสามารถใข้มือถือสั่งอาหารได้ตลอดเวลาแม้ในช่วงที่หนาวที่ี่สุด บอกเลยว่าปิดเทอมสองเดือนด้านนอกลบสามสิบองศาพี่ก็ยังอยู่ของพี่ได้
นอกจากช่วงฤดูหนาวสุดโหดนั้น เราสามารถออกไปเดินหาตามแผงลอยได้ และเดินตลาดมืดที่เฮยต้า 黑龙江大学 หรือถนนคนเดินฮาซือต้า 哈师大 ก็ชิลๆฟินๆ ของกินเริ่มต้นที่ 5 หยวนค่ะ

 อาหารเจที่ข้างวัดจี๋เล่อซื่อ อร่อยและอลังค่ะ เดี๋ยวเอ็มพาไปแน่นอน



​อันนี้ไปทานเกี๊ยวเจที่ข้างวัดค่ะ และยังมีข้าวยำเกาหลีที่หาได้ในมหาลัยเรานี่เองร้าน  Kim House.

 ที่พี่ฝากท้องบ่อยสุดก็ต้องยกให้โรงอาหารที่มีทั้งหมดสามโรงกับเฮยเตี้ยน 黑店 (โรงอาหารภาายในม. ที่รับเงินสด เพราะฉะนั้นคนนอกจะเข้ามาทานได้ค่ะ ) เพราะว่ามีข้าวราดแกง มีบุฟเฟ่ต์ 自助餐  อยากได้ผักได้เห็ดก็เลือกได้หลายเมนู ที่สำคัญเยอะและอิ่มสุดๆในราคา7-12 หยวนค่ะ ยอมรับว่าช่วงแรกเอียนน้ำมันมากเพราะเมนูส่วนใหญ่คือผัดและทอด แต่ไม่นานก็ชินค่ะ กินได้ เอาน้ำพริกมาโรยหน่อย  ขยันเดินหน่อย แค่นี้ก็อยู่ได้แล้ว

เรื่องเครื่องดื่มนี่ต้องชานมในซุปเปอร์ค่ะ ฮ็อตฮิตทุกฤดูกาล หนาวๆก็สั่งแบบร้อน พอเริ่มร้อนก็ใส่น้ำแข็งสิ ราคาเริ่มต้นที่6หยวนค่ะ จ่าย9หยวนนี่ได้แบบอลังเลยค่ะ แต่อันนี้ถ้าดื่มทุกวันจะเลิกยากมาก ช่วงหลังพี่มีอาการเบื่อข้าวค่ะ เพราะฉะนั้นเลยจัดหมาล่าทังบ่อยมากค่ะ ราคาตามน้ำหนักค่ะ เฉลี่ยๆมื้อละ12หยวนค่ะ เพียงแค่โรยพริกป่นไร่ทิพย์ก็ฟินแล้วค่ะ





 


เรื่องหอพัก รีวิวหอ13.

หอพักของเรามีการปรับปรุงตลอดเวลาค่ะ เรื่องไหนมีปัญหาให้คุยกับอาอี๋ผู้ดูแลได้เลยหรือจะผ่านเอ็มก็ได้ ตั้งแต่พี่เข้าหอมามีการปรับปรุงเยอะมากๆ ไล่ตั้งแต่ห้องน้ำ ตู้ โต๊ะ เตียงที่ชำรุดต่างๆก็ได้รับการเปลี่ยนใหม่ ล่าสุดก่อนพี่จะกลับมาก็มีเปลี่ยนหน้าต่างใหม่ เมื่อหน้าต่างดีพอหน้าหนาวก็จะไม่มีลมเย็นเล็ดรอดเข้ามาได้ค่ะ

อันนี้พี่โชคดีมากที่ได้เมทคนไทยน่ารัก จองตัวกันตั้งแต่ก่อนจะบินเลยทีเดียว เพราะคุยกันรู้เรื่อง ไปซื้อของเข้าห้องก็ไปด้วยกัน หารกันตรงนั้นไปเลย   อยากบอกว่าหากน้องได้เมทดีชีวิตน้องก็จะดีตลอดทริป แต่หากตรงกันข้ามคุณจะมีเรื่องปวดหัวทุกวันเพราะนิสัยที่เข้ากันไม่ได้ นานเข้าจะกลายเป็นความเอือมระอา ซึ่งตรงนี้หากใครรู้ตัวเร็ว ย้ายห้องเร็วแล้วหลุดพ้นได้จะดีมาก มีกฏคือย้ายได้หนึ่งครั้ง บางคนชวนเพื่อนๆไปเช่าหอนอกอยู่แพงกว่าแต่สบายกว่าจริงค่ะ อันนี้ปรึกษาเอ็มทีหลังได้

เรื่องการทำอาหารทำได้สบายๆค่ะแต่มีข้อจำกัดตรงการดูดกลิ่นและการระบายอากาศที่ไม่ค่อยโอเค เพราะฉะนั้นพี่เลยไม่ค่อยทำพวกผัดๆทอดๆ ทำอะไรง่ายๆที่กลิ่นไม่แรง ส่วนใครที่กลัวหนาวไม่ต้องห่วงนะคะ ช่วงเดือนตุลาที่อากาศเริ่มติดลบเลขสองหลักจะเริ่มเปิดฮีตเต้อร์แล้ว และจะปิดช่วงเดือนพ.คค่ะ


นี่คือวิวจากห้องนอนช่วงปิดเทอมหน้าหนาวค่ะ



 

เรื่องเที่ยว

เรื่องเที่ยวนี่บอกเลยว่าขอคัดมาแต่ไฮไลท์นะคะเพราะที่เที่ยวในฮาร์บินค่อนข้างเยอะ แถมมีที่เที่ยวทุกฤดูกาล ตามรูปเลยคือที่ๆไปบ่อยมากก็คือโบสถ์เซนต์โซเฟีย ถนนจงยาง อนุเสาวรีย์น้ำท่วม และแม่น้ำซงฮวาเจียง เดินทางด้วยรถเมล์ต่อเดียวค่ะ

พวกพี่ไปจงยางกันบ่อยมาก เดินช้อปชิลๆ หากินง่าย
ว่าด้วยการเดินทางก็สะดวกมากๆเพราะว่าเดินจากหอพักไม่ไกลก็ถึงป้ายรถเมล์และสถานีรถไฟใต้ดินแล้วค่ะ จุดนี้เราประทับใจมากๆเพราะว่าฮากงต้าคือใจกลางเมืองที่แท้จริง มีทุกสิ่งที่คุณตามหา ค่าเดินทางด้วยรถเมล์คือ 1-2 หยวนคือราคาเดียวตลอดสาย ซึ่งที่สุดยอดคือแม้รถจะติดแต่การรอรถเมล์ไม่ได้น่าเหนื่อยหน่ายไปกว่าบางกอกเลยค่ะ รถมาค่อนข้างไว แม้จะเบียดแต่เราก็โอเคค่ะ ที่หลงรักเลยก็คือรถไฟใต้ดิน นี่ก็ราคาเดียวตลอดสาย 2 หยวนหรือ 10บาทเท่านั้น ราคาถูกแบบนี้ต่อให้เราไปแค่สองสถานีเราก็ไม่เสียดายตังค่ะ รอไม่นาน บริการดีและปลอดภัย

แม้ข้างนอกจะหนาวสักเท่าไหร่แต่ในสถานีอุ่นสบายค่ะแต่การขึ้นรถเมล์หน้าหนาวมันทรหดจริงเพราะไร้ฮีตเต้อร์ใดๆ หากหิมะตกเมื่อไหร่พยายามอย่าออกไปจะดีกว่าเพราะรถติดและเรียกแท็กซี่ลำบากพอๆกับเวลาฝนตกหนักใน กทม เรานี่เองค่ะ

                   และอีกสถานที่สองแห่งที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้ คือการปีนเขาเม่าเอ๋อร์ซัน 帽儿山 ช่วงใกล้เข้าหน้าหนาวและ Unit731อันกระฉ่อนโลก การจัดแสดงทุกอย่างดีมากนะคะ เน้นการให้ความรู้ การจัดแสดงที่ค่อนข้างเป็นกลาง ไม่ชวนหดหู่และที่สำคัญมีบัตรนักเรียนเข้าชมฟรีแถมเดินทางไม่ไกลมาก รถเมล์ต่อเดียวถึง  ตอนนั้นพี่ไปช่วงปลายธันวาค่ะ หนาวมากๆ ไปเที่ยวกับเพื่อนก่อนจะแยกย้ายกันไป


 

จริงๆในมหาลัยของเราก็มีสวนให้เดินเล่นตลอดนะคะ พี่ชอบเดินเล่น ออกกำลังกาย ดูใบไม้ดอกไม้อะไรไปเรื่อย พี่เรียงรูปไว้ตามฤดูกาลด้านล่างเลยจ้ะ อันนี้ใบไม้เปลี่ยนสีช่วงเดือนตุลาหน้าหอ13นั่นเองค่ะ


เรื่องเรียน

                  มาเข้าเรื่องเรียนกันดีกว่าสำหรับพี่ถือว่ามาเป็นอันดับหนึ่งเลยค่ะ พี่ตั้งใจว่าจะไม่สายไม่ลา และพี่ก็ทำได้จริงๆ เพราะว่าการเรียนในห้องนั้นสำคัญมากๆค่ะ ดีกว่าการอ่านเองหลายขุมนัก สงสัยอะไรให้รีบๆถามครูในห้องเรียนเลย อย่าไปอาย

ตรงนี้ก็จะลงลึกพอสมควรสำหรับใครที่อยากใช้เวลาหนึ่งปีอย่างคุ้มค่าที่สุด พี่อ่านเตรียมในส่วนของ HSK 3 มาก่อน พร้อมมากๆสำหรับการสอบแบ่งชั้น ตอนคุยกับครูตอนขอสอบเข้าคลาสบีนี่ตื่นเต้นมาก กลัวพูดผิดด้วย แต่ครูช่วยเราให้อุ่นใจขึ้นเยอะ ครูแค่ถามว่าเรียนภาษาจีนมากี่ปีแล้ว ครูให้ดูรูปแล้วบอกทาง ศัพท์ไม่ยากค่ะแต่ควรแม่นซ้ายขวาหน้าหลังนิดนึงก็จะคุยได้รู้เรื่องแล้ว  ที่ตั้งใจจะเข้าคลาสบีเพราะว่าเน้นหลักภาษากันเต็มๆ เอาให้มันแน่นๆกันไปเลยเทอมนึงแล้วจากนั้นคงจะสบายขึ้นเยอะ ซึ่งสิ่งที่คิดเอาไว้ก็เป็นเรื่องจริงค่ะ มันทำให้เราคิดเป็นภาษาจีนจริงๆ โต้ตอบได้ไวและศัพท์เพิ่มขึ้นมากๆ

 เทอมถัดมาพี่สอบเข้าคลาส D ได้ ถือเป็นการข้าม class C+  ช่วงปิดเทอมก็เอาหนังสือ class C กับ C+มาอ่านเองค่ะ
ยอมรับว่ายากมากค่ะ ศัพท์ที่ไม่รู้มีมากมายเหลือเกิน ตื่่นเช้ามาไม่ต้องรีบไปเรียนแต่ยังต้องอ่านหนังสือ คือพี่ก็เหนื่อยและท้ออยู่หลายครั้งแต่ด้วยความงกที่อยู่ลึกๆทำให้พี่ตั้งเป้าว่าต้องอ่านให้จบ จำได้แค่ไหนเอาแค่นั้นเถอะ อ่านเองไม่เข้าใจก็วีแชตไปถามเพื่อนคนจีนเอาบ้าง ค้นคว้าเองบ้าง แม้เนื้อหาจะเยอะแต่เวลาสอบแบ่งชั้นเรียนเขาเอาหลักๆเรื่องการใช้คำมาออกค่ะ เช่น 于是, 梦见, 与其 ,不如

ตอนก่อนจะเข้าคลาส B พี่เองก็อ่าน HSK 4 ไปด้วยแต่ไม่คิดสอบ อ่านเก็บศัพท์และดูว่าเราคิดว่ามันยังยากอยู่ไหม สรุปพอจบ  D 班 ระดับ5 ก็ยังไหวค่ะ แต่พี่ก็จะไม่สอบอีกนั่นแหละ พี่ขอลุยอ่านเองแล้วสอบระดับ 6 ไปเลยแล้วกันจะได้รู้ว่าเราสอบได้คะแนนเท่าไหร่ ไม่ผ่านในการสอบรอบแรกก็ช่างมันค่ะ เพราะถือว่าเรามาไกลมากและคุ้มมากแล้วกับการทุ่มเทมาตลอดสามปี
 

-           เจาะลึกบีปัน B 班 คลาสนี้หากเปรียบเทียบก็เหมือนสะพานหินให้เราก้าวข้ามสิ่งที่เรียกว่ายากในภาษาจีนไปอย่างมั่นคง พอเรียนแล้วจะสอบ HSK 4 ได้แน่นอน มีศัพท์ระดับ 5 แทรกๆมาแล้วด้วย ได้ศัพท์เยอะมาก หลักภาษาคุณจะแน่น เพราะคุณจะรู้เลยว่าประโยคแบบไหนที่ผิดหลักาษาจีน อย่างเช่นเวลาปกติแล้วเวลาเราคุยกับด้วยความเคยชินในภาษาไทยเราจะเช็คตัวเองได้ทันทีว่าพูดแบบนี้ในหลักภาษาจีนไม่ได้นะ เรียนคลาสบีสักสองเดือนคุณจะเริ่มคิดเป็นภาษาจีน เรียกได้ว่าภาษาเป๊ะมากขึ้นจริงๆ

พี่ขอเพิ่มทริคหน่อยนอกจากการขยันทำการบ้านและอ่านบทเรียนล่วงหน้าแล้ว ควรคุยกับครูให้เยอะๆ ไปกินข้าวกับครูบ่อยๆ เลิกคลาสอย่าเพิ่งรีบชิ่ง หาโอกาสคุยกับครูวันละนิดละหน่อยนอกเหนือบทเรียน ถามเรื่องที่เที่ยว เรื่องช้อปปิ้งนี่ยิ่งดีเลย มันจะช่วยให้เราพูดคล่องขึ้นมากจริงๆ เพราะจากประสบการณ์ช่วงที่เรามาจีนแรกๆ เรายังหาเพื่อนคนจีนมาคุยกันทุกวันไม่ได้ คุยแบบได้ฝึกคือการคุยแบบต่อหน้า ไม่ใช่การส่งเสียงในวีแชต อันนี้เขาเรียกว่า 提高口头表达 เมื่อได้ตรงนี้แล้วพอคุณฟังออกปุ๊บ ในหัวคุณจะมีชุดคำพูดโต้ตอบทันที เมื่อสกิลตรงนี้ไวขึ้นต่อไปก็ดำเนินชีวิตได้สะดวกมากขึ้นแล้วค่ะ แถมหาเพื่อนคนจีนก็จะง่ายขึ้นเอง

เรื่องหนังสือและเนื้อหาไม่ลงลึกนะคะ ทิ้งท้ายกับ B 班 กับความประทับใจในตัวครูและเพื่อนๆในห้องที่เต็มที่กับทั้งการเรียนและกิจกรรม 汉语比赛 จนห้องเราชนะรางวัลที่หนึ่งมาได้ในที่สุด การเรียน B 班​ คืออีกประสบการณ์ที่มีค่าที่เสริมสร้างความมั่นใจให้พี่ในทุกๆด้านค่ะ

-  เทอมล่าสุดนี้พี่เรียน class D หรือ  D 班 ตามที่เล่าไป ทั้งหลักสูตรและหนังสือมีการอัพเดทตามนี้ ประกอบด้วยวิชาบังคับสามวิชาและบังคับเลือกอีกสองวิชาซึ่งพี่เลือกวิชาหลักภาษากับ 习惯用语 เพื่อเสริมสกิลการพูดให้เป๊ะมากขึ้น ลึกๆหวั่นใจมากกลัวเรียนไม่ไหวเพราะแต่ละวิชาทั้งยากทั้งใหม่สำหรับเรา แม้จะสอบผ่านแล้วก็เถอะ ท้าทายมากเว่อร์  แต่พอเรียนได้ครบสัปดาห์ก็เลือกจะอยู่ต่อ เชื่อครูที่ครูบอกว่าถ้ารู้สึกว่ามันยากก็ขอให้อยู่เถอะ ยากแล้วทำให้เราพัฒนาต่อไปได้คือเรื่องดี เทอมนี้มีวิชาบังคับเลือกสองวิชา ซึ่งตอนแรกเลือกยากมาก เพราะวิชาต่างๆน่าสนใจทั้งนั้น เช่นการเจรจาการค้า คอร์สเจาะลึกเทคนิคการทำข้อสอบ HSK 5-6, การอ่านข่าวฟังข่าว การวิพากย์วิดิทัศน์ การเขียนบทความและอื่นๆอีกมากมาย หนังสือเรียนที่พี่ลงเรียนก็ตามรูปด้านล่างเลยจ้ะ

​หนังสือที่กองอยู่ด้านบนเล่มสีส้มคือของ class B ส่วนล่มสีแดง Bridge คือเล่มหลักที่เราเรียนค่ะ
การอ่านหนังสือพิมพ์นี่พี่ซื้อมาอ่านนอกเวลาค่ะ




ขออวดผลการเรียนกันสักหน่อย 

เทอมนี้กิจกรรมก็ถูกยกเครื่องใหม่เลย จะเป็นการพาออกไปทัศนศึกษาและมีกิจกรรมด้านวัฒนธรรมให้เข้าร่วม มีกิจกรรมกลางแจ้งเช่นปีนเขาและการออกร้านนานาชาติที่คึกคักมากๆ พอเดือนมิถุนานี่เริ่มร้อนแล้วค่ะ แดดแรง แต่ออกไปเที่ยวกลางแจ้งก็ถ่ายรูปสวย บรรยากาศสดชื่นค่ะ ดีไปอีกแบบ กิจกรรมกลางแจ้งก็มีเยอะค่ะเที่ยวได้ไม่มีเบื่อเลย ส่วนพี่ก็ไล่ตามถ่ายรูปดอกไม้ค่ะ


และเรื่องที่ไม่นึกไม่ฝันโดยส่วนตัวคือพีคที่สุดก็คือตอนก่อนจะสอบปลายภาคมีรายการของเฮยหลงเจียงทีวีมาขอสัมภาษณ์นักเรียนและครูของห้องเราด้วยค่ะ คุยไปคุยมาเราจึงได้รู้ว่าคุณครูสวี 徐小熊 ของเรานั้นได้รับเลือกให้เป็นครูคนเดียวในฮากงต้าที่ได้รับการถ่ายทำรายการทีวีในครั้งนี้ เนื้อหาก็เจาะลึกเกี่ยวกับอาชีพครูที่สอนภาษาจีนให้คนต่างชาติ เชิญทุกท่านที่สนใจกดลิงค์ด้านล่างเข้าไปรับชมกันได้นะคะ มีซับจีนค่ะ

https://v.youku.com/v_show/id_XMzcwNDQ1OTc1Mg==.html?x&sharefrom=android 

​อันนี้เป็นภาพเก็บตกจากการถ่ายทำค่ะ

จากตรงนี้พี่คิดว่ามันเหนื่อยก็จริงเพราะเขามาแบบไม่บอกล่วงหน้า แถมเป็นช่วงใกล้จะสอบแต่ว่าพอมองย้อนกลับไปเราได้อะไรมากมาย ความทรงจำเหล่านี้บางคนไปเรียนมาเป็นปีแต่ก็ไม่ได้สัมผัส เป็นโอกาสดีๆที่เงินซื้อไม่ได้ ต้องขอบคุณความเก่งเทพของอาจารย์และเพื่อนร่วมชั้นทุกๆคนที่สำแดงทักษะทางภาษา ทักษะวาไรตี้ออกมา ทุกคนทำได้สุดยอดจริงๆ

จากในคลิปจะเห็นว่าล่าสุดนี้พิธีจบการศึกษาของพวกเราก็จัดกันที่หน้าตึกเรียนเลย เป็นการจัดแบบกลางแจ้งครั้งแรกที่เหนือความคาดหมายแต่คึกคักดี บรรดาคุณครูมาร้องเพลงร่วมกันเพื่อฉลองการจบการศึกษาให้พวกเรา ทั้งอบอุ่นและเป็นกันเองมากๆเลยค่ะ

แม้ว่าครูที่สอนพี่ทุกๆท่านจะอายุน้อยกว่าพี่ แต่การสอน การวางตัวของทุกท่าน ทำให้ทุกคนเคารพและวางใจได้ในการเรียนการสอนความสัมพันธ์เป็นแบบเคารพซึ่งกันและกัน

พี่ชอบในความเต็มที่ในการช่วยเหลือและการวางตัวของครูๆมาก ดังนั้นเมื่อพวกเราจบการศึกษาแล้วพวกเราจึงเป็นเพื่อนกัน ติดต่อกันได้ตลอด พี่คิดว่าอาชีพที่เปลี่ยนชีวิตคนได้ก็คือครูนี่แหละ สุดยอดไปเลย

จากที่พี่ได้ไปสัมผัสมา นักเรียนที่นี่มีทุกเพศทุกวัยจริงๆ บางคนบริษัทที่ทำงานส่งมาเรียนสามเดือนบ้าง หนึ่งเดือนบ้าง บางคนถึงกับหอบภรรยาและลูกมาอยู่ด้วย ดังนั้นเราจึงตระหนักได้ถึงความเป็นศูนย์กลางการเรียนภาษาจีนของฮากงต้าที่นับวันก็ยิ่งจะแข็งแกร่งมากขึ้น



เรื่องเงินและค่าครองชีพ

เอาตรงๆเลยนะพี่หมดเงินไปเยอะมาก แต่ที่มันดูดเงินพี่ไปเยอะที่สุดไม่ใช่ค่าครองชีพค่ะแต่คือเถาเป่า 淘宝 ใครที่ชอบช้อปปิ้งเสื้อผ้า ของกินของใช้และรู้ตัวว่าแพ้ของถูกของเซลนะคะ กันเงินไว้สักสองสามหมื่นบาทมาช้อปค่ะ หือเตรียมมามากกว่านั้นหากชอบเที่ยวต่างเมือง นั่งรถไฟไปเที่ยวซีอาน เสิ่นหยาง ต้าเหลียนก็สะดวกค่ะ ไม่ไกลจนเหนื่อย ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันถือว่าถูกมากและสะดวกมากค่ะ ด้วยความที่ในมหาลัยมีทุกอย่างที่คุณต้องการ หากอยากได้ของถูกลงมากหน่อยให้ออกไปหลังมอตรงซีเหมินแค่นี้ก็สบายแล้ว แต่สำหรับพี่นะพี่ช้อปของเถาเป่าคือถูกที่สุดแล้ คุณภาพก็ไม่ผิดหวังค่ะ ค่าหอตกวันละร้อยบาทหรือ 20หยวน   ค่าเนตหอเดือนละแค่30 หยวน ค่าอาหารธรรมดาๆมื้อนึงไม่เกิน 12 อันนี้ไม่นับการออกไปกินอาหารเกาหลีหรือทานข้าวตามห้างนะคะ ค่ากาแฟสดก็ปกติค่ะคือแก้วละสิบแปดหยวนอัพ คือราวๆร้อยบาทไทย ถ้าสตาร์บัคก้อแพงกว่านั้นหน่อย ซึ่งเราใช้จ่ายมากน้อยล้วนอยู่ที่เราเลือกค่ะ
แต่ที่แน่ๆเราจ่ายค่าอาหารมื้อนึงอาจจะมากถึงเจ็ดสิบบาทใครมองว่าแพงแต่พี่ว่าเทียบกับปริมาณนี่คืออิ่มไปเต็มๆมื้อนึงเลยนะ จ่ายแล้วจบอะ  และพี่เองแม้จะกินมังสวิรัติแต่พี่ก็ยังอยู่มาได้ไม่ลำบาก แถมยังไปเที่ยวได้ด้วย สรุปรวมพี่ใช้เงินตัวเองหมดไปสามแสนกว่าบาท แต่พี่คิดว่าสิ่งที่ได้มามันคุ้มมากและเป็นประสบการณ์ที่เปลี่ยนทิศทางในชีวิตเราได้จริงๆ พี่จึงคิดว่ามันไม่แพงเลยค่ะ

ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาจนถึงตอนนี้ค่ะ หากใครมีคำถามอะไรเพิ่มเติมหรือน้องๆคนไหนที่สนใจอยากจะไปเรียนบ้างก็ขอให้ไปถามได้ที่เพจของพี่นะคะ
FB:  Studyinharbin   , Chenxiinharbin

ให้หัวใจกระทู้นี้ ~

แสดงความคิดเห็น

3 ความคิดเห็น

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป