/>

ปรึกษาเกี่ยวกับอาชีพนักเขียน [ยินดีให้แชร์]

#ความฝัน #อาชีพ #ทางเลือก #นักเขียน #ปรึกษาปัญหาชีวิต
           ก่อนอื่นต้องขออภัยก่อนนะคะ ไม่แน่ใจว่าตั้งกระทู้ถูกหมวดหมู่ไหม? (ไม่ได้ตั้งกระทู้นานไม่แน่ใจ)
           พอดีที่ตั้งกระทู้วันนี้เพราะอยากจะปรึกษาถามความเห็นของทุกคนน่ะค่ะ เพราะตอนนี้รู้สึกว่าใกล้จะถึงทางตันทุกที ไม่รู้จะหาทางออกยังไงแล้ว


ก่อนอื่นขอเล่าเกี่ยวกับตัวเองคร่าวๆ นะคะ
           ตอนนี้เราพึ่งเรียนจบค่ะ สายคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ยังหางานทำอยู่ สมัครล่าสุดยังรอประกาศผลเพื่อเข้าสอบค่ะ เรามีความชอบและรักในการอ่านเขียนนิยายมาก และฝันอยากจะเป็นนักเขียน สักครั้งในชีวิตอยากเห็นนิยายตัวเองได้ตีพิมพ์ และอยากใช้อาชีพนี้เลี้ยงตัวเองและครอบครัว
ทว่า...การจะเป็นนักเขียนในระดับที่ได้รับการยอมรับตีพิมพ์นั้นเป็นเรื่องยาก ต้องเรียนรู้ สั่งสมประสบการณ์ขัดเกลาฝีมือ และเป็นอาชีพที่ไม่มั่นคง

ปัญหาคือ
           พอเราบอกถึงความฝันนี้ที่บ้านก็คัดค้าน บอกว่ามันไร้สาระ เลิกบ้าได้แล้ว บอกตรงๆ คือเจ็บค่ะ ตอนนั้นอยากจะร้องไห้เลยจริงๆ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เลยพยายามกัดฟันสู้อีกสักตั้ง แล้วทีนี้เมื่อประมาณเดือนที่แล้วมีโครงการของสนพ.หนึ่ง ที่ให้นักเขียน เขียนนิยายตามโจทย์ที่ตั้ง และแข่งกัน เรารู้สึกว่านี่เป็นโอกาส อย่างน้อยถึงไม่ชนะ เราก็อยากจะพิสูจน์ตัวเอง อยากจะลองดูว่าตัวเราในตอนนี้ไปได้แค่ไหน จึงตัดสินใจจะลองดูแม้การเข้าร่วมช้ากว่าคนอื่นจะเสียเปรียบ เราก็อยากลองดู เราจึงขอเวลาที่บ้านอย่างน้อยอาทิตย์นึงเพื่อคิดพล็อต หาข้อมูลต่างๆ โดยมีเงื่อนไขจะช่วยงานด้วย คือปกติระหว่างรอประกาศผลสมัครงาน เราจะไปช่วยงานที่บ้าน เช่น ออกแบบโปสเตอร์ ทำแผนที่ และปัจจุบันกำลังจะออกแบบเว็บไซต์ราวๆ นี้ค่ะ เราพยายามช่วยโดยนำความรู้จากที่เรียนมาใช้
           ตอนนี้ที่บ้านกำลังมีปัญหาด้านการเงินมากค่ะ เราก็พยายามช่วยในทางนี้ ด้วยงานข้างต้น (เป็นการลดค่าใช้จ่ายไปในตัวด้วย เพราะถ้าให้ที่อื่นทำก็จะเสียค่าอื่นๆ เพิ่มอีก) ซึ่งพอมีปัญหาพวกนี้ พวกเขาเลยเครียดกันมาก เพราะมีหลายชีวิตต้องดูแล ทั้งคนทั้งสัตว์อีกขโหยงหนึ่ง พอเครียดมากๆ เขาก็พลอยเอาที่เครียดมาระบาย มาลงที่เราด้วยคำพูดด้วย ทำให้เราพลอยเครียดไปด้วย ซึ่งไม่ทราบว่านักเขียนท่านอื่นเป็นเหมือนกันรึเปล่าที่เวลาเครียด มันจะส่งผลต่อความคิด ทำให้เกิดคล้ายๆ อาการตัน เขียนไม่ออกซ้ำซากจำใจ เราเลยลองหาข้อมูลในบทความต่างๆ เพื่อช่วยลดความเครียด ช่วยให้เกิดแรงบันดาลใจ
           มันช่วยได้จริงๆ แต่แค่ชั่วขณะ เพราะเราโดนทางบ้านพูดซ้ำๆ กรอกหูซ้ำๆ เรื่องเดิมๆ ให้เรากลับมาเครียดอีก เรารู้นะว่าคาดหวังกับเราไว้เยอะ อยากให้เราทำอะไรได้อย่างใจเขา เราเองก็เคยคิดจะทำให้ได้อย่างนั้น แต่เรารู้ตัวเองดีที่สุดว่าเป็นยังไงอะไรทำได้ ไม่ได้ จนบางครั้งเขาก็หลุดพูดออกมาว่า 'เลี้ยงมาขนาดนี้ มันยังไม่ได้ดั่งใจกันเลยสักคน' มันแรงไหมสำหรับคนอื่น แต่สำหรับเราเราคิดมากนะ เรามีแนวคิดของเราเองซึ่งมันต่างกันกับของเขา บางครั้งเราอดคิดไม่ได้จริงๆ ว่าเราเป็นแค่ตุ๊กตารึไง เขาจะไม่ให้เราคิด ฝัน หรือตัดสินใจอะไรเองเลยเหรอ? จะต้องเดินตามเส้นทางที่เขาคิดเท่านั้นรึไง? ยิ่งมองเห็นคนรอบข้างเขาเดินไปบนเส้นทางที่ตัวเองเลือก แล้วกำลังก้าวไป เรายิ่งเครียด เครียดไปหมดทุกอย่างตั้งแต่เราจะผ่านการสอบเข้าทำงานไหมนะ เพราะตำแหน่งที่สมัครเขารับแค่คนเดียว ซึ่งมันมีโอกาสแทบเป็นศูนย์ ชวนให้ท้อแท้ แล้วยังมีเรื่องอื่นให้กังวลอีกซึ่งผลทำให้เราทะเลาะกับคนที่บ้าน ตอนนั้นเรารู้สึกแย่มาก ได้แต่ร้องไห้ คิดวนไปวนมาหลายเรื่อง จนสุดท้ายเกือบคิดสั้นฆ่าตัวตาย ซึ่งยังดีที่อีกฝ่ายใจเย็นลงเลยมาคุยด้วย เลยหยุดความคิดนั้นไปได้ (แต่เราไม่ได้บอกทางนั้นหรอกนะว่าคิดจะทำอะไร หากเขาไม่มาหา)
           หลังจากนั้นก็เหมือนวนลูปยังมีเรื่องเดิมๆ มาให้เครียดตลอด แต่เราก็พยายามจนสามารถคิดพล็อตได้เสร็จ แม้จะยังไม่สมบูรณ์นักเมื่อวานนี้ ปัญหาคือวันนี้เราก็โดนว่าอีก ประมาณ 'เห็นแก่ตัว' 'ไม่เห็นทำอะไร' ซะอย่างนั้น ทั้งๆ ที่ก็คุยไปแล้ว งานก็ช่วยปริ้นตัวอย่างส่งรอทางนั้นบอกว่าจะให้แก้อะไร แต่กลายเป็นว่าเราไม่ทำอะไรซะงั้น แถมยังกรอกหูอีกว่า นักเขียนเป็นอาชีพที่ไม่มั่นคง มันเลี้ยงพ่อแม่ เลี้ยงตัวเองไม่ได้ อันนี้ใจเรายอมรับส่วนนึงนะ เพราะงานนักเขียนมันต้องใช้เวลาพิสูจน์นานมากเราก็ไม่เถียง เพราะคิดมานานแล้วถ้าจะดำรงอาชีพนี้ คงต้องมีงานมั่นคงและใช้อาชีพนักเขียนเป็นงานเสริม แต่ประโยคต่อมาต่างหากที่ทำให้เรารู้สึกแย่ยิ่งกว่า คือการที่บอกว่าถ้ายังจะให้ความสำคัญ หรือเขียนนิยายต่อไป ก็คงต้องให้มันออกไป หากิน เลี้ยงตัวมันเองคนเดียว ประมาณตัดหางปล่อยวัดเรา บอกตรงๆ เราอึ้งจริงๆ นะ แค่เพราะเราไม่อยากทิ้งอาชีพนี้ ต้องทำกับเราถึงขนาดนี้เลยเหรอ? แค่ขอโอกาสอย่างน้อยก็ร่วมโครงการนี้ก็ไม่ได้เหรอ มันไม่มีค่าใช้จ่ายนะ ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเรียนที่ไหน เรียนอะไร เราก็ตามใจเขาตลอดเพราะรู้ว่าเขาหวังดี แม้กระทั่งสายที่อยากเรียนต่อเราก็ยอมทิ้งไปแล้วครั้งหนึ่ง พอนึกไปถึงเรื่องนั้น เราก็ถามตัวเองว่า 'แม้กระทั่งความฝันเพียงหนึ่งเดียว เราก็ต้องยอมทิ้งด้วยเหรอ?' เขาบอกว่าแค่พักชั่วระยะนึงเท่านั้นไม่นานหรอก แต่เราไม่โง่นะ ปัญหาเรื้อรังที่บ้านมีมานานมาก ภาระก็เยอะ เป็นหนี้สินที่มาจากทั้งทางบ้านเอง และคนรอบข้างที่ไว้ใจทิ้งแล้วเชิดไว้ ซึ่งอย่างหลังนี่เป็นจุดเริ่มต้นเลย เราเคยเตือนแล้วด้วยซ้ำเรื่องนี้ แต่ไม่ฟังไง แถมพอเราพูดเขาก็บอกว่า 'มันเป็นอดีต มันผ่านไปแล้ว' เราพยายามช่วยแล้วนะ เขาวางแผนจะเปิดอู่ในที่ดินบ้าน เรามองปุ๊บรู้ได้ทันทีเลยว่ามันช่วยอะไรไม่ได้ เพราะที่ดินเป็นซอยลึกเข้าไป ถ้าไม่ใช่คนแถวนั้นหรือผู้ชำนาญทาง ไม่มีทางจะเข้าไปได้เลย เรียกว่าไม่มีหวังเรื่องจะมีขาจรมาใช้บริการ เราก็เลยบอกไปตามที่คิด เขาก็ไม่ฟัง จนต้องให้คนอื่นมาพูดแบบเดียวกันเขาถึงคิด หรือไม่จริงๆ เขาก็รู้แต่ไม่สนใจความคิดเรา วันนี้เราก็พูดเรื่องนี้ เขาก็บอกว่าก็หางานอื่นเสริมไง ก็ช่วยๆ กัน แล้วสัตว์เลี้ยงจำนวนมหาศาลอีก เราบอกตั้งแต่เริ่มมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นแล้วว่าให้ยกให้คนอื่นไปบ้าง เพราะตัวเราเองยังจะไม่รอดเลย เขาก็ไม่ยอม แถมพอมีสัตว์หลงมา ตามมาหน่อยก็เอามาเลี้ยงเพิ่มอีก จนที่สุดเขาเลยไม่รับเพิ่ม แต่ในจุดๆ นั้น มันก็เยอะแล้ว (ยี่สิบกว่าตัวได้) แต่ก็ยังไม่ยอมให้คนอื่นอยู่ดี เรารู้ว่าเขารักของเขานะ แต่เราลำบากขนาดนี้ เรียกได้ว่าสัตว์แทบจะกินดีกว่าคนได้แล้ว แถมยังจะให้ลดอดอาหารอีก วันนึงก็กินแค่สองมื้อ บางวันกินมื้อเดียวด้วยซ้ำ แล้วจะให้เราช่วยยังไง ในเมื่อคำพูดเราไม่เคยมีความหมายเลย พอคิดได้ดังนี้เราก็รู้เลยว่าถ้าทำตามจะเป็นยังไง เราทนไม่ไหวเลยถามตรงๆ 'สรุปชีวิตนี้การจะทำให้ฝันเป็นจริงได้ก็คือตอนที่หนูตายเท่านั้นสินะ' เขาก็ว่าเราอีกสารพัด 'เห็นแก่ตัวมั่ง' 'เข้าใจนะ แต่ก็เข้าใจอีกฝ่ายด้วย' (หมายถึงเข้าใจคนที่ตัดสินใจจะเปิดอู่ที่บ้าน) แม้กระทั่ง 'ก็เห็นพูดว่าแบบนี้มานาน ก็ไม่เห็นจะสำเร็จซะทีนี่นา' จนตอนนี้เราเริ่มไม่แน่ใจแล้ว ตกลงเราผิดจริงๆ เหรอ เราควรจะล้มเลิกโครงการนี้แล้วทำตามก่อนถูกเฉดหัวออกจากบ้านใช่ไหม? เราควรจะล้มเลิกการเป็นนักเขียนใช่ไหม? ต้องรอให้ปลดหนี้สินให้ได้จริงๆ ใช่ไหม เราถึงจะกลับมาจับปากกา และแป้นพิมพ์ได้?
           เราไม่แน่ใจอะไรแล้วจริงๆ จึงตัดสินใจมาตั้งกระทู้นี้ ก่อนจะตัดสินใจอะไรไป เผื่อมีคนที่เคยเจอเหตุการณ์ เหมือนหรือคล้ายๆ กันมา หรือมีแนวคิดอะไรพอให้ให้คำปรึกษาได้ ขอบอกไว้เลยนะ เราไม่ได้พูดเพื่อให้สงสารหรือสมเพช ตอนนี้ที่เราต้องการคือคนที่จะเป็นที่ปรึกษา ช่วยออกความเห็น เพราะฉะนั้นขอร้องนะคะ พวกนักเลงแป้นพิมพ์ทั้งหลาย กรุณาด้วยเถอะค่ะ

           สุดท้ายเราขอขอบคุณสำหรับคนที่ทนอ่านที่เราระบายจนจบทุกคนนะคะ ขอบคุณค่ะ
ให้หัวใจกระทู้นี้ ~

แสดงความคิดเห็น

ยอดถูกใจสูงสุด

  • ถูกลบเนื่องจาก:
    IP
    #4
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    ผู้ใหญ่เขาเผชิญความจริงมาเขาก็เชื่อว่ามันเป็นแบบนั้น ส่วนเรามันแค่ความฝันเอาไปเถียงเขาไม่ได้หรอก มันไม่ได้สำคัญว่าใครผิดใครถูก มันแย้งกันตั้งแต่แรกแล้ว วิถีชีวิตมันคนละสมัยกัน เขาก็เชื่อตามประสบการณ์ที่เขาเจอมา เราก็เชื่อตามประสบการณ์ที่เราเจอมา


    คนสมัยก่อนอาจารย์จะสอนโดยไม่ให้เด็กถาม ทำตามไปก่อนแล้วจะเข้าใจ

    ...บางคนเลียนแบบมาผิดๆ ก็สอนเลยลูกว่าอย่าเถียง


    พอมาสมัยนี้คนถามเท่ากับฉลาด กลายเป็นว่าคิดเก่งแต่ไม่ลงมือทำกัน

    ...แล้วก็ยกย่องกันไปว่าเก่งว่าดี พ่วงด้วยโรคเครียดเพราะหยุดคิดไม่เป็น


    ทุกอย่างมันไหลเวียนไปอย่างนี้ ถ้าน้องมองไม่เห็นความเป็นไปของมัน น้องก็จะเจ็บปวดและเครียดทำลายตัวเองไปเรื่อยๆ น้องอาจจะไม่เชื่อหู แต่น้องโคตรโชคดีเลยที่เกิดมาลำบาก เพราะน้องจะได้เรียนประสบการณ์ชีวิตที่หนักกว่าชาวบ้าน แต่ถ้าน้องไม่คิดจะเรียนรู้วิธีแก้ปัญหา มองมันเป็นความทุกข์ที่คิดไปเองว่าต้องแบก น้องก็จะตกต่ำลงไปเรื่อยๆ




    มองเห็นโอกาสหรือเปล่า? นี่ไม่ใช่แค่คำพูดเท่ๆ เพราะพี่เองเจอเห้กว่านี้แต่ก็เอาตัวรอดมาได้ แล้วก็ได้วิชาติดตัวมาเพี้ยบ


    - วิชาการเจรจารต่อรอง

    - วิชาจิตวิทยา

    - วิชาการแสดง

    - วิชากลยุทธ์


    ของพวกนี้โรงเรียนไม่มีสอน ได้จากประสบการณ์ชีวิตล้วนๆ พอน้องเจออะไรมาเยอะ ปัญญาน้องจะสูงขึ้น แล้วงานเขียนน้องจะมีคุณค่ายิ่งกว่าเดิม


    ถ้าคิดหนทางไม่ออกก็ขอแนะนำตามนี้


    1. โยนความรู้สึกเจ็บปวดบ้าบอทิ้งไปซะ

    อุปมาเหมือนมีคนยิงธนูใส่เรา หน้าที่ของเราคือหาวิธีถอดลูกธนูแล้วรักษาแผลให้ไวที่สุด ไม่ใช่มัวแต่ร้องโวยวายว่าใครยิง ยิงฉันทำไม ไม่เห็นใจฉันเหรอ พี่เชื่อว่าน้องไม่ใช่คนอ่อนแอขนาดนั้น แค่ยังไม่รู้วิธีรับมือกับมัน


    2. ประหยัดความคิดบ้าง

    โปรดใช้หัวไปกับการแก้ปัญหา การเดาใจคนเป็นการเสียเวลา ยิ่งคิดยิงเครียดเดาไม่ออก สงสัยก็ไปถามกันตรงๆ เปิดใจรับฟังเขาก่อน พอทำบ่อยๆเขาจะเริ่มรับฟังเราเอง ส่วนเวลาว่างให้หัดหยุดคิดบ้าง อะไรยุบยิบจิ๊บจ่อยก็หัดช่างแม่งบ้าง เพราะนักเขียนมันวุ่นวายกับการใช้หัวคิดเยอะ แล้วถ้าน้องประหยัดความคิดไม่เป็น น้องจะเป็นโรคประสาท ความเครียด ซึมเศร้า สามารถทวีความเจ็บปวดให้ตัวเองได้โดยอัตโนมัติ


    3. ทำความเข้าใจกับชีวิต

    ทุกนิสัยมีที่มา คนรอบตัวน้องต้องเจออะไรมาสักอย่าง มนุษย์มันจะทำสิ่งที่เชื่อว่าดีที่สุดเสมอ เขาทำได้ดีที่สุดแค่นั้นเพราะคิดได้แค่นั้น เราก็ต้องเข้าใจแล้วหาทางปรับปรุงโดยยึดตัวเราเป็นหลัก การแก้ความคิดคนอื่นมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ยอมรับชีวิตแล้วเรียนรู้มัน ทุกประสบการณ์แย่ๆให้เปลี่ยนเป็นบทเรียน ไม่ใช่ไปจำความรู้สึกเจ็บปวดนามธรรมให้รกหัว


    จากที่พูดมามันต้องฝึก ของอย่างนี้มันเป็นเรื่องง่าย แต่พูดให้เข้าใจได้ยาก น้องต้องเจอกับตัว ทำด้วยตัวเอง และขอย้ำอีกทีว่าให้ฝึกประหยัดความคิด เพราะถ้าน้องยังคิดไม่หยุดแบบนี้ สมองน้องจะเสื่อมไวและทำให้เขียนนิยายไม่ออก (กล้าพูดเพราะพี่เป็น) ถ้าบอกว่าหยุดคิดไม่ได้ ให้เอาความคิดไปจดจ่อกับความรู้สึกของร่างกาย (พระท่านมักจะสอนให้จดจ่อกับลมหายใจ) ลองค่อยๆกำมือ...ค่อยๆแบมือ สลับกันไปเรื่อยๆ แล้วรับรู้โดยไม่ใช่หัวคิดว่ามือเรากำลังร้อนหรือเย็น ตอนเดินมีกระดูกชิ้นไหนสั่น กล้ามเนื้อตรงไหนเกร็ง แค่รับรู้ไม่ต้องตีความ ช่วงเวลาทีทำพวกนี้สมองมันจะได้พัก เป็นเหตุผลเดียวกันว่าทำไมนักธุรกิจญี่ปุ่นชอบไปแช่น้ำร้อน ทำไม่เวลานั่งสวมแล้วไอเดียกระฉูด เวลาทำร้ายตัวเองทำไมรู้สึกโล่ง... เพราะสมองมันได้พัก แล้วใช่ร่างกายรับรู้แทน


    ตำราจิตแพทย์ของพุทธะ

    ทำให้กล้ามเนื้อหยุดเกร็งตัว + ทำให้ประสาทหยุดตึงเครียด = ตัวเบา ใจสงบ พบความจริง


    แล้วหาอาจารย์เก่งๆคอยปรับปรุงวิธีคิดเราไปเรื่อยๆ

    https://www.youtube.com/watch?v=_twSKHElDHE

    ที่จารย์สอนในคลิปนี้ พี่แม่งโคตรอิจฉาคนที่ได้ฟังเลย มีคนสอนให้ ส่วนพี่ต้องลองผิดลองถูกเอง


    สุดท้ายแล้ว น้องต้องหาวิธีเอาตัวรอดของน้องเอง คำแนะนำคนอื่นมันก็แค่คำแนะนำของคนอื่น ไม่สามารถประกันชีวิตที่ดีให้ใครได้ ขอให้พบหนทาง

    ตอบกลับ

22 ความคิดเห็น

  • ความคิดเห็นที่ 1 - 20
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      ภรรยาพี่ปาร์ค
      Guest IP
      #1
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ชอบเขียนนิยายก็เขียนเลยค่ะ ไม่ต้องยึดเป็นอาชีพหลักก็ได้ เขียนตอนที่ว่างๆ สะสมๆไว้ก่อนจบแล้วก็ลงส่ง สนพ. ให้เขาพิจารณา ไม่ก็เปิดทำมือ แล้วขายในอีบุคก็ได้นะคะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      #2
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ยืนยันคำเดิม


      'ประชากรบนโลกใบนี้มี เจ็ดพันล้านคน จะมีสักกี่คนกันที่ได้ทำสิ่งที่คิดที่ฝัน และประสบความสำเร็จด้วย จริงไหมคะ?'


      เป็นกำลังใจให้คุณ จขกท สู้ๆ อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด

      https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/jj-01.png

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #3
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      อ่านไม่จบนะเราอ่านข้ามๆ 555+

      คิดว่าถ้าหาเลี้ยงตัวเองได้ คนอื่นก็แขวะเราไม่ได้แล้วละค่ะ

      และเมื่อคุณหาเลี้ยงเขาได้ใครจะบ่นคุณได้กัน เรื่องเขียนนิยายอย่างที่คุณพูดใช่ว่ามันจะปังตั้งแต่ทีแรกคุณไม่จำเป็นต้องกดดันตัวเองก็ได้ เขียนไปเรื่อยๆไม่จำเป็นต้องฟิกว่าจะส่งประกวดงานนี้ ค่อยๆเขียนไปทีล่ะเรื่องส่งสมประสบการณ์ไปเรื่อยๆ


      แล้วอีกอย่างคนเราไม่จำเป็นต้องทำงานตรงสายที่จบมาก็ได้ เพราะงั้นระหว่างรอผลสอบก็ลองสมัครงานอื่นๆดูค่ะเมื่อเรามีการมีงานใครก็ว่าเราไม่ได้หรอก

      คนไม่ทำงานไม่มีรายได้ยังเกาะคนอื่นกินเถียงไปใครก็ฟังหูซ้ายทะลุออกหูขวาทั้งนั้นเพราะคุณมีภาษีไม่พอให้เขาเชื่อคุณไง

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #4
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ผู้ใหญ่เขาเผชิญความจริงมาเขาก็เชื่อว่ามันเป็นแบบนั้น ส่วนเรามันแค่ความฝันเอาไปเถียงเขาไม่ได้หรอก มันไม่ได้สำคัญว่าใครผิดใครถูก มันแย้งกันตั้งแต่แรกแล้ว วิถีชีวิตมันคนละสมัยกัน เขาก็เชื่อตามประสบการณ์ที่เขาเจอมา เราก็เชื่อตามประสบการณ์ที่เราเจอมา


      คนสมัยก่อนอาจารย์จะสอนโดยไม่ให้เด็กถาม ทำตามไปก่อนแล้วจะเข้าใจ

      ...บางคนเลียนแบบมาผิดๆ ก็สอนเลยลูกว่าอย่าเถียง


      พอมาสมัยนี้คนถามเท่ากับฉลาด กลายเป็นว่าคิดเก่งแต่ไม่ลงมือทำกัน

      ...แล้วก็ยกย่องกันไปว่าเก่งว่าดี พ่วงด้วยโรคเครียดเพราะหยุดคิดไม่เป็น


      ทุกอย่างมันไหลเวียนไปอย่างนี้ ถ้าน้องมองไม่เห็นความเป็นไปของมัน น้องก็จะเจ็บปวดและเครียดทำลายตัวเองไปเรื่อยๆ น้องอาจจะไม่เชื่อหู แต่น้องโคตรโชคดีเลยที่เกิดมาลำบาก เพราะน้องจะได้เรียนประสบการณ์ชีวิตที่หนักกว่าชาวบ้าน แต่ถ้าน้องไม่คิดจะเรียนรู้วิธีแก้ปัญหา มองมันเป็นความทุกข์ที่คิดไปเองว่าต้องแบก น้องก็จะตกต่ำลงไปเรื่อยๆ




      มองเห็นโอกาสหรือเปล่า? นี่ไม่ใช่แค่คำพูดเท่ๆ เพราะพี่เองเจอเห้กว่านี้แต่ก็เอาตัวรอดมาได้ แล้วก็ได้วิชาติดตัวมาเพี้ยบ


      - วิชาการเจรจารต่อรอง

      - วิชาจิตวิทยา

      - วิชาการแสดง

      - วิชากลยุทธ์


      ของพวกนี้โรงเรียนไม่มีสอน ได้จากประสบการณ์ชีวิตล้วนๆ พอน้องเจออะไรมาเยอะ ปัญญาน้องจะสูงขึ้น แล้วงานเขียนน้องจะมีคุณค่ายิ่งกว่าเดิม


      ถ้าคิดหนทางไม่ออกก็ขอแนะนำตามนี้


      1. โยนความรู้สึกเจ็บปวดบ้าบอทิ้งไปซะ

      อุปมาเหมือนมีคนยิงธนูใส่เรา หน้าที่ของเราคือหาวิธีถอดลูกธนูแล้วรักษาแผลให้ไวที่สุด ไม่ใช่มัวแต่ร้องโวยวายว่าใครยิง ยิงฉันทำไม ไม่เห็นใจฉันเหรอ พี่เชื่อว่าน้องไม่ใช่คนอ่อนแอขนาดนั้น แค่ยังไม่รู้วิธีรับมือกับมัน


      2. ประหยัดความคิดบ้าง

      โปรดใช้หัวไปกับการแก้ปัญหา การเดาใจคนเป็นการเสียเวลา ยิ่งคิดยิงเครียดเดาไม่ออก สงสัยก็ไปถามกันตรงๆ เปิดใจรับฟังเขาก่อน พอทำบ่อยๆเขาจะเริ่มรับฟังเราเอง ส่วนเวลาว่างให้หัดหยุดคิดบ้าง อะไรยุบยิบจิ๊บจ่อยก็หัดช่างแม่งบ้าง เพราะนักเขียนมันวุ่นวายกับการใช้หัวคิดเยอะ แล้วถ้าน้องประหยัดความคิดไม่เป็น น้องจะเป็นโรคประสาท ความเครียด ซึมเศร้า สามารถทวีความเจ็บปวดให้ตัวเองได้โดยอัตโนมัติ


      3. ทำความเข้าใจกับชีวิต

      ทุกนิสัยมีที่มา คนรอบตัวน้องต้องเจออะไรมาสักอย่าง มนุษย์มันจะทำสิ่งที่เชื่อว่าดีที่สุดเสมอ เขาทำได้ดีที่สุดแค่นั้นเพราะคิดได้แค่นั้น เราก็ต้องเข้าใจแล้วหาทางปรับปรุงโดยยึดตัวเราเป็นหลัก การแก้ความคิดคนอื่นมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ยอมรับชีวิตแล้วเรียนรู้มัน ทุกประสบการณ์แย่ๆให้เปลี่ยนเป็นบทเรียน ไม่ใช่ไปจำความรู้สึกเจ็บปวดนามธรรมให้รกหัว


      จากที่พูดมามันต้องฝึก ของอย่างนี้มันเป็นเรื่องง่าย แต่พูดให้เข้าใจได้ยาก น้องต้องเจอกับตัว ทำด้วยตัวเอง และขอย้ำอีกทีว่าให้ฝึกประหยัดความคิด เพราะถ้าน้องยังคิดไม่หยุดแบบนี้ สมองน้องจะเสื่อมไวและทำให้เขียนนิยายไม่ออก (กล้าพูดเพราะพี่เป็น) ถ้าบอกว่าหยุดคิดไม่ได้ ให้เอาความคิดไปจดจ่อกับความรู้สึกของร่างกาย (พระท่านมักจะสอนให้จดจ่อกับลมหายใจ) ลองค่อยๆกำมือ...ค่อยๆแบมือ สลับกันไปเรื่อยๆ แล้วรับรู้โดยไม่ใช่หัวคิดว่ามือเรากำลังร้อนหรือเย็น ตอนเดินมีกระดูกชิ้นไหนสั่น กล้ามเนื้อตรงไหนเกร็ง แค่รับรู้ไม่ต้องตีความ ช่วงเวลาทีทำพวกนี้สมองมันจะได้พัก เป็นเหตุผลเดียวกันว่าทำไมนักธุรกิจญี่ปุ่นชอบไปแช่น้ำร้อน ทำไม่เวลานั่งสวมแล้วไอเดียกระฉูด เวลาทำร้ายตัวเองทำไมรู้สึกโล่ง... เพราะสมองมันได้พัก แล้วใช่ร่างกายรับรู้แทน


      ตำราจิตแพทย์ของพุทธะ

      ทำให้กล้ามเนื้อหยุดเกร็งตัว + ทำให้ประสาทหยุดตึงเครียด = ตัวเบา ใจสงบ พบความจริง


      แล้วหาอาจารย์เก่งๆคอยปรับปรุงวิธีคิดเราไปเรื่อยๆ

      https://www.youtube.com/watch?v=_twSKHElDHE

      ที่จารย์สอนในคลิปนี้ พี่แม่งโคตรอิจฉาคนที่ได้ฟังเลย มีคนสอนให้ ส่วนพี่ต้องลองผิดลองถูกเอง


      สุดท้ายแล้ว น้องต้องหาวิธีเอาตัวรอดของน้องเอง คำแนะนำคนอื่นมันก็แค่คำแนะนำของคนอื่น ไม่สามารถประกันชีวิตที่ดีให้ใครได้ ขอให้พบหนทาง

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #5
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เป็นกำลังใจให้นะคะ เราเคยทิ้งความฝันหนึ่งเหมือนกันค่ะ ตอนทิ้งรู้สึกเจ็บปวดมาก แต่จริงๆ มันก็ไม่ใช่ว่าสักวันหนึ่งเราจะกลับมาทำความฝันของตนเองไม่ได้นะคะ เพียงแต่บางความฝันมันไม่สามารถเป็นจริงสำหรับเราได้เลย เพราะเป็นอาชีพเฉพาะทาง แต่ตอนนี้เราก็ยอมรับและพยายามปรับให้เข้ากับสิ่งที่เราทำได้ตอนนี้ ซึ่งมันรู้สึกดีๆ มากๆ เลยค่ะ

      ส่วนเรื่องงานเขียน มีนักเขียนอาวุโสท่านหนึ่งกล่าวว่า ให้ฝึกเขียนไปเรื่อยๆ ถ้ามีโอกาสก็ส่งประกวด สนพ.อะไรแบบนี้เพื่อเป็นประสบการณ์ค่ะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #6
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เข้าใจความรู้สึกครับ แต่ทีนี้พิจารณาดูก่อนครับ


      1. คุณเพิ่งจบใหม่

      2. คุณมีภาระที่บ้าน

      3. เงินเก็บ ฯลฯ ผมไม่ทราบว่ามีไหม


      แล้วระหว่างนี้ที่คุณพยายามจะไล่ตามสิ่งที่คุณฝัน คุณอาศัยอะไรเลี้ยงตัวเอง?

      ไม่ต้องนับคนทางบ้าน ตัดไปก่อน เอาแค่ตัวคุณก่อน อาศัยอะไรเลี้ยงตัวเองได้บ้าง?

      โดยที่ไม่ต้องพึ่งทางบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรืออะไรใดๆ คุณมีช่องทางตรงนี้ไหม?


      ผมเข้าใจคุณ ว่าคุณอยากเป็นนักเขียน แต่ถ้าคุณบอกว่าคุณจะทุ่มเท คุณจะพยายาม

      ผมอยากให้คุณพิจารณาว่ามันจะสำเร็จได้ในเวลาอันสั้นไหม แล้วถ้าไม่

      คุณมีอะไรเป็นหลักประกันในชีวิตตัวเอง ว่าตัวเองจะไม่อด

      อย่าลืมนะ ถ้าอด ถ้าล้ม ถ้าอะไรไป ต่อให้อยากวิ่งตามความฝันตัวเองมากแค่ไหนคุณก็อาจไม่มีโอกาสทำนะ


      ผมไม่ได้บอกให้คุณทิ้งนะ แต่คุณควรมีหลักมาประกันชีวิตตัวเอง

      ให้สามารถประคองตัวเองได้โดยที่จะไม่พังครืนลงไปก่อน


      อย่างน้อยๆถ้าคุณทำงานประจำ คุณยังสามารถแบ่งเวลาว่างมาเขียนได้

      โดยที่คุณมีหลักประกันว่า เฮ้ย ถ้าฉันยังไม่ประสบความสำเร็จในระยะเวลาอันสั้นนี้ ฉันก็ยังไม่ลำบาก

      เอาไว้ถึงเวลาที่คุณคิดว่าคุณพร้อมแล้ว คุณมั่นใจแล้ว ถึงตอนนั้นคุณจะลาออกจากงานประจำ

      มาทำงานเขียนเต็มตัวก็ยังไม่สายครับ


      เข้าใจว่าคุณเหนี่อย เครียด กดดัน ท้อแท้ หลายอย่าง แต่คือถ้าคุณอยากจะวิ่งตามความฝัน

      คุณต้องผ่านตรงนี้ไปให้ได้ก่อน คนเรามีจังหวะชีวิตที่แตกต่างกันครับ ตอนนี้ไม่ได้

      ไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่ได้ต่อไปตลอดชีวิตครับ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      ตบบ่าแมวน้อย
      Guest IP
      #7
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      สวัสดีแมวน้อย^^/ ก่อนอื่น ถ้าเธอมาปรึกษาแล้วจะตอบคอมเม้นต์เรามั้ย^^?



      ก่อนอื่นเลย เรื่องนี้ทำยากมากๆ แต่เราผ่านมาแล้วเราเลยอยากดึงแมวน้อยขึ้นมา



      ทำไมแมวน้อยถึงได้ แครฺ์์ เดือดร้อนกับคำพูดของ พ่อแม่ ญาติสนิทขนาดนั้น? แมวน้อยทำไมเอาหัวใจของแมวน้อยให้ มนุษย์คนอื่นย่ำยี? แม้ว่าเขาจะเป็นบิดามารดาหรือว่าญาติสนิท?



      แมวน้อยควรอยู่ให้ เป็น มากกว่านี้ ซึ่งเราไม่ว่าแมวน้อยหรอกการอยู่เป็นใช่ว่าจะเริ่มต้นได้ง่ายๆ


      กลไกธรรมชาติเริ่มจาก แมวน้อยไม่ต้องบอก คนอื่นหมดทุกเรื่อง! ไม่ว่าความฝันหรืออะไรก็ตาม



      "อย่าบอกเขาอีกนะ อาชีพนักเขียนสามารถทำเงียบๆได้ ถ้าไม่พูด แมวก็จะไม่ถูกขยะคำพูดรบกวน แล้วขออีกอย่าง การต่อปากต่อคำมันไม่จำเป็นต้องทำ ไม่ต้องสาธยาย แมวน้อยอย่างทำอะไรก็ทำไป "



      "เขาไม่เข้าใจเรา มันควรเป็นความทุกข์ของเขา เขาจะหงุดหงิด งุ่นง่าน ไม่เข้าใจเรา แต่เราอย่าทุกข์ตามเขา ลองปล่อยวางดู ลองคิดว่า เออ เขาไม่เข้าใจก็ไม่เข้าใจ! ยังไงฉันก็เขียนต่อยู่่่่่่ดีมะ No care noสนจ้า แล้วฉันจะไม่พูดกับใครด้วย ใครถามก็บอกหางานทำอยู่ ก็แค่นั้น"



      Key คือ อย่าใส่ใจคำพูดพ่อแม่ญาติสนิทมากนัก เพราะเขาก็คน สามารถพ่นคำพูดลบออกมาได้เหมือนกัน อย่าตีค่าท่านสูงเกินไป ให้มองว่าเป็นมนุษย์คนหนึ่ง แล้วเราจะไม่เจ็บปวด



      แล้วก็เรื่องอาชีพนักเขียน เราเขียนจีนโบราณอยู่ ไม่ทำงานประจำ ลงขายเดือนแรกได้ เดือนละ10,000 สองที่ mebด้วยอีก10,000 มากกว่านี้บ้างน้อยบ้าง บางเดือนdekdเหลือ2700 บางเดือน16,000 ล่าสุด16,000+16,000 ยิ้มแก้มปริ เขียนจริงก็เรื่อยๆเอื่อยๆทั้งวัน ลงวันละตอน ถ้าขยันนะได้มากกว่า3,000 ต่อเดือนอยู่แล้ว



      **แต่ถ้าแมวน้อยทำงานประจำไปด้วย แมวจะเหมือนตกนรก เพราะงานประจำนี่ ดูดแรงมากสุดโครตปวดหลัง


      (ต่อไปนี่คือความลับ เขาเห็นแมวทุกข์เลยอยากบอก หวังส่งสำนักพิมในตอนร้อนเงินนี่ อย่าเลย เปิดขายcoin ในdekd กับebookใน meb ดีกว่า. Mebทำหน้าปกแบบสุ่มให้เราด้วยนะ



      แล้วก็เขียนนิยายจะปวดหลังใช่มั้ย เราใช้keyboard Bluetooth เชื่อมกับมือถือรุ่นใหม่ๆน้อย ของเราเป็นasus m1 แค่นี้ก็ใช้พิมนิยายได้สบายบรื้อ นอนพิมยังได้ คียบอร์ดมีขายในminiso 500เอง เดี๋ยวนี้นอนพิมในเสียงก็ได้นะ



      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #8
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เท่าที่อ่านดู ปัญหานี้หัวอาจจะพูดถึงอาชีพนักเขียนก็จริง แต่มันไปไกลกว่านั้นแล้วค่ะ


      ยังไงลองโทรหาสายด่วนสุขภาพจิตดีไหมคะ หรืออาจจะลองไปหาจิตแพทย์คุยดูก็ได้ค่ะ ถ้ามีอาการป่วย หมอจะได้ช่วยปรับเคมีในสมองให้ แต่ถ้าไม่ใช่ คุณหมอจะมีวิธีที่ทำให้สบายใจขึ้น

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #9
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เส้นทางนักเขียนในช่วงแรก มันค่อนข้างลำบากครับ มีส่วนน้อยเท่านั้นที่โผล่มาปุ๊บก็ดังเลย


      แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่ทำให้อาชีพนี้ "อดตาย" มันขึ้นอยู่กับผลงานมากกว่า ยิ่งคุณมีผลงานผลิตออกมาเยอะ คุณก็ยิ่งสามารถเลี้ยงตัวเองได้ บางคนได้เป็นหลักสองหมื่นบาทต่อเดือนก็มี ซึ่งจะได้มากขนาดนั้น ต้องขยันหน่อย


      ถ้าคุณต้องการเงินอย่างเร็วที่สุด ผมขอแนะนำว่า ในช่วงนี้อย่าเพิ่งไปประกวดนิยายหรือส่งสำนักพิมพ์ เนื่องจากมันใช้เวลานานมาก โดยเฉพาะเรามีคู่แข็งเยอะ การตัดสินของทีมงานตรวจนิยายยังไม่ใช่เรื่องที่ผ่านง่ายๆ


      ดังนั้น จงเขียนนิยายแล้วขายเองไปก่อนจะดีกว่าครับ หรืออาจจะขายไปด้วยและก็แต่งไปด้วยก็ได้ ผมขอแนะนำเว็บไซต์ readawrite และ hongsamut เนื่องจากสองเว็บนี้สามารถวางขายนิยายเป็นรายตอนได้ รวมถึงสามารถแก้ไขได้ด้วย


      ส่วนเรื่องที่บ้านบ่น... เราก็อย่าไปบอกเขาสิครับ ในเมื่อรู้ว่าเขาดูถูกอาชีพนี้ ผมว่าคุณทำตัวให้เป็นความลับก็ได้ เวลาใครเห็นเรานั่งพิมพ์อะไร ก็บอกไปแค่ว่า "พิมพ์งาน" แค่นี้ก็จบ หลังจากนั้น... ได้เงินมาแล้วก็ค่อยบอกคนที่บ้านทีหลังก็ได้ ที่บ้านผมเองก็เป็นแบบนี้ ดูถูกอาชีพนักเขียน... แต่ทุกวันนี้ผมขายอยู่เรื่องเดียว ยังได้เดือนละ 500 - 1000 บาท ลองคิดดู ถ้าคุณมีผลงานวางขายหลายเรื่อง จะได้เดือนละเท่าไร เผลอๆ บางคนได้เดือนแรกเป็นหลักแสนก็มีครับ


      สู้ต่อไปนะครับ เป็นกำลังใจให้เสมอ


      จงจำเอาไว้คำเดียวครับ "จงใช้ความสามารถตัวเองเป็นข้อพิสูจน์"

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #10
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เป็นนักเขียนไทยมันเลี้ยงตัวไม่ได้จริงๆค่ะ...คนที่ทำจนเลี้ยงตัวได้นี่หายาก คนส่วนใหญ่อย่างเก่งก็ได้เป็นรายได้เสริม(อันนี้เท่าที่เราเคยสังเกตเห็นนะ บางทีอาจจะมีคนประสบความสำเร็จโดยที่เราไม่รู้เยอะกว่าที่เราคิด) แต่ว่าแอบเขียนตอนว่างได้ค่ะ^^


      ส่วนเรื่องอื่นๆเราไม่รู้ว่าจะช่วยได้ยังไง เอาเป็นว่าพยายามเข้านะคะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #11
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      โครงการนักเขียนที่ จขกท.พูดถึง เราคิดว่า เราเห็นแล้ว ซึ่งเป็นโครงการที่ส่งเสริมนักเขียนจริงๆ เหมาะสำหรับคนที่ยังว่างงาน และมีใจรักในงานเขียนนิยายในแนวที่ทางเว็บนั้นต้องการ แต่มันมีปัญหาว่า ถ้าจขกท.ผ่านการคัดเลือกจะต้องไปทำเวิร์คช็อป ทางบ้านจะยอมรึเปล่า มีงานกลับมาให้ทำอีกเพื่อเข้าแข่งขันในรอบต่อไป จขกท.ทุ่มเทกับมันได้ไหม ถ้าครอบครัวยังคัดค้านอยู่แบบนี้จะท้อใจจนล้มเลิกกลางคันไหม


      ถ้าจขกท.คิดว่า จะสู้เต็มที่กับอุปสรรคที่เข้ามา ก็ลุยเลยค่ะ แต่ต้องอดทนและใจเย็นกับทางบ้านนะคะ


      แต่เราอยากบอกว่า เราเองก็มีความฝันแบบจขกท แต่เราใช้วิธีทำงานประจำ ควบคุ๋กับการเขียนนิยายเป็นงานอดิเรกมากกว่า เพราะเราจะมีความสุขในการเขียน และไม่ต้องห่วงเรื่องรายได้ เพราะยังไงเราก็มีรายได้รับประจำจากอาชีพหลักอยู่แล้ว การเขียนนิยายเป็นสิ่งที่เราทำแล้วมีความสุข เราจึงทำเป็นงานอดิเรกมากกว่าเป็นอาชีพ เพราะอาชีพเมื่อไร สำหรับเราคือความกดดันค่ะ


      อาชีพนักเขียนสำหรับเรา ไม่พอกินค่ะ


      การส่งต้นฉบับให้สนพ.ตีพิมพ์ ถ้าเป็นสนพ.ใหญ่ เป็นเรื่องยากมากที่จะผ่าน ถ้าไม่เจ๋งจริงๆ และสนพ.เปิดใหม่บางแห่งก็มีปัญหาการเงิน นักเขียนไม่ได้รับค่าต้นฉบับก็มีรายหลาย ธุรกิจร้านหนังสือก็ใช่ว่าจะได้กำไรมาก (ขาดทุนเยอะค่ะ) เดี๋ยวนี้ทำเป็น E-book ง่ายกว่า


      พิมพ์หนังสือเอง ยิ่งแย่ใหญ่ ถ้าไม่มีแฟนคลับเยอะ ต้องจัดอาร์ต จัดหน้า ตรวจอักษร บราๆๆ ทั้งเงินทั้งแรงต้องทำเองหมด เหนื่อยค่ะ ยกเว้นจ้างเขาแต่จะคุ้มไหม ต้องคำนวณดีๆ


      ทำ E-book อันนี้ดีสุด แต่รายรับจะมีมากในช่วงออกเล่มใหม่ๆ กับช่วงโปรโมท รายรับจะน้อยลงเรื่อยๆ ทางไม่มีงานเขียนเรื่องใหม่มาแทนที่


      ทั้งหมดเป็นประสบการณ์ของเรา ซึ่งอาจไม่เหมือนนักเขียนท่านอื่น เราแค่อยากบอกข้อมูลไว้ให้จขกท.ตัดสินใจเรื่องของตัวเองค่ะ ยังไงก็สู้ๆ นะคะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #12
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      แนะนำในฐานะพี่สาวนะคะ


      พี่มีความฝันว่าอยากเป็นนักเขียนเหมือนหนูค่ะ จบสาขาใกล้เคียงกับหนูด้วย คือ คอมพิวเตอร์อาร์ต ทำแอนิเมชัน ทำกราฟฟิก แต่ถ้าถามว่า จริงๆแล้วอยากทำอาชีพอะไรเลี้ยงตัว แน่นอนว่าอยากเป็นนักเขียน และอย่างที่หนูรู้ อาชีพนี้ต้องใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองนาน


      สิ่งแรกที่พี่ทำหลังเรียนจบคือ หางานทำค่ะ ทำงานไป เก็บเงินไป เขียนนิยายไป ยอมรับว่ามันเหนื่อย มันยาก ไหนจะต้องเดินทางไปกลับที่ทำงาน กลับมาก็เหนื่อยแล้ว จะเอาเวลาที่ไหนไปเขียนนิยาย แต่ต้องทนเหนื่อยไปก่อน เพื่อความฝันของเรา เราอายุยังน้อย ยังมีเวลาอีกมาก พอเก็บเงินได้สักก้อน คำนวนดูให้ดีว่า เงินก้อนนี้พออยู่ได้กี่เดือน พอกับระยะเวลาที่ต้องใช้เขียนนิยายมั้ย เช่น สมมติ หนูใช้เงินเดือนละ 15000 บาท หนูก็ลองเก็บเงินให้ได้สัก 150000 บาท แล้วค่อยลาออกจากงานอย่างที่หนูต้องการ มาเป็นนักเขียนเต็มตัว ระหว่างนี้ พล็อตนิยายที่หนูมี นิยายที่หนูเขียนไว้ เอามาเขียนให้เต็มที่เต็มความฝันของหนู หนูมีเวลา 10 เดือน กับเงิน 150000 บาทที่จะพิสูจน์ตัวเอง แบ่งเงิน แบ่งเวลาให้ดีว่า จะเขียนนิยายในเวลากี่เดือน สนพ.ใช้เวลาพิจารณากี่เดือน จะผ่านหรือเปล่า ถ้าผ่าน อีกกี่เดือนจะได้ตีพิมพ์ อีกกี่เดือนจะได้เงิน ถ้าไม่ผ่านจะพิมพ์เองมั้ย ต้องใช้เงินทุนเท่าไหร่ หนูต้องวางแผนให้รอบคอบ


      ไม่มีอาชีพไหนในโลกไม่มั่นคงค่ะ ขึ้นอยู่กับความสามารถและความอดทน ตอนนี้พี่ก็ลาออกจากงานมาเป็นนักเขียนอย่างเดียวเหมือนกัน แต่รับฟรีแลนซ์ควบคู่กันไปด้วย อาจารย์พี่เคยสอนว่า "ถ้าคุณทำงานบริษัท เจ้านายไล่คุณออกได้ แต่ถ้าคุณทำงานของตัวเอง เป็นนักเขียน เป็นฟรีแลนซ์ ใครก็ไล่คุณออกจากสิ่งที่คุณเป็นไม่ได้" เห็นมั้ยคะ งานนักเขียน มันก็มีความมั่นคงในแบบของมัน


      สู้ๆค่ะ พี่เป็นกำลังใจให้นะคะ^^

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #13
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      อ้อ ส่วนเรื่องโดนด่า เราก็เคยโดนด่าอย่างไม่ยุติธรรมแบบนี้เหมือนกันค่ะ วันนั้นเรากับครอบครัวกลับจากทริปเที่ยวญี่ปุ่น มียายกับพวกป้าๆของเรา แล้วก็แม่เรา


      วันนั้นแม่เราซื้อของฝากมาด้วยแล้วก็วางเอาไว้ตรงที่วางของชั้นบนเหนือหัวเรา บอกให้เรารับผิดชอบ ทีนี้ระหว่างทางตอนที่ทุกคนหลับ มีแอร์โฮสเตสแอบมาย้ายมาสลับที่พวกสัมภาระบางอย่างในชั้นวางของเราไปอยู่ช่องอื่น สงสัยกลัวไม่เป็นระเบียบ ไม่ก็ปิดฝาชั้นวางไม่ลงเลยสลับที่


      ทีนี้ประเด็นมันอยู่ที่ตอนจะลง ปรากฏว่าเราหาของฝากเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ เพราะยัยแอร์นางเอาไปซุกไว้ที่ช่องอื่น แม่เราก็เอาแต่เร่งเราให้รีบลงจากเครื่อง ครอบครัวเราทุกคนลงไปหมดแล้วนะ เราบอกเราหาของไม่เจอ แม่ก็บอกสงสัยป้าช่วยหยิบไปแล้ว รีบลงมาซะ เราเลยเดินไปถามแอร์ก่อนลงว่าเห็นห่อของฝากเรามั้ย แอร์บอกไม่มีหรอกค่ะ เราบอกให้ช่วยลองหาให้หน่อยก็ไม่ช่วย สุดท้ายแม่เราตะโกนเรียกแบบหงุดหงิดๆจนเราต้องรีบลง


      แล้วหลังจากนั้นเราก็เจอเรื่องที่ทำให้เราอยากกลับมาเตะส้นสูงนังแอร์จอมสะตอให้หักแล้วกระทืบหน้านางให้ฟันหักต่อมาก คือห่อของฝากนั่นไม่มีใครเอาลงมาเลย ทีนี้ญาติเราทุกคนห้าหกคนรุมด่าเรากันใหญ่ ยายก็ด่าเราไม่ได้เรื่อง ให้ดูแลขอแค่นี้ทำไม่ได้ ป้าๆก็มารุมว่าด้วยอีกแรง แม่เราก็ว่า เราก็พยายามบอกว่าเราถามแอร์แล้ว เราหาก่อนลงแล้ว ของมันไม่อยู่ตรงที่เดิมที่เราวาง แต่ทุกคนเร่งเราให้ลง ทุกคนก็ไม่ฟังเอาแต่ว่าเราอยู่นั่น สงสัยแอร์จะย้ายของ นังป้าเราคนนึงดันมาว่าเราปัดความผิดให้คนอื่นอีก สุดท้ายเราเลยโมโหว๊ากใส่ทุกคน(นี่ถ้าไม่ใช่ญาติเราคงลงมือตบไปแล้ว ปกติเป็นคนอารมณ์แรง เป็นแอสเพอร์เกอร์ ทะเลาะกับเพื่อนที่โรงเรียนทีไรมีตบทุกที) เราก็ไม่ได้ว๊ากแบบกรี๊ดๆอย่างเดียวนะ เราทวนเรื่องที่ว่าของมันไม่อยู่ที่เดิม แล้วเราถามแอร์แล้ว ทุกคนเร่งเราเอง เรามากรี๊ดๆจริงๆเอาตอนหลังว่าความผิดเราเหรอ ความผิดเราเหรอใส่หน้าป้า เพราะป้าแกดันพูดว่ายัยหลานคนนี้มันเป็นยังงี้ ไม่มีความรับผิดชอบ แม่เราดันพูดว่าใช่มาอีก ทีนี้เราเลยกรี๊ดลั่นสนามบิน จนพวกป้าๆแกรีบหิ้วกระเป๋าหนีกลับบ้านก่อน มีป้าอยู่คนนึงมาพูดใส่หน้าเราว่าแม่เราแต่งงานกับพ่อเราที่เป็นคนไม่ดีแล้วยังจะต้องมามีลูกไม่ดีอีก น่าสงสารแม่เราจริงๆ เราเลยสาดโค้กใส่หน้าป้าคนนั้น ทีนี้ทุกคนเลยรีบหนีกลับไปก่อนกันหมดเลย โกรธจนไม่ยอมคุยกับเรา เหลือเรากับแม่ แม่เราก็ว่าเราสักพักแล้วกลับไปหาของที่เครื่องบิน สุดท้ายเป็นฝีมือนังแอร์จริงๆด้วย คือชีย้ายของเราจริงๆ แล้วชีไม่รู้ว่าของที่ชีย้ายคือของเรา ชีจำไม่ได้ แต่พอเราหาของไม่เจอชีก็ไม่อยากรับผิดชอบเรื่องทรัพย์สินหาย+ชีน่าจะรู้สึกว่าเราดูเป็นเด็กไม่เต็มด้วย(เรามีปัญหาการพูดสื่อสารพอสมควรเพราะโรคที่เราเป็น) นางเลยแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องจนเราซวย


      หลังจากนั้นเหมือนแม่เราท่านหายอารมณ์เสียแล้วเลยพิจารณาได้ว่าไม่ใช่ความผิดเราจริงๆ เราเช็คของแล้ว ทุกคนเร่งเราเอง แถมแม่เองนั่นแหละที่พูดว่าอาจจะมีคนอื่นช่วยหิ้วลงไปแล้วก็ได้ แล้วการที่ยายกับป้าๆทุกคนมารุมเราแบบนั้นมันเป็นสิ่งที่คนเป็นแอสเพอร์เกอร์ซึ่งโดนเพื่อนรุมแกล้งมาตั้งแต่เด็กและไม่ถูกกับสถานการณ์โดนรุมสุดๆอย่างเราจะทนไม่ได้ ย่อมอาละวาดเป็นธรรมดา แม่เราควรจะรู้ดีและไม่เปิดเรื่องให้เราต้องโดนป้าๆรุมเลย เลยมาขอโทษเราและไปอธิบายให้ญาติคนอื่นฟังว่าทำไมเราอาละวาดกรี๊ดๆ...ซึ่งเราก็ไม่รู้หรอกนะว่าเขาให้อภัยเรามั้ย


      สุดท้ายแม่เราก็บอกให้เราฟังว่าบนโลกนี้ไม่มีใครยุติธรรมตลอดเวลา ทุกคนคือมนุษย์ที่ผิดพลาดได้ บางครั้งพออารมณ์ไม่ดีก็จะพูดอะไรแย่ๆ หรือกระทั่งตัดสินคนแบบผิดๆ แล้วการที่เราไปกรี๊ดๆมันก็ทำให้ทุกคนที่ตัดสินคนแบบผิวเผินมองว่าเราน่าจะต้องผิดจริงแน่ๆ ทั้งๆที่เรากรี๊ดหาความยุติธรรมเพราะเราไม่ได้ผิด เพราะว่าเรามีเหตุผล แต่ทุกคนไม่ยอมฟัง


      เพราะงั้นเวลาครอบครัวของจขกทมาพูดอะไรก็ใจเย็นๆนะคะ อย่าไปพูดอะไรแรงๆหรือเถียงด้วยอารมณ์ เพราะต่อให้จขกทเป็นฝ่ายถูก แต่พอจขกทเถียงไปด้วยอารมณ์แล้ว ทุกคนจะเบี่ยงไปโฟกัสที่ว่าจขกทขึ้นเสียงเถียง อารมณ์ร้าย นิสัยไม่ดี แทนที่จะโฟกัสว่าแท้จริงแล้วใครถูกใครผิด แล้วก็จะตัดสินให้จขกทเป็นคนไม่ดี เป็นคนแพ้ทันทีแทน

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      #14
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      จริง ๆ การมีความฝันนี่ดีนะคะ เราคิดว่าคนที่หาฝันของตัวเองเจอคือคนที่โชคดีมากค่ะ หลายล้านคนบนโลกใบนี้ เยอะแยะไปที่อยู่และตายไปโดยไร้ความฝัน


      แต่เราต้องอย่าลืมว่า ทุกวันนี้เราอยู่บนโลกความจริง เราต้องสร้างรากฐานชีวิตให้มั่นคงในระดับหนึ่งก่อน แล้วจึงจะไปตามความฝันได้ ไม่ได้หมายความว่าต้องรวยก่อนอะไรแบบนี้นะคะ หมายถึงเราต้องรับผิดชอบภาระของตัวเองได้

      เอาจริง ๆ อาชีพนักเขียนอยู่ได้นะคะ แต่นั่นคือต้องประสบความสำเร็จพอสมควร ซึ่งมันต้องใช้เวลา แล้วก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะไปอยู่ในจุดนั้นได้


      ถ้าเป้าหมายคือการได้ตีพิมพ์ อาจไม่ไกลเกินเอื้อมนักนะคะ แต่หากหวังว่าจะใช้การเขียนนิยายเป็นอาชีพหลัก บอกเลยว่ายากมาก เงินที่ได้มันน้อยจนน่าเศร้านะคะ ถ้าได้ตีพิมพ์ส่วนใหญ่ก็จะ10%จากราคาปก คูณด้วยจำนวนพิมพ์ สมมติ เล่มละ 300 ตีพิมพ์พันเล่มเราจะได้ 30,000 บาท ซึ่งมันไม่เยอะเลยนะคะ กับเวลาที่เราเสียไปในการเขียนนิยายเรื่องหนึ่งขึ้นมา ส่วนการทำมือขายเอง ถ้าเรื่องไหนปัง ขายดีรายได้ก็จะมากกว่าทางแรกค่ะ แต่ว่า เราจะขายดีแบบนี้ทุกเรื่องเหรอ คือมันก็ไม่มั่นคงน่ะค่ะ


      พิมพ์มาซะยืดยาว เอาเป็นว่าแนะนำให้หางานหลักทำก่อนดีกว่าค่ะ แล้วเอาเวลาว่างจากงานหลักมาเขียน ถ้ารักการเขียนก็ค่อย ๆ เขียนไปค่ะ เขียนทุกวัน เดี๋ยวจะจัดสรรเวลาได้เอง ฝีมือก็พัฒนา การทำงานประจำควบคู่กับการเขียน มีข้อดีคือ เราจะวัตถุดิบใหม่ ๆ มานะคะ


      สู้ ๆ ค่ะ เราเองก็อยากจะออกจากงานวันละแปดรอบเพื่อมานั่งเขียนนิยาย เราเข้าใจค่ะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #15
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ก็ต้องหางานประจำทำให้ที่บ้านเลิกบ่น เพื่อสุขภาพจิตที่ดี แล้วก็ค่อยหาเวลาว่างเขียนไป
      คิดได้แต่ทำค่อนข้างยากเพราะงานประจำมันดูดเวลาความฝันและพลังชีวิตในแต่ละวันแทบจะหมดสิ้น
      การกระโดดไปเป็นนักเขียนเลยก็น่ากลัว วันหนึ่งมันหมดขึ้นมาเราไม่มีอะไรเขียนก็วุ่นวายอีก
      ยังไงตอนนี้ก็ต้องทำงานประจำละครับ ส่วนเรื่องต้องทิ้งความฝัน มันก็ไม่ใช่แบบนั้น ถ้าคุณยังมีแพชชั่นว่าอยากจะเขียนนิยายเป็นอาชีพ จิตใจเราก็จะจดจ่ออยู่ตรงนั้นเส้นทางของความฝันอาจจะไม่เหมือนที่คิดไว้ ไม่เหมือนที่เคยเห็น แต่เราก็จะพยายามหารูปแบบที่เหมาะสมกับตัวเรา กับสถานการณ์ที่เราต้องเผชิญหน้า เพราะมันเป็นแพชชั่นเป็นหมุดหมายของชีวิต จิตเรามันจ้องจะมุ่งไปตลอดเวลาอยู่แล้วละครับ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #16
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      อาชีพนักเขียนไปได้ไกลหลากหลายทิศทางมาก

      ไม่ว่าจะเป็นนวนิยาย และ ยังเป็นการพัฒนาทักษะ

      การเขียนให้ดีขึ้น บางคนใช้การเขียน เขียนหนัง

      สือแนววิชาการ หรือ แต่งบ้าน จัดห้องนอน เกี่ยว

      กับครัว ทำอาหาร บางคนจุดเริ่มต้นมาจากการแต่ง

      นวนิยายนี้แหลาะ และ รับงานการเขียนแนวอื่นๆ

      รวมด้วยค่ะ จึงทำให้มีความรู้และบรรยายเป็นตัว

      อักษรได้ดีค่ะ อืม เคยได้ยินข่าวว่ามีการ์ตูนยอด

      นิยมเรื่องหนึ่งในญี่ปุ่น จ้างนักเขียนมืออาชีพเขียน

      ตั้งแต่กลางเรื่องไปจนถึงตอนจบเท่าที่จำได้นะคะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      สู้ๆ
      Guest IP
      #17
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เราว่ายุคนี้โอกาสของนักเขียนมีอยู่เยอะมากนะคะ


      อีบุ๊ค คอยน์เด็กดี หรือของรีดอะไรท์ก็มี


      ประสบการณ์ของเรานะคะ จริงๆเคยเล่าในบอร์ดไปทีละ แต่เล่าอีกก็ได้ เราอดทนทำงานออฟฟิศอยู่ปีครึ่งค่ะ ระหว่างนั้นก็ลงนิยายในเว็บไปเรื่อยๆ ช่วงนี้ต้องฝืนร่างกายแล้วก็อดทนมากๆ


      พอเขียนจบก็ส่งสำนักพิมพ์ค่ะ สนพ บอกไม่ผ่าน เราก็เลยไปขายอีบุ๊ค รายได้เดือนแรกก็หมื่นนิดๆ เดือนสองก็หลายหมื่นอยู่ ลาออกจากออฟฟิศแทบไม่ทัน5555 ล้อเล่น คือพอมีเงินเก็บก็อุ่นใจค่ะ ว่าเราจะไม่อดตาย จะตามความฝันคือเงินสำคัญมากจริง

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #18
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      คำแนะนำแบบรวบรัด...


      1. หยุดงานเขียนซะ แล้วโฟกัสไปที่การทำมาหาเลี้ยงตัวเองให้ได้ก่อน


      2. เป้าหมายหลักที่ควรตั้งในตอนนี้คือทำให้คนอื่นเห็นว่าเรายืนได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่ไล่ตามความฝันอะไรนั่น


      3. ความฝันก็คือความฝัน ถ้าจะบอกว่าไม่ได้ต้องไล่ตามตอนนี้เวลานี้ เดี๋ยวผ่านไปอีกสองสามปีความฝันจะหมดอายุหรือไง? ท้องไส้เราสิสำคัญกว่า...


      4. เมื่อใดที่เรายืนได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นแล้ว จะทำอะไรก็ทำตามใจชอบเลยครับ


      5. อื่น ๆ เพิ่มลดได้ตามที่หลายท่านแนะนำมาแล้ว แต่อย่าลืมว่าเป้าหมายหลักปากท้องต้องมาก่อน



      (ปกติจะแนะนำแบบเอาน้ำเย็นเข้าลูบ แต่คราวนี้ขอแข็งหน่อยนะ)

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      #19
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ผมอ่านแล้วโกรธจริงๆโกรธมากด้วย มาว่าอาชีพนักเขียนเป็นอาชีพไร้สาระได้อย่างไร ถ้าอยู่กลางงานนักเขียนโดนแน่ มันไม่ใช่อาชีพทุจริตซะหน่อย

      งานนักเขียนก็เหมือนกับชาวนาและครับ(ขออภัยหากผมพูดจาดูหมิ่นไปครับ) คนมักมองว่า จน แต่นักเขียนและชาวนาก็สามารถสร้างบ้าน ซื้อรถ ซื้อที่ดินฯลฯได้นะ (ถ้าเกิดเราพูดว่า "เป็นนักเขียน"จะถูกมองในแง่ลบไว้ก่อนว่าจน) เดี๋ยวพรุ่งนี้ต่อครับ



      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      ปาเจรา
      Guest IP
      #20
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      คุณ จขกท. ลองเวทีประกวดเรื่องสั้น ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งนะ ผมเป็นสายประกวด กับส่งบทความทาง Paperless ก็มีผลงานอยู่ในรอบสุดท้ายเวทีต่าง ๆ อยู่บ่อยเหมือนกัน คว้ามาได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ก็เป็นการพิสูจน์ตัวเองอีกทาง แถมยังได้เกียรติประวัติห้อยท้ายด้วยนะ ว่านี่นักเขียนรางวัล ไว้ประดับในวิกิพีเดียด้วย เช่น พี่ปองวุฒิ ได้มาไม่รู้กี่เวที

      หรือ อย่างปราปต์ กับรอมแพง(บุพเพสันนิวาส) ก็ดังจาก เวทีรางวัลเหมือนกัน ปราปต์จากนายอินทร์ อวอร์ด รอมแพงจากเซเว่นบุค หรืออย่างปองวุฒิด้วย คนอ่านหลายคนก็เลือกเสพงานรางวัล พวกนี้กระเป๋าหนักพอตัว


      ข้อดี คือ ได้ประชันฝีมือกับนักเขียนดังไปด้วย บางครั้งงานนักเขียนดังก็ไม่ชนะนะ กรรมการเขาวัดที่ผลงานซึ่งหน้าจริง ๆ มักมีนักเขียนใหม่โผล่ขึ้นมาก็เริ่มเป็นที่สนใจหลายคน อย่าง จิดานันทร์ ซีไรต์ปีล่าสุด ก็ชนะมาจากรางวัล


      แล้วยังได้พิสูจน์ไปในตัว เพราะกรรมการเขานี่แว่นคัดกรองเขาจะโหดหินอยู่แล้ว


      แต่ถ้าสนสายกวีอีก ก็เป็นใบเบิกทางด้านกวีด้วย เพราะเดี๋ยวนี้ กวีที่ได้รางวัล มักสอดแทรกเป็นเรื่องเป็นราว แบบสุนทรภู่อยู่เหมือนกัน


      ผมแนะนำเวทีเรื่องสั้น ช่วงนี้

      - รางวัลเรื่องสั้น Indy Award เงินรางวัล 1 แสน ตีพิพม์

      - รางวัลเปลื้อง วรรณศรี เรื่องสั้นรางวัล 2 หมื่น กวี เงินรางวัล 2 หมื่น

      - รางวัลอุชเชนีย์ ความเรียง(คล้าย ๆ เรื่องสั้นเหมือนกัน) รางวัล 3 หมื่น กวี 3 หมื่น (หมดเขตส่งละลืมไป)

      -รางวัลเบญจมาศ เรื่องสั้นแนวธรรมะ 30,000 มีสี่รางวัล ตามประเภทหัวข้อสี่อัน

      - ยังมีของตะวันส่อง หัวข้อ วิปลาสด้วย


      ส่วนที่หมดเขตส่งแล้ว คงรอปีหน้า ก็เวทีพานแว่นฟ้า เวทีเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ เวทีของสำนักพิมพ์โซฟา ฯลฯ(จำไม่ได้)


      ส่วนเวทีเรื่องสั้นที่ยังไม่มา ก็เวทีอนุมาราชธน เวทีประภัสสร เสวิกุล เวทีสิ่งแวดล้อม ม.เชียงใหม่ เวทีวรรณศิลป์ของจุฬา พวกนี้จะมาช่วงปลายปีมั้ง


      ส่วนประเภท นิยายขนาดยาว ช่วงนี้ยังไม่เปิด จะมาช่วงปีหน้า ให้แต่งเตรียมไว้

      - Arc Award

      - เซเว่นบุคอวอร์ด

      - รางวัลวรรณกรรม ปีศาจ

      - รางวัล แว่นแก้ว

      มีอีก ศึกษาเอาเองนะครับ


      ตอบกลับ
  • ความคิดเห็นที่ 21 - 22

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป