/>

เป็นเด็กซิ่ว แต่แม่ชอบพูดดูถูกและบั่นทอน ควรทำไงดีคะ [ยินดีให้แชร์]

Dddd
Guest IP
วิว
ขอเล่าก่อนนะคะ เราเรียนที่คณะหนึ่ง มหาลัยในกทม. ซึ่งเป็นคณะที่แม่เราบังคับและขอร้องให้เรียน ซึ่งแม่เราดุมาก และอาละวาดด้วยถ้าเราขัดใจท่าน เราก็เลยยอมๆเรียนไป เพื่อให้แม่สบายใจ เราตั้งใจจะซิ่วกสพท.แต่แรกอยู่แล้ว เพราะแม่เรามีอคติกับอาชีพหมอมาก แบบเกลียดเลยอ่ะ แม่เราจึงไม่อยากเรียน

ทีแรกเราซิ่วไปด้วยเรียนไปด้วยซึ่งงานที่มหาลัย หนักมาก เราต้องพยุง ทั้งมิดเทอมและที่อ่านซิ่ว เราคุยกับแม่เราแต่แรกแล้วว่าเราอยากเป็นหมอนะ ขอดรอปที่มหาลัยมา อ่านหนังสือ​ให้เต็มที่ได้มั้ย ทีแรกแม่เราไม่ยอมหรอก แต่พอคะแนนมิดเทอมออก เราเอาไปให้แม่ดูสุดท้ายแม่เราจึงยอมให้ดรอป เพราะคะแนนแย่มาก เราไม่ถนัดกับคณะนี้บวกกับโดนบังคับแต่แรก

พอเราออกมาอ่านหนังสืออยู่บ้าน แม่เราจะไม่ค่อยพอใจมากทำปึ่งปังไม่พอใจ แบบพูดแซะ พูดดูถูกประมาณว่า ซิ่วมาก็ไม่ติดหรอก ด่าเราว่าโง่บ้าง ควายบ้าง
เราจะทำข้อสอบเก่าอ่ะค่ะ และประมาณว่าตื่น8โมง อ่านถึงดึก แม่เราก็เห็นแต่ก็ด่า แบบอ่านไปก็ไม่เข้าหัวหรอก และประโยคนึง บอกว่าอ่านให้ตายถ้าลูกโง่ก็ไม่ติดหรอก แบบพูดกรอกหูทุกวันๆ บอกว่าจะไม่ให้เราเป็นหมอ และให้กลับไปเรียนคณะเดิมที่แม่ชอบให้ได้

เราพยายามคิดว่าแม่พูดให้มีแรงผลักดันแต่มันไม่ใช่เลย เรายิ่งเป็นคนแคร์กับคำพูดแม่มาก เพราะถือว่าเป็นครอบครัว แม่ยิ่งดูถูกเรายิ่งกดดันและเครียด บางครั้งอยากตาย ก็มีเพราะแม่แช่งเราด้วย

เราพยายามให้แม่พูดดีๆแล้ว โดนแม่ด่ากลับมาบอกว่า แม่เป็นคนอย่างนี้ไม่ต้องมาสอน อย่าเสร่อ

เราเครียดมาก ทำไงให้แม่เลิกพูดบั่นทอนดีคะและเปิดใจกับคณะแพทย์ดี
ให้หัวใจกระทู้นี้ ~

แสดงความคิดเห็น

13 ความคิดเห็น

    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #1
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ลองคุยกับเเม่ ว่า เเม่หนูต้องการกำลังใจ ที่แม่พูดเเบบนี้ หนูไม่มีกำลังใจเลย ลองพูดตรงๆไปยังง่า เเต่ยังไงก็สู้น้า เป็นกำลังใจให้ครับผม

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      Sur'kw.
      Guest IP
      #2
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ถ้าเป็นคณะที่เราชอบ ใฝ่ฝันเราก็บอกท่านว่าเราต้องการจะเรียนเเบบนี้ เป็นเเบบนี้ ใช้เหตุผลโน้มน้าวโดยอ้างจากความจริง ว่าข้อดีคืออะไรบ้าง เเล้วก็ต้องตั้งใจเรียน ทำให้ผลออกมาดีที่สุดค่ะ เป็นปกติที่เเม่จะพูดดักคอเรา บอกว่าเราทำไม่ได้ เพราะท่านมีอคติ เมื่อเรารู้ว่าท่านไม่ชอบเเล้ว เวลาท่านพูด บ่นอะไร ว่าอย่างไร ก็นิ่งๆค่ะ อย่าคิดอะไรมาก พยายามหลีกเลี่ยงดีกว่า เราต้องนึกถึงอนาคตของเรา หากเราทำในสิ่งที่เรารัก เราก็จะมีความสุขทั้งปัจจุบันเเละอนาคต เเละผลที่ตามมาคือความสำเร็จที่สมบูรณ์เเบบ เชื่อว่าท่านต้องยอมรับเเละเข้าใจเราได้เเน่นอนค่ะ สู้ๆนะคะ อย่าเพิ่งยอมเเพ้

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #3
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      จขกท. อยากเป็นหมอแต่แม่ไม่ให้เป็น... แม่คงอคติกับอาชีพหมอมากเลยนะ เพราะพ่อแม่ส่วนใหญ่อยากให้ลูกเป็นหมอกันทั้งนั้นเลย พ่อแม่ของผมเอง อยากให้สอบหมอเหมือนกัน แต่ไม่ชอบ+ไม่ใช่ทาง+คะแนนไม่ถึงด้วย555


      วิธีแก้ที่แนะนำนะครับ คือ ไม่ต้องสนใจ สอบให้ติดก่อน ถ้าแม่อคติแล้วเราไปบังคับให้ชอบก็คงจะยาก

      ตั้งใจอ่านและทำตามสิ่งที่ตัวเองต้องการเถอะครับ อนาคตเรา อยู่ที่เราเท่านั้น


      ทำให้สำเร็จก่อน เมื่อวันนึงเราสำเร็จแล้ว ครอบครัวจะมองเห็นเราเอง

      แม่ใช้คำดูถูกเราเพราะคิดว่าเราทำไม่ได้จริงๆ (จากที่จขกท.บอกว่าคะแนนตัวเองน้อยมาก)

      แต่ถ้าเราตั้งใจซิ่วแล้ว (ซึ่งมันเสียเวลาช้ากว่าคนอื่นไป 1 ปี) ก็ต้องพยายามทำให้สำเร็จ


      แม่จะพูดทำให้เราเสียกำลังใจไปเรื่อยๆจนกว่า...

      1. ยอมแพ้แล้วไปเรียนคณะที่แม่อยากให้เรียน

      2. จขกท. สอบติดหมอ


      https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/bb-01.png ไม่รู้ว่าช่วยได้หรือเปล่า แต่เป็นกำลังใจให้...^^

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #4
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ก่อนอื่น หนูต้องทำความเข้าใจคุณแม่ก่อนครับว่าทำไมจึงสร้าง"กำแพง"กับอาชีพแพทย์ขึ้นมา

      คุณแม่ไปเจอเหตุการณ์อะไรต่างๆนานามาหรือเปล่าในอดีต ? แล้วให้คุณรับฟังอย่างตั้งใจอย่าเพิ่งไปขัดแก


      จากนั้น ค่อยๆอธิบายแกฟังว่าทุกอาชีพมันมีทั้งคนดีและคนเลว แพทย์ที่แม่เจออาจเป็นคนไม่ดี แต่แพทย์ที่ดีๆก็มีเยอะมากนะคะ ...เวลาแม่ไม่สบายแม่ก็ต้องไปหาหมอใช่ไหมคะ ถ้าหนูเรียนหมอ หนูจะเป็นหมอที่ดี ไม่ทำแบบหมอที่แม่เคยเจอ แล้วถ้าหนูเป็นหมอก็จะได้รักษาแม่ด้วย


      ถ้าแม่ยังด่าว่าโง่อีก...พยายามให้ตายก็ไม่ติดอีก

      ก็ค่อยๆ พูดกะแกว่า ถึงหนูจะโง่แต่หนูก็รักแม่นะ


      เล่าให้แม่ฟังว่า แม่รู้ไหมว่ามีคนนึงโง่กว่าหนูอีก โดนด่าว่าบ้าด้วย

      เขาไม่ได้จบหมอด้วย เขาแค่ใช้สองตีนวิ่งอย่างเดียว 2,215 กม.

      ตอนแรกมีคนบอกว่าเขาทำไม่ได้หรอกๆๆ แต่เขาก็โง่ทำมันอยู่นั่น วิ่งไปๆๆ

      สุดท้ายเขาก็ทำได้...เขาให้เงินเอามาให้หมอหมดเลย 1,000 กว่าล้านบาท

      แม่เห็นไหมว่า "ตูน บอดี้สแลม" เขาเห็นความสำคัญกับอาชีพนี้ขนาดไหน

      แม่เปิดใจเถอะนะ...หนูอยากเป็นหมอ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #5
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      การจะเปิดใจแม่ได้คือตอนที่เราประสบความสำเร็จแล้ว แต่ระหว่างทางการสร้างความสำเร็จแล้วแม่พยายามขัด แนะนำให้หนีออกมา เช่นไปเช่าห้องอยู่ หรือไปขออยู่กับญาติ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #6
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ปกติมีแต่พ่อแม่อยากให้ลูกเป็นหมอกันนะ แม่จขกท.แปลกจัง 55555

      คือถ้าเราไม่ชอบ เรียนไปป่าวประโยชน์ คือจขกท.โชคดีแล้วที่รู้ตัวเองชอบอะไร อยากเป็นอะไร

      Don't give up นะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #7
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ตอบยากแหะ เพราะเป็นคนในครอบครัวทั้งทีแต่ไม่ให้กำลังใจนี่สิ

      ผมว่ากรณีนี้ถ้าเราประนีประนอม (เขียนถูกผิดยังไงก็ขออภัยครับ) ก็ค่อย ๆ ชี้แนะเหตุผลครับ อย่างที่หลายคอมเมนท์บอกว่า บางทีคุณแม่คุณอาจมีอคติอะไรซักอย่างกับอาชีพหมอมาก่อน โน้มน้าวใจคุณแม่จนกว่าเค้าจะยอมเข้าใจเรานั่นแหละครับ


      แต่ถ้าฮาร์ดคอร์หน่อยก็ ผมว่าคำพูดคำด่าแซะโน่นแซะนี่ ต่อให้เป็นคนในครอบครัวเราก็สามารถโยนมันทิ้งไปได้ครับ ไม่ต้องแคร์ว่าเค้าจะรู้สึกยังไง ในเมื่อเค้ายังไม่สนใจเลยว่าถ้าด่าเราด้วยคำพูดเชิงดูถูกเราจะคิดยังไง ก็เลิกที่จะเก็บคำพูดนั้น ๆ มาคิดครับ


      i.e. : จขกท.ต้องเปลี่ยนนิสัยเลิกสนใจคำพูดคุณแม่นั่นแหละครับ เพราะคนที่จะใช้ความรู้จากสายอาชีพก็คือจขกท.เองครับ ไม่ใช่คุณแม่

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      แบเบบบบ
      Guest IP
      #8
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เอ บางทีถ้าเราลองคุยด้วยเหตุผลดูคุณแม่อาจจะรับฟังก็ได้นะคะ แต่ถ้าไม่ เราก็ต้องทำของเราให้เต็มที่เพราะเราคงไปเปลี่ยนความคิดใครไม่ได้ง่ายๆ พ่อเเม่เราก็ไม่อยากให้เป็นหมอค่ะแต่เราอยากเป็นนะ เราเลยลองไปถามเหตุผลดู เราเลยพบว่าพ่อเเม่มองอาชีพนี้ในมุมมองที่ต่างจากเราค่ะ ลองค่อยๆคุยกันน้า คือนี่ก็สอบไม่ติดค่ะ ตอนแรกก็ว่าจะซิ่วเหมือนกันแต่คณะที่เราอยู่มันมีสัญญาถ้าออกต้องเสียเงิน เกรงใจพ่อกับเเม่ด้วยเลยไม่ดีกว่า55555555

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      เมย์
      Guest IP
      #9
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      แนะนำให้ไปอ่านหนังสือข้างนอกนะคะ กรณีนี้อย่าอ่านหนังสือที่บ้านเลยมีแต่จะท้อเปล่าๆ จำไว้ทุกครั้งที่ท้อหมดกำลังใจกับคนรอบข้างว่า ชีวิตเป็นของเราคะ ถ้าเราไปต่อตามที่แม่หวังไว้เมื่อมองกลับมาเราคงต้องมานั่งเสียดายช่วงเวลานี้ เรื่องแม่เราว่าเราเปลี่ยนใจใครไม่ได้ มีแต่ต้องยอมรับให้เวลาค่อยๆสมานใจเขา ตอนนี้สอบติดก่อนนะคะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #10
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เวลาคนเราจะหยิบคำอะไรในหัวออกมาด่าได้มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เขาต้องเคยมีความเกี่ยวข้องกับคำนั้นๆ หรือประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกันมาก่อน มนุษย์จะเลือกทำในสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่เขาจะคิดได้


      ขออนุญาตแนะนำจากประสบการณ์ตัวเอง


      - เคยถามไหมว่าวัยเด็กของคุณแม่เขาโตมาแบบไหน?

      แม่ทุกคนเลี้ยงลูกได้ แต่ไม่ใช่ว่าจะเลี้ยงลูกเป็น(ตามหลักจิตวิทยา) แม่บางคนก็เรียนรู้วิธีการเลี้ยงลูกมาจากแม่ตัวเอง บังคับเอย ทุบตีเอย ด่าว่าเอย มันมีได้หมด... ถ้าเราเถียงแบบไหน เขาก็จะทำเหมือนแม่ตัวเองที่ทำกับเขานั่นแหละ แล้วพอเราบี้เขามากๆ มันก็จะไปจบที่เหตุผลบ้าๆอย่าง "ทำเพื่อลูก"


      - เคยถามหรือเปล่าว่าทำไมถึงไม่อยากให้เป็นหมอ?

      คล้ายกันกับข้อข้างบน มนุษย์เราจะชอบจะเกลียดอะไรได้มันต้องมีที่มา ลองให้เขาเล่าให้ฟังแล้วจับประเด็นดู อย่าเพิ่งท้วงติงอะไร อย่าคัดค้านอะไร ถามหาข้อมูลอย่างเดียว การจะเถียงคนได้น้องต้องพร้อมจริงๆ (ต้องมีคำพูดที่เถียงไม่ได้)


      - ปรับปรุงที่ตัวเองก่อน (การกระทำ/ความคิด/ทัศนคติ)

      ถ้าลูกคนไหนปล่อยให้พ่อแม่เลือกทุกอย่างให้ตั้งแต่เด็ก เช่น เสื้อผ้า ที่เรียน แล้วเด็กคนนั้นไม่ปธิเสธหรือเลือกด้วยตัวเองไม่จะว่าด้วยเหตุผลไหนก็ตาม พ่อแม่ของเด็กคนนั้นจะเชื่อว่าลูก "ดูแลตัวเองไม่ได้" จนนำไปสู่การบังคับและอื่นๆในอนาคต


      น้องต้องยอมรับด้วยว่าส่วนหนึ่งมันก็เป็นความผิดของน้องเอง... ไม่ใช่ว่าแม่น้องถูกทุกอย่าง แต่ทัศนคติด้านลบอย่าง "เธอไม่เข้าใจฉัน/เธอทำร้ายฉัน/เธอนั่นแหละที่ผิด" จะทำให้น้องมองไม่เห็นวิธีรับมือ ถ้าจะเถียงกับผู้ใหญ่ น้องต้องเขาใจ 'หัวโขน' ของเขาก่อน


      - จะอธิบายยังไงให้คนเป็นแม่ไม่รู้สึกว่า 'เสียอำนาจ'

      น้องต้องไม่ยืนกรานในฐานะฝั่งตรงกันข้าม หรือพูดหรือทำอะไรที่ดูต่อต้านแบบตรงๆ เช่นระหว่างที่เขาพูดอยู่เราต้องไม่ขัดเด็ดขาด เพราะจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกทันทีว่า เธอไม่ฟังฉัน/เธอไม่เคารพฉัน และเคล็ดลับเสริมคือไม่ควรพูดคำว่า 'แต่' มนุษย์ชินกับคำนี้ในฐานะการปธิเสธ น้องอาจจะเลี่ยงไปใช้คำอื่นอย่างเช่น


      "หนูเห็นด้วยกับความคิดเห็นของแม่นะคะ ส่วนหนูคิดแบบนี้..." (ลูกล่อลูกชน หัดใช้บ้าง)


      น้องอาจถามแม่ในฐานะ "ลูกที่มาปรึกษา" ว่าคุณแม่จะช่วยแนะนำยังไงได้บ้าง การทำแบบนี้จะช่วยให้เขาได้ทำหน้าที่ของตัวเอง และจะยินดีรับฟังเรามากขึ้น


      - กับคนที่เหตุผลก็ไม่ฟัง อารมณ์ก็ไม่ฟัง ต้องพูดยังไง?

      ถ้าให้จัดลำดับคุณภาพของการสื่อสาร อารมณ์ < เหตุผล < ความจริง ถ้าน้องลองพูดด้วยสองอย่างแรกแล้วไม่ได้ผล แนะนำให้ลองใช้ความจริงเป็นหลักยึดดู กับคนที่เขาอีโก้สูง ตัวกูของกูเยอะ ไม่ฟังใคร น้องไม่สามารถพูดอะไรที่ดูเหมือน 'สอน' เขาได้ ยิ่งกับคนเป็นแม่ดุๆยิ่งแล้วใหญ่ ต่อให้น้องเถียงชนะ ผลที่ตามมาก็จะมีแค่ประมาณสองทาง


      ไม้แข็ง = ไล่ให้ไปหาเลี้ยงชีพด้วยตัวเอง,ครอบครัวแตกแยก,เกลียดขี้หน้ากัน

      ไม้อ่อน = "ทำเพื่อลูก",ต้องยอมทำตามที่บังคับอยู่ดี,ซึมเศร้าจนนำไปสู่การฆ่าตัวตาย


      เพราะงั้นผมเลยแนะนำวิธี 'ยิงคำถามให้เขาคิดเอง' เป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด ส่วนตัวคำถามน้องต้องใช้ไหวพริบของตัวเองเช่น


      "หมอนี่ไม่ดีขนาดนั้นเลยเหรอ?"

      "มันเป็นอย่างนั้นจริงกับทุกคนหรือเปล่า?"

      "หมอทุกคนที่แม่เจอมามีนิสัยเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า?"


      อันนี้เป็นศาสตร์ของ Neoro-Linguistic Programming ถ้าน้องจะเป็นหมอก็ควรต้องศึกษาไว้ (มันคือวิธีพูดกับคนไข้) คีย์เวิร์ดคือ meta model สำหรับใช้เรียกสติจากความรู้สึกที่บิดเบือนในสมอง


      ยิ่งถ้าน้องเจอปัญหาหนักกับตัวเองหนัก น้องจะยิ่งเข้าใจความรู้สึกของคนอื่น และถ้าน้องแก้มันได้ น้องจะช่วยคนได้อีกเพียบ แต่น้องต้องเปลี่ยนความเจ็บปวดทั้งหลายให้กลายเป็นบทเรียนให้ได้ก่อน (ประสบการณ์ที่จะทำให้เราเติบโต) เพราะถ้าน้องดันไปจำความรู้สึกที่ปวดร้าวและเป็นแผลใจ น้องจะได้กลายเป็นคนไข้ซะเอง


      แม่พี่ก็เป็นคนปากร้ายสุดๆ แต่น้องต้องเข้าใจว่ามนุษย์จะทำในสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่เขาคิดได้เสมอ อย่าได้โกรธหรือเกลียดท่านเลย เราแค่ไม่เข้าใจกัน และสิ่งที่ผมพูดไปเป็นเพียงประสบการณ์ส่วนตัว น้องต้องเรียนรู้ที่จะยืดหยุ่นและนำไปปรับใช้ให้เหมาะกับตัวเอง


      ฝึกใจให้สงบแล้วจะเกิดสมาธิใช้ปัญญา ขอให้เธอโชคดี

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      คุณโอ๋
      Guest IP
      #11
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      พยายามพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น มองกลับที่ตัวเรา ว่า อยากทำอาชีพอะไร ก็เลือกเรียนคณะนั้น


      สู้ๆ นะครับ เป็นกำลังใจให้ครับ


      ถ้ามีอะไรปรึกษา การพัฒนาตัวเอง พูดคุยกันได้นะครับ

      ทางไลน์: oah_jittaphat


      ฝากบล็อกที่ผมเขึยน

      บล็อก: รีวิวหนังสือแนะนำ (Review Recommend Books) ก่อนที่จะอ่านหนังสือทั้งเล่ม

      https://review-recommend-books.blogspot.com/

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #12
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ลองหาที่อ่านที่แบบแม่ไม่เห็นหรือ หรือเปิดใจคุยกับแม่ไปเลยว่าหนูไม่ถนัดจริงๆ มันไม่มีความสุข อะไรแบบนี้ดูนะคะ แต่ถ้ายังพูดแบบนี้ลองให้มันไหลไปตามทางนะคะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #13
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เดี๋ยวเราสอบได้ ทำงาน เดี๋ยวก็ได้เป็นหมอครับ


      พอถึงตอนนั้นแม่ก็คงไม่ยอมรับไม่ได้


      ใช้ความนิ่งเข้าช่วยครับ


      เพราะตอนนี้เราพูดอะไร ไปก็ผิดหมด


      เพราะแม่มีอคติ


      เอาจริงเป็นหมอนะดีมากเลย มั่นคง เงินเดือนสูง


      อาจจะเหนือ่ยหน่อย แต่ถ้านานๆไปจะสบายครับ


      เผลอๆได้รักษาแม่ตัวเองด้วย แต่ถ้าไม่ได้อยู่แผนกรักษาแม่


      ก็ต้องมีเพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้อง อาจารย์ ที่พอจะฝากฝังไว้ใจได้ ในการรักษาแม่


      นี้เป็นอนาคตเลยนะครับ ไม่ต้องไปสนแม่เรา ปล่อยให้แม่แกบ่นไป


      แล้วเดี๋ยว พี่เชื่อว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะออกมาดีแน่นอนครับ


      พี่นี้ก็อยากเป็นหมอเหมือนกัน แต่นีเกิดก่อนไปนิด ไม่ค่อยรู้เรื่อง 55


      ย้อนไปได้ก็อยากเป็นหมอ เหมือนเรานัน้แหละครับ

      ตอบกลับ

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป