How to Audition ทีมงานออดิชันอยากเห็นอะไรจากคนมาออดิชั่น [ยินดีให้แชร์]

วิว
#thailand #ออดิชั่น #audition #music #kpop

   ก่อนจะได้แสดงความสามารถออกอากาศในรายการเพลง การเป็นศิลปิน ไอดอล ต่าง ๆ นั้น  ทุกคนต้องผ่านด่านออดิชันกันก่อน ซึ่งการจะสร้างความประทับใจให้ทีมงานออดิชัน หรือทีม scout นั่น ถือว่าเป็นเรื่องที่กดดันและอาศัยเทคนิคอยู่พอสมควรเลย
 

   Eargasm Deep Talk เอพิโสดนี้ จึงขอเชิญผู้ที่เคยทำหน้าที่ scout และผู้ที่เคยส่งคนไปออดิชัน มาคุยว่าการสร้างความประทับใจในขั้นแรกของการคัดเลือกนั้น ต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง
 


 

   Eargasm Deep Talk เทปนี้ มาคุยกับ พี-ประพฤติ ทองธานี ครูสอนร้องเพลงที่มีประสบการณ์ส่งนักเรียนไปประกวดร้องเพลงมานักต่อนัก และ แท็บบี้-รฐา โกกิลานนท์ นักร้องที่เคยเข้าประกวดและเคยเป็นกรรมการออดิชันนักร้องมาหลายรายการ รวมถึง โจ้-นทธัญ แสงไชย โปรดิวเซอร์รายการ Eargasm ที่เพิ่งผ่านการเป็นกรรมการคัดเลือกนักร้องมาสดๆ ร้อนๆ

สิ่งแรกที่ควรคิดเมื่ออยากสมัครแข่งรายการเพลง

   ต้องดูว่ารายการที่เราอยากสมัครเขามองหาอะไร บางรายการหานักร้องที่บุคลิกภาพดี สวยสูงหุ่นดีมั่นใจ บางรายการก็เน้นร้องเพลงแหละ แต่หาคนที่เกือบจะเก่งมาปั้นให้พัฒนาในรายการ หรือ The Voice ที่ชื่อเหมือนจะเน้นเสียง แต่ก็ดูที่เสน่ห์เป็นหลัก ไม่ต้องหล่อก็ได้นะ แต่ร้องเพลงแล้วมีเสน่ห์ ดูเป็นศิลปิน ก็ต้องดูว่าคาแรกเตอร์เราเหมาะกับที่รายการหาอยู่หรือเปล่า ซึ่งถ้าไปแล้วไม่ติด ก็ไม่ได้แปลว่าเราไม่ดีนะ แต่อาจเพราะเราไม่ใช่คาแรกเตอร์แบบที่รายการหาอยู่

ซึ่งหน้าที่ของแท็บบี้หรือโจ้ที่มาพูดคุยวันนี้ คือเป็นทีมออดิชันในขั้นแรก ที่ไม่ได้ออกทีวี ไม่มีการถ่ายเก็บไว้ ทำงานเป็นหน่วยคัดกรองคนออดิชันก่อนจะเข้าไปในรายการจริงๆ หลังจากนั้น

ซึ่งแต่ละปีจะมีเพลงฮิตของปีนั้นๆ ซึ่งทำให้กรรมการเกิดอาการ earworm มาก อย่างเช่นปีนี้จะเป็นเพลงของ The TOYS ถ้าเพลงสากลก็เป็น Shape of You

ถ้ามองในสายตาของครูสอนร้องเพลง พีเองคิดว่าก่อนประกวดร้องเพลง คนคนนั้นก็ต้องพอร้องเพลงได้บ้าง ควบคุมเสียงได้ เข้าใจความหมายเพลง ถ่ายทอดเนื้อหา สื่อสารได้ ถ้ายังก็จะยังไม่ส่งให้น้องไปประกวดที่ไหน

 
 

เลือกเพลงที่เหมาะกับตัวเอง

นักร้องหลายคนเลือกเพลงยากเกินไป หรือไม่เหมาะกับตัวเอง ฉะนั้นต้องแยกให้ออกระหว่างเพลงที่เราชอบ กับเพลงที่เหมาะกับเสียงเรา

บางทีเรามักมีภาพจำว่านักร้องประกวดต้องร้องเพลงโชว์พลังเสียง แต่ส่วนมากเท่าที่ผ่านการออดิชันมา กรรมการชอบฟังเพลงที่ฟังแล้วสบาย ซึ่งก็คือเพลงที่เหมาะกับเสียงของเรานั่นแหละ เราอาจไม่เหมาะกับเพลงโชว์เสียงอย่าง Listen ของบียอนเซ่ แต่เหมาะกับเพลงสบายๆ อย่างสิงโต นำโชค มากกว่า

อีกอย่างคือต้องมีการเตรียมท่อนเพลงสักหน่อย เลือกว่าท่อนไหนโชว์เสียงเรามากที่สุด ไม่จำเป็นต้องมายืนร้องตั้งแต่ท่อนเวิร์สแรก ซึ่งกว่าจะไปพีกก็อาจจะอีก 2 ท่อนต่อมา

เพราะด้วยความที่ผู้เข้าประกวดมีมาก กรรมการก็ต้องทำเวลาในการฟัง แต่ถึงเวลาจะน้อย กรรมการก็ฟังออกว่าคุณมีศักยภาพประมาณไหน ฉะนั้นเอาท่อนที่ดีที่สุดของคุณออกมาเลย

ถ้ามีแบ็กกิ้งแทร็กก็ควรตัดมาแค่ท่อนที่โชว์เสียงเราก็พอ ไม่ต้องเอามาตั้งแต่ต้นเพลง

หรืออย่างที่เคยไปดูออดิชันรายการหาบอยแบนด์ ซึ่งก็จะมีตำแหน่งต่างๆ ทั้งร้อง เต้น แรป ก็เจอเด็กที่ร้องไม่ได้ดีมาก แต่แรปดี เต้นดี หน้าตาดี เราก็บอกไปว่าน้องควรเข้าไปโชว์แรปนะ มันน่าสนใจกว่า แต่พอปล่อยเข้าห้องออดิชันใหญ่ไป น้องกลับร้องเพลงที่เตรียมมาตั้งแต่ท่อนแรก กว่าจะเข้าท่อนแรปน้องก็โดนตัดจบไปแล้ว เสียดายแทน

 
 

รู้จักตัวเองให้ดีพอ

   อีกประเด็นคือเราไม่ควรตอบกรรมการว่า ฟังเพลงทุกแนว ชอบเพลงศิลปินทุกคนเท่ากันหมด เพราะเขากำลังหาคาแรกเตอร์ของคุณอยู่ ฉะนั้นคุณควรรู้จักตัวเองระดับหนึ่งว่าเราเป็นนักร้องสไตล์ไหน หรือชอบฟังเพลงสไตล์ไหน

บางครั้งเด็กเลือกเพลงมา พีเองในฐานะครูก็ต้องกรองให้ว่าเพลงเหมาะกับน้องไหม แต่บางทีก็มีตัวแปรเป็นพ่อแม่เด็กเหมือนกัน ที่เลือกเพลงที่ตัวเองชอบมาให้ลูกร้อง แต่ไม่เหมาะกับลูก ทำให้บางครั้งนอกจากต้องสอนร้องเพลงแล้ว ก็ต้องสอนพ่อแม่ด้วยเหมือนกัน

 

First Impression คือสิ่งสำคัญ

วันออดิชันควรนอนมาให้พอ และแต่งตัวมาให้เหมาะ ไม่เยอะเว่อร์เกินไปจนน่าอึดอัด หรือแต่งตัวไม่สุภาพมากๆ มา ก็ทำให้ทีมงานรู้สึกไม่ประทับใจในแว่บแรก

พอเข้ามาถึงการร้องเพลง ก็อย่างที่บอกไปว่าต้องเลือกเพลงที่เหมาะกับเสียงตัวเอง บางคนอายุน้อยมากไม่ถึง 10 ขวบ แต่ร้องเพลงเนื้อหาแอบรักเป็นชู้อย่าง Saving All My Love For You ก็ไม่เหมาะนะ

บางคนจะรู้สึกว่าเพลงยากเนี่ย กูต้องร้องให้ได้ มันเป็นบันไดที่ต้องขึ้น ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ใช่ มันต้องกลับมาดูตัวเองว่าเสียงเราเหมาะกับเพลงแบบไหนมากกว่า การร้องเพลงแหกปากพลังเสียงไม่ได้ ไม่ได้แปลว่าเราเป็นนักร้องที่ไม่ดีหรือใช้ไม่ได้ เราอาจเหมาะกับเพลงอะคูสติก เพลงใสๆ มากกว่า

การเลือกเพลงมาร้อง

อีกอย่างคือ ควรเตรียมเพลงมาสัก 3-4 เพลง ในหมวดต่างๆ เช่น เพลงช้า เพลงเร็ว เพลงสากล เพราะกรรมการก็อยากรู้ว่าเด็กคนนี้มีศักยภาพด้านไหนบ้าง มีอะไรน่าสนใจซ่อนอยู่อีกบ้าง

ซึ่งสามารถคิดเพลงได้จากเพลงหลักของเราเลย เพลงหลักควรเป็นเพลงที่เราร้องแล้วมั่นใจ ถ้าเพลงนั้นเป็นเพลงเร็วสากล เราก็หาเพลงช้า เพลงไทย มาเพิ่มหน่อย เผื่อกรรมการอยากฟังอีก เราจะเตรียมเพลงแนวเดียวกันมาให้กรรมการฟังทำไมล่ะ เพราะถ้ามันออกมาแย่ มันก็แย่ไปเลย ถ้ามันออกมาดี มันก็ดีเหมือนเดิม เราควรจะมีความดีหลายๆ แบบบ้าง

 
 

ความในใจทีมงานออดิชัน

   เป็นตำแหน่งที่กดดันนะ เพราะนอกจากต้องตัดสินคนที่เราไม่รู้จัก ต้องบอกปฏิเสธคนจำนวนมากแล้ว การปล่อยให้คนที่ไม่ใช่คาแรกเตอร์ที่รายการหาอยู่ให้เข้าสู่รอบต่อไป ก็เสี่ยงต่อการโดนทีมงานหรือโปรดิวเซอร์ด่าได้เหมือนกัน

การออดิชันหรือรายการประกวดเหล่านี้ก็เป็นเหมือนบันไดขั้นแรกของการเข้าสู่สังคมนักดนตรี ฉะนั้นอย่างแรกสำหรับคนที่อยากเข้ามาออดิชันคือ เราต้องรักการร้องเพลง ไม่อยากให้คาดหวังอย่างอื่นก่อน ถ้าเราขับเคลื่อนตัวเองด้วยความสุขในการร้องเพลง เมื่อเจอฟีดแบ็กทั้งดีหรือไม่ดี ความเหนื่อยในการทำงานในภายภาคหน้า ความสุขนี่แหละที่จะทำให้เราไปต่อได้

อย่างที่สองคือสิ่งที่ย้ำมาตลอด เราต้องรู้จักตัวเอง และรู้ว่าจะพรีเซนต์อะไรในตัวเองให้คนอื่นดูหรือฟัง

อีกอย่างคืออยากเสริมให้คนที่ออดิชันแล้วไม่ผ่าน ว่านั่นไม่ใช่จุดจบของโลกนะ พลังของบางคนไม่ได้เหมาะจะมาโชว์คนเดียวบนเวที แต่อาจจะเหมาะกับการเล่นดนตรีกับเพื่อนแล้วอัปลงยูทูบก็ได้ หาช่องทางที่เหมาะกับตัวเองดีกว่า




Credits

The Host แพท บุญสินสุข

The Guest ประพฤติ ทองธานี, รฐา โกกิลานนท์, นทธัญ แสงไชย

Show Creator แพท บุญสินสุข

Show Producer นทธัญ แสงไชย

Episode Editor นทธัญ แสงไชย

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

Music Westonemusic
และ https://thestandard.co/podcast/eargasmdeeptalk08/




 

ฝากติดตาม เพจแชร์ประสบการณ์ออดิชั่น


 

ให้หัวใจกระทู้นี้ ~

แสดงความคิดเห็น

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป