วิธีการยื่น MUIC + ประสบการณ์ Fast Track [ยินดีให้แชร์]

วิว
#muic #มหิดลอินเตอร์ #มหิดลรับตรง #มหิดล
กระทู้นี้สำหรับใครหลาย ๆ คนที่สนใจจะเข้ามหิดลอินเตอร์นะคะ โดยส่วนตัวเรายื่น Fast track รอบ ตุลา 61 ก็ใช้คะแนน SAT กับ IELTS ยื่นไป ตอนนี้ติด Major Finance แล้ว รอเรียนเทอม 3 เพราะยังไม่จบม.6 ก็ไหน ๆ ก็ติดแล้วเลยอยากมาแชร์ประสบการณ์ในการยื่นมหิดลให้ทุกคนฟัง
 
มหิดลอินเตอร์ยื่นยังไงได้บ้าง?
 
ขอเริ่มจากรอบสอบของมหิดลก่อนนะคะ มหิดลอินเตอร์จะแบ่งออกเป็น 3 เทอม ซึ่งเราสามารถยื่นเข้าเทอมไหนก็ได้ แล้วแต่ตัวเราเองว่าคะแนนเราพร้อมรึยัง หรือ พร้อมที่จะสอบตรงแล้ว 
1. รอบเทอมหนึ่ง จะเป็นช่วง 18 เมษายน - 8 พฤษภาคม และ 2 - 20 กรกฎาคม 
2. รอบเทอม 2 ก็จะเปิดให้ยื่นช่วง 1 - 18 ตุลาคม
3. ส่วนเทอมที่ 3 ก็จะเปิดรับตอนช่วง 7 - 22 มกราคม
 
ก็ใครที่พร้อมยื่นตอนไหนก็อย่ารอช้านะคะ รีบ ๆ ยื่นก่อนเลย ถ้ายังไม่จบม.6 ก็สามารถทำเรื่อง postpone ไว้ก่อนได้ รอจนเราจบม.6 แล้วค่อยเริ่มเรียนเทอมที่เราเข้าได้
 
แบบที่ 1: ยื่นแบบ FAST TRACK
บางคนอาจจะสงสัยว่า เอ้อ fast track คืออะไรอ่ะ ยื่นแล้วจะติดจริง ๆ หรอ หลาย ๆ คนคงสงสัยเพราะระบบนี้ก็พึ่งมีไม่นาน อันนี้บอกเลยค่ะว่าถ้าคะแนนถึงตาม requirement ก็ติดเลย รอสัมภาษณ์อย่างเดียว แต่จากที่ได้ยินมาคือถ้าสัมภาษณ์ละพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ก็อาจจะต้องไปเรียน PC เพื่อปรับพื้นฐานภาษาอังกฤษก่อน แต่กรณีนี้ก็ยังไม่เคยเห็นนะคะ ก็ไม่รู้ว่าจริงรึเปล่า
การยื่นแบบ fast track คือการยื่นพวกคะแนน SAT กับ IELTS ตาม requirement หน้าเว็บมหิดล ซึ่งแต่ละคณะก็จะใช้เกณฑ์ที่ต่างกันออกไป
 
Requirement:
ในส่วนของทักษะภาษาอังกฤษสามารถยื่น
- TOEFL (IBT) Overall 69 and Writing 22
หรือ
- IELTS Overall 6 and Writing 6 (บอกเลยเมื่อก่อนเค้าเอา writing 6.5 นะ คือถ้าไม่เก่งนี่คือไม่ได้อ่ะ พอปรับคะแนนลงก็รู้สึกสบายใจขึ้นหน่อย555)
ส่วนคะแนนพวก Math เราสามารถยื่น ACT (MATH) หรือ SAT (MATH) ก็ได้ อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้นะคะ แต่คณะเค้าก็จะใช้คะแนนที่ต่างกัน 
• ในส่วนของ ACT 
สาขา Science (not lower than 25)
สาขา BBA (not lower than 25)
สาขา Intercultural Studies and Languages (not lower than 20)
สาขา International Hospitality Management (not lower than 18)
• ส่วนคะแนน SAT MATH 1
Science (not lower than 600)
BBA (not lower than 600)
Intercultural Studies and Languages (not lower than 530)
International Hospitality Management (not lower than 500)
**ในส่วนของ CommeDe และ Social Science ไม่ต้องใช้คะแนน math นะคะ

ก็ใครที่มีคะแนนตามเกณฑ์ก็ลองยื่นกันได้เลยน้าา
 
แบบที่ 2: สอบตรง
การสอบตรงของ MUIC ถ้าเราไม่มีคะแนนอะไรเลยก็จะต้องสอบ TOEFL, Writing และ Math กับทางมหาลัย
คำเตือน!! ซึ่งการสอบแบบนี้ถ้าพื้นฐานคุณไม่แน่นจริง ๆ คุณมีสิทธิ์ติด PC หรือ MP สูงมาก ๆๆ บอกเลย ดังนั้นเราแนะนำว่าใครที่มีโอกาสสอบพวก SAT, IELTS บลา ๆ ก็ลองสอบเก็บไว้นะคะ กันไว้ก่อนดีกว่า ถ้าคะแนนไม่ถึงค่อยว่ากันใหม่ เพราะถ้าไม่อยากไปนั่งเรียน PC ก็ยื่น fast track เอาจะดีกว่าค่ะ
ข้อสอบของทางมหาลัยก็จะมีแบบอย่างให้ทางหน้าเว็บก็ลองไปเปิดดูกันได้นะคะ ตามลิ้งก์นี้เลย

http://www.muic.mahidol.ac.th/eng/wp-content/downloads/admission/example_of_TOEFL.pdf
http://www.muic.mahidol.ac.th/eng/wp-content/downloads/admission/example_of_mathematics.pdf
อันนี้เป็นคำตอบของ math นะคะ -> 
https://www.facebook.com/satassistant/posts/1829368640512514
 
PC กับ MP คืออะไร?
- PC เมื่อก่อนเค้าย่อมาจาก Pre-College แต่ตอนนี้เค้าเรียกว่า Preparation Center ในส่วนของ PC ก็คือการเรียนปรับพื้นฐานภาษาอังกฤษ กับ math ซึ่งมีอยู่ 4 ระดับ คือ PC1 (Elementary), PC2 (Pre-Intermediate), PC3 (Intermediate) และ PC4 (Upper-Intermediate) ในแต่ละ level คุณจะต้องเรียน 20 - 24 ชม. ต่อ week เวลาเรียนทั้งหมดต่อ level ก็ประมาณ 3 เดือน แล้วการที่จะ pass แต่ละ level คุณก็จะต้องสอบเพื่อข้าม level นั้น ๆ ให้ได้จนจบ PC4 หรือบางคนอาจจะไม่รอแล้วยื่นคะแนนใหม่เพื่อเข้า IC เลย
- MP (Mathemathical Foundations Program) อันนี้เรียน math อย่างเดียว เป็นการเตรียมความพร้อมในวิชาคณิตก่อนเข้ามหาลัย
 
ก็อย่างที่อธิบายไปตอนแรกว่าเราใช้ยื่นแบบ Fast track อะนะ ก็คะแนนของเราก็ไม่ได้สูงเลย แต่แบบผ่านเกณฑ์ก็เลยยื่นกับทางมหาลัยได้ แล้วก็รอแค่สัมภาษณ์อย่างเดียว
ในส่วนของประสบการณ์สอบสัมภาษณ์ บอกเลยอย่าเครียด แค่เดินยิ้มเข้าไปทักทายเค้า ก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว อ้อแล้วก็พวก posture การเดิน พยายามอย่าห่อไหล่นะเวลานั่ง รวมทั้งเวลาเดินด้วย มันจะทำให้เราดูเป็นคนที่ไม่มีความมั่นใจ หรือเสียบุคลิกนั่นเอง ก็พยายามท่องในใจหลังตรง ๆ ไม่ห่อไหล่ ๆ นั่งสวย ๆ หรือหล่อ ๆ ไป5555 ตอนที่นั่งรอหน้าห้อง interview จะมีพี่เค้ายืนคุมอยู่ พี่เค้าก็จะชวนคุย แนะนำนู่นี่นั่นก็ฟัง ๆ ไว้
ของเราตอนนั้นได้สอบวันศ.ที่ 23 พฤศจิกายน 2561 เวลา 9.30น. แต่พอไปถึง เราต้องนั่งรอนานเกินครึ่งชม.ถึงจะได้สอบสัมภาษณ์ ตอนแรกก็ประหม่ามากกกก แบบนั่งตัวสั่นอ่ะ55555 คนข้าง ๆ คงแบบอีนี่เป็นไรวะ สั่นอยู่นั่น คือตื่นเต้นจริง แต่พอเข้าห้องสัมภาษณ์เราก็เดินเข้าไปทักทายอย่างสุภาพ ลืมบอกไปในห้องก็จะมีอาจารย์อยู่ 2 คน ไทย1 ต่างชาติ1
เริ่มแรกเค้าก็จะให้เรา Introduce yourself เราก็แค่แนะนำชื่อ-นามสกุล and you can call me _(nickname)_ แล้วก็อายุ 18 นะ กำลังเรียนอยู่ที่โรงเรียนนี้ๆ ก็ว่าไป (ภาษาอังกฤษเด้อ ไม่ใช่ไทย5555 แต่เขียนไทยเพื่อให้เข้าใจง่ายละกันเนอะ) ละหลังจากนั้นเราก็บอกเค้าไปว่า เออเรามีพี่ชายเรียนอยู่ ละอาจารย์เค้าก็ถามชื่อเล่นพี่เรา พอบอกไปปุ๊บเค้าก็แบบ เห้ย That’s my student เราก็แบบชห.ละสิ รู้จักพี่เราด้วย แต่เค้าก็แบบหัวเราะ ๆ เราก็เลยแบบหัวเราะไปด้วย บรรยากาศจะได้ไม่ตึงเครียด (เอ้อ ครูต่างชาติเขาเป็นคนอิตาลีนะเออ ละสำเนียงฟังยากมากกกกก ต้องฟังดี ๆ เลยอ่ะ ถ้าฟังพลาดก็อาจจะรบกวนให้อาจารย์เค้า repeat ให้ฟังอีกรอบนะเออ อย่าเกรงใจหรือกลัวที่จะถาม ไม่งั้นมันจะกลายเป็นว่าเราตอบอะไรมั่ว ๆ ไปแทน มันจะยิ่งแย่กว่าเดิมอีก)  ก็อย่างที่อธิบายไปว่ามีพี่เรียนอยู่ เค้าก็ถามเราว่าแบบพี่เราเรียน major นี้แล้วทำไมเราถึงเลือก major นี้ล่ะ ไม่คิดจะเรียนให้เหมือนกันหรอ คือเราก็ตอบว่าแบบเรียนหลาย ๆ อย่างไงจะได้เอามาช่วย ๆ กันได้ พอแนะนำตัวเสร็จเค้าก็ถามประมาณว่า Why do you choose this major? ก็ตอบไปว่าแบบเออที่บ้านมีธุรกิจนะ พูดเรื่องที่บ้านเท่านั้นแหละ อะที่บ้านคุณทำไรไหนบอกมาซิ ก็อธิบายไป เค้าก็นั่งยิ้มพยักหน้ากัน 2 คน พอจบคำถามนั้น เค้าก็ยกตัวอย่างเหตุการณ์ให้เราตอบว่า คุณคิดยังไงกับเหตุการณ์นี้ ถ้าเป็นคุณคุณจะทำแบบนั้นมั้ย อะไรประมาณนี้อ่ะ คือเค้าดูจริงจังเวลาถามนะ แต่ก็ดูไม่ได้ซีมากมายขนาดนั้น อธิบายไงดี55555 แล้วคำถามอื่น ๆ ก็จะถามเกี่ยวกับตัวคุณเลยว่า free time ชอบทำไร (เราตอบไปว่า ส่วนตัวแล้วชอบอบพวกขนมไรพวกนี้ เค้าก็จะถามประมาณว่า อ้าว ถ้าคุณชอบแล้วทำไมคุณไม่ไปเรียนสายนั้นล่ะ เราก็เลยตอบว่า คือถ้าสำหรับเราอ่ะ Finance มัน important กว่าเยอะ เราเลยเลือกที่จะเรียนสาขานี้เพื่อไปพัฒนาธุรกิจที่บ้านต่อด้วย), พูดได้กี่ภาษา แล้วสนใจภาษาอะไรมั้ย ของเราตอนถามเกี่ยวกับภาษานี่คือพีคมาก เราตอบไปว่าเราสนใจ Spanish ละอาจารย์เค้าก็แบบถามว่า เออ ชอบฟังเพลงสเปนหรอถึงชอบภาษาสเปนไรงี้ รู้จักเพลงอะไรมั้ย อยู่ ๆ เราก็นึกได้ 1 เพลงคือ Despacito พอพูดชื่อเพลงแค่นั้นแหละ อาจารย์ต่างชาตินี่ขำไม่หยุดเลย แบบเออ ๆ I รู้จักเพลงนั้น ชอบ ๆ 55555 พอจบคำถามนั้นอาจารย์เค้าก็มองหน้ากัน 2 คนแบบ ok ไม่รู้จะถามไรละ เราก็แบบ thank you เค้า ละก็เดินออกมา คือบอกเลยมันไม่เครียดจริง ๆ บางคนอาจจะโดนสอบสัมประมาน 10 นาทีแต่ของเรานี่ 5-6 นาทีก็จบละ ถ้าโดนสัมนานก็พยายามปล่อยให้มัน flow ไปตามน้ำอย่าตะกุกตะกักคล้าย ๆ กับการสอบ speaking IELTS อ่ะ พูดอธิบายให้ clear ที่สุดเท่าที่จะทำได้
 
ส่วนเรื่อง Portfolio
อย่างเรื่อง Portfolio ถ้าไม่ได้จะเข้าพวก CommeDe อะไรพวกนี้ก็ไม่ต้องใช้นะคะ เค้าไม่ดูเลย ไม่ถามเลยด้วยซ้ำ แต่ถ้าอยากทำเผื่อ อันนี้เราก็ไม่แน่ใจนะว่าเค้าให้ดูรึเปล่า เพราะตอนเาราไปสอบสัมเราไม่ได้เอาไปด้วย

เพิ่มเติม
บางโรงเรียนอยา่งเช่นโรงเรียนของเรา มันจะมีโควต้าของมหิดลอยู่ แต่จะยื่นได้แค่บางคณะเท่านั้น ดังนั้นก็ลองสอบถามทางโรงเรียนดูนะคะ แต่ว่าเราก็ไม่แน่ใจนะว่าไอคำว่า quota เนี่ยมันช่วยเราให้ติดยังไง เพราะถ้าคะแนนเราไม่ถึงยังไงก็ต้องเรียน pc หรือ mp อยู่ดี เพื่อนเราก็มีคนที่ใช้ quota แต่ก็ติดทั้ง pc และ mp

เอกสารที่ใช้ยื่น
ปพ. 7
- หนังสือรับรองความประพฤติ (Recommendation letter) 
(ถ้ายังเรียนอยู่)
- จดหมายรับรองการเป็นนักเรียน (ถ้ายังเรียนอยู่)
- ปพ.1 (Transcript)
- สำเนาบัตรประชาชน
- สำเนาทะเบียนบ้าน
- รูปถ่ายชุดนักเรียน 1 นิ้ว (2 รูป)
* ถ้ามี *
- ผล IELTS หรือ TOEFL
- ผล SAT

ใครที่จะสนใจจะเข้า อยากถามอะไรเพิ่มเติมก็เม้นทิ้งไว้ได้นะคะ ถ้าตอบได้จะช่วยตอบให้เลยค้าา
หากมีข้อมูลตรงไหนผิดพลาดก็ขออภัยด้วยนะค้าา
ให้หัวใจกระทู้นี้ ~

แสดงความคิดเห็น

16 ความคิดเห็น

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เด็กดี TCAS

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป