เป็นซึมเศร้าแล้วเพื่อนเริ่มไม่คบทำยังไงดีคะ #รบกวนด้วยค่ะ [ยินดีให้แชร์]

ช่วยเราทีขอร้องล่ะ
Guest IP
วิว
เรามาปรึกษาค่ะ ตอนนี้เราเศร้ามากจริงและหยุดคิดไม่ได้
คือเรื่องมีอยู่ว่าเรามีเพื่อนที่คิดว่าสนิทด้วย 1 คนค่ะ เราเป็นรูมเมทกันไปไหนมาไหนก็ไปด้วยกัน สนิทกันถึงขั้นที่ว่าเวลาคนทักเราถ้าไม่มีเขาจะถามถึงเขา ส่วนเขาถ้าไม่มีเราก็จะถามถึงเราค่ะ
เราคบกันมาได้สามปีแล้วค่ะ ตั้งแต่เข้ามหาลัยจนตอนนี้อยู่มหาลัยปีสาม
เราเคยคิดว่าเขาคงเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดในม.ของเราแล้วแหละค่ะ คิดว่าคงจะอยู่จนเรียนจบ กระทั่งเราอยู่ปีสามเรารู้สึกว่าเราไม่เหมือนเดิมจนไปหาหมอและได้พบจิตแพทย์และสรุปว่าเราเป็นซึมเศร้า
เราพูดน้อยลงเยอะมากเพราะเราเศร้าตลอดเวลา เราบอกเพื่อนเราหวังว่าเขาจะเข้าใจเรา เราไม่ได้อยากเป็นแบบนี้...แต่หลังจากนั้นเรารู้สึกว่าเพื่อนเราค่อยๆตีตัวออกห่างไปจากเราค่ะ จากที่เคยไปไหนมาไหนด้วยกันเขาไปกับคนอื่นและไม่ชวนเราไปด้วยแม้แต่กินข้าวและไปเรียน
ด้วยความที่เราเป็นรูมเมทกันและเราเรียนวิชาเดียวกันเวลาเดียวกันตอนเขาไม่แม้แต่จะรอเราเลย เวลาไปไหนมาไหนก็ไม่เอ่ยปากชวนเราเลยสักคำ แล้วเดี๋ยวนี้เขาก็ทำตัวห่างเหินกับเรามากและเริ่มด่าเราในสิ่งที่เราไม่ได้ทำผิด (อันนี้เมทคนอื่นบอกว่าเราไม่ผิดยังบอกว่าเพื่อนเราโกรธอะไรไร้สาระตอนที่เขสด่าเรานะคะ เราเลยคิดว่าเราไม่ได้คิดไปเอง)
ตอนนี่เราใช้ชีวิตด้วยความสิ้นหวังมากเลยค่ะ ตอนที่ทะเลาะกันจนเราแอบคิดว่าถ้าตายๆ ไปได้ก็คงจะดี เรามันไม่มีอะไรดีเลยเหรอ เรานึกถึงตอนทีีเราเป้นเพื่อนกันแรกๆ และเขาเคยบอกว่าเราก็เป้นเพื่อนทีีเขาสนิทและไว้ใจที่สุดในมหาลัย
เราเคยเรียกเขามาคุยแล้วแต่สุดท้ายทุกอย่างมันก็เหมือนจะแย่ลงจากที่พอคุยกันบ้างตอนนี้กลายเป็นไม่พูดอะไรต่อกันเลยค่ะ และเหมือนมีแต่เราที่แคร์เขาเพียงฝ่ายเดียว แต่เราอยากจะเป็นเพื่อนกับเขาอยุ่นะคะ แต่เราก็เจ้บปวดมากเลยอ่ะเราควรจะทำยังไงต่อไปดีคะ

ขอโทษนะคะที่ตั้งไม่ตรงหมวดเรารู้สึกหมวดนี้คนอยู่หลายวัยและตอบมีสาระค่ะ
ส่งกำลังใจให้ จขกท.

แสดงความคิดเห็น

9 ความคิดเห็น

    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #1
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      สายด่วนสุขภาพจิตเลยค่ะ 1323 โทรเลยค่ะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      #2
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เราก็เคยเป็นนะคะ เข้าสู่ช่วงโดดเดี่ยวจนแบบ...หมอวินิจฉัยเราเป็นไบโพลาร์เข้าช่วงซึมเศร้า แล้วทีนี้เรายังไม่บอกอาการกับใครหรอก ระแวงไปหมด


      จนกระทั่งทนไม่ไหว โทรบอกพ่อแม่ ให้เขาพาไปหาหมอนั่นละนะคะ ส่วนเรื่องเพื่อน อันนี้ไม่รู้ว่าเราตีตัวออกห่างจากเขาด้วยเปล่า แต่เราอาศัยคบไปเรื่อยอะ


      คบทุกคน คุยกับทุกคนตั้งแต่แรกเลย จนกระทั่งมาเจอเพื่อนที่เป็นซึมเศร้าเหมือนกัน เราใช้เวลานานอยู่ทีเดียวกว่าจะบอกให้ใครรู้


      เราสังเกตคนด้วยก่อนจะบอกอาการ ตอนบอกก็ทำใจแล้วด้วยละว่าอาจจะโดนอะไร


      โชคดีว่าเรายังได้โทรไประบายฝั่งพ่อกับแม่บ่อย ๆ ฉะนั้นเลยยังไม่กดดันมาก


      อย่างที่บอกค่ะ ไม่อยากให้ยึดติดกับเพื่อนมหาลัยมากจนกว่าจะเจอคนที่พร้อมจริง ๆ เมื่อเขาตีตัวออกห่าง เรายิ่งไปยุ่งเขายิ่งรำคาญ


      กรณีนี้เพื่อนที่เป็นซึมเศร้าหนักกว่าเราเขาเล่าให้ฟัง โดยบอยคอทยกกลุ่มเลยมั้ง


      ฉะนั้น...ถึงจะช้าไปหน่อย แต่อยากให้ลองหาเพื่อนคุยเพิ่มดู แต่จะไม่ทันมั้ยหน่อย ฮาา แรก ๆ อาจทรมานหน่อย แต่ปรับตัวได้ก็คงดี ไม่ต้องเป็นเพื่อนที่พร้อมจะรู้ทุกความลับของเราเพราะของแบบนี้มันหายาก


      เราเน้นพึ่งพาฝั่งพ่อแม่มากกว่า แต่ถ้าฝั่งนั้นของคุณไม่ดีก็คงแนะนำที่คุณหมอ อย่าเก็บไว้ มีอะไรระบายกับเขาดีกว่าเนอะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #3
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เราก็เคยผ่านช่วงเวลาแบบนั้นมาค่ะ ต้องเข้าใจว่าจริงๆแล้วคนที่จะรับมือกับโรคนี้ไปพร้อมเราได้มันหายากมากจริงๆ


      เราไม่แน่ใจว่าเพื่อนของคุณเป็นอะไร ไม่แน่ใจว่าคุณได้โถมปัญหาใส่เขาเพราะคิดว่าเขาเป็นเพื่อนที่ดีมาก ๆ หรือเปล่า คือเราเคยไว้ใจใครคนหนึ่งมาก ๆ ค่ะ และเขาคนนั้นก็พร้อมจะอยู่ข้างเราเสมอ เราก็เลยลืมตัวเผลอโถมปัญหาทุกอย่างใส่เขา จนวันหนึ่งเขาเองก็รับมือไม่ได้ ปัญหาของเรามันไปทำให้ตัวเขาเองแย่ลงด้วย หลายครั้งเราเริ่มคุยกันไม่เข้าใจ ทะเลาะกัน เพราะต่างคนต่างเริ่มเหนื่อยกับปัญหาซึมเศร้าจากเรา นั่นทำให้เราต้องเริ่มคิดที่จะถอยออกมา


      ถ้าหากว่าได้พูดคุยปรับความเข้าใจแล้วไม่มีอะไรดีขึ้น เราแนะนำให้ถอยออกมาก่อนค่ะ ให้ระยะห่างแก่กันและกัน เราไม่รู้ว่าเขากำลังต้องรับมือกับความรู้สึกแบบไหนดังนั้นเราจึงต้องให้สเปซ ให้เวลาเขาเสียก่อน เพราะการเป็นคนข้างกายของคนป่วยโรคซึมเศร้ามันยากมาก ๆ เลยนะคะ อย่าเพิ่งแพนิค อย่าเพิ่งกังวลว่าเขากำลังเปลี่ยนไป เปลี่ยนไปทำไม ทำไมเป็นแบบนั้นแบบนี้ คุณปล่อยให้เขาทำอย่างที่เขาสบายใจไปก่อนนะคะ


      เราเข้าใจว่าคุณจะต้องซัฟเฟอร์การคิดกลับไปกลับมาว่าตัวเองผิดอะไร ทำไมตอนแรกมันดี ทำไมอยู่ดี ๆ ทุกอย่างมันแย่ไปแบบนี้ มันเป็นเพราะคุณเป็นโรคนี้หรือเปล่าเขาถึงได้เปลี่ยนไป เราเข้าใจคุณมากๆเลยนะคะ แต่ถ้าเป็นไปได้เราอยากให้คุณเลิกคิดก่อนว่าตัวเองผิดอะไร หรือเพื่อนเป็นอะไร อยากให้คุณหันกลับมาแคร์ใจตัวเองเยอะๆ ก่อนนะ การที่คุณแคร์เขาตอนนี้ มันทำให้คุณเจ็บปวดและจะทำให้คุณยิ่งเศร้า ความเศร้าจะยิ่งทำให้คุณไม่สเตเบิ้ล อาจจะเผลอทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก


      ตอนนี้กลับมาดูแลตัวเองให้ดี แคร์ใจตัวเองเยอะๆ ทานยาให้ครบเพื่อรักษาสภาพจิตใจก่อนนะคะ แล้วพอดีขึ้นกว่านี้แล้ว เวลาผ่านไปสักหน่อยแล้ว ค่อยกลับไปคิดเรื่องเพื่อน อย่างที่คห.บนบอกน่ะค่ะ ยิ่งเซ้าซี้เขายิ่งไม่ชอบ ยิ่งเซ้าซี้มันอาจจะยิ่งทำให้เขาไม่โอเคกับโรคนี้ ให้เวลาเขา ให้เวลาตัวเองหน่อยนะคะ


      อย่าเพิ่งกลัวว่าจะเสียเขาไป เขาอาจจะต้องการเวลาในการทบทวนตอนนี้


      มันจะต้องโอเคแน่ ๆ เลยค่ะ ตอนนี้พยายามเพื่อตัวเองก่อนนะคะ อย่าลืมหาหมอและทานยาให้ตรงเวลานะคะ เป็นกำลังใจให้นะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #4
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      บอกก่อนว่าผมเป็นผู้ป่วยซึมเศร้าที่เคยฆ่าตัวตายมาแล้ว 2 ครั้ง และยาของหมอไม่ได้ผลกับผม ผมเลยต้องศึกษาหาวิธีเยียวยาและทำความเข้าใจกับโรคของตัวเองมาร่วม 17 ปี จากนี้ไปเป็นเพียงคำแนะนำจากประสบการณ์ส่วนตัว ผมเจอมาแบบนี้ แก้แบบนี้ จึงเชื่อแบบนี้ ไม่มีอะไรการันตีได้ว่าทำตามแล้วจะหาย เธอต้องนำไปปรับใช้ให้เข้ากับรูปแบบและความต้องการของเธอเอง ผมไม่รู้จักเธอ ไม่รู้ทุกมิติของเธอ ไม่ใช่หมอ และโรคซึมเศร้าเองก็มีสาเหตุและวิธีรักษาต่างกันไปเป็น 'รายบุคคล' เพราะงั้นเธอต้องเป็นคนรับผิดชอบชีวิตตัวเอง


      - ทำความเข้าใจกับโรค

      โรคซึมเศร้ามันเกิดได้จากหลายปัจจัยแต่จะมีจุดร่วมคล้ายๆกันคือ 'จมปลักอยู่กับอารมณ์เป็นเวลานาน' เรื่องตลกที่คนทั่วไปไม่รู้คือจิตใต้สำนึกเราแยกความเป็นจริงกับจินตนาการไม่ออก และคนสมองของคนเป็นซึมเศร้าจะขยันเก็บขยะทางอารมณ์ให้ตัวเองอยู่แล้ว มองทุกอย่างในแง่ลบ คิดว่าตัวเองเป็นเหยื่อของเหตุการณ์ มีแนวโน้มจะติหนิตัวเองและเริ่มไม่ไว้ใจใครแม้กระทั่งคนใกล้ตัว


      สมองของคนเรามันสามารถลบลบ/บิดเบือน/สรุปเหมารวมข้อมูลในความทรงจำได้ เช่นขณะที่เรากำลังโอดครวญต่อว่าตัวเอง "ชีวิตฉันมันห่วยแตก ไม่มีใครรัก" เราลบสิ่งที่ทำได้ดีทั้งหมดในอดีตทิ้งไปแล้ว บิดเบือนว่าอะไรที่ทำแล้วไม่มีใครชมแปลว่าห่วย เหมารวมว่าทุกคนเกลียดตัวเองทั้งที่ยังไม่เคยพบเจอผู้คนถึง 1% ของจำนวนประชากรบนโลกเลย หรือแม้กระทั่งคำว่า 'ลบ' ที่ซ้ำกันสองครั้งเรายังไม่ทันเห็นเลยด้วยซ้ำ


      ถ้าเราอยากจะเชื่อแบบไหน สมองก็จะหาหลักฐานมายืนยันให้ว่าเราได้เป็นสิ่งนั้น และจิตใต้สำนึกของเรามันซื่อตรงต่อตัวเรามาก เป็นเหมือนเด็กแรกเกิดที่ไม่แยกแยะว่าดีหรือไม่ ถ้าเธอเชื่อว่าตัวเองป่วย มันจะหาหลักฐานทุกอย่างเพื่อมายืนยันให้เราบอกตัวเองได้ว่า "เออเราป่วยจริงๆ" ถ้าเธอเชื่อว่าโรคนี้มันแย่ เธอก็จะมองเห็นแต่หลักฐานว่าเพื่อนกำลังตีตัวออกห่างตัวเองเพื่อมายืนยันความเชื่อตัวเองสมใจ ไม่ว่าจะจริงหรือไม่ก็ตาม


      บุคคลผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตแม้กระทั่งพระพุทธเจ้าจึงมักจะพูดกันประมาณว่า "เราจะเป็นในสิ่งที่เราเชื่อ"


      - วิธีแก้เบื้องต้น

      อะไรที่คนทั่วไปรู้อยู่แล้วผมจะไม่พูดแล้วกัน หลักๆที่เราต้องปรับให้ได้คือทัศนคติ เบื้องต้นคือให้มองทุกอย่างตามความเป็นจริง ไม่เอาอารมณ์หรือความทรงจำมาผูกมัด สมมุติว่าเห็นคนกำลังร้องไห ก็ไม่ไปตัดสินคิดเองว่าเขากำลังเศร้า/แฟนทิ้ง/เรียกร้องความสนใจ ให้จบอยู่ที่แค่ 'เขากำลังร้องไห้' จากนั้นถ้าอยากรู้อะไรให้ถามหาความจริงเอา ถ้าเกิดเราทำอะไรผิดพลาดจนเริ่มตำหนิตัวเองขึ้นมา ให้ลองหยุดแล้วพิจารณาดูให้ดี ประโยคคำถามมันสามารถช่วยเรียกสติของเราได้


      "มันจริงหรือเปล่า?" "ทุกคนจะสนแต่เรื่องนี้จริงๆใช่ไหม?" "ทุกคนเลยเหรอ?" "มันสำคัญกับชีวิตขนาดนั้นไหม?" "ก็เคยผ่านมันมาได้ไม่ใช่เหรอ?" "มีข้อดีในเหตุการณ์นี้ไหม?" "ฉันได้บทเรียนอะไรจากเรื่องนี้?"


      คนซึมเศร้ามักจะดราม่าเก่ง เกิดอะไรนิดหน่อยก็คิดว่าตัวเองเป็นเหยื่อ เป็นพระเอก/นางเอกใน MV ที่ต้องเศร้าต้องร้องไห้ ทั้งที่ถ้ามาหยุดคิดดูดีๆก็จะพบคำตอบแล้ว แต่ก็ขึ้นอยู่กับสติและใจของบุคคลนั้นๆเองว่าเขาอยากได้ผลลัพธ์แบบไหน ฉุกคิดทันไหม อยากจะหายจากโรคจริงๆไหม หรือแค่อยากเป็นเหยื่อให้คนมาโอ้ไปเรื่อยๆ


      มันเป็นเรื่องของการให้คุณค่า (Value) ของคนๆนั้นว่าเขาจะมองแบบไหน เช่น มุมมองที่มีต่อ 'ทองคำ'


      นาย A มองว่าทองเป็นของมีค่า เพราะใครๆก็ชอบ/เคยลำบาก/คนที่ครอบครองจะมีแต่คนนับถือ

      นาย B มองว่าทองเป็นเพียงแร่ชนิดหนึ่ง มีก็ได้ไม่มีก็ไม่ตาย/เก็บไว้เป็นทุนสำรอง/หาเมื่อไหร่ก็ได้


      ทั้งคู่ไม่มีใครคิดผิด ทุกคนมีนิยามความถูกต้องตามประสบการณ์ของตัวเอง แต่สมมุติถ้า 'ทองหาย' ขึ้นมา


      นาย A = ฉันล่มละลาย/ฉันจะโดนดูถูกว่าจนเมื่อไม่มีทอง/ทุกสิ่งที่ทำมามันสูญเปล่า/อยากตาย

      นาย B = อืม...หายก็หาย แจ้งตำรวจไว้แล้วใช้ชีวิตต่อ ถ้ามีครั้งต่อไปจะเก็บให้ดีกว่านี้


      มันเป็นเรื่องง่ายๆที่เรามักจะมองข้ามกัน และคนเป็นซึมเศร้านั้นก็มักจะ 'มองไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง' จนหลายครั้งทำให้ใจเราไปยึดติดอยู่กับการตอบสนองของคนอื่น อยากให้คนดีกับเรา/ชมเรา/ให้ความสำคัญกับเรา เพราะเราจะได้เชื่อในแบบที่เราอยากเชื่อ เหมือนกับสมมุติฐานที่เราตั้งเงื่อนไขขึ้นมาเอง


      "ต้องมีคนกดไลค์เยอะๆ นิยายฉันจึงจะถือว่าเขียนได้ดี"

      "ชีวิตต้องประสบความสำเร็จในทุกๆด้าน ฉันถึงจะมีความสุข"

      "ต้องเรียนให้จบสูงๆ ถึงจะทำเงินได้เยอะๆ พ่อแม่จะได้ภูมิใจในตัวเรา"


      เราตั้งเงื่อนไขความสุขพวกนี้ขึ้นมาเสมอ จนกระทั่งมันบดบังความสุขเล็กๆน้อยๆในชีวิตไปจนเกลี้ยง


      ความสุขที่เรายังมีบ้านให้อยู่ มีน้ำให้อาบ มีอาหารให้กิน

      ความสุขเวลาที่ได้กลิ่นกาแฟยี่ห้อโปรดลอยอบอวลไปทั่วห้อง

      ความสุขในอดีตที่ได้วาดสัตว์ประหลาดเป็นครั้งแรก โดยไม่ต้องเอาไปเปรียบเทียบกับใคร


      เมื่อเรามองไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง ชีวิตของเราก็จะแขวนอยู่กับการกระทำของคนอื่น การให้คุณค่าของคนอื่น สายตาของคนอื่น จนสุดท้ายเราก็ยืนด้วยขาของตัวเองไม่เป็น... เหมือนพวกที่ถูกแฟนบอกเลิกแล้วเลือกที่จะกรีดข้อมือทำร้ายตัวเอง เหมือนพวกที่พอสอบเข้ามหาลัยดังๆไม่ได้ก็ไปโดดตึกตาย จะเพราะเจ็บปวดจริงๆหรือแค่เรียกร้องความสนใจมันก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ทุกคนต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเอง


      และก็อย่างที่บอกไปในตอนแรกว่าคนเป็นซึมเศร้ามักมีจุดร่วมกันตรงจมปลักอยู่กับอารมณ์เป็นเวลานาน ในอีกความหมายก็คือ 'หยุดคิดไม่เป็น' หรือแบบที่เธอกำลังเป็นอยู่นั่นแหละ พอร่างกายเกิดการเกร็ง ระบบประสาทตึงเครียด มันจะยิ่งทำให้สมองเธอล้า...ส่งผลให้คิดเรื่องบ้าๆได้มากขึ้นเป็นทวีคูณ


      - วิธีหยุดคิด

      นอกจากเรื่องที่ให้มองตามความเป็นจริงจากข้อบนมาแล้ว วิธีนี้ก็เป็นอีกตัวสำคัญที่ทำให้เราหยุดฟุ้งซ่านได้ ไม่ใช่วิธีใหม่เทคนิคแพรวพราวอะไร มันเป็นวิธีดั้งเดิมที่เก่าแก่แต่คนส่วนมากไม่เก็ท เริ่มเลยแล้วกัน...


      อันดับแรกให้ยกมือขึ้นมากำเอาไว้ ค่อยๆแบมือออกไป สักพักก็ค่อยๆกำมือกลับมาเหมือนเดิม ทำสลับกันเรื่อยๆ ไม่มีผิดไม่มีถูกแค่ทำไปก็พอ ระหว่างนั้นให้เราสังเกตุทุกอย่างผ่าน 'การรับรู้ของร่างกาย' ว่ามันกำลังร้อนขึ้น...เย็นลง...ตรงไหนเกร็ง...ตรงไหนผ่อน แค่รับรู้ไม่ต้องตีความ ถ้าหากมีความคิดอะไรแว๊บเข้ามาให้สลัดทิ้ง กลับมาอยู่กับร่างกาย หายใจเข้าก็รู้ หายใจออกก็รู้ ทำไปแบบสบายๆ


      มันคือสมาธิฐานกาย หรือ 'อาณาปานสติ' คล้ายพวกแม่ชีพาเดินจงกลมนั่นแหละ แต่เรากำลังพูดถึงมันในแง่ของวิทยาศาสตร์ ไม่เกี่ยวข้องกับบุญกุศลแต่อย่างใด (ครูบาอาจารย์ท่านใช้วิธีนี้หลอกให้เราฝึกใจตัวเอง)


      มันเป็นเหตุผลเดียวกันว่าทำไมไอเดียดีๆชอบโผล่มาตอนอาบน้ำ (จดจ่อกับร่างกายที่สัมผัสกับน้ำ) หรือแม้กระทั่งทำไมพวกที่กรีดข้อมือตัวเองถึงรู้สึกมีความสุข (จดจ่อกับความเจ็บปวดของร่างกาย) หัวใจหลักๆคือจดจ่ออยู่กับการรับรู้ผ่านร่างกาย หรือที่พระท่านพูดว่า "รู้เบาๆ" พอเข้าใจคอนเซ็ปมันแล้ว ทีนี้เราจะดัดแปลงไปใช้ที่ไหนตอนไหนก็ได้ เช่น


      ระหว่างผมพิมพ์ ผมจะจดจ่อความรู้สึกอยู่กับปลายนิ้วที่สัมผัสคีย์บอร์ด

      ระหว่างผมนอน ผมจะหยุดคิดเพื่อรับรู้แรงสั่นจากการเต้นของหัวใจ (ทำได้จริงถ้านิ่งพอ)

      ระหว่างเดิน ผมจะสังเกตว่ากล้ามเนื้อช่วงไหนกำลังเกร็ง ส่วนไหนกำลังรับน้ำหนัก


      พอมีความคิดแว๊บเข้ามาก็สลัดมันทิ้ง กลับมาจดจ่ออยู่กับร่างกาย หายใจเข้ารู้ หายใจออกรู้ แค่นั้นพอ


      ได้ผลดีแค่ไหน?


      อันนี้ตอบยากมาก เพราะมันเป็นการรับรู้ผ่านเซ้นส์ที่อธิบายไม่ได้ อารมณ์เหมือนต้องวาดภาพแก้วน้ำให้มีกลิ่นทุเรียน มันทำไม่ได้ ต้องไปลองเอง แต่เอาที่เด่นๆจนบอกได้คือ 'ผมเห็นความคิดตัวเอง' เช่น ณ เวลาที่กำลังจะโกรธ เรารู้ตัวว่าทำไมถึงโกรธ และรู้ทันว่าการโกรธนั้นมาจากการให้คุณค่าของตัวเอง ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะปล่อยมันออกมา พอเราทันความคิด มันก็ได้ 'สติ' หยุดทุกอย่างได้ทันก่อนที่จะทำอะไรแย่ๆออกไป ทุกอย่างเกิดขึ้นใน 1 วินาที


      เคยมีการทดลองกับพระธิเบต โดยให้พวกท่านติดเครื่องวัดคลื่นสมองแล้วให้นั่งรออยู่ในห้องๆนึง แล้วนักวิจัยก็ทำเปิดเสียงคล้ายระเบิดบึ้มเหมือนแกล้งให้พระตกใจ ผลที่วัดออกมาได้ก็คือ


      พระท่านโกรธครับ...แต่ก็กลับมานิ่งอย่างรวดเร็ว (คลื่นสมอง)


      คนที่ควบคุมตัวเองได้ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นไม่โกรธเลย แค่ต้องรู้ทันความคิดของตัวเองแล้วกลับมาอยู่กับปัจจุบันให้ไวที่สุด และคนเป็นซึมเศร้าคงรู้ว่ามันมีคุณค่าขนาดไหนถ้าควบคุมความคิดชั่ววูบได้


      ผมให้เธอได้แค่นำแนะนำ แต่สุดท้ายแล้วเธอก็ต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเองอยู่ดี ยังไงซะก็โปรดอย่าลืมว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันเป็น 'ประสบการณ์ชีวิต' ไม่มีคำว่าดีหรือล้มเหลวอะไรทั้งสิ้น (มนุษย์ตั้งเงื่อนไขกันไปเอง) มีแค่ว่าเราได้บทเรียนอะไรจากมัน จากนี้ไปเธอต้องดิ้่นรนหาวิธีเอาตัวรอดด้วยตัวเอง เพราะเพื่อนที่ดีที่สุดในโลกก็มีแค่ตัวเรา เธอจะให้คุณค่ากับมันยังไงก็แล้วแต่ใจเธอต้องการ ยืดหยุนเข้าไว้...คนเรามันไม่จำเป็นต้องเก่งไปทุกเรื่องหรอก และถ้าเธอเจอปัญหาที่ยากแล้วผ่านมันไปได้ ชีวิตนี้จะมีเรื่องง่ายเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งเรื่อง และสามารถเอามันไปช่วยคนอื่นได้อีกที... ยังไงก็ฝากคำถามทิ้งท้ายไว้ให้ปวดหัวเล่นๆ


      "เธอเจ็บปวด...หรือตั้งเงื่อนไขว่าตัวเองต้องเจ็บปวดตามที่เชื่อ?"

      ตอบกลับ
    • ความเห็นนี้ถูกลบ :(

      ถูกลบโดยเจ้าของความเห็น

      ถูกลบเนื่องจาก:
      ถูกลบโดยเจ้าของความเห็น
      IP
      #5
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      'เพื่อนดีมีหนึ่งถึงจะน้อย ดีกว่าร้อยเพื่อนคิดริษยา'


      แปลได้ว่าเพื่อนคนนี้ไม่ใช่'เพื่อนดี' ของคุณจขกท เท่าที่ฟังดูเหมือนเขาไม่พยายามเข้าใจคุณด้วยซ้ำ 


      ถ้าเขาแคร์จริง แค่เปิดกูเกิ้ล ดูวิธีอยู่กับคนเป็นโรคซึมเศร้าอย่างไร คงไม่ถอยฉากแบบนี้หรอก


      ก็เป็นการคัดกรองเพื่อนไปในตัวอะค่ะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      Be Strong
      Guest IP
      #6
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ถ้าสมมติว่าจขกทพึ่งพาใครไม่ได้ งั้นลองพึ่งพาตัวเองก่อนดีไหมคะ? เราแค่เสนอทางเลือกหนึ่งเท่านั้นนะแต่ให้คุณจขกทตัดสินใจด้วยตัวเอง ยกกรณีเคสเรานะคะ ตอนสมัยย้ายเข้ามาเรียนที่กทมปีแรกๆ โดนทางบ้านกดดันหนัก โดนโทรมาด่าเกือบทุกวัน บวกกับเราอยู่หอคนเดียวไม่รู้จะพึ่งพาใคร เพื่อนก็เริ่มแยกย้ายไปทางใครทางมันแล้วตั้งแต่เรียนจบ ไม่เชิงถึงขั้นไม่ติดต่อกันเลยนะคะแต่เราคิดว่าเล่าไปเขาก็ไม่เข้าใจเพราะเขาไม่ได้เจอแบบเรา มันเป็นความคิดค่อนข้างที่จะหดหู่เนอะ แต่เราคิดแบบนั้นจริงๆค่ะ ไม่ได้ปรึกษาหรือบอกอะไรกับเพื่อนเลย อย่างว่าค่ะใครที่ไม่เจอแบบเราเขาจะไม่เข้าใจ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันไม่ใช่ความผิดของเขาเลยที่เขาไม่เข้าใจ


      เราในตอนนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นอะไร ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่นอนร้องไห้อยู่ในห้องมืดๆ แคบๆ นอนหลับเอาเป็นเอาตายอยู่ร่วมๆสองเกือบสามเดือน น้ำหนักนี่ลดเลยค่ะเกือบๆสิบโล แต่นึกยังไงไม่รู้ จุดนั้นมันถึงที่เราอยากพอแล้วไม่อยากอยู่แบบนี้ มันทรมานเนอะ เราเลยลองไปเสริ์ชหาว่าควรทำอย่างไร หาคำตอบที่คิดว่านี่แหละฉันทำได้เลยลองเอามาใช้กับตัวเอง(ไม่ได้โฆษณาการค้า และแนะนำให้ไปหาหมอจะดีกว่านะคะ) และคงเป็นโชคดีของเราที่รู้ตัวเองเร็ว เลยออกมาจากมันได้ไวกว่าที่คิด



      จขกทหาหมออยู่มั้ยคะ? ถ้ารักษากับหมอแล้วแนะนำให้ทานยาเรื่อยๆอย่าหยุดเองโดยพลการนะ และสิ่งหนึ่งคือจขกทควรรู้ให้เท่าทันตัวเองลองหมั่นสังเกตตัวเองดูนะคะว่าตัวเองอยู่ในอารมณ์ไหน เราจะได้รับกับตัวเองได้ถูกถ้าในเมื่อเพื่อนคนนั้นเขาไม่ดีต่อเราแล้วเขาไม่อยากยุ่งกับเราแล้ว อยากให้จขกทเลิกยึดติดและลองปล่อยวาง และรักตัวเองให้มากกว่านี้


      เรียนไหวมั้ย? เหนื่อยไหม ?


      ไม่เป็นไร กอดนะ


      เราเป็นกำลังใจให้นะคะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #7
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ผมเคยเป็นโรคนี้ และยังไม่หาย


      แต่พบว่า บางทีการทำใจปล่อยวาง และพยายามมองโลกในแบบอื่นบ้างจะดีขึ้น


      ว่างๆ ก็ลองคิดดูว่า เราอยากทำสิ่งใดบนโลกนี้ในสำเร็จ แม้มันจะรู้สึกกลวงๆ ไม่ค่อยอยากทำหรอกในช่วงแรก


      แต่ลองตั้งเป้าดู



      ไม่เช่นนั้น ก็ไปพบจิตแพทย์ครับ จะมีทางออกสำหรับหลายๆ เรื่อง การพบหมอไม่ได้แปลว่าเราบ้า แต่ช่วยให้เราหายเครียดมากขึ้น


      ส่วนเรื่องเพื่อน


      ผมแนะนำนะครับ ถึงแม้จะเป็นรูมเมทกันก็ตาม


      ถ้าคุณคิดว่าคุณทำดี ไม่ได้คิดร้ายอะไรกับเขา ก็จงทำดีต่อไป อย่าได้ไปสนใจพฤติกรรมเฉยเมยกับเขาครับ


      แล้วอีกไม่นานมันจะดีขึ้นเอง หากคุณมีแววสดใสปรากฏบนใบหน้าไม่เครียด



      ปล.เพื่อนผมเคยบอกครับ ว่าเห็นผมหน้าเครียดตายด้านตลอด เลยไม่กล้าชวนไปไหน ไม่กล้าพูดดด้วย กลัวอารมณ์เราไม่ดีอยู่


      สาเหตุมันอาจจะเป็นเหมือนก็ได้ ลองเปลี่ยนจากทำตัวยิ้มแย้มทำหน้าตาผ่องใสบ้างนะครับ


      ไม่เชื่อ คุณลองไปส่องกระจกดูตัวเองเลย หึหึ



      ผมเชื่อว่าทุกคนผ่านมันไปได้แน่

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #8
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      อยากให้รักตัวเองให้มาก.. อย่าเกลียดตัวเอง เธอยังมีสิ่งที่คนอื่นไม่มี.. ในโลกนี้ มีคนที่มีปัญหามากซะจนนับไม่ได้ บางคนเกิดมาไม่มีแขนขา เขาไม่สามารถทำอะไรได้เหมือนคนปกติโดนแกล้งโดนล้อกลายเป็นตัวตลก


      บ้างก็เกิดมามีขนเต็มตัว พ่อแม่รังเกียจขับไล่ออกจากบ้าน กลายเป็นคนมีปมด้อย และ อีกหลายๆคนที่ถูกสังคม ดูถูกเหยียดหยาม โดนประนาม และถูกตีราคาว่าต่ำต้อย ไม่อยากคบหา..


      แต่หารู้ไม่ว่า ปัญหาชีวิตเหล่านั้นกลายเป็นแรงบัลดาลใจให้พวกเขาประสบความสำเร็จในชีวิตและอยู่เหนือกว่าคนอื่นไปไกลแบบไม่เห็นฝุ่น


      ถ้าเทียบกับปัญหาที่เธอกำลังเจออยู่ มันน้อยมาก และเธอยังมีพ่อกับแม่ที่คอยส่งเรียนและมีการศึกษาจนถึงปี 3 ในขณะเดียวกันก็ยังมีเด็กที่ยากจนอีกมากมายที่กำลังภาวนาขอโอกาศให้ตนได้มีการศึกษา เหมือนคนอื่นๆ.. อื่ม..เราไม่ได้มาว่าอะไรหรอก.. เพียงแต่ จะพูดในอีกมุมมองหนึ่ง แค่นั้น..(หวังดีจริงๆ น้า~)


      อย่างที่พูดไปข้างต้น.. ว่าอยากให้รักตัวเองเข้าไว้ ยิ้มให้บ่อยขึ้น ยืด อก! ทุกครั้งก่อนจะออกจากห้อง และเข้าห้อง ไม่ว่าจะเป็นห้องอะไรก็ตาม


      เป็นกำลังใจให้นะ เรียนรู้ที่จะอยู่กับโรคนี้หาประโยชน์จากมันให้เจอ สู้ๆ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      tha12308
      Guest IP
      #9
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ผมว่าลองไปสถานธรรมหรือองค์กรการกุศล ที่มีจิตอาสาช่วยงานการกุศลต่างๆ สิ่งเหล่านี้จะทำให้เรามีกำลังใจมากขึ้น ดูในเน็ตก็ได้มีเยอะมากเช่นสถานธรรมแม่ชีศันสนีย์ หมอเขียวสันติอโศก หรือจะทำกับข้าวหรือซื้อของกินให้ขอทาน คนกวาดขยะ ถ้าตัวเองมีความสามารถอะไรเป็นพิเศษเช่นการสอนหนังสือ คอมฯเก่ง ตัดผมได้สอนทำขนมให้ฟรีโดยโฆษณาในเน็ต การเลือกหากัลยาณมิตรจะเป็นเบืองต้นนำพาให้เราไปสู่ทิศทางที่ดีๆ เช่นคุณพ่อแม่หรือคนที่คุณเห็นว่าเป็นคนดีให้ความเคารพ ลองถามว่าวัดอะไรที่ไหนมีกิจกรรมอะไร ซึ่งท่านเหล่านี้จะให้คำตอบแก่คุณเป็นอย่างดี มากกว่าคนรุ่นเดียวกันกับคุณ คำแนะนำนี้คงเป็นเบื้องต้นและน่าจะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยกับคุณนะครับ โชคดีครับ

      ตอบกลับ
เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป