กษัตริย์ควรมีบุคลิกอย่างไรครับ แบบนี้ได้ไหม และหลังจากกล่าวนั่นนี่กับพสกนิกรแล้ว กษัตริย์ควรทำอะไรเพื่อปลุกกำลังใจต่อครับ (มีนิยายตัวอย่าง) [ยินดีให้แชร์]

วิว
#นิยาย #เข้ามาสิ #ช่วยหน่อยนะ #ขอความช่วยเหลือ #กษัตริย์
ช่วยแนะนำคำพูดด้วยนะครับ555 แล้วท่าทางประกอบการพูดนี่จัดเต็มหรือยัง555

เราพิจารณาสถานะทางการเงินที่แสนย่ำแย่ ของชาติ โดยพยายามใจเย็นที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทว่าเมื่อเห็นราคาสินค้าที่ชวนลายตาและสถานะเงินเฟ้อ เราก็หงุดหงิดในทันที

"พวกเจ้าทำงานกันยังไง!?" เราถามรัฐมนตรีไก่กาที่ถูกแต่งตั้งระหว่างรัชสมัยของอีเลียด พลางใช้สายตากดดันคนพวกนั้น ที่พูดอีกอย่างก็คือคนสนิทของเจ้าทรราชนั่นเอง "ข้าว ขนมปัง อาหารคู่บ้าน ราคาตั้งสามแสนกว่า เอาเงินใส่รถเข็นไปซื้อยังไม่พอเลย!"

เราพูดพร้อมชูสามนิ้ว ก่อนทุบโต๊ะแรงๆ เพื่อเรียกสติของทุกคนที่ไม่ตั้งใจฟัง

"เราผลิตเงินออกมามากๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ท่านจะเข้าใจ..."

"แล้วนี่นะ อดีตอาณาจักรแสนเกรียงไกร นี่เหรอการช่วยชาติ ใครหน้าไหนจะมีปัญญาใช้เงิน ที่ถูกคือต้องให้งานด้วย ไม่ใช่สักแต่พิมพ์แบงค์ พูดสิ ว่าข้าควรจะถอดรัฐมนตรีที่ไร้ความสามารถอย่างพวกเจ้าซะ!"

"..."

"กษัตริย์ของพวกเจ้าใช้เงินทำสงคราม เงินที่รีดเลือดจากประชาชน และพ่ายแพ้แทบสิ้นชาติ จนโดนแย่งอาหารไปจากปาก!" เราตะคอกเต็มเสียง "คนสามล้านคนตกงาน แล้วไหนจะค่าปฏิกรรมสงครามอีก ฮะ สมองกลวงๆ ของ-อีเลียดมันมีอะไรดี ตอบมา!"

พวกนั้นยังคงเงียบ "ประชาชนกำลังหิวโหยและอดตาย เราถอยหลังมามากแล้ว ถึงเวลาเดินหน้าเสียที" เราพูด "ข้าขอสั่งปลดพวกเจ้านับตั้งแต่สิ้นเดือนนี้ ทหาร! จงออกตามหาคนที่เหมาะสมมาแทนพวกมัน"

คืนนั้นเราจัดการร่างแผนคร่าวๆ จนถึงเวลาตีสาม จากทฤษฎีสมัยเรียนมัธยม โดยใช้วิธีจ้างประชาชนทำงานแก้ขัดไปก่อน เบื้องต้นคือ บูรณะเมือง สร้างสิ่งก่อสร้าง เพื่อสร้างงาน ทำให้การบริโภคกลับมา แต่มันจะต้องเป็นมากกว่านั้น เราจะสร้างหลายสิ่ง จ้างหลายอย่าง ยิ่งกว่าที่ผู้นำคนใดเคยทำ เศรษฐกิจก็จะดีขึ้นตามลำดับ จนกลับมาอยู่ในภาวะปกติในเวลาไม่กี่ปี

 ร่วมกับการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไปด้วยกัน

นี่คือสิ่งแรกที่เราจะพูดกับประชาชน แม้บรร ดาข้าหลวงจะแย้งว่าควรเฉลิมฉลองเพื่อปลอบโยนประชาชนเสียก่อน แต่เราไม่คิดเช่นนั้น เพราะนี่คือเวลาของการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ทำเรื่องผลาญเวลาเช่นนั้น

เราตรวจดูสูทสีเทา ก่อนก้าวออกไปยืนอยู่ตรงระเบียงด้วยความประหม่า จ้องมองประชาชนที่ตั้งแถวกันอย่างเป็นระเบียบ พลางสูดลมหายใจแล้วชูมือทักทายพวกเขาพอเป็นพิธี

"ข้าจูเลียน อาร์ เวอร์มิลเลียน ว่าที่กษัตริย์องค์ที่สี่แห่งคาร์ท...จะดูแลชีวิตและปากท้องของพวกเจ้าให้สุดความสามารถ และนำพาชาติเราให้พ้นจากขอบเหวแห่งหายนะ..." เราพูดตรงๆ อย่างไม่ไว้หน้าอีเลียด "ตลอดเวลาที่ผ่านมา ยุคสมัยแห่งทรราชได้บั่นทอนฐานะเรา ได้กัดกินเรา ได้ทำลายชีวิตเรา แต่วันนี้มันจบแล้ว"

เรากล่าวต่อไป มือขวายกนิ้วชี้ มือซ้ายกำหมัดยกขึ้นแนบอก "ข้าไม่หวังให้พวกเจ้าไว้ใจ และข้าอาจไม่ใช่ผู้ที่ทุกคนต้องการ แต่ข้าจะทำหน้าที่นี้อย่างสุดกำลัง"

"นับจากนี้ ทุกๆ คนจะต้องมีเงิน มีงาน มีการศึกษา เพื่อจะได้กินอิ่มและนอนหลับอย่างเป็นสุขบนแผ่นดินนี้" เราชูกำปั้น พร้อมผายมืออีกข้างตรงไปข้างหน้า "สู่จุดสูงสุด!"

"สู่จุดสูงสุด!"ประชาชนต่างพากันแซ่ซ้องร้องส่งสำเนียงอย่างฮึกเหิมและทรงพลัง ทั้งที่ไม่ได้นัดหมายหรือตระเตรียมอะไรเอาไว้ "ทรงพระเจริญ!!!"

เรายกมือขึ้นอีกครั้งเพื่อขอความสงบ พลางขยับไมโครโฟนขนาดเล็กให้พอดีกับปาก "ยังมีอีกเรื่อง เนื่องด้วยเรากำลังจัดหาข้าราชการและรัฐมนตรีชุดใหม่" เราลดมือลง "ผู้ใดมั่นใจว่าตนสามารถรับภาระนี้ได้ ให้สมัครสอบในเขตพื้นที่ของตัวเอง โดยการสอบจะมีขึ้นในทุกพื้นที่เพื่อความทั่วถึง และจะมีทั้งส่วนวิชาการและการสอบสัมภาษณ์ ลาก่อน ขอจงเตรียมตัวให้พร้อม"

เรากล่าวลา (ไม่รู้จะต่อไรแล้ว555)
ส่งกำลังใจให้ จขกท.

แสดงความคิดเห็น

11 ความคิดเห็น

    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #1
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      พูดในแง่มุมนักอ่าน


      สำคัญกว่าบทปรารัยคือการกระทำครับ เผลอ ๆ ผู้อ่านบางคนถ้าไม่อินก็เลื่อนสายตาผ่านไปด้วยซ้ำ


      ซึ่งถ้ากษัตริย์องค์นี้เป็นแค่ตัวรองหรือตัวประกอบก็อาจเขียนไม่ลำบากเท่าไหร่

      แต่ถ้าเป็นตัวหลักนี่ดิ จะทำยังไงต่อน้อ จะเกิดอะไรขึ้นอีก นั่นคือตัวตัดสินว่าตัวละครนี้น่าสนใจหรือไม่ครับ



      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #2
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      บนโลกนี้มีกษัตริย์มาแล้วแทบทุกแบบครับ จะเป็นยังไงก็ได้หมดแหละ 55


      เราอ่านแล้วรู้สึกได้ว่าตัวเอกของ จขกท. พยายามจะเป็นกษัตริย์ที่ดีจริงๆ เรื่องคำพูดนี่เราว่าก็โอเคแล้ว ท่าทางประกอบคำพูดก็เข้ากันดี ติดแค่ยังงงๆ ว่าที่ชูสามนิ้ว ชูหนึ่งนิ้ว แปลว่าอะไร ทำไปทำไม มีความหมายอะไรรึเปล่า


      ส่วนเรื่องสารพัดปัญหาในเรื่องนี่เราอ่านแล้วยังมีจุดที่รู้สึกแปลกๆ อยู่


      - ปลดรัฐมนตรีชุดเก่าออกยกทีม แล้วสั่งให้ทหารไปควานหารัฐมนตรีชุดใหม่มา คือสงสัยว่าทหารจะรู้ได้ไงว่าใครโอเคใครไม่โอเค


      - ต่อมาบอกว่ามีการจัดสอบ ใครออกข้อสอบ ใครเป็นคนตัดสิน ใครเป็นคนสัมภาษณ์ การจัดสอบมันแปลว่าคนออกข้อสอบต้องเก่งกว่าคนสอบ ถ้างั้นทำไมไม่เอาคนออกข้อสอบมาเป็นรัฐมนตรีไปเลย


      - เราไม่แน่ใจว่าประเทศของ จขกท กำลังเจอปัญหาเศรษฐกิจแบบไหน เงินเฟ้อหรือเงินฝืด ตามที่ว่าอาหารราคาแพงแปลว่าเงินเฟ้อ ข้าวยากหมากแพง ยิ่งอัดฉีดเงินเข้าระบบมันจะไม่ยิ่งไปกันใหญ่หรอ เพิ่งผ่านสงครามมา ท้องพระคลังมีเงินเหลือเท่าไหร่ เอาเงินมาจากไหน หรือว่ากู้ต่างชาติ หรือว่าพิมพ์แบงค์เพิ่ม(อันนี้เราก็ไม่แน่ใจ เริ่มลืมๆ เรื่องเศรษฐศาสตร์ไปหมดแล้ว)


      ละก็ถ้าเราเดาเรื่องต่อจากนี้ เราว่าพวกที่โดนปลดไปนั่นต้องหาทางเอาคืนแน่ กษัตริย์คนนี้กำลังจะต้องเจอกับการปล่อยข่าวลือ การปลุกระดมประชาชนให้ต่อต้าน อาจกลายเป็นการก่อกบฏ เขาจะรับมือกับเรื่องพวกนี้ยังไง...

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #3
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      อาจจะพูดถึงปัญหา/อดีตที่เคยล่มจม กว่าจะมีวันนี้ผ่านอะไรมาบ้าง บรรยายให้ผู้อ่านรู้สึกผูกพันกับตัวละคร ถึงในบทเขาตัดสินใจผิดคิดแนวทางดีๆไม่ได้ก็อาจใส่บทใจเย็นค่อยๆแก้ไขจนสำเร็จค่ะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #4
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ดูจากตัวอย่างแล้วภาพในหัวเราได้คล้ายนักธุรกิจวัย 30+ ที่หล่อมากมายค่ะ 5555

      แต่ว่ามีความขรึมจริงจัง ถ้าเราอ่านนิยายของคุณบทต่อไปที่เราเห็นก็คือ สิ่งที่ตัวเอกจะทำจริงๆ

      เช่น มีโครงการจะอย่างนั้น ฟื้นฟูอย่างนี้ ในขณะที่บ้านเมืองกำลังไปได้สวยกลับเกิดปัณหาใหญ่ที่เหมือนจะ

      ไม่มีทางแก้ ในตอนนั้นจะทำให้ผู้อ่านหน้าตึงไปซักพักเลยค่ะ จากนั้นตัวเอกก็ต้องพยายามทำทุกทางเพื่อให้

      ผ่านพ้นไปได้ประมาณนี้ อันนี้เป็นความเห็นจากเรานะคะ อยากอ่านนิยายขิง จขกท.จัง ><

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #5
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      อ่านแล้วรู้สึกแปลกมากเลยค่ะ...เราเข้าใจว่าต้องการให้เป็นกษัตริย์ที่ดี


      แต่ก่อนอื่นเลย..

      -หารมต.ใหม่จะให้ทหารหาหรือจะรับสมัครคะ ตรงนี้มันไม่สอดคล้องกันและมันแปลกๆ


      -การให้กษัตริย์มานั่งคิดนโยบายเองเป็นอะไรที่แปลกมากเช่นกัน เราเข้าใจพ้อยต์นะ แต่สเกลระดับประเทศมันค่อนข้างกว้าง สาเหตุที่รัฐบาลมีเจ้าหน้าที่ รัฐมนตรีหลายๆ ตำแหน่งเพราะเพียงคนเดียวไม่สามารถคิดเรื่องทั้งหมดได้ และมันไม่มีทางที่เขาจะได้รับข้อมูลทั่วประเทศอย่างครอบคลุมด้วย เราเดาว่าการที่ตัวเอกคุณนั่งวางนโยบายอย่างนี้คงเป็นเพียงโครงการที่จะเสนอให้รัฐบาลเป็นคนทำอะไรประมาณนั้นรึเปล่า?

      เพราะโดยรวมแล้วการจะลงมือทำนโยบายสักอย่างหรือดำเนินโครงสักโครงการมันใช้หลายหัวมาก อย่างนโยบายคลังอะไรงี้ก็ไม่ได้ให้แค่คนเดียวคิด แต่มีเหล่าคนเก่งด้านนี้มาร่วมคิดมาดีเบทกัน ฯลฯ ว่าจะทำยังไงกับมัน


      -ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชรึเปล่าคะ? อันนี้ถามก่อน 555

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #6
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เขียนในเชิงการปกครองและการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ค่อยง่ายเท่าไหร่นะคะ ทำการบ้านเยอะทีเดียว


      ก่อนอื่น เป็นระบอบอะไร ฉากของเรื่องเป็นยุคไหน หรือแฟนตาซี หรือแบบไหน


      ทำอะไรเพื่อปลุกใจนี่ คือ เท่าที่อ่านดูสุนทรพจน์ ให้อารมณ์ว่ากษัตริย์กำลังจะยึดอำนาจที่เคยอยู่ในรัฐมนตรี เอามาบริหารเองแทน และสัญญาว่าจะทำให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น สรุปว่า จะมาบริหารแทนเองจริงๆ ไหมคะ หรือแบบไหน ถ้าใช่ ก็ไม่ต้องทำอะไรอีก นอกจากก้มหน้าก้มตาทำงานไป แล้วใช้ผลงานแทนคำพูด นั่นแหละ มีประสิทธิภาพสุด


      แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ย้อนกลับไปคำถามก่อนหน้านี้ว่านี่ระบอบอะไร ก็จะเห็นทิศทางที่ควรเป็นไปมากกว่านี้ และนี่เป็นยุคไหน


      และเมื่อดูจากมาตรการที่จะใช้แก้ไข ขอถามคำเดียว เอาเงินจากไหนคะ? รายได้หลักของรัฐใดๆ คือภาษี ถ้าลดภาษีหรือจัดเก็บไม่ได้แปลว่าต้องกู้เงินมา มีแหล่งกู้มาหรือยัง กู้มาแล้วก็ต้องใช้หนี้อีกเนอะ ดังนั้นต้องใช้เงินนี้ลงทุนกับอะไรสักอย่างเพื่อให้เงินงอกเงย หรือพูดง่ายๆ คือ ประชาชนต้องมีเงินงอกเงย เพื่อให้รัฐสามารถจัดเก็บภาษีจากประชาชนได้


      คือเท่าที่อ่านมาตรการสมมุตินี้ เรานึกถึงนักการเมืองขายฝันขึ้นมา ช่องโหว่มาเต็ม ไม่ใช่แค่นโยบายแก้ปัญหา แต่ตัวกษัตริย์คนพูดเอง นึกว่าจะปลดก็ปลดได้เลยเหรอ อำนาจได้มาจากไหน อำนาจไม่ใช่มีแค่กระดาษแต่งตั้งแล้วจะบอกว่ามีอำนาจ “เสือ” กระดาษที่ไม่ได้มีอำนาจในมือแล้วล้ำเส้น ตายมานักต่อนักแล้วค่ะ ถ้าเขาเงียบมาได้นานจนบ้านเมืองวอดวาย แสดงว่าต้องมีข้อจำกัดบางประการอยู่ จู่ๆ สามารถลุกขึ้นมาทำการใหญ่ ถ้าไม่เตรียมตัวมาดีนี่ เป้านิ่งชัดๆ


      ถึงบอกว่าเขียนเรื่องเชิงการปกครองไม่ง่าย อ่านประวัติศาสตร์เยอะๆ ค่ะ รวมถึงเคสเศรษฐกิจต่างๆ ให้มาก เป็นเรื่องจำเป็น เราไม่รู้ว่าคนอ่านเป็นใครเนอะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #7
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ตอบจากชื่อกระทู้ "บุคลิกของกษัตริย์" ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า "ฐานะหรืออาชีพได้มายังไง"


      เพราะหากได้มาด้วย "การแต่งตั้ง" เขาผู้นั้นส่วนใหญ่จะไม่ใช่กษัตริย์จริงๆ


      เพราะนักรบ สู้เป็นถึงได้เป็นนักรบ ไม่ใช่ชาวบ้านใส่ชุดทหาร


      ดังนั้น สิ่งที่กษัตริย์(บุคลิก) ควรมีคือ "เด็ดขาด" "ปัญญา" และ "คุมใจปวงชนได้"


      ตัวอย่างของปัญญา เช่น จขกท. ใช้การออกข้อสอบ ซึ่งก็อย่างที่ คห. นึงบอกว่าไม่ให้คนออกข้อสอบเป็นรัฐมนตรีไปเลยละ


      หมวดปัญญาจัดได้ทั้งสองทางโลก และ ปัญญาทางธรรม

      ปัญญาแรกคือการใช้คนให้สมงานและทำยังไงจึงได้ผลลัพธ์ดีที่สุด

      ปัญญาที่สองคือจริยธรรมว่าลูกน้องเราเก่งก็จริงแต่จะหักหลังเราหรือไม่? ซึ่งสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการทดสอบแบบต่างๆ และทดสอบเป็นระยะๆเพราะใจคนเปลี่ยนได้


      เช่นการหาคนด้วยการสอบหากเป็นการสอบด้วยจิตวิทยา คนที่ฉลาดเขาเดาคำตอบ "ที่คนออกข้อสอบต้องการได้" ดังนั้นจึงต้องมีการบีบคั้นไปด้วยเพื่อทำให้การใช้ปัญญาโดนอารมณ์กดดันจึงตั้งสติไม่ได้เพื่อจะได้รู้กำพืดไปเลยเป็นต้น

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #8
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      อ่านแล้วไม่อินครับ ถ้าให้วิจารณ์เกรงว่าจะไม่ครอบคลุม เอาอย่างนี้นะดูตัวอย่างจากหนังเกาหลี จอมกษัตริย์ตำนานอักษร (Deep rooted tree) http://www.seriesyou.com/play/1723 อันนี้ตอนจบ ดูนาทีที่ 40 เป็นต้นไป


      พระองค์ตรัสราชโองการต่อพสกนิกรที่มาเฝ้าในที่นั้น


      "ภาษาพูดของประเทศเราแตกต่างจากของประเทศจีน ทั้งภาษาพูดและการเขียนไม่คล้องจองกัน ด้วยเหตุผลนี้ ถึงแม้ราษฏรที่ไม่รู้หนังสือต้องการจะสื่อสาร ในที่สุดแล้วคนจำนวนมากไม่สามารถแสดงออกซึ่งความตั้งใจของพวกเขาได้ เป็นเรื่องที่น่าสลดใจ" พระองค์หยุดชะงัก สีหน้าหมองและแววตาหม่นลง ทว่าใบหน้าของข้าราชบริพารคนแล้วคนเล่าที่ถูกพรากชีวิตไปกลับเด่นชัดขึ้นในความคิดคำนึง เพียงเพราะหากคิดค้นการออกเสียงและตัวอักษรได้สำเร็จจะลดทอนบทบาทและอำนาจของกลุ่มขุนนางและพ่อค้าที่ทรงอิทธิพลมายาวนาน


      เหล่าผสกนิกรเงียบงันราวกับรับรู้ความโศกเศร้าเสียใจนั้นด้วย เมื่อรู้ตัวพระองค์ก็สะกดกลั้นอารมณ์ ปรับน้ำเสียงแล้วตรัสราชโองการต่อไป


      "ด้วยเหตุนี้ข้าเกิดความสงสาร ราษฏรของข้า ข้าได้ประดิษฐ์อักษร 28 ตัวเพื่อให้ทุกคนได้เรียนรู้และนำไปใช้ได้โดยง่าย ข้าตั้งใจจะทำให้การใช้ชีวิตของพวกเจ้านั้นง่ายขึ้น"


      ----


      ผมคิดว่าบรรยากาศและถ้อยคำที่กล่าวกับพสกนิกรก็สำคัญนะ บรรยากาศจะส่งให้กษัตริย์ดูสง่า ทรงเกียรติ ส่วนถ้อยคำควรกระชับ อาจมีทั้งการปลอบประโลม แสดงความเสียใจ จากนั้นอธิบายเหตุผล จูงใจให้ร่วมช่วยกันพัฒนาชาติ แล้วปิดท้ายด้วยภาพของเป้าหมายที่ประสบความสำเร็จ/สิ่งที่ประชาชนจะได้รับเพื่อมีชีวิตที่ดีขึ้น+ปลุกใจ และที่สำคัญคือไม่ลงรายละเอียดมากมาย

      https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/bb-12.png

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #9
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ฉันคิดว่าน่าจะลองหาข้อมูลเกี่ยวกับภาวะผู้นำมาอ่านเสริมด้วยก็ดีนะ

      มันช่วยได้ในระดับหนึ่งเลยล่ะ


      ความเห็นฉันนะ เวลาอ่านแลดูราชาหัวร้อนแปลกๆ ดูเป็นราชาที่เกรี้ยวกราดไปหน่อยน่ะค่ะ ทั้งที่เบื้องต้นนั้นได้กล่าวมาว่าใจเย็นเท่าที่ทำได้ และด้วยที่เป็นถึงราชาการแสดงท่าทีก้าวร้าวและการตะคอกใส่ใครออกมาเป็นสิ่งที่ฉันคิดว่ามันไม่ควรทำนะคะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #10
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      โดยส่วนตัวเท่าที่อ่านเเล้วผมรู้สึกว่า"ช่างเป็นตัวละครที่เด็กจริงน้า.." #ถ้าผมตรงเกินไปอนุญาติให้ดัดหรือหยิกลอนก็ได้เเต่ไม่เอาถักเปียนะ ตอนเเรกที่อ่านผมคิดว่าจะเป็นเเนวเเฟนตาซีซะอีก พ่ามมม เอาใหม่ โดยส่วนตัวของผม ผมคิดว่าตัวละครยังดูมีความคิดความอ่านที่เด็กมาก โอเคเเนวที่ตัวละครฉลาดเเมรี่ซูของเเท้มันเเต่งยาก เเต่ถ้าคุณปกครองคนจริงๆคุณจะมาทุบโต๊ะ โยนเหตุผมใส่หน้าพวกเขาเเล้วไล่ออกงี้เหรอ? ไม่มีใครเเย้งจริงดิ? ผมมีสองทางเลือกให้เลยคือโดนลอบฆ่าเนื่องจากไม่เป็นที่พอในของคณะขุนนางรัฐมนตรีหรือโดนใส่ร้ายป้ายสีจนตาย กษัตริย์หรือก็คือผู้นำของประเทศ ผมเคยตอบกระทู้ที่คล้ายๆกันมา เเต่อันนั้นมันเผด็จการ กษัตริย์ของคุณเท่าที่ผมดูคือเเต่งอยู่ในยุคที่ค่อนข้างปัจจุบันเเละทันสมัย? ทำไมคุณไม่ลองใส่รายละเอียดของฉากอย่างอื่นลงไป อาทิเช่น นำเสนอการคดโกงของรัฐมนตรีผ่านข่าว ค่อยๆกวาดล้างไปทีละส่วน คุณอาจจะสร้างผู้ช่วยที่เก่งกาจขึ้นมาเพื่อข้ามฉากการกวาดล้างบางส่วน หรือคุณอาจจะเเต่งเป็นเเนวตัวละครยังไม่ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์เเต่เป็นองค์ชายที่ทำทุกอย่างขึ้นเพื่อเเผ่นดินเเต่ถูกคนพี่เเย่งตำเเหน่งไปจนประชาชนลุกขึ้นมาประท้วงต่อต้าน ผมว่ามันน่าสนใจดี #ตั้งสติเราจะยัดเยียดไอเดียตัวเองลงไปในนิยายคนอื่นไม่ได้ ส่วนเรื่องบุคลิคของคนเป็นกษัตริย์เชื้อพระวงศ์ ผมคิดว่าคำพูดคำจาของพวกเขามันต้องเป็นคำศัพท์ที่เฉพาะอาจจะไม่ต้องถึงกัขนาดใช้คำราชาศัพท์เเต่ต้องสุภาพกว่าคนอื่นๆมากๆ ออกเเนวด่าเเบบนิ่มๆไม่มีคำหยาบ ผมเเอบเห็นนะว่าคุณใช้คำเเทนตัวไม่เหมือนกัน เห้ ใช้คำว่าเรา ผมยังพอเข้าใจเเต่พอใช้คำว่าข้าปุ๊บ ผมก็รู้สึกเเฟนตาซีขึ้นมาทันที บางทีผมอาจจะึดติดเกินไป คุณอาจจะใส่ลักษณบางอย่างมเพื่อเเสดงถึงความสุขขุม อย่าง ดื่มน้ำชา วาดภาพ เล่นหมากรุก ถ้าคนเคยดูชิเอลจะเข้าใจ(ฮา) เเต่ถ้าเป็นกษัตริย์ที่โหดหน่อยอาจจะเป็นกำลังนั่งดื่มน้ำชาฟังขุนนางโต้เถียงกันก่อนจะพูดขึ้นมาด้วยท่าทางสบายๆเเล้วก็มีตัวตายตัวเเทนสักตัวพูดขัดก็เลยโดนกษัตริย์เอาน้ำชาสาดใส่หน้า อะไรเเบบนั้น คือกษัตริย์เป็นเชื้อพระวงศ์เพราะงั้นต้องเป็นผู้นำ เด็ดขาด สุขขุม เเละเชื่องช้า.. หมายถึงปรานีต อ้อยอิ่ง มากพิธีหน่อย อะไรประมาณนั้น

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #11
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      หนังสือเรื่อง The Prince ช่วยได้

      ตอบกลับ
เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป