แนะนำ 5 อันดับวรรณกรรมตะวันตกที่อ่านยากและหินที่สุด สำหรับนักอ่านพันธุ์อึด! [ยินดีให้แชร์]

วิว
#หนังสือ #นักเขียน #ตะวันตก #นิยาย #วรรณกรรม
   ถ้าพูดถึงเรื่อง วรรณกรรม ก็คงต้องพูดถึงตัวหนังสือที่แสนจะเยอะ, การเล่า narrative style ที่แสนจะปวดหัว, การสลับพล็อต สลับมุมมองตัวละคร หรือจะเป็นการใช้ภาษาที่เก่าแก่, การประดิษฐ์คำที่ใช้ขึ้นมาใหม่ หรือจะเป็นการเปลี่ยน genres แนวนิยายไปโดยสิ้นเชิง ทั้งนี้ล้วนเป็นอุปสรรคต่อนักอ่านหน้าใหม่ที่ดิ่งลงไปสู่หน้ากระดาษร้อยๆแผ่นโดยไม่เตรียมตัว สุดท้ายก็อ่านไม่จบในที่สุด แต่นักอ่านบางคนก็ยังไม่ยอมแพ้ต่อตัวอักษร ยังไม่ลดถอยต่อสำนวนโวหารที่พิสดาร ยอมที่จะเจ็บตัวกับหนังสือที่จะกล่าวต่อไปดังนี้…
                สำหรับหนังสือวรรณกรรม 5 อันดับที่จะกล่าวไป เป็นแค่ความคิดเห็นที่เป็น subjective ของตัวผู้เขียนกระทู้นี้ เท่านั้น ไม่ใช่ objective แต่อย่างใด ถ้าท่านมีความคิดเห็นที่อยากจะกล่าวบอก  ได้โปรดพิมพ์มาแชร์ความคิดเห็นในช่องสนทนาได้เลย… ต่อไปนี้จะเป็น 5 อันดับหนังสือที่หินที่สุดในทัศนะของผู้เขียนกระทู้ โดยไม่เรียงอันดับความยาก เพราะยากพอๆกัน!
(ไม่มีสปอยล์)
  1. Infinite Jest โดย David Foster Wallace
DFW เป็นอัจฉริยะแห่งวงการวรรณกรรม แล้ว Infinite Jest ก็ได้แสดงทักษะในการเขียนของเขาไว้แล้ว หนังสือเล่มนี้เปรียบเสมือนว่าเป็นการที่ Wallace จะบอกอะไรเราบางอย่างผ่านตัวอักษร อะไรที่มันตลก, น่าหัวเราะ, และสิ่งที่แปลกในสายตาของเขา อาจจะเป็นสิ่งที่ธรรมดาไปเลยในสายตาของเรานักอ่าน. แล้ว Infinite Jest มันเกี่ยวกับอะไร? ถ้าจะตอบแบบให้เข้าใจง่ายก็คงตอบไม่ได้ เพราะหนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับทุกๆอย่างที่อยู่รอบตัวเรา ชีวิตประจำวัน การกระทำของสังคมต่อบุคคล และการกระทำของบุคคลต่อกลุ่มสังคม. สำหรับเรื่องพล็อต plot นั้นได้แบ่งคร่าวด้วยกันถึง 4 เรื่องราว…
           1. เป็นเรื่องราวขององค์กรที่วางแผนจะทำรัฐประหารนานาชาติ และโดนทางรัฐบาลอเมริกันต่อต้าน
           2.เป็นเรื่องราวของชุมชนที่เป็นชุมชนของพวกขี้ยาและปัญหาเสพติด รวมไปถึงการแก้ปัญหาเหล่านี้
           3.พูดถึงนักศึกษาที่ศึกษาอยู่ในสถาบันของ James กับ Avril Incandenza (ตัวหลัก)
           4.พูดถึงเรื่องราวครอบครัว Incandenza และเปิดปมเกี่ยวกับลูกที่เล็กที่สุดในครอบครัวชื่อ Hal

สาเหตุที่อ่านยาก: เพราะตัวหนังสือไม่มีไอเดียที่คงที่ และเป็นรูปธรรมที่จะเห็นได้ชัดเหมือนนิยายทั่วไป แต่เป็นการบอกทางอ้อมว่า themes เหล่านี้คือพวกเซ็กส์, ยาเสพติด, หนังโป๊, สื่อ, การช่วยตัวเอง และอื่นๆ หนังสือเล่มนี้จึงเปรียบได้ว่าเป็นการรวมวัฒนธรรมจากทั่วทุกมุมโลก จนได้สไตล์ว่าเป็น Encyclopedic novel และยังเป็น movement ทาง postmodernism ยุคสมัยหลังความทันสมัย คล้ายๆ Gravity’s Rainbow ของ Thomas Pynchon ที่อ่านยากเพราะตัวหนังสือเป็น references หรือเชื่อมโยงจากหลายๆเรื่องมาเล่า เช่นการเปรียบเทียบ Hamlet ของเชกสเปียร์ หรือมหากาพย์ Odyssey และการที่ DFW ใช้คำศัพท์ที่ประหลาดแล้ว ยังมีคำศัพท์ที่เขาประดิษฐ์เองขึ้นมาอีกตั้งหาก และยังไม่จบเพียงเท่านี้ ความยาวของตัวหนังสือมีทั้งหมดด้วยกัน 1,079 หน้า และ paragraph แต่ละอันที่แสนยาวและไม่มีวันสิ้นสุด.
               
                เหมาะสำหรับ: นักอ่านระดับเก๋า ผู้ที่ชำนาญในการใช้ภาษาอังกฤษ  ผู้ที่เก่งคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ผู้ที่ยอมอดทนต่อกำแพงตัวอักษร ผู้ที่อ่านช้าและเข้าใจในสิ่งที่พูดถึงในเล่ม ผู้ที่ศึกษาปรัชญาและวัฒนธรรม
                ไม่เหมาะสำหรับ: ผู้ที่อ่อนภาษาอังกฤษ ผู้ที่ใจร้อน ผู้ที่อ่านเพราะจะต้องการรู้แค่พล็อตอย่างเดียว เพราะเล่มนี้จำเป็นต้องอ่านอย่างศึกษา ไม่ควรอ่านลดๆตัดตอนประโยค เพราะจะไม่เข้าใจ บางหน้าต้องอ่านซ้ำๆกันถึงหกเจ็ดรอบ กว่าจะเข้าใจว่าจะสื่ออะไร Allusion ของมันคืออะไร Context คืออะไร
 
  1. The Sound and the Fury โดย William Faulkner
   หลายคนอาจจะได้ยินชื่อ Faulkner ว่าเป็นคู่แข่งของ Ernest Hemingway และสองคนนี้ได้มีการพูดเสียดสีกันตลอดเวลา ระหว่างที่ Hemingway เขียนให้อ่านได้ง่ายที่สุด (หรือที่เรียกว่า Iceberg Theory) Faulkner นั้นเป็นตรงกันข้าม เพราะเทคนิคการเล่าของเขานั้นไม่ธรรมดา และยากต่อการติดตามเรื่องราว The Sound and the Fury ไม่ใช่หนังสือที่ดำเนินเรื่องเป็นเส้นตรง แต่จะเป็นการกระโดดข้ามไปมามากกว่า กระโดดข้ามเวลา จากจุดนี้ไปอดีต จากจุดนี้ไปอนาคต ทำให้การติดตามเนื้อเรื่องนั้นเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ที่เป็นนักอ่านหน้าใหม่ จัดได้ว่าเป็นนิยายที่ก่อนการมาของความหลังทันสมัย ก่อน DFW หรือ Kurt Vonnegut เรียกได้ว่า Faulkner เป็นผู้บุกเบิกการใช้ Narrative Style แบบประหลาด การเหล่าเรื่อง non-linear ที่ไม่เป็นเส้นตรง และการใช้ลูกเล่นประโยค bold เผื่อสื่อการเปลี่ยนไปของกาล.
สำหรับ The Sound and the Fury นั้นเป็นการเล่าถึงครอบครัวตระกูล Compson และการล่มสลายของตระกูลนั้น คล้ายๆบทละครของพวก Shakespeare ถ้ามองเผินๆอาจจะเป็น Tragedy ที่ธรรมดาๆ แต่สิ่งที่ทำให้วรรณกรรมเล่มนี้น่าสนใจก็คือการเล่าผ่านหลายตัวละคร ไม่ว่าจะเป็น Benjy เด็กน้อยที่ไม่อายุไม่น้อย แต่มีโรคพิการทางสมอง และ Quentin พี่ชายของ Benjy และเรื่องราวที่ซับซ้อนในตระกูล Benjy นั้นถือได้ว่าเป็นลูกที่น่าผิดหวัง เพราะครอบครัวที่แสนจะร่ำรวย ทำไมถึงมีลูกเกิดมาสมองพิการ? การเกลียดชังในตระกูล Compson และความตาย.

      สาเหตุที่อ่านยาก:

   1.Stream-of-consciousness เป็นวิธีที่นักเขียนอย่าง Joyce กับ Woolf เคยลองใช้เขียนมาแล้ว เป็นการที่เขียนโดยไม่คำนึงถึงความสวยของรูปแบบประโยค พูดง่ายๆคือ “คิดอะไรแล้วเขียนลงไปเลย” เทคนิคนี้จะเป็นอะไรที่ pure ต่อการเขียนมาก เพราะจะไม่มีการมาปรับแก้ทีหลัง เหมือน improvise ไปเรื่อยๆจนกว่ามันจะ make sense ซึ่งบางครั้งมันไม่ make sense ก็เลยก่อให้เกิดความหมายที่ซ้อนกันอยู่ หรือผิดแปลกจากประโยคก่อนหน้านี้
   2.สไตล์การเล่าแบบไม่เป็นเส้นตรง เพราะ Benjy เป็นผู้พิการทางสมอง การที่เล่าผ่านมุมมองของเขาคือการตัดภาพหรือฉากไปด้วย ยกตัวอย่างเช่น: Benjy วิ่งออกไปเล่นในทุ่งหญ้า -> กลิ่นทุ่งหญ้าทำให้ Benjy นึกถึงทุ่งหญ้าในปี 1925 -> ในปี 1925 Benjy ได้ทำการเปิดของขวัญชิ้นแรกในวันเกิดของเขาคือของเล่นรูปม้า -> บ้าน Benjy มีม้าอยู่สองตัว Benjy จำกลิ่นของม้าได้ -> Benjy ชอบขี่ม้าในทุ่งหญ้า -> ม้าของเขาได้ตายลงในปี 1930 -> ในปี 1930 ได้มีการ… อย่างนี้เป็นต้น (ข้างต้นเป็นการแต่งเพื่อให้เห็นภาพ เรื่องราวข้างต้นไม่มีอยู่ในเล่ม)
   3.Faulkner ไม่ใช้ Apostrophe ฉะนั้นการแยกคำจึงเป็นเรื่องยากสำหรับผู้อ่าน เพราะมันอาจจะลายตา รวมไปถึงหนึ่งในเอกลักษณ์ ของ Faulkner คือเขาชอบเขียนประโยคยาว บางประโยคมี 500 ถึง 1,288 คำ เหมาะสำหรับ: ผู้ที่ใฝ่รู้ในการเขียน ผู้ที่อยากเป็นนักเขียน ผู้ที่ชื่นชอบ James Joyce หรือ Virginia Woolf
ไม่เหมาะสำหรับ: ผู้ที่อยากอ่านอะไรที่อ่านง่ายไม่ปวดหัว ผู้ที่ชอบการดำเนินเรื่องเป็นเส้นตรง
 
3. Ulysses โดย James Joyce

   คงจะไม่พูดถึงวรรณกรรม ถ้าไม่พูดถึงปู่ Joyce นักเขียนผู้ใส่ผ้าปิดตาเหมือนโจรสลัด นักเขียนแห่ง Dublin ซึ่งคงจะไม่มีใครที่เป็นนักอ่านวรรณกรรมไม่รู้จักงาน Ulysses ของ James Joyce และมีน้อยคนที่จะอ่านงานของเขาผู้นี้จบ และเข้าใจอย่างชัดเจน เพราะ Ulysses ไม่ใช้งานเขียนที่เขียนโดยนักเขียนธรรมดา แต่เป็นผู้ที่มีจินตนาการสูงมาก ผู้อ่านต้องนึกภาพตามตลอดเวลา ต้องศึกษาประโยคบางประโยคที่ไม่มีความหมายตรงตัว และบางประโยคดูเหมือนจะไม่มีความหมายอะไรเลย เป็นบททดสอบของนักอ่านจากทั่วทุกมุมโลก ที่ใช้เวลาทั้งวันทั้งคืนเดินผ่านนคร Dublin โดยเป็นการเดินทางที่ยากลำบาก แล้วปลายทางนั้นคุ้มค่ากับการที่เจ็บตัวหรือไม่?
   Ulysses จะมองว่าเป็นวรรณกรรมตลกก็ได้ จะมองว่าเป็นวรรณกรรมจริงจังก็ได้ เต็มไปด้วยมุขเกี่ยวกับเซ็กส์และเต็มไป Dirty jokes เคยโดนแบนในอเมริกามาแล้ว เป็นเพราะภาษาที่ Joyce ใช้นั่นเอง สำหรับ Ulysses นั้นเป็นการล้อเลียนมหากาพย์ Odyssey  อย่างเห็นได้ชัด ดำเนินเรื่องราวโดย Leopold Bloom ที่ผจญภัยผ่านนคร Dublin เรื่องราวในเรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นภายในวันเดียว ซึ่งเป็นการที่ Bloom ได้หนีจากภรรยาอันไม่น่ารักของเขา Molly เหมือน Odysseus ได้ถูกพลัดพรากจากภรรยาอันเป็นสุดที่รักของเขา Penelope ในเรื่องมีการโยง reference เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรม Modernism วรรณกรรม Literacy Modernist movement เรียกได้ว่า Joyce คือปู่ของความทันสมัยนั่นเอง ก่อน Joyce เขียน ยังไม่เคยมีใครเขียนเหมือนเขามาก่อน นักเขียนรุ่นหลังล้วนได้รับอิทธิพลจากเขาหมด ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม…
   สาเหตุที่อ่านยาก: Joyce นั้นได้ใช้เทคนิคที่แตกต่างกันในการเล่า เช่นบางบทเป็นการเล่าธรรมดา บางบทเล่าเป็น Epic หรือมหากาพย์ บางบทเล่าเป็นบทละครเวที บางบทเล่าเป็นนิยายโรแมนติก บางบทเป็นการพึมพำกับตัวเอง บางบทใครเล่าก็ไม่รู้ บางบทเป็นการเล่าแบบพระเจ้า บางบทเล่าข้ามไปข้ามมา และอื่นๆ ความยากนั้นไม่ต้องบรรยายให้เปลืองน้ำหมึก และหนังสือเล่มนี้หนามาก 730 หน้า แนะนำให้ซื้อฉบับที่มี footnotes หรือ endnotes มาเพื่ออธิบายเพิ่มเติมสำหรับผู้อ่อนภาษาอังกฤษ ตอนอ่านลองวาดพล็อตคร่าวๆดูว่าใครทำอะไรบ้าง
เหมาะสำหรับ และไม่สำหรับ: เหตุผลเหมือนกับของ Faulkner
 
4. Catch-22 โดย Joseph Heller

   “มันเป็นรักครั้งแรก”
   Catch-22 มองเผินๆอาจจะเป็นนิยายรัก ถ้ามองแค่ประโยคแรก แต่ถ้าลองได้อ่านจริงๆ มันได้อธิบายเกี่ยวกับความบ้าของสงคราม ที่ทำให้เหล่าทหารนั้นพูดไม่รู้เรื่อง จะหนีจากสงครามก็ไม่ได้ ทหารในค่ายได้ไปร่วมสงครามบ่อยจนเกิดสภาวะหาความหมายของสิ่งต่างๆไม่เจอ แล้ว Catch-22 มันเกี่ยวกับอะไร? หนังสือเล่มนี้อธิบายสั้นๆได้ว่า “เกี่ยวกับการที่ทหาร Yossarian และทหารคนอื่นๆ พยายามที่จะไม่เป็นบ้า” สงครามคือสิ่งที่ทำให้มนุษย์เราเป็นบ้า เสียงปืน เสียงระเบิดกรอกหูทุกวัน จนสูญเสียความเป็นมนุษย์ได้ จำเหตุการณ์อดีตหรือปัจจุบันไม่ได้ และสับสนกับเรื่องราวไปหมด
   อะไรคือสภาวะ Catch-22? Catch-22 นั้นเป็น paradox หรือสภาวะที่ขัดแย่งในตัวมันเอง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าจะต้องการ A คุณต้องได้ B มาก่อน แต่ถ้าคุณต้องการ B เพื่อที่จะเอา A คุณต้องมี A มาก่อนเช่นกัน มันเป็นการวนลูปอยู่กับที่ เป็น Circular ไม่รู้จักจบจักสิ้น ยกตัวอย่าง; คุณต้องการทำงานบริษัทแห่งนี้ แต่บริษัทเขียนไว้ชัดเจนว่าคุณต้องมีประสบการณ์การทำงานก่อน จึงจะสมัครได้ แต่คุณจะมีประสบการณ์การทำงานได้อย่างไร? ในเมื่อคุณไม่มีงานที่จะทำ ไม่มีใครเขาจ้างคุณ เพราะคุณไม่มีประสบการณ์… อย่างนี้เป็นต้น มันเป็น A เงื่อนไข B ไป B เงื่อนไข A; ในเรื่อง ตัวละครชื่อ Orr เป็นบ้าและเขาไม่จำเป็นต้องไปทำสงคราม เขาแค่ต้องร้องขอและทำเรื่อง, แต่ทันทีที่เขาร้องขอว่าไม่ทำสงคราม เขาจะไม่เป็นบ้าอีกต่อไป และต้องไปทำสงคราม, เพราะคนที่ไม่เป็นบ้าต้องทำสงคราม แต่คนที่เป็นบ้าต้องไม่จำเป็นต้องทำสงคราม แต่เขาต้องเป็นบ้าเพื่อทำสงคราม และแสดงว่าเขาไม่เป็นบ้า เพราะเขาทำสงคราม (อาจดูงงๆหน่อย แต่นี่คือ theme หลักในหนังสือเล่มนี้)
สาเหตุที่อ่านยาก:
 1. การเล่าเรื่องแบบตัดไปตัดมา แสดงถึงภาวะบ้าของสงครามและการที่จะเป็นบ้าของผู้ทำสงคราม จำเหตุการณ์ไม่ได้ เหตุการณ์ไม่ปะติดปะต่อกัน ทำให้เกิดความสับสนกับกาล และบางบทเล่าโดยเป็นบุคคลที่สามแบบพระเจ้ารู้ทุกอย่าง third-person omniscient
 
2. Dialogue ทหารในเรื่องถึงขั้นพูดไม่รู้เรื่อง เพราะในภาวะสงครามไม่มีใครสติดีทั้งนั้น ยกตัวอย่างคร่าวๆ:
                A: ทำไมนายถึงไม่ชอบสงคราม?
                B: เพราะสงครามมันฆ่าคน
                A: นี่คือเหตุผลที่นายไม่ชอบสงครามหรือ?
                B: ใครบอกนายว่าเราไม่ชอบสงคราม
                A: ก็นายไง
                B: เราแค่บอกว่าสงครามมันฆ่าคน
                A: อ่าว นายพึ่งบอกเหตุผลไปเมื่อกี้?
                B: นายตั้งหากที่ถามว่าเราไม่ชอบสงคราม เราแค่บอกว่ามันฆ่าคน
นี่คือตัวอย่าง Dialogue ที่เขียนขึ้นมาเอง มันคือ Dialogue สั้นๆที่ตีกันไปมา และหาเหตุและผลไม่ค่อยเจอ เป็นหนังสือที่อาจจะรักเลย หรือเป็นหนังสือที่เกลียดเข้าเส้นเลยก็ได้
“There was only one catch and that was Catch-22…”
 
                5. The Grapes of Wrath โดย John Steinbeck

                คงไม่พูดถึงยักษ์ใหญ่แห่งวรรณกรรมอเมริกันไม่ได้ Steinbeck คือนักเขียน realism คือแนวที่อิงจากความจริงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ Steinbeck ถือว่าเป็นนักเขียนที่เจาะลึกเข้าไปใน detail แบบละเอียดมาก เป็นนักเขียนที่เรียกได้ว่าแนว descriptive คือบรรยายทุกอย่างจนเห็นภาพว่ามันเป็นยัง ภาพที่บ้านโดนถล่มจากเครื่องจักร, ภาพดินที่แตกแห้งและหยาดฝนหยดสุดท้ายของฤดู คือภาพอันน่าโศกเศร้าของ 1930 ที่ The Great Depression มาเยือนอเมริกา โดยเฉพาะชาวนาอเมริกัน  ที่ต้องย้ายถิ่นฐานตัวเองเพราะไม่มีบ้านอยู่ โดยที่ Steinbeck เป็นนักสังคมนิยมอยู่แล้ว เขาต้องลงไปพูดคุยกับชาวนา และรวบรวมข้อมูลมาเขียนเป็นเล่ม จึงได้สะท้อนความสลดของชาวนาได้อย่างชัดเจน
                โดยที่เล่มนี้แตกต่างจาก Of Mice and Men ของ Steinbeck เล่มก่อน เนื่องจากเล่มนี้เจาะเข้าไปลึกกว่ามาก และ effects ของเรื่องนั้นต่างกัน OMM อาจะเกิดความช็อกได้ ความตื่นตระหนกต่อตอนขบ แต่ Wrath คือภาพอันโศกเศร้าของชาวนาที่ไม่มีน้ำจะกิน เป็นหนังสือที่ดำเนินเรื่องช้า เลยเกิดความสัมพันธ์กับตัวละครในเรื่อง ยังมี Allusion หรือโยงเข้าเรื่องศาสนาคริสต์อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการทำบาปของตัวละคร พระเยซูชนบท และสัญลักษณ์อื่นๆอีกมากมาย
                สาเหตุที่อ่านยาก: ด้วยความหนาของหนังสือห้าร้อยกว่าหน้า การดำเนินเรื่องยังช้าอีก มีบทหนึ่งบรรยายถึงเต่าข้ามถนนอันร้อนระอุเพื่อหาน้ำกิน ฉะนั้นนักอ่านต้องทนอยู่กับหนังสือเล่มนี้ให้ได้ และตอนจบอาจจะไม่ช็อกเหมือนเล่มก่อนๆของ Steinbeck แต่มันคือการสะท้อนสังคมทั้งเล่ม สังคมทุนนิยม พวกธนาคารที่ชาวนามองว่าเป็นปีศาจ และรายละเอียดสูง จึงต้องเก่งภาษาอังกฤษในระดับหนึ่ง ภาษาในเรื่องเป็น Southern-Accent ฉะนั้นบางคำจึงเขียนเปลี่ยนจากรูปแบบเดิม เหมาะกับคนที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ Steinbeck ไม่เหมาะกับคนที่พึ่งเริ่มอ่าน Steinbeck ใหม่ๆ แนะนำให้อ่าน Of Mice and Men แต่ถ้าจะอ่านเล่มนี้เลยก็ได้ แต่ต้องมีความอดทนหน่อย.
 
                จบไปแล้วสำหรับ 5 อันดับหนังสือในดวงใจ ย้ำว่านี่คือความคิดเห็นเท่านั้น ยังมีอีกหลายเล่มที่ไม่ได้ใส่ไปเช่น พวก Kafka หรือ Murakami, Tolstoy, Dostoevsky, Sartre, Camus และอื่นๆ ถ้าท่านใดอยากแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม เชิญท่านแสดงทัศนะในช่องสนทนาได้เลยครับ!  
ให้หัวใจกระทู้นี้ ~

แสดงความคิดเห็น

5 ความคิดเห็น

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป