ซ่อน
แสดง

รีวิว เตรียมตัวสอบ+สัมภาษณ์ BE TU เศรษฐศาสตร์ อินเตอร์ มธ. [ยินดีให้แชร์]

วิว
#betu #อินเตอร์มธ #sat #tuget #tuinter
สวัสดีค่า เกริ่นก่อนน้า คือเราเพิ่งติด BE TU สดๆร้อนๆเลย อยากจะมาแชร์ประสบการณ์ตั้งแต่เตรียมตัวจนถึงสอบเข้าเลย เพราะเรามีความตั้งใจตั้งแต่แรกว่ากระทู้ของBE มันยังไม่ค่อยมี แล้วถ้าเราติดเราก็อยากจะทำ ซึ่งวันนี้เราก็ติดแล้ว แล้วเราก็จะมารีวิวให้เป็นประโยชน์เพื่อนๆ น้องๆที่มีความใฝ่ฝันอยากจะเข้าคณะนี้ค่ะ


เริ่มก่อนว่าเราไม่เคยไปแลกเปลี่ยนประเทศใดๆเลย แต่เพื่อนที่สมัครอินเตอร์ส่วนมากเคยไปแลกเปลี่ยนกันหมดเลย เราเลยแอบหวั่นๆนิดๆว่าจะติดมั้ยแต่แรกเลย คิดว่าคงสู้คนไปแลกเปลี่ยนไม่ได้หรอกเขาต้องเก่งอิ้งกว่าเราแน่ๆๆ


กระทู้จะแบ่งเป็นสามส่วนนะคะ

1. ทำไมอยากเข้า
2. เตรียมตัวสอบ + ที่เรียนพิเศษ
3. สัมภาษณ์

(ใครสนใจส่วนไหนกดข้ามไปส่วนนั้นได้เลยน้า)
1. ทำไมอยากเข้า
เกริ่นก่อนว่าเราเป็นเด็กสายวิทย์ ที่แบบไม่ชอบวิทย์(เลยยย) ไม่ได้อินกับวิทยาศาสตร์ต่างๆใดๆมากเท่าไร แต่เราก็เออเรียนผ่านมาได้จนที่บ้านบอกไปเป็นหมอสิ ทันตะสิ เภสัชสิ แต่ เราไม่ได้ชอบวิทย์ ก็เลยคุยกับที่บ้านว่า ชอบคณิต กับอังกฤษ นะ ทำได้ดีเลย ที่บ้านก็เลยบอกให้เข้าพวก บัญชี เศรษฐศาสตร์ เราเลยหาข้อมูลดูแล้วเรารู้สึกว่า เหย เศรษฐศาสตร์คือตัวเราเลย เราชอบวิเคราะห์อะไรพวกงี้ แล้วก็ชอบเลข ชอบอิ้ง แล้วพอมีโอกาสได้เข้าร่วมค่าย TUYEC(ของเศรษฐศาสตร์ มธ) เรารู้สึกว่า สังคมมธคือตัวเราเลย แล้วก็เศรษฐศาสตร์คือใช่ แต่เรารู้สึกว่า ถ้าเราเข้าภาคไทยก็คือเหมือนคนจบมาเยอะ เราต้องหาอะไรที่ต่างจากคนอื่น ก็เลยคิดว่า เออเข้าเศรษฐศาสตร์ ภาคอินเตอร์ เลยดีกว่า เพราะเราก็ชอบพวกภาษาอยู่แล้ว



2. เตรียมตัวสอบ+เรียนพิเศษ

เราเรียนมาตั้งแต่ม.5 แต่ไม่ได้จริงจัง555555 เราเรียน SAT แถวบ้านเรา จริงๆเราไม่ค่อยได้อะไรจากสถาบันกวดวิชาแห่งนี้มาก (ขอไม่ระบุชื่อแล้วกันนะคะ) คือเราเฉยๆ แล้วเราก็ถอดใจไม่อยากเข้าอินเตอร์ละ มันยากจัง ยอมแพ้ไปเลย 55555 
จนช่วงปิดเทอมม.5 จะขึึ้นม.6 ก็จะเริ่มเจอคำถามว่า อยากเข้าคณะอะไร? อยากเป็นอะไร? ประมาณนี้ เราก็เริ่มรู้สึกว่า เห้ย เราอยากเข้าไรอะ?555 ก็เริ่มงงๆเพราะว่าอยู่ๆเป้าหมายที่ตั้งมาตลอดก็หายไปเพราะคำว่า "ยอมแพ้" เราก็ไปสอบ SAT รอบ MAY 2018 เรารู้อยู่แล้วว่าverbalของ SAT ค่อนข้างยาก เราก็เตรียมไปแต่คณิตเลย จนได้ MATH 660 + ERBW 410 นั่นแหละ มันเป็นจุดที่ทำให้เรารู้สึกว่า ถ้าเราตั้งใจมากกว่านี้อะ เราก็ทำได้แล้ว แต่เราเท 555555555555 ก็เลยพัฒนาตัวเองต่อไป เราเลยตั้งใจว่าสอบรอบ OCT เราควรตั้งใจกับVERBALมากขึ้นแล้ว เพราะ MATH ยังไงก็ทำได้ ม.6เรียนแล้วไรงี้55555 เราก็ไปสอบค่ะ รอบสองเราได้ MATH 690 + ERBW 440 คือเราแบบ เอาแล้ว BE เอา ERBW 450 นะ แต่ต่อให้ 450 ยังไงเราก็ยังมีโอกาสหลุด เพราะมันเป๊ะๆเลย

เราก็เลยถอดใจ ไม่เอาละ BE พอกันที เอาภาคไทยนี่แหละ อินเตอร์ไม่เหมาะกับเรา (ยอมแพ้อีกรอบ) เราก็ไปลงเรียนพิเศษของภาคไทย ที่ Forward English ของ ครูพี่โอม คือแบบบบ มันดีจริงๆ ดีมากๆ เราแบบขอบคุณพี่โอมมากๆที่ทำให้เรามีวันนี้ เราเรียนคอร์ส GAT ENG ของพี่โอม แล้วเรารู้สึกว่า เห้ย ภาษาอังกฤษเราดีขึ้นมาก จากที่ติวจากที่อื่นหมดไปหลายหมื่น (ที่เรียนพิเศษภาคอินเตอร์คือแพงม้ากกก) เราก็เรียนพี่โอมจนเราได้ TUGET 610 เราก็กลับมามีไฟจะเข้าอินเตอร์อีกครั้ง 55555555 (ตอนนั้นคือรู้สึกว่าเป็นไบโพลาร์เลย) เราก็เหลืออีก 3 วัน สอบ SAT รอบ DEC ซึ่งถือว่าเป็นรอบสุดท้ายของเราแล้ว เราไปสอบ ก็ลน ลนแบบ ไม่มีสติอะ ลืมใส่ลบบ้าง บางข้อให้คูณก็ไปบวก แล้วเราก็ได้ MATH 690 มาเท่าเดิม ทำให้เราเฟล แล้วเริ่มเครียดว่า เห้ย จะได้หรอ BE อะ มันไม่ถึง 700 แต่สุดท้ายเราก็ยื่น MATH 690+TUGET 610 ไป แล้วมีชื่อสัมภาษณ์ ตอนมีชื่อสัมภาษณ์นี่คือแบบ ดีใจมาก5555555 อารมณ์แบบเห้ยย ชีวิตเรามาถึงจุดนี้แบบงงๆเลย

 ที่เรียนพิเศษ (ที่เราเรียนแล้วชอบ แต่มันขึ้นกับบุคคลด้วยเน้ออ)

MATH เราเรียนที่รู้สึกว่าได้มากที่สุดก็ Smartmathpro พี่ปั้นใจดีมากๆ เรียน 3 วันก่อนสอบ อัดสมองไปเลย แต่จริงๆมันอ่านเองได้ ซื้อหนังสือของ College Pandaมาอ่านคือตรงดี555

English เราสอบTUGET เราว่าถ้าไม่ได้อยากเข้าbbaมาพุ่งtugetสอบเก็บไว้เลยดีกว่า เรียนที่รู้สึกว่าได้มากสุดๆก็ Forward English เราเรียนคอร์ส GAT แต่จริงๆเขามีคอร์ส TUGET ด้วย



3.สัมภาษณ์
เราได้สัมรอบ 7.45 สัมที่ มธ ท่าพระจันทร์ เราถึงประมาณ 7.00 ก็เดินรอบๆคณะ เรารู้สึกว่าเราชอบมธ ท่าพระจันทร์มาก คือสวยมากอะ แล้วอยู่ตรงข้ามกับรพ.ศิริราชซึ่งย่าเราเคยพักรักษาตัวอยู่ เราเลยภาวนาก่อนสัมภาษณ์ว่า ย่าจ๋าช่วยหนูด้วยนะ แล้วก็เรียกสติตัวเองมากๆ ห้ามลนเด็ดขาด เราเคยลนกับ SAT ไปจนเรากังวลถึงตอนนี้ ทำให้เราเครียดมากแล้ว ดังนั้นจะสัมภาษณ์ก็ต้องมีสติ อย่าลน อย่าวอกแวก เตรียมตัวมาแค่ไหนแต่ถ้าตื่นเต้นมากก็เตรียมบ้ายบายได้เลย
ระหว่างรอสัมภาษณ์

คือเราได้คิวท้ายๆ เลยรอนานมากๆๆ ได้สัมจริงๆประมาณ 10 โมงกว่าๆเลย เขาก็จะเรียกไปตรวจเอกสารก่อน เอออย่าลืมเอาเอกสารตัวจริงไปนะ คือหลายคนลืมแล้ววุ่นวายมากๆ ตรวจเอกสารเสร็จเขาจะให้กระดาษมา 2 แผ่น

แผ่นแรก
ก็จะประมาณว่า ชื่อ นามสกุล หนังสือที่ชอบ นิตยสารที่ชอบ หนัง/ซีรีส์/ละคร ที่ชอบ แล้วก็มี เวลาว่างทำอะไร สอบGAT/PATป่าว อยากเข้าคณะอะไร 4อันดับ เราจำได้ประมาณนี้ อันนี้คือต้องตอบไปตามความจริงนะเพราะเขาอาจจะเอามาถามเราตอนสัมภาษณ์ได้

แผ่นสอง
ก็จะเป็นกล่องว่างๆให้เขียนประมาณว่า แนะนำตัว/อยากทำอะไร/อยากแนะนำอะไร ประมาณว่าอยากให้เขาสัมเราเรื่องอะไรอย่างงี้แหละ เพราะเขาจะอ่านแล้วสัม แต่ของเราไม่ค่อยโดนเพราะทีเราเขียนไป กับในพอร์ตเราคล้ายๆกัน เรารีบเขียนสุดชีวิตเพราะเขาสัมเร็วมากกกกกกกกกก (ก ล้านตัว) กลัวเขียนไม่ทันมาก รีบๆเขียนเลย ไม่ได้บรรจงเรื่องภาษาอะไรมากเอาที่เป็นตัวเราพอเลย
ถึงคิวสัมภาษณ์ (10.20น.)
คำถามแรก (น่าจะคำถามนี้ทุกที่)

Let's Introduce yourself !
(อันนี้แนะนำให้ตอบแนวว่า เราอยากให้เขารู้จักอะไรในตัวเรา อยากให้เขาถามเรื่องอะไรเราไรงี้)
เราก็ตอบประมาณว่า
ชื่อ ........... อายุ ........... โรงเรียน .......... แผนการเรียน.......... แล้วก็ อยากทำธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องสำอางค์ เพราะว่าพ่อเป็นนักธุรกิจเหมือนกัน พ่อก็สอนเรื่องธุรกิจอยู่บ่อยๆ ทำให้เราได้แนวคิดต่างๆจากพ่อมามาก แล้วก็ตอนนี้เราก็ทำธุรกิจออนไลน์ของเราเอง (ก็ตอบแนวคิดของเราไปว่าทำไมทำธุรกิจ)

Why you interested in Journalism? (เราเขียนในใบ4อันดับมีนิเทศจุฬาฯไป)
เราก็ตอบไปว่า เออที่สนเพราะคิดว่าจะได้ได้คอนเนคชั่น มีเพื่อนเป็นดาราไรงี้ เขาก็ตอบว่า BEก็มีคอนเนคชั่นนะไรงี้
***** Why BE? Why not BBA?
น่าจะโดนทุกคนเลยคำถามนี้** เตรียมคำตอบไปดีๆ

เราก็ตอบว่า เราทำธุรกิจเราเติบขนาดนี้ได้เพราะเราใช้ความรู้จากเศรษฐศาสตร์ม.5 เรื่อง Demand and Supply แล้วมันก็ใช้ได้จริง เราเลยเหมือนแบบ trust in economics that economics can make me success.


เคยมาค่าย TUYEC หรอ ได้อะไรจากค่ายนี้บ้าง?
เราตอบไปว่า I learn how to adjust in society , how to make new friends ประมาณนี้ เราก็ตอบประมาณว่า รู้จักเข้าสังคม เข้ากับเพื่อนใหม่ เรียนรู้ที่จะเข้าหาผู้อื่นอะไรงี้ค่ะ

เขาก็ถามว่า TUYEC ทำอะไรบ้าง
เราก็ตอบเท่าที่เราจำได้ ว่ามีไปปลูกเข้าที่สุพรรณ ซึ่งมันadaptกับ economicsได้อย่างงั้นอย่างงี้ 5555555 ซึ่งแบบจริงๆก็คือแอบลืมบ้าง แล้วก็ตอบไปว่า มีคลาสเรียนจำลองเกี่ยวกับ economics ในค่ายด้วย แล้วเรารุ้สึกว่าแบบ มันใช่อะไรงี้ เราใช้ความรู้จากค่ายนี้มาทำบริษัทเราได้ (โยงกลับไปบริษัทอีกแล้ว555)
เขาก็ถามเรื่องบริษัทเราไรงี้ แต่ไม่ได้ถามลึกมาก เหมือนพยายามถามเพื่ออยากรู้ว่าเราทำจริงหรือเปล่าประมาณนี้นะ

ส่วนเรื่องข่าวเราไม่โดนถามอะ เหมือนเขาเจาะแต่เรื่องbusiness ของเรา

ข้ามๆๆๆๆ

คำถามสุดท้าย

Do you have any questions?
น่าจะเจอทุกคนเลยคำถามนี้555555 แนะนำว่าควรถาม มันจะดูใส่ใจคณะนี้ ดูอยากเข้าอะ
เราก็ถามไปว่า
มีทุนมั้ยคะ ?
มีนักเรียนแลกเปลี่ยนมามั้ย ?
เรียนที่นี่ยากไหม ?

อันนี้แล้วแต่คนเลย สงสัยอะไรก็ถามไปเลย ไม่ต้องกลัว 


จริงๆตอนสัมเวลาพูดไม่ต้องแกรมมาร์เป๊ะมาก หรือศัพท์สูง เอาแค่พอที่เราสื่อสารกับเขาแล้วเขารู้เรื่องก็เพียงพอแล้ว
จบแล้วววว คือตอนรอผลนี่ลุ้นสุดๆเพราะเราหวังกับ BE ที่เดียวเลยยย แล้วก็ใครอยากเข้า BE ก็ตั้งใจน้า ไม่ได้เข้ายากแต่ก็ไม่ได้เข้าง่าย 5555555 ก็ขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้น้า ถ้าเราพูดอะไรผิดไปเราก็ขอโทษด้วยจริงๆนะคะ เราอยากมาแชร์ประสบการณ์เราจริงๆ หวังว่ากระทู้นี้จะเป็นประโยชน์กับหลายๆคนนะคะ
ส่งกำลังใจให้ จขกท.

แสดงความคิดเห็น

2 ความคิดเห็น

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เด็กดี TCAS

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป