ซ่อน
แสดง

รีวิว!! สอบแพทย์จุฬารอบ 1 (Portfolio) โดยเตรียมสอบ bmat, ielts ด้วยตนเอง [ยินดีให้แชร์]

วิว
#tcas #รอบ1 #portfolio #แพทย์ #bmat
สวัสดีค่ะ ตอนนี้ก็พึ่งผ่าน tcas รอบ 1 ไปไม่นานนะคะ แล้วเราก็อยากเขียนกระทู้นี้ขึ้นมาเพราะหวังว่าจะเป็นประโยชน์กับน้องๆที่วางแผนจะสอบรอบนี้ค่ะ หากผิดพลาดประการใดแจ้งเตือนได้ค่ะ เราเป็นคนเขียนไม่ค่อยเก่งด้วยค่ะ 555

IELTS
การเตรียมตัว: อันนี้เราไม่ได้เตรียมตัวมาก เพราะพื้นฐานภาษาอังกฤษเราค่อนข้างดีอยู่แล้วค่ะ แนะนำให้ลองซื้อหนังสือแบบที่มีข้อสอบจำลองมาค่ะ ให้ทำสักหนึ่งฉบับแล้วดูว่าเราต้องเน้นส่วนไหนเป็นพิเศษค่ะ เช่น เราเน้น reading & writing ค่ะ

หนังสือ: เราใช้เล่มเดียวเลยคือของ kaplan ค่ะ เราซื้อมาจาก asia books ค่ะ แต่ที่ kinokuniya น่าจะถูกกว่าค่ะ เหตุผลที่เราเลือกเล่มนี้เพราะมีทั้งเนื้อหาและข้อสอบค่ะ ข้อสอบก็มีหลายชุดและมีวิธีเปลี่ยนคะแนนที่เราได้ให้เป็น band score ด้วยค่ะ เราว่าเทคนิคที่เขาสอนดีนะคะ แต่มีข้อเสียคือพิมพ์ผิดเยอะค่ะ เนื้อหาก็มีงงๆบ้างค่ะ เหมือนช่วยกันเขียนหลายคนและไม่ค่อยได้ปรึกษากันค่ะ 555


ไม่ต้องใช้เล่มนี้ก็ได้นะ ลองเปิดๆดูตามร้านหนังสือและเลือกที่เหมาะกับเรา + ข้อสอบเพียงพอ แนะนำหนังสือ Cambridge English IELTS ค่ะ เพราะเป็นข้อสอบเหมือนจริงที่สุด แต่เราก็ไม่ได้ทำนะคะ ทำไม่ทันค่ะ

Online: ถ้าสมัครกับ british council เขาจะมีวีดีโอสอนและข้อสอบเก่าให้นิดนึง ซึ่งก็มีประโยชน์ค่ะ เพราะเหมือนจริงและคุณภาพดี แต่ดูที่ฟรีก็พอนะ ไม่ต้องซื้อคอร์สที่เขาโฆษนาเพิ่มก็ได้ 555 เว็บ ieltsliz.com และ ielts-simon.com ก็มีเนื้อหาและแบบฝึกหัดเยอะค่ะ

HINT: ถ้าไม่ต้องการยื่นรามาสามารถสอบ cutep ที่ค่าใช้จ่ายน้อยกว่าแทนได้ค่ะ ไม่ว่าจะสอบวัดระดับภาษาอังกฤษแบบไหน ควรจะสอบรอบเดียวแล้วผ่านเลยนะคะ ในความคิดเห็นเราไม่จำเป็นต้องไปลองข้อสอบด้วยค่ะ ตั้งใจจับเวลาที่บ้านก็ค่อนข้างเหมือนกันค่ะ ถ้าตั้งเป้าหมาย "รอบเดียวผ่าน" จะช่วยประหยัดมากเลยค่ะ รวมถึงเพิ่มความตั้งใจของเราด้วยค่ะ

BioMedical Admissions Test

BMAT เป็นส่วนที่สำคัญมากสำหรับการสอบเข้าคณะแพทย์รอบ 1 เลยค่ะ ถ้าทำได้คะแนนดีก็จะได้เปรียบมากค่ะ :D


BMAT ปกติแล้วจะจัดสอบปีละ 2 รอบค่ะ น้องๆคอยติดตามประกาศมหาวิทยาลัยนะคะ เขาจะระบุว่าต้องการใช้รอบไหน หรือให้เลือกได้ทั้งสองรอบ ถ้าสอบผิดรอบจะไม่มีสิทธิ์ยื่นคะแนนค่ะ!! ถ้าเลือกได้เราแนะนำให้สอบรอบแรกนะ รอบแรกจะถูกกว่ารอบสองเยอะเลยในปีเรา แถมยังเหลือเวลาเตรียม กสพท หลังสอบเสร็จเยอะด้วยค่ะ

การเตรียมตัวสำหรับทุก section: การรู้แนวข้อสอบสำคัญมากค่ะ แนะนำให้ลองทำ specimen paper (จาก www.admissionstesting.org/for-test-takers/bmat/preparing-for-bmat/practice-papers/) แบบไม่จำเป็นต้องจับเวลาเพื่อให้เราคุ้นเคยกับรูปแบบข้อสอบและดูว่าเราถนัดคำถามแบบไหน มีจุดอ่อนตรงไหน specimen paper เหมาะเป็น diagnostic test เพราะแนวตรงแต่ง่ายกว่า BMAT ตัวจริงในปีที่ผ่านๆมา พอรู้ว่าต้องเสริมตรงไหน วางแผนการอ่านหนังสือเลยค่ะ จะเล่ารายละเอียดแต่ละ section นะคะ

HINT: หนังสือ bmat ในส่วนถัดไปเราซื้อจากร้านหนังสือ kinokuniya ทั้งหมดเลยนะคะ เรารีวิวไว้หลายเล่มอยู่ค่ะ แต่จริงๆแล้วคิดว่าเลือกทำ Ultimate BMAT Guide หรือเล่ม 700 คำถาม + ข้อสอบเก่าย้อนหลังทุกปี ก็เพียงพอแล้วค่ะ

Section 1

ข้อสอบฉบับแรกจะวัด 3 อย่างค่ะ คือการอ่านคิดวิเคราะห์ เชาว์ปัญญา และทักษะการวิเคราะห์ข้อมูล (บทความ กราฟ ตาราง) Section 1 จะมีข้อวิเคราะห์ข้อมูล 3 ข้อใหญ่ค่ะ ถ้าอยากได้คะแนน S1 สูง ควรทำได้อย่างน้อย 2/3 ข้อค่ะ

การเตรียมตัว: อ่านหลักการและเทคนิค+ทริคการทำก่อนค่ะ จบให้เร็วที่สุดและเริ่มลุยแบบฝึกหัดเลยค่ะ ยิ่งทำโจทย์จะยิ่งทำให้คล่องและทำข้อสอบได้เร็วค่ะ แถมเห็นแนวคำถามที่จะออกคล้ายๆเดิมด้วยค่ะ อย่าลืมตั้งใจอ่านเฉลยด้วยนะคะ

หนังสือ: เรามีอยู่สามเล่มค่ะ Preparing for the BMAT, Ultimate BMAT Guide และเล่ม 700 คำถามค่ะ

Preparing for the bmat เป็นเล่มบางๆค่ะ มีแนะนำนิดนึงและข้อสอบเต็มฉบับเดียวค่ะ แพงเหมือนกันค่ะ แนะนำให้ซีร็อกหรือหารกับเพื่อนถ้าจะใช้ ถ้าใช้ให้ทำเป็นเล่มแรก ไม่ต้องจับเวลาค่ะ อ่านเฉลยและเทคนิคการทำอย่างละเอียดโดยเฉพาะจุดที่พลาดค่ะ จะทำให้เราเห็นภาพรวมได้ดีเหมือนกันค่ะ

Ultimate BMAT Guide เป็นเล่มที่เราใช้เป็นหลักเลยค่ะ โจทย์เยอะมากกก แล้วก็มีหลายแนว มีเนื้อหาของแต่ละ section นิดนึงด้วยค่ะ แล้วก็มีข้อสอบจำลอง 3 ฉบับค่ะ แบบฝึกหัดทำแบบไม่ต้องจับเวลาค่ะ ส่วนข้อสอบให้จับเวลาเสมือนจริงค่ะ เล่มนี้พิมพ์ผิดเยอะมากค่ะ และมีเนื้อหาผิดด้วยค่ะ เพราะฉะนั้นต้องระวังเวลาอ่านค่ะ แต่โดยรวมแล้วก็เป็นหนังสือที่ดีค่ะ

เล่ม 700 คำถาม: เล่มนี้เราไม่ค่อยได้ทำเลยค่ะ มีคนบอกว่า section 1 ยากเกินจริงค่ะ แต่เราก็มีเลือกข้อทำนิดนึงค่ะ เล่มนี้ก็มีคำแนะนำและทริคเหมือนกันค่ะ แต่ไม่มีข้อสอบจำลองค่ะ

Online: เว็บของ Cambridge เลยค่ะ มี section 1 guide ด้วยค่ะ สามารถทำความเข้าใจและใช้เป็นเนื้อหาได้เลยค่ะ เว็บเดียวกันกับ specimen และ past paper ค่ะ

เขาจะมีจัด webinar ด้วยค่ะ ช่วงใกล้ๆสอบหน่อย

ลงทะเบียนฟรีเลยค่ะ แล้วก็รอวัน live ค่ะ


นอกจากนี้เราติดตามดู live ทางเพจ facebook ของ ignite by ondemand และ interpass ด้วย ก็มีประโยชน์นะคะ แต่เราไม่ได้ลงคอร์สนะคะ ก็ต้องขอบคุณที่มีความรู้ฟรีๆให้กับนักเรียนที่ไม่ได้เรียนในสถาบันด้วยค่ะ :)

Section 2

ส่วนนี้จะเป็นข้อสอบวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ค่ะ เว็บเขาบอกว่าต้องประยุกต์เก่ง แต่ก็ง่ายกว่าวิชาสามัญเยอะอยู่ดีค่ะ 555 เราเรียนเรียนพิเศษภาคไทยมาบ้างนะ เพราะตอนแรกเราก็เตรียมทั้ง กสพท ทั้งรอบ 1 ค่ะ ก็น่าจะช่วย section นี้ด้วยค่ะ

การเตรียมตัว: ใช้หนังสือและ website เหมือน section 1 เลยค่ะ แต่มี resource ที่พิเศษมากๆ เลยค่ะ คือ Official BMAT Assumed Subject Knowledge Guide ขาดไม่ได้จริงๆค่ะ จะหาได้จาก www.admissionstesting.org/for-test-takers/bmat/preparing-for-bmat/section-2-preparation/ กดปุ่ม Access เลยค่ะ! มันจะพาเราไปสร้าง account ซึ่งสามารถใช้สมัคร bmat ในภายหลังด้วยค่ะ


Guide นี้จะเป็นขอบเขตเนื้อหาทั้งหมดที่สามารถออกใน section 2 ได้ อ่านจากในนี้จะตรงที่สุดค่ะ เวลาทำแบบฝึกหัดหรือข้อสอบเก่า ข้อที่ผิดจากการไม่รู้/ลืมเนื้อหาให้มาอ่านเพิ่มเติมจากในนี้ค่ะ แต่ถ้ายังไม่เข้าใจเนื้อหาส่วนนั้น หรือยังทำโจทย์เรื่องนั้นไม่ได้ ให้หาอ่านเพิ่มจากหนังสือหรือเว็บอื่นๆที่เราดูแล้วน่าจะตรงกับเนื้อหา bmat ได้นะคะ เพราะอย่างปีเราสอบ มีบางข้อที่ใน guide พูดถึงไม่กี่บรรทัดแต่ออกค่อนข้างยากเหมือนกันค่ะ :'(


บทที่เราต้องเก็บใหม่ทั้งบท เราก็จะเขียนสรุปด้วยค่ะ อ่านไปเขียนไปเลยค่ะ section นี้เราทำแบบฝึกหัดจากทั้งสามเล่มที่เรามีเลยค่ะ แต่เล่ม 700 ยังทำชีวะกับฟิสิกส์ไม่หมดค่ะ

Section 3

ส่วนนี้จะวัดความสามารถในการเขียนของเราและการเชื่อมโยงเหตุผลของเราค่ะ ข้อสอบจะมีสามข้อ [ปรัชญา/วิทยาศาสตร์/การแพทย์ (ส่วนใหญ่เรื่องจริยธรรม)] เลือกทำ 1 ข้อค่ะ คะแนนจะแบ่งเป็นสองส่วนค่ะ ส่วน "เนื้อหา" จะเต็ม 5 ค่ะ ทุกคนควรจะทำให้ได้ 3 ค่ะ ถ้ารู้หลักการก็ไม่ยากเลยค่ะ อีกส่วนคือ "ภาษาอังกฤษ" คะแนนเป็นเกรด A-E ค่ะ ไม่จำเป็นต้องเขียนเป๊ะค่ะ และไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาที่ซับซ้อนหรือสวยงามด้วยค่ะ พยายามเขียนให้ clear + ถูกต้อง และอย่าใช้คำที่สะกดไม่เป็นก็น่าจะได้คะแนนที่ดีแล้วค่ะ ^.^

การเตรียมตัว: เราฝึกเขียนจากโจทย์ในหนังสือ bmat + ข้อสอบจริงค่ะ เขียนไป 4-5 ฉบับค่ะ เราจับเวลาเขียนเกือบทุกฉบับค่ะ พอเขียนเสร็จเราก็เอาให้คนในครอบครัวเราดูค่ะ ว่าเขาคิดว่าเราให้เหตุผลใช้ได้หรือยังและเขามีข้อเสนอ/ideaอะไรบ้างค่ะ

HINT: ในโจทย์เขียน BMAT essay จะมีสองส่วนค่ะ 1. Statement/Quote  2. คำถามค่ะ แค่ตอบคำถามให้ครบทุกข้อแบบพอมีเหตุผลและเขียนให้จบก็สามารถได้ 3 ในส่วน "เนื้อหา" แล้วค่ะ :D

สรุปการเตรียมตัว bmat ช่วงแรก

1. ทำ diagnostic test

2. เก็บเนื้อหาที่ยังไม่ได้จากโรงเรียน/การเรียนพิเศษสำหรับกสพท/อ่านเอง

3. ทำแบบฝึกหัด ตั้งใจอ่านเฉลย เราอ่านแทบทุกข้อเลยค่ะ รวมทั้งข้อที่เราถูกแน่ๆด้วยค่ะ เพราะเราอยากรู้ว่าเขามีวิธีคิดที่ดีกว่าเราไหม 555

4. เริ่มทำข้อสอบเก่า...

เทคนิคทำข้อสอบเก่าของเรา :D

ข้อสอบเก่าจะอยู่ที่เดียวกับ ลิ้ง specimen ที่เราแปะไว้เลยค่ะ แต่ก็ควรมีเฉลยละเอียดอย่างยิ่งค่ะ สามารถซื้อหนังสือเฉลยหรือยืมเพื่อนเอาได้ค่ะ แต่ของเราได้มาจาก Ultimate BMAT Guide ค่ะ เขาจะแถมหนังสือเฉลยเป็น e-book ค่ะ แต่ต้องไปรีวิวหนังสือ ultimate บน google books ให้เขาก่อนค่ะ เราพึ่งเริ่มทำประมาณหนึ่งเดือนก่อนสอบค่ะ เลยตัดสินใจทำแค่ปี 2012-2017 ค่ะ


แต่ก่อนหน้านี้ช่วงม.5เทอม2เราใช้เว็บ bmat ninja ทำพวกปีก่อนหน้านี้ เขามีเฉลยให้ด้วยแต่เราไม่ได้ซื้อ ตอนนั้นยังไม่มีหนังสือเฉลยด้วย เลยเหมือนทำเล่นๆเฉยๆค่ะ ไม่มีเฉลยละเอียด

Past Paper How-to heart


1. จับเวลาทำข้อสอบเสมือนจริง Section 1 : 1 hour/Section 2 : 30 mins/Section 3 : 30 mins เวลาทำข้อสอบ ห้ามฟังเพลง ห้ามกินขนม ห้ามพักกลาง section ค่ะ แต่เราคิดว่าไม่จำเป็นต้องทำสาม section ติดกันเหมือนจริงทุกครั้งก็ได้ค่ะ เพราะจะหาเวลาทำยากค่ะ ใช้ดินสอทำค่ะ


2. พอหมดเวลาแล้ว ให้ใช้ปากกาสี (เราใช้สีฟ้า) ทำข้อสอบซ้ำอีกรอบโดยไม่ต้องจับเวลา จนเหลือแต่ข้อที่เราทำไม่ได้จริงๆ แบบนี้เราจะไม่เสียโจทย์ที่ทำไม่ทัน


3. ตรวจ ให้คะแนนเฉพาะที่ทำไปครั้งแรก จะได้คะแนนเสมือนจริง สามารถหาวิธีเปลี่ยนคะแนนดิบเป็นคะแนนแบบเต็ม 9 จากไฟล์ answer key ของ Cambridge หน้าเดียวกันกับ past paper ค่ะ


4. อ่านเฉลยละเอียด ทำความเข้าใจและจดเนื้อหา section 2 ที่เรายังไม่ได้ ดูว่าคำถามแบบไหนที่มีปัญหา ปัญหาเกิดจากอะไร จดจุดที่เราผิดบ่อยๆกับเทคนิคต่างๆไว้ด้วย เอาไว้อ่านใกล้ๆสอบอีกที


5. ทบทวนเนื้อหา section 2 ที่ยังไม่รู้หรือลืมก่อนและเริ่มทำชุดต่อไป

คะแนนที่ควรทำได้:
S1+S2: กำหนดเป้าหมายให้เหมาะกับเราค่ะ S1 กับ S2 แทนกันได้ค่ะ
S3 ขอแบ่งเป็น 3 แบบค่ะ

1. น้องที่ไม่ค่อยถนัดภาษาอังกฤษหรือการเขียน ให้ตั้งเป้าหมาย 3C-3B ค่ะ แต่อาจจะต้องทำคะแนน section อื่นให้ดีค่ะ ถ้าเราต้องฝึกอีกเยอะถึงจะได้ C และ section อื่นก็ยังทำคะแนนไม่ดี การเปลี่ยนเป็นเน้นกสพทอาจจะคุ้มกว่าค่ะ

2. น้องที่โอเคกับการเขียน: 3A ค่ะ

3. น้องที่เก่งการเขียนมาก : ฝึกให้ได้ 3.5A++ เลยค่ะ แต่ทำได้ยากมากค่ะ ถ้าไม่ได้เก่งอยู่แล้ว 3A ก็พอค่ะ และเน้น section อื่นดีกว่าค่ะ แต่ถ้าเราถนัดทางนี้ก็จะช่วยดึงคะแนนเราเหมือนกันค่ะ

 

ต่อไปนี้เป็นการแนะนำเป้าหมายคร่าวๆ นะคะ

ขอนแก่น : เฉลี่ย 4.5 เท่าที่เขากำหนดก็มีโอกาสได้สูงแล้วค่ะ

รามา, รามา-จุฬาภรณ์ : ปีนี้เขาเน้นผลงานมากกว่าคะแนนค่ะ ซึ่งเราก็ไม่ได้สัมภาษณ์ค่ะ 555 S1+S2 = 11 ก็น่าลุ้นแล้วค่ะ

วชิระ : S1+S2 = 11

จุฬา : ที่นี่จะไม่บวกคะแนนที่เป็นตัวเลขทั้งหมดแล้วนำมาคิดเหมือนที่อื่นนะคะ เขาจะนำตัวอักษรมาคิดด้วยค่ะ น่าจะแบบ (A=5, B=4...) แล้วถ่วงน้ำหนักแต่ละ Section 40:40:20 ค่ะ

ถ้าน้องได้ essay = 3A, S1+S2 = 12 ก็น่าลุ้นแล้วค่ะ 6.5 6.5 3A ก็ค่อนข้าง safe score แล้วค่ะ
P.S. เราได้ 5.9 6.8 3A นะคะ :)

ในวันสอบ BMAT

เราสอบที่จุฬานะคะ สอบช่วงบ่ายค่ะ ควรไปก่อนเวลาค่ะ เพื่อลงทะเบียนและหาห้องสอบค่ะ เขามีเครื่องเขียนและน้ำให้ค่ะ และมีช่วงเวลาพักนิดนึงระหว่าง section แต่ให้อยู่ในห้อง มีเจ้าหน้าที่พาไปเข้าห้องน้ำด้วย แต่เราคิดว่าควรเข้าตั้งแต่ก่อนเข้าห้องสอบนะคะ


Section 1 ข้อไหนที่ทำไม่ได้หรือรู้ว่าตัวเองจะใช้เวลาเยอะให้ข้ามเลยค่ะ ส่วน Section 2 ควรจะอ่านโจทย์จบแล้วทำได้เลยถ้าต้องคิดว่าจะใช้วิธีไหนให้ข้ามก่อนค่ะ ถ้าทำเร็วๆอาจมีเวลากลับมาทำข้อที่ข้ามไปค่ะ แต่...เราไม่เคยมีเวลากลับมาทำข้อที่ข้ามใน Section 1 เลยค่ะ

ช่วงยื่น Portfolio

เราคิดว่าการเป็นตัวของเองสำคัญจริงๆค่ะ เราจะแบ่งผลงานเป็น 4 ด้านหลักๆนะคะ

1. วิชาการ อันนี้ถ้ามีก็น่าจะดีค่ะ แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไรค่ะ เราก็แทบจะไม่มีเลยค่ะ

2. วิจัย คือถ้ามีและเกี่ยวข้องกับการแพทย์ก็น่าจะทำให้กรรมการสนใจค่ะ แต่ส่วนตัวเราก็ไม่มี มีแต่ช่วยทำวิจัย ไม่ได้เป็นผู้ทำวิจัย แล้วก็ไม่ใช่วิจัยเกี่ยวกับการแพทย์หรือวิทยาศาสตร์ด้วยค่ะ ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องห่วงนะคะ เราคิดว่าคนที่มีวิจัยมีไม่กี่คนค่ะ

3. จิตอาสา เราทำจิตอาสาเล็กๆน้อยๆมาตั้งแต่เด็กเลยค่ะ มีให้ใส่ในพอร์ตหลายงานเลยค่ะ ในม.ปลายเราทำจิตอาสาการสอนเยอะค่ะ รวมถึงมีการสอนเด็กและผู้ใหญ่ที่มีความต้องการพิเศษด้วยค่ะ ด้านนี้เรามีผลงานมากกว่าด้านอื่นค่ะ

4. ความเป็นตัวตนของน้องๆ เราคิดว่าถ้าน้องมีความสามารถพิเศษ หรือความสนใจอะไรที่ไม่ได้อยู่ในข้อ 1-3 ก็สามารถใส่พอร์ตได้ค่ะ เราเชื่อว่าเกือบทุกอย่างสามารถนำมาเชื่อมโยงกับความเป็นแพทย์หรือคุณสมบัติที่ดีของแพทย์ได้ ถ้าน้องตั้งใจคิดจริงๆ เรามีผลงานด้านดนตรีเยอะค่ะ แล้วก็มีผลงานที่แสดงความสนใจด้านวิทยาศาสตร์ของเราที่ไม่ได้เป็นการแข่งขันค่ะ มีค่ายหมอที่เราเคยเข้าด้วยค่ะ


ไม่ว่าผลงานไหน น้องๆควรจะคิดว่าเราได้อะไรจากกิจกรรมนี้ กิจกรรมนี้ช่วยเตรียมให้เราเป็นแพทย์ที่ดีได้อย่างไรบ้าง ทุกอย่างที่เราใส่ portfolio ควรมีคุณค่ากับเราจริงๆ


หมายเหตุ: เราคิดว่าการที่เราไม่ค่อยมีผลงานข้อ 1-2 อาจทำให้เราไม่ได้สัมภาษณ์ที่รามาค่ะ ถ้าน้องอยู่ ม.3-ม.4 ก็อาจจะลองหากิจกรรมด้านนี้ค่ะ แต่ถ้าน้องไม่ชอบทำวิจัย ไม่ชอบสอบแข่งขันวิชาการ เราก็คิดว่าไม่ควรฝืนค่ะ และตั้งใจทำสิ่งที่เราถนัดดีกว่าค่ะ

HINT: อย่าลืมตรวจประกาศของทางมหาวิทยาลัยนะคะ ว่าเขากำหนดให้มีอะไรในพอร์ตบ้าง จะได้ตรงคุณสมบัติค่ะ พอร์ตไม่จำเป็นต้องจ้างทำนะคะ!! เราทำแบบเรียบมาก ใช้ microsoft word ก็สามารถผ่านการคัดเลือกได้ค่ะ กรรมการน่าจะเน้นเนื้อหามากกว่าค่ะ

การสอบสัมภาษณ์

การเตรียมตัว: เราจดคำถามที่ออกบ่อยๆ เช่น "แนะนำตัวเองหน่อย", "ทำไมถึงอยากเป็นหมอ" แล้วเราก็เขียนคำตอบไว้ค่ะ เสร็จแล้วก็ท่องค่ะ จะช่วยทำให้เราตอบคำถามพวกนี้ได้คล่องค่ะ แต่ก็ต้องตอบอย่างจริงใจและเป็นธรรมชาติด้วยค่ะ นอกจากนี้เราศึกษาข่าว วิทยาสาสตร์ + การแพทย์ และจริยธรรมแพทย์ด้วยค่ะ เราจะพยายามมองแต่ละเรื่องจากหลายๆมุมมอง ก่อนที่จะคิดว่า opinion ของเราคืออะไรค่ะ เราฝึกตอบคำถามเป็นอังกฤษบ้าง ไทยบ้างค่ะ

สนามแรกของเราเลยคือที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นนะคะ จะพูดถึงไม่มากค่ะ เพราะมีเพื่อนๆมาเขียนไว้เยอะแล้วค่ะ ที่นี่จะถามเรื่อง ทำไมอยากเป็นแพทย์ คุณสมบัติของแพทย์ และโจทย์ dilemma ค่ะ ทุกห้องถามเป็นภาษาไทยค่ะ

วชิระ

ที่นี่จะสัมภาษณ์แบบ mmi นะคะ มี 10 ฐานค่ะ มีให้ตอบคำถามกับอาจารย์แล้วก็มีให้เขียนคำตอบใส่กระดาษแล้วใส่ซองด้วยค่ะ ทุกฐานจะมีใบคำถามสีเขียวๆให้อ่านก่อนที่จะเริ่มทำกิจกรรมค่ะ


ที่วชิระจะมีแนวคำถามไม่เหมือนที่อื่นคือถามเกี่ยวกับการช่วยชีวิตคนและให้ทำ cpr ให้ดูค่ะ และมีฐานสถานการณ์ให้เราเล่นบทบาทสมมติเยอะมากค่ะ ลองซ้อมกันดูนะคะ พวกการบอกข่าวร้าย การยอมรับผิด+ขอโทษ การบอกเพื่อนร่วมงานว่าเขาทำงานไม่ดี ซ้อมให้เป็นธรรมชาติ เคลียร์ และมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นค่ะ ทั้งหมดเป็นภาษาไทยค่ะ

จุฬา

การสัมภาษณ์ที่นี่แบ่งเป็น 5 ห้อง ห้องละ 12 นาทีค่ะ แต่ละห้องจะแบ่งเวลาเป็นเวลาที่ให้อ่านโจทย์+จดสิ่งที่เราจะพูด (มีดินสอให้) กับเวลาที่ให้ตอบค่ะ ก็จะแบ่งไม่เท่ากัน แล้วแต่ความยาวของโจทย์ห้องนั้นค่ะ

จะมีประเภทคำถามดังนี้

1. ถามเกี่ยวกับ portfolio และตัวเรา

2. Dilemma เป็นแนวชีวิตประจำวันค่ะ ไม่ได้ถาม situation การแพทย์ค่ะ อันนี้มีถึงสองห้องเลยค่ะ

3. ให้อ่านวิเคราะห์งานวิจัยที่เป็นภาษาอังกฤษค่ะ แต่ตอบอาจารย์เป็นภาษาไทยค่ะ

4. อ่านข่าวภาษาอังกฤษและตอบโจทย์ที่อาจารย์ฝรั่งถามเป็นภาษาอังกฤษค่ะ


ก็จบไปแล้วค่ะ สำหรับการเตรียมตัวสอบแพทย์รอบ Portfolio เราหวังว่ากระทู้นี้จะเป็นประโยชน์กับคนที่เข้ามาอ่านนะคะ ^.^ อยากให้กำลังใจน้องๆที่จะสอบรอบนี้ว่าเราสามารถเตรียมตัวในแบบของตัวเองได ้ขอให้มีความตั้งใจและความพยายามค่ะ ไม่จำเป็นต้องเรียนพิเศษ bmat, ielts ที่ราคาค่อนข้างสูงก็ได้ค่ะ สิ่งที่เราแนะนำไปก็ควรจะปรับให้เข้ากับตัวน้องด้วยค่ะเพราะวิธีที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนแตกต่างกันค่ะ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ! heart









 
ให้หัวใจกระทู้นี้ ~

แสดงความคิดเห็น

32 ความคิดเห็น

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เด็กดี TCAS

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป