ซ่อน
แสดง

สนธิหรรษา มาม๊ะเดี๋ยวจะสอน [ยินดีให้แชร์]

วิว
คำสนธิ เกิดจากการเชื่อมคำในภาษาบาลีและสันสกฤตเท่านั้น ถ้าคำที่นำมาเชื่อมกันไม่ใช่ภาษาบาลีและสันสกฤต ถือว่าไม่เป็นสนธิ เช่น กระยา+หาร ไม่ใช่สนธิ เพราะ กระยาเป็นคำไทย และถึงแม้ว่าคำที่นำมารวมกันแต่ไม่เชื่อมกันเป็นเพียงคำประสมเท่านั้น ก็ถือไม่ว่าสนธิ เช่น
ทัศนาจร                มาจาก    ทัศนา+จร
วิทยาศาสตร์           มาจาก    วิทยา+ศาสตร์

คำสนธิมี  ลักษณะ คือ
1. สระสนธิ 
2. พยัญชนะสนธิ 
3. นิคหิตสนธิ


หลักการสังเกต
๑.คำสนธิต้องเป็นคำบาลี สันสกฤตเท่านั้น
๒.เมื่อนำคำมาสนธิกันแล้ว จะกลายเป็นคำเดียว และจะต้องแปลจากคำหลังมาคำหน้า
๓.คำที่จะนำมาสนธิกัน จะต้องมีทั้งสระหน้าและสระหลัง
๔.เมื่อสนธิแล้วจะมีการเปลี่ยนแปลงพยัญชนะ สระ หรือนิคหิตที่เชื่อมเสมอ

สำหรับการสนธิในภาษาไทยส่วนมากจะใช้แบบสร้างของสระสนธิ

แบบสร้างของคำสนธิที่ใช้ในภาษาไทย
๑. สระสนธิ
 การสนธิสระทำได้ ๓ วิธี
๑.๑ ตัดพยางค์ท้ายแล้วใช้สระของพยางค์หน้าของคำหลังแทน เช่น
ฤทธิ  สนธิกับ   อานุภาพ  เป็น  ฤทธานุภาพ
ปรมะ สนธิกับ   อินทร์      เป็น  ปรมินทร์
วชิร   สนธิกับ   อาวุธ       เป็น  วชิราวุธ
มกร   สนธิกับ   อาคม      เป็น  มกราคม

๑.๒ ตัดสระพยางค์ท้ายของคำหน้าแล้วใช้สระพยางค์หน้าของคำหลังแต่เปลี่ยนรูป อะ เป็น อา อิ เป็น เอ อุ เป็น อู หรือ โอ ตัวอย่างเช่น
เปลี่ยนรูป อะ เป็น อา
เทศ         สนธิกับ  อภิบาล          เป็น      เทศาภิบาล
ประชา      สนธิกับ  อธิปไตย        เป็น      ประชาธิปไตย
จุฬา         สนธิกับ  อลงกรณ์        เป็น      จุฬาลงกรณ์
ปลี่ยนรูป อิ เป็น เอ
ปรม     สนธิกับ     อินทร์     เป็น    ปรเมนทร์
นร       สนธิกับ     อิศวร      เป็น    นเรศวร
คช       สนธิกับ     อินทร์     เป็น    คเชนทร์
เปลี่ยนรูป อุ เป็น อู หรือ โอ
ราช          สนธิกับ    อุปถัมภ์     เป็น      ราชูปถัมภ์
สาธารณธ  สนธิกับ    อุปโภค      เป็น       สาธารณูประโภค

 

๑.๓ เปลี่ยนสระพยางค์ท้ายของคำหน้า อิ อี เป็น ย อุ อู เป็น ว แล้วใช้สระพยางค์หน้าของคำหลังแทน เช่น
เปลี่ยน อิ อี เป็น ย
รังสี        สนธิกับ    โอกาส     เป็น   รังสโยภาส,รังสิโยภาส
สามัคคี   สนธิกับ     อาจารย์   เป็น    สามัคยาจารย์
เปลี่ยน อุ อู เป็น ว
สินธุ   สนธิกับ   อานนท์   เป็น   สินธวานนท์
ธนู     สนธิกับ   อาคม     เป็น   ธันวาคม

๒. พยัญชนะสนธิ คือการนำคำ ๒ คำมาสนธิกัน ถ้าหากว่าพยัญชนะตัวสุดท้ายของคำหน้ากับพยัญชนะตัวหลังของคำเหมือนกัน ให้ตัดพยัญชนะที่เหมือนกันออก เช่น
เทพ        สนธิกับ      พนม       เป็น       เทพนม
นิรส        สนธิกับ      ภัย          เป็น      นิรภัย
อายุรส     สนธิกับ      แพทย์     เป็น      อายุรแพทย์

๓. นิคหิตสนธิ ใช้วิธีเดียวกับวิธีสนธิในภาษาบาลีและสันสกฤต คือ ให้สังเกตพยัญชนะตัวแรกของคำหลังว่าอยู่ในวรรคใด แล้วแปลงนิคหิตเป็นพยัญชนะตัวสุดท้ายของวรรคนั้น เช่น

สํ    สนธิกับ    กรานต     เป็น     สงกรานต์
(ก เป็นพยัญชนะวรรค กะ  พยัญชนะตัวสุดท้ายของวรรคกะ คือ ง)
สํ    สนธิกับ    คม          เป็น     สังคม      
(ค เป็นพยัญชนะวรรค กะ พยัญชนะตัวสุดท้ายของวรรคกะ คือ ง)
สํ    สนธิกับ    ฐาน         เป็น     สัณฐาน   
(ฐ เป็นพยัญชนะวรรค ตะ พยัญชนะตัวสุดท้ายของวรรคกะ คือ ณ)
สํ    สนธิกับ    ปทาน      เป็น      สัมปทาน
(ป เป็นพยัญชนะวรรค ปะ พยัญชนะตัวสุดท้ายของวรรคกะ คือ ม)
 ถ้าพยัญชนะตัวแรกของคำหลังเป็นเศษวรรค ให้คงนิคหิตตามรูปเดิม แล้วอ่านออกเสียงอังหรืออัน เช่น
สํ     สนธิกับ    วร         เป็น    สังวร
สํ     สนธิกับ    หรณ์     เป็น    สังหรณ์
 ถ้า สํ สนธิกับคำที่ขึ้นต้นด้วยสระ จะเปลี่ยนนิคหิตเป็น ม เสมอ เช่น
สํ    สนธิกับ    อาคม    เป็น    สมาคม
สํ    สนธิกับ    อุทัย     เป็น    สมุทัย
สํ    สนธิกับ    อาส      เป็น    สมาส
 
ส่งกำลังใจให้ จขกท.

แสดงความคิดเห็น

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป