/>

เส้นทางการเป็นบล็อกเกอร์ [ยินดีให้แชร์]

สุทธิกานต์ มูลยศ
Guest IP
วิว
Blogger (บล็อกเกอร์) ก็คือเว็บไซต์หนึ่งที่ผู้ใช้สามารถเข้าสร้างสรรค์เว็บไซต์ให้เป็นรูปแบบของเราได้ เข้าใช้งานโดยใช้ Gmail (จีเมล์) ผู้ใช้ก็สามารถที่จะเพิ่มเนื้อหาข้อความบนบล๊อกของตัวเองได้คล้ายๆ กับเป็น ไดอารี ออนไลน์ สามารถที่จะบันทึกข้อมูล วิดีโอ รูปภาพ ลิ้ง และจัดการกับข้อมูลให้เป็นเหมือนเว็บไซต์หนึ่ง โดยบล๊อกเกอร์จะมีในส่วนของหน้าบ้านและหลังบ้านเพื่อการจัดการเนื้อหาได้สะดวก
บล๊อกจึงเป็นที่นิยมมากเพราะว่าเป็นเว็บที่ใช้งานได้ฟรี เราสามารถมีเว็บไซต์ได้แบบฟรีๆ ทั้งนี้หากต้องการเพิ่มขีดความสามารถก็จะมีค่าบริการ สามารถที่จะใช้เว็บบล๊อกเกอร์ให้บริการหรือแสดงสินค้าได้ และบล๊อกยังมีอิสระในการตกแต่งได้เรียกกันว่าแต่งเว็บไซต์อวดกันเลยทีเดียว สิ่งที่เป็นจุดเด่นอย่างมากของบล๊อกคือผู้ใช้คนอื่นสามารถเข้ามาแสดงความคิดเห็นของเน้อหานั้นๆได้ และสามารถเผยแพร่ได้ง่ายๆ โดยบล๊อกจะมี URL (ยูอร์แอล) ของแต่ระผู้ใช้อยู่แล้วบล็อกเกอร์ คิดค้นขึ้นโดยไพรา แลบส์ (Pyra Labs) ในปี พ.ศ. 2542 ที่อยู่ของการลงทะเบียนจะอยู่ที่ blogger.com เมื่อลงทะเบียนแล้วจะบันทึกบล็อกในรูป blogname.blogspot.com
วัตถุประสงค์
1.เพื่อศึกษาแรงบันดาลใจในการเป็นบล็อกเกอร์
2.เพื่อศึกษารายได้จากการเป็นบล็อกเกอร์
3.เพื่อศึกหาบล็อกเกอร์มีกี่ประเภท
ขอบเขตการศึกษา
รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางการเป็นบล็อกเกอร์
แหล่งค้นคว้าข้อมูลมาจาก อินเทอร์เน็ต

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1.ได้รู้แรงบันดาลใจในการเป็นบล็อกเกอร์
2.ได้รู้แหล่งรายได้จากการเป็นบล็อกเกอร์
3.ได้รู้บล็อกเกอร์มีกี่ประเภท
นิยามเฉพาะศัพท์
Blog มาจากศัพท์คำว่า WeBlog บางคนอ่านคำๆ นี้ว่า We Blog บางคนอ่านว่า Web Log แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทั้ง 2 คำ บ่งบอกถึงความหมายเดียวกัน ว่านั่นคือบล็อก (Blog) โดยคำว่า weblog นั้นมาจาก web (เวิลด์ไวด์เว็บ) และ log (ปูม, บันทึก) ซึ่งรวมกันหมายถึง “ปูมเว็บ” หรือ บันทึกบนเวิล์ดไวด์เว็บ นั่นเอง หรือ ถ้าจะขยายความมากไปกว่านั้น Blog ก็จะหมายถึง การบันทึกบทความของตนเอง (Personal Journal) ลงบนเว็บไซต์ มีการจัดเรียง “เรื่อง” หรือ post เรียงลำดับ โดยเรื่องใหม่จะอยู่ด้านบนสุด ส่วนเรื่องเก่าก็จะอยู่ด้านล่างสุด ซึ่งจะมีวันที่-เวลาเขียนกำกับไว้ เป็นที่นิยมกันในหมู่มาก
ที่มาจากคำว่า บล็อกเกอร์
Blog มาจากศัพท์คำว่า WeBlog บางคนอ่านคำๆ นี้ว่า We Blog บางคนอ่านว่า Web Log แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทั้ง 2 คำ บ่งบอกถึงความหมายเดียวกัน ว่านั่นคือบล็อก (Blog) โดยคำว่า weblog นั้นมาจาก web (เวิลด์ไวด์เว็บ) และ log (ปูม, บันทึก) ซึ่งรวมกันหมายถึง “ปูมเว็บ” หรือ บันทึกบนเวิล์ดไวด์เว็บ นั่นเอง หรือ ถ้าจะขยายความมากไปกว่านั้น Blog ก็จะหมายถึง การบันทึกบทความของตนเอง (Personal Journal) ลงบนเว็บไซต์ มีการจัดเรียง “เรื่อง” หรือ post เรียงลำดับ โดยเรื่องใหม่จะอยู่ด้านบนสุด ส่วนเรื่องเก่าก็จะอยู่ด้านล่างสุด ซึ่งจะมีวันที่-เวลาเขียนกำกับไว้ เป็นที่นิยมกันในหมู่มาก
มีหลายครั้งที่เกิดความเข้าใจกันผิดว่า Blog เป็นแค่ไดอารี่ออนไลน์ แต่ความเป็นจริงแล้ว ไดอารี่ออนไลน์เปรียบเสมือน เนื้อหาประเภทหนึ่งของบล็อกเท่านั้น เพราะบล็อกมีเนื้อหาที่หลากหลาย และครอบคลุมได้ทุกเรื่อง ตั้งแต่การบันทึกเรื่องส่วนตัวอย่างไดอารี่ จนถึงการบันทึกบทความเฉพาะด้านต่างๆ เช่น เรื่องการเมือง เรื่องธุรกิจ เรื่องกล้องถ่ายรูป เรื่องกีฬา เป็นต้น โดยจุดเด่นที่ทำให้บล็อก เป็นที่นิยมก็คือ ผู้เขียนบล็อก จะมีการแสดงความคิดเห็นของตนเองใส่ลงไปในบทความนั้นๆ มีการสื่อสารกับผู้อ่านผ่านทางระบบ comment และมีการถ่ายทอดอย่างเป็นกันเอง โดยบล็อกบางแห่งจะมีอิทธิพลในการโน้มน้าวจิตใจผู้อ่านสูงมาก แต่ในขณะเดียวกัน บางบล็อกก็เขียนขึ้นมาเพื่อให้อ่านกันในกลุ่มเฉพาะเช่นเพื่อน หรือคนในครอบครัว Blog ให้ อิสระในการเขียนเรื่องอะไรก็ได้ตามแต่ใจผู้เขียน โดยจะสะท้อนบุคลิกของผู้เขียนออกมา ถ้าคนไหนเป็นคนตลก ก็จะเขียนออกมาได้สนุกสนาน น่าอ่าน, ใครชอบเลี้ยงสุนัขจะเล่าเรื่องสุนัขของตัวเอง เป็นต้น Blog มีทั้งบริการแบบเสียค่าใช้จ่าย และไม่เสียค่าใช้จ่าย ขึ้นอยู่กับรูปแบบของการให้บริการ ซึ่งมักจะติดตั้ง Tool ให้สามารถใช้งานได้อย่างง่ายๆ โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์มากนัก
Blogger สามารถแปลได้ 2 ความหมาย คือ
1. คนเขียนบล็อก หรือเจ้าของบล็อกนั่นเอง
2. ระบบ update blog หรือ blog engine ที่เรียกว่า Blogger.com นั่นเอง



วิธีการเป็นบล็อกเกอร์
1.คิดคอนเซ็ปท์ หา Niche เฉพาะของตัวเอง
ส่วนใหญ่แล้วจะเริ่มจากเรื่องที่เราสนใจเป็นพิเศษ มีความชอบเป็นทุนเดิม อย่างเช่น ความสวยงาม การพาไปกิน พาไปเที่ยว แล้วก็ต้องบวกด้วยเรื่องเฉพาะตัวลงไปอีก อย่างเช่น เป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ลุคคนอวบ บล็อกเกอร์สายกินที่เน้นแต่อาหารทะเลจากทั่วไทยและทั่วโลก บล็อกเกอร์สายเที่ยวที่เน้นแต่การปีนเขาโดยเฉพาะ เป็นต้น เพราะปัจจุบันบล็อกเกอร์เป็นอาชีพที่มีการแข่งขันที่สูงมากๆ ต้องหาความแตกต่างเฉพาะทางให้เจอถึงจะไปต่อได้
แต่ถ้าจะเน้นเรื่องรายได้เป็นหลัก ก็คงต้องบอกว่า สายการเงิน สายอสังหาริมทรัพย์ สายท่องเที่ยว สายบิวตี้ ความสวยงาม จะมีแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับการโฆษณาผ่านบล็อกเกอร์มากกว่าประเภทอื่นๆ
2.สร้างบล็อกและช่องทางของตัวเอง
จะเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊ค เว็บบล็อก แชแนลยูทูป หรืออินสตาแกรมก็ได้ สำหรับคนที่อยากทำเป็นเว็บบล็อกแนะนำให้ทำด้วย WordPress ตามวิธีนี้เลย ทำตามได้ไม่ยาก เมื่อทำการติดตั้ง WordPress บนเว็บไซต์เราเรียบร้อยแล้วก็ลง Theme เพื่อให้เว็บมีหน้าตาที่น่าใช้งานและสามารถปรับแต่งได้มากขึ้น ถ้าเราเลือกวิธีที่ง่ายกว่าอย่างเช่น การเปิดแฟนเพจเฟซบุ๊ค ก็สามารถทำได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับว่าเราถนัดการใช้โซเชียลช่องทางไหนและชอบทำคอนเท้นท์สไตล์ไหน
3.กำหนดกลุ่ม Audience ให้ชัดเจน
เรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับ ลักษณะรูปแบบของคอนเท้นท์ที่จะสื่อสารออกไป ภาษาที่ใช้ และวิธีการให้ข้อมูล อย่างเช่น สรรพนามที่ใช้แทนตัวเอง จะทำให้เหมือนคุยกับเพื่อน คุยกับน้องๆ หรือคุยกับผู้ปกครอง มันก็จะให้อารมณ์ร่วมที่ต่างกันแล้ว อย่างที่เราเขียนในบล็อกนี้จะเน้นไปในแนวพูดคุยกันกับเพื่อนมากกว่า ภาษาก็จะไม่ทางการมาก มีการเล่าเรื่องตัวเองบ้างสลับกันไปให้ไม่น่าเบื่อ
4.มีข้อมูลในเชิงลึก
เนื้อหาที่เรากำลังจะทำต้องมีเรื่องให้พูดถึงเยอะๆ เพราะเราต้องผลิตคอนเท้นท์ออกมาเรื่อยๆ จนกว่าคนจะรู้จักเรา แนะนำว่าเมื่อเราได้ Niche มาแล้วก็เอามาลองลิสต์หัวข้อที่เราอยากจะนำเสนอว่าสามารถจะทำได้เยอะมั้ย สามารถต่อยอดไปแบบไหนได้บ้าง หัวข้อตามคำถามประเภท What, Where, Why, How ก็ต้องมีให้ครบ ที่สำคัญคือต้องให้ข้อมูลแบบละเอียดได้ แบบที่คนตามจะรู้สึกได้ว่าเนื้อหาของเรามีประโยชน์จริงๆ และต้องมีวิธีการนำเสนอที่สร้างสรรค์ด้วย
5.มีความสร้างสรรค์ ไม่เลียนแบบใคร
บล็อกเกอร์ที่ดีต้องมีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่พยายามเป็นใคร จะทำให้เรานั้นมีเสน่ห์ คนสามารถจำได้ อาจจะเป็นคาแรคเตอร์ในการเขียน การทิ้งท้ายแคปชั่น สไตล์การถ่ายรูป วิธีการทำอาร์ทเวิร์ค ที่ดีที่สุดก็คือการขายตัวเราให้เป็น มีจุดยืนของตัวเอง
6.มีความสม่ำเสมอ
ถ้าเน้นทำคอนเท้นท์บนเฟซบุ๊ค ก็ต้องอัพโพสต์อย่างน้อยวันละหนึ่งโพสต์ ถ้าทำคอนเท้นท์บนเว็บไซต์อย่างน้อยๆต้องไม่ต่ำกว่าอาทิตย์ละครั้ง ถ้าไม่มีเวลาจริงก็อย่างน้อยเดือนละครั้ง ยิ่งมีความถี่เยอะ คอนเท้นท์เราก็จะเยอะตามไปด้วย ซึ่งก็มีผลกับเปอร์เซ็นต์ในการที่จะมีคอนเท้นท์ที่โดนใจท่านผู้ชมทั้งหลาย
7.เลือกสร้างคอนเท้นท์บนช่องทางหลัก 1 ช่องทาง
ทำให้มันสตรองก่อน อย่างเช่นว่า จะเลือกเน้นทำเว็บบล็อก เน้นทำเฟซบุ๊ค หรือเน้นยูทูป เพราะแต่ละแพลทฟอร์มก็จะมีพฤติกรรมคนดูที่แตกต่างกัน เว็บบล็อกก็ต้องเน้นที่เนื้อหาเชิงลึก เขียนให้ได้ 300 คำขึ้นไป ส่วนเฟซบุ๊คก็ต้องเน้นแบบภาพสวย ข้อมูลสั้นๆเข้าใจง่าย เพราะคนจะชอบเลื่อนผ่านไปแบบเร็วๆ ปั้นสักช่องทางให้มีคุณภาพ มีจำนวนคอนเท้นท์ที่มากพอ มีคนติดตาม พอคอนเท้นท์เราเริ่มแน่น ก็ค่อยแบ่งเวลาไปสร้างฐานแฟนคลับบนช่องทางอื่นๆ จะช่วยให้งานเรามีแบบแผนและเติบโตได้เร็วขึ้น อย่าง Plaradise เอง เราเน้นไปที่การทำ SEO บนเว็บไซต์ ตอนนี้ก็มีคนเข้ามาอ่านเกือบ 6,000 วิวต่อเดือน
Blogger มีสายบ้างไหน
ในหมู่บล็อกเกอร์เองก็ยังแบ่งเป็นประเภทต่างๆได้อีกหลายแบบ ตามความรู้เฉพาะทางและความชอบของบล็อกเกอร์แต่ละคน ซึ่งการจะปั้นตัวเองให้ดังได้ก็ต้องมีวิธีนำเสนอคอนเท้นท์ในรูปแบบที่ไม่เหมือนใครและสามารถเข้าถึงกลุ่มทาร์เก็ทของเราเอง ประเภทของบล็อกเกอร์มีดังนี้
-สายบิวตี้
-สายไลฟ์สไตล์
-สายกิน
-สายเที่ยว
-สายถ่ายภาพ
-สายการเงิน การลงทุน
-สายแม่และลูก
-สายตลก
-สายเทคโนโลยี
-อื่นๆ
ประโยชน์ของการเป็น Blogger
-สร้างคุณค่าให้ตัวเอง
-สร้างรายได้
-ช่วยสร้างโอกาสใหม่ๆให้ชีวิต
-สามารถเลือกใช้ชีวิตตามที่ตัวเองอยากได้ได้
-ได้ให้คุณค่ากลับไปสู่สังคม
-เป็นที่รู้จักในกลุ่มเฉพาะทางของเรา
บล็อกเกอร์ ทำเงิน ได้ด้วยวิธีไหนบ้าง
1.Sponsor
พอเราปั้นบล็อกหรือเพจจนดังประมาณนึงแล้ว มีตัวเลขผู้ตามและยอดไลค์ที่มากพอ ก็จะมีการติดต่อเข้ามาจากทั้งแบรนด์และเอเจนซี่ ให้เราทำคอนเท้นท์โฆษณาสินค้าของพวกเค้าในสไตล์ของเรา ไม่ว่าจะเป็นการเขียนบล็อก ทำวิดีโอ หรือจะทำเป็นอัลบั้มภาพก็ได้ ซึ่งราคาก็ขึ้นอยู่กับการตกลงกันระหว่างบล็อกเกอร์และแบรนด์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเมื่อได้รับงานมาก็ควรถ่ายทอดเรื่องราวให้อิงกับความจริง ไม่อวยจนเกินไป จริงใจกับแฟนคลับของเราให้มากที่สุด เพราะคนดูเค้าสัมผัสได้ว่าโพสไหนจริงใจ โพสไหนขายของ วิธีการจะได้มาของสปอนเซอร์นั้น มีสองวิธีคือ
เค้าติดต่อมาเอง ในกรณีที่บล็อกของเราดังมากๆ มีคนติดตามเยอะ คอนเท้นท์มีคนชอบเยอะ สปอนเซอร์จะเข้ามาหาเราเอง วิธีนี้ไม่เหนื่อยเท่าไหร่
เราต้องเป็นคนหาสปอนเซอร์เอง อย่างแรกก็ต้องคิดว่าบล็อกของเรานั้นมีจุดประสงค์อะไร คนที่ตามเราคือใคร แล้วมันสามารถโยงไปยังแบรนด์สินค้าไหนได้บ้าง ถ้าเน้นเรื่องเที่ยว สปอนเซอร์ก็จะเป็นแบรนด์ที่พัก โรงแรม สายการบิน ที่ยากกว่านั้นคือ เราต้องพยายามหาคอนเน็กชั่นที่เป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับงานนี้ให้ได้ จากทั้งคนรู้จัก เสิร์ชกูเกิล Linkedin และอื่นๆ ซึ่งมันไม่ง่ายเลย
2.Advertorial
การเอาสินค้าจากแบรนด์มาเขียน Tie in ในโพสของเรา วิธีการคือทำยังงัยก็ได้ให้เนียนที่สุด หาหัวข้อตามแนวทางเนื้อหาของเราที่เกี่ยวโยงกับตัวสินค้าให้ได้แล้วนำมาเขียน จากนั้นตอนท้ายของบทความก็ใส่ลิ้งค์โยงไปหาแบรนด์ที่เค้ามาให้เราทำ Advertorial
3.Affiliate
คือ การทำคอนเท้นท์ให้เกี่ยวข้องกับสินค้าใดสินค้าหนึ่ง แล้วก็เอาลิ้งค์การซื้อสินค้านั้นๆ มาวางที่ท้ายบทความหรือ วางบน Description ในส่วนของคลิปวิดีโอในยูทูป เมื่อมีคนสนใจกดซื้อสินค้าผ่านลิ้งค์ของเรา เราก็จะได้เงิน วิธีนี้ต้องศึกษาเรื่องเกี่ยวกับ Customer Journey เข้ามาด้วย เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วคนจะไม่ซื้อจากคอนเท้นท์เพียงอันเดียว แต่จะมีการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นก่อน เปรียบเทียบราคา และคอนเท้นท์ที่ปิดการขายด้วยการแถมส่วนลด คนถึงจะสามารถตัดสินใจคลิกผ่านลิงค์เพื่อซื้อสินค้าได้มากขึ้น
4.ขายเซอร์วิส
เริ่มจากการสร้างบล็อกขึ้นมาเพื่อให้ความรู้ในสายที่ตัวเองถนัด เมื่อคอนเท้นท์เราดีและให้ข้อมูลลึกก็ทำให้มีคนติดตามเพิ่มขึ้น และมีคนชื่นชอบในผลงานที่เราทำ จากนั้นเค้าก็อาจจะอยากติดต่อให้เราช่วยทำงานให้ อย่างเช่น การรับเขียนงานรีวิว งานรับจ้างถ่ายภาพ งานรับตัดต่อวิดีโอ งานรับทำเว็บไซต์ งานสอนทำเว็บ เป็นต้น
5.ขายสินค้าตัวเอง
จริงๆแล้วการสร้างบล็อกก็ถือเป็นการทำมาร์เก็ตติ้งอย่างหนึ่ง ซึ่งเราสามารถใช้โปรโมทตัวเองได้ ใช้สร้างฐานลูกค้าของตัวเองและช่วยโปรโมทงานของเรา เมื่อเราทำคอนเท้นท์ไปสักพักเราจะเริ่มรู้แล้วว่ากลุ่มลูกเพจ และผู้อ่าน ผู้ฟังของเราชอบคอนเท้นท์แบบไหน และเค้ามีปัญหาอะไรกันบ้าง เราก็สร้างสินค้าของตัวเองออกมาขายได้เลย อย่างเช่น เพจลงทุนแมน ที่เค้ามีเพจและบล็อกที่เน้นการอัพเดทข่าวสารเรื่องการเงิน และการลงทุน อยู่อย่างสม่ำเสมอ หลังจากนั้นเค้าก็ทำหนังสือรวบรวมคอนเท้นท์ที่เคยโพสไว้บนช่องทางต่างๆ ทั้งเว็บบล็อก แฟนเพจ ออกมา แล้วหนังสือเค้าก็ติดอันดับหนังสือขายดีบนร้านค้าต่างๆด้วย


ข้อเสียของการเป็น Blogger
โดยส่วนใหญ่แล้วใช้เวลานานมากกว่าจะได้เงิน อย่างต่ำก็ 6 เดือนขึ้นไป หรืออาจจะไม่ได้เงินเลย ขึ้นอยู่กับความขยัน ความใส่ใจ และความถี่ในการสร้างคอนเท้นต์ของแต่ละคน
ต้องออกไปเก็บข้อมูล สร้างคอนเท้นท์ตลอดเวลา บางครั้งอาจทำให้เกิดความเครียด จากที่เคยได้ทำในสิ่งที่รัก แล้วมาวันหนึ่งก็กลายเป็นเกลียดมันขึ้นมาแทน
ไม่มีคนมาคอยสอนว่าต้องทำแบบไหน อย่างไรถึงจะดีที่สุด ไม่มีแบบแผน ต้องลุยด้วยตัวเอง
ถ้าพลาดขึ้นมาเมื่อไหร่ เช่น การเกิดกรณีดราม่าในรูปแบบต่างๆ ก็อาจจะทำให้จบการเป็นบล็อกเกอร์ไปเลย
คู่แข่งเยอะมาก ถ้าบล็อกของเราไม่แตกต่างจากบล็อกทั่วๆไป คนก็จะไม่ให้ความสนใจเลย
อาชีพดูเหมือนน่าสนุก แต่ความจริงอาจไม่สนุกอย่างที่คิด เพราะต้องใช้เวลาเยอะมากๆในการแต่งรูป เขียนคอนเท้นท์ ตัดต่อวิดีโอ เพื่อสร้างผลงานให้ออกมาดีที่สุด บางครั้งอาจต้องใช้เวลาเป็นอาทิตย์เพื่อคอนเท้นท์เพียงอันเดียว ถ้าไม่รักจริงๆคงทำไม่ได้


ส่งกำลังใจให้ จขกท.

แสดงความคิดเห็น

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป