รีวิวสอบ BALAC CHULA รอบ2 (รอบข้อเขียน) 2019 [ยินดีให้แชร์]

วิว
#balac2019 #balaccu #balacจุฬา #ฺBALAC
อย่างแรกเลยนะครับ ปีนี้เราตัดสินใจที่จะซิ่วมาจาก EBA (คณะเศรษฐศาสตร์ภาคอินเตอร์ของจุฬา) เพราะไม่ชอบเนื้อหาการเรียนการสอน + เลขมันยาก แล้วรู้ตัวว่าจริงๆ แล้วชอบอ่านหนังสือมากกว่า ชอบเขียน ชอบพูด เลยตัดสินใจว่า BALAC น่าจะตอบโจทย์เราได้ดีกว่า 

คะแนนที่ใข้รอบ2 ก็จะต่ำกว่ารอบแรก เรายื่นรอบสองเพราะตอนรอบแรกเราเพิ่งรู้ว่าคะแนน SAT เราหมดอายุแล้ว เลยต้องไปสอบ CU AAT แทนเพราะตอนนั้นSATเต็มทุกที่

Requirement ตามนี้เลยครับ

เรายื่น IELTS 7.5 และ CU AAT 550 ขอย้ำว่าคะแนนพวกนี้ไม่มีผลต่อการตัดสินใจของคณะกรรมการ เพราะฉะนั้นเอาแค่ผ่านก็พอ ไม่ต้องเอาคะแนนสูงมาก BALAC เป็นคณะเดียวที่คัดคนที่ข้อเขียน กับ สัมภาษณ์ (ข้อเขียน 70% และสัมภาษณ์ 30%)

ข้อเขียนมี 2 พาร์ท คือ Reading ซึ่งก็คืออ่านจับใจความ และ Writing ซึ่งก็คือเขียน Essay มันให้เวลา 2 ชั่วโมง จากใจจริง คือทำเกือบไม่ทัน เราเสียเวลากับพาร์ท reading ไปเยอะมากเดี๋ยวจะมาเล่า

Essay ปีนี้เราจำไม่ค่อยได้ว่าเค้าถามอะไรบ้าง แต่มันมี5ข้อ ให้เลือกมาทำแค่ข้อเดียว ข้อแรกเค้าถามเกี่ยวกับเรื่อง fake news พวกข่าวปลอมใน social media อะไรพวกนี้อ่ะ แล้วก็มีบางข้อถามเกี่ยวกับพวก modern society และ การเมืองในสมัยใหม่
ทริคในการเขียน essay คือเขียนให้มีความน่าสนใจที่สุด ใช้รูปประโยคหลายแบบ ไม่ซ้ำกัน และอ่านพวกข่าวเยอะๆ BALAC ชอบคนที่อ่านข่าว รอบรู้ และก็ต้องมีความคิดเห็นเกี่ยวกับโลกที่เราอยู่ เอาง่ายๆ คือ you have to be able to criticize and analyse rationally ซึ่งนั่นก้หมายความว่ากระบวนการคิดมันต้องเป็นเชิงคิดวิเคราะห์ อย่าไปเขียนน้ำๆมาก เค้าเอาเนื้อ พาร์ทนี้ 100 คะแนน (เยอะมากกกกกกกกกก ตอนแรกเราแบบกลัวมากว่าจะโดนตัดไรไปบ้างเพราะเขียนผิดไปเยอะ) เราเขียนไป 3 หน้าครึ่ง แต่มันเป็นสมุดคำตอบ A5 อ่ะ ไม่ได้ยาวมาก แต่ก็น่าจะโอเคแล้ว เวลาเขียนอ่ะ เขียนเป้นกระบวนการคิดเยอะๆ ใช้โมเดล cause and consequence แบบถ้าทำงี้จะเกิดงี้ขึ้นนะ แล้วก็ให้เหตุผลsupport + example เน้นว่าตัวอย่างสำคัญมาก เราต้องยกตัวอย่างมาให้ได้ แม้มันอาจจะไม่เป็นจริง แต่ต้องมี สำคัญมาก

Reading ปีนี้เราขอพูดเลยว่ายากพอสมควร เราจำชื่อ article ออกมา https://www.nytimes.com/2019/03/08/opinion/teen-fiction-and-the-perils-of-cancel-culture.html​
ข้อที่ต้องเจอทุกปี คือเขียน summary ก็คือเขียนสรุปแหละ ข้อนี้คะแนนเยอะมาก 20 คะแนน แต่ให้เขียนแค่ 5-6 ประโยค แนะนำให้ทำเป็นข้อสุดท้าย เพราะ ถ้าเราไปทำข้ออื่นก่อนเราจะทำความเข้าใจกับarticle ได้ดีขึ้น เพราะเราไม่สามารถอ่านได้หลายครั้งด้วยเวลาที่มีแค่ 1 ชั่วโมง (แนะนำให้แบ่งแต่ละพาร์ทเป็นพาร์ทละชั่วโมง)
นอกจากsummary แล้ว จะเจอ true/false, คำศัพท์นี้แปลว่าอะไรในบริบทของประโยคนี้, pronoun นี้หมายถืงใครในประโยค, article นี้มี purpose อะไรบ้าง พูดง่ายๆ คือเหมือนสอบ SAT เลย แต่ยากกว่าเยอะ แต่อยากให้มีสติในการอ่านเยอะๆ ก่อนสอบคือต้องนอนเยอะๆ อ่ะ ไม่งั้นเบลอ (เรานี่ก่อนสอบไปเที่ยวมา ตื่นมาแฮ้งมาก5555555)

เกณฑ์การเลือกคือ ต้องได้อย่างน้อย 50% ของแต่ละพาร์ท และ2พาร์ทรวมกันต้องได้อย่างน้อย 55% ปีนี้มีคนติดสัมภาษณ์ 74 คน จาก 100 กว่าคน ก็ถือว่าเยอะอยู่ แต่รอบนี้เค้าเอาตั้ง 51 คนอ่ะเพราะคนมายืนยันสิทธิ์รอบแรกแค่49คน โอกาสที่สำรองจะโดนเรียนคือสูงมาก 

เรารอผลประกาศอยู่อาทิตย์นึง เป็น1 อาทิตย์ที่ยาวนานมาก กังวลมากว่าจะไม่ติด เพราะไม่อยากเรียนEBA แล้ว แต่สุดท้ายเราก็ติดสัมภาษณ์จ้าาาาาา

มาถึงสัมภาษณ์นะ เราคือคนแรกเลยจ้าาาา สัมภาษณ์ 8.40 คือเช้ามาก แล้วคืนก่อนเราก็ไปเที่ยวมา (อีกแล้วแม่)
มาถึงเค้าจะให้เราไปรอในห้องๆนึงก่อน แล้วจะมีครูมาเรียกชื่อเรา ขอย้ำว่าครั้งนี้เริ่มช้ามาก กว่าอาจารย์จะมาเรียกเราคือ 9โมง

พอเข้าไปถึงมีอาจารย์2คน ฝรั่งคนนึงและก็ครูคนไทยคนนึง แนะนำให้relax และเป็นตัวของตัวเองที่สุด เค้าไม่อยากให้เราแข็งเป็นท่อนไม้ เค้าอยากรู้จักเรามากขึ้น เพราะฉะนั้นการเป็นตัวของตัวเองเรียกคะแนน จากเค้าได้มากขึ้นเลยอ่ะ ตอนที่ยังไม่เริ่ม เราก็คุยกับอาจารย์เล่นๆ อ่ะแบบ ทำไมมาสาย สอบเช้ามากยังง่วงอยู่เลย กินไรเป็นอาหารเช้ามา แต่พูดเป็นภาษาอังกฤษนะ ผ่านไป 5 นาที ก็เริ่มเลยจ้าาา

คำถามที่เราโดนมี
1. Please introduce yourself
อันนี้เป้นคำถามที่tricky มาก แต่ก็ต้องเจออยู่แล้ว แนะนำให้ตอบตามความจริงทุกอย่าง ถ้าได้ทำอันนี้ไปก็บอกว่าทำ ถ้าไม่ได้ทำอย่าสร้างเรื่องขึ้นมา เค้าจะจี้ถามจริงๆ เพราะเรื่องจริงไม่จริงครูเค้าดูออก
คำตอบเราคือบอกชื่อนามสกุล แล้วเราก็บอกว่าเรียนที่ต่างประเทศมาตั้งแต่ม1 อยู่ท่ามกลางความแตกต่างทางเชื้อชาติ และความคิด ทำให้เราสนใจเรื่องภาษาและวัฒนธรรม บวกกับที่เราชอบอ่านชอบเขียน เลยทำให้รู้สึกว่าการเรียนด้านนี้จะทำให้เราประสบความสำเร็จได้ 

2.You mentioned about the cultural diversity, explain more elaborately
ก็ตามนั้นเลย คือเราเรียนอินเดียมาไง ก็บอกไปว่าชนชาติเค้าใหญ่มาก ภาษาก็เยอะ ความแตกต่างก็ยิ่งเยอะ แล้วก็ร่ายยาวไปถึงประวัติศาสตร์เลย อันนี้เราขอบอกเลยว่าถ้าคิดว่าเค้าจะถามเรื่องculture พยายามresearchเยอะๆ บางทีเค้าอาจจะถามประวัติศาสตร์ด้วย

3.อันนี้ค้าถามเกี่ยวกับ SOP นะ
คือในSOPอ่ะ เราบอกไปว่า my feelings have been entrapped for so long เค้าอยากรู้ว่า feeling นั้นคืออะไร เราก็บอกไปว่าเราก็เป็นเกย์ แล้วช่วงสมัยที่เรียนไทยอ่ะ เหมือนเค้ายังไม่ยอมรับ แล้วการพูดล้อเพศที่สามยังเป็นเรื่องปกติ แล้วพอเราไปเรียนอินเดียอ่ะ เพื่อนที่นั่นส่วนใหญ่เป็นต่างชาติ ตอนแรกที่เราไปเราก็ไม่ได้เปิดเผย แต่พอระยะเวลาผ่านไปเพื่อนๆ ก็encourage ให้เราcome out เราเลยรุ้สึกว่า character เรามันได้พัฒนาเมื่อช่วงเวลาผ่านไป (อันนี้เรารู้สึกว่าเป็นคำตอบที่ยาก เพราะเราไม่ได้อยากจะพูดถึงอดีตมาก แต่พอเราได้พูด รู้สึกว่าเป้นตัวของตัวเองมากขึ้น)

4.อันนี้ก็ถามเกี่ยวกับSOPอีกละ เค้าถามว่าในSOP เขียนไว้ว่าอยากเรียนกฎหมาย และทำไมมาเรียน BALAC
เราก็บอกไปว่ารู้สึกว่าการที่ไปเรียนกฎหมายเลย มันปิดช่องทางเรา อยากเรียนอะไรที่มันกว้างๆ ก่อนเผื่อถึงเวลาแล้วไม่ได้ชอบกฎหมายจริง จะได้เปลี่ยนสายอาชีพได้ แล้วก็ ​BALAC สอนเกี่ยวกับ analytical reading, communication, การเขียน การอ่านเยอะๆ ซึ่งเราคิดว่าสิ่งพวกนี้จะช่วยทำให้การเรียนกฎหมายประสบความสำเร้จมากยิ่งขึ้น เพราะเราจะได้มีskill ในการargue ไรพวกนี้ อาจารย์สองคนก็ยอมมองหน้ากันแล้วแบบพยักหน้า เราเลยรู้สึกว่าอ่อ คำตอบน่าจะโอเค ก็โล่งใจไป

5.อ่านหนังสือไรบ้าง ชอบอ่านเรื่องไร
อันนี้เราจะไม่อธิบายมากนะ คือเราตอบไปว่าเราชอบ a streetcar named desire มันเป็นบทละคร เราก็ลิ้งกับวัฒนธรรมพวกแบบ chauvinistic society แล้วก็การเผชิญหน้ากับความจริงของตัวละคร ซึ่งมันก็ลิ้งได้ดี แนะนำให้อ่านพวกวรรณกรรมเยอะๆ ถ้าจะพูดก็พูดเกี่ยวกับวรรณกรรม มันจะได้ลิ้งกับ language and culture พวกหนังสือทั่วไปแบบ teen fiction ไม่แนะนำให้พูด เพราะมันไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับ culture
ข้อนี้ถ้าไม่ได้อ่านจริง อย่าพูด เพราะต้องอธิบายเยอะ ถ้ายังอ่านไม่จบก็อย่าพูดเพราะเค้าจะจี้ถามจริงๆ แนะนำให้พูดเกี่ยวกับหนังสือยาวๆ เลย เค้าจะได้ไม่ต้องจี้ถามเราเยอะเรื่องหนังสือ อย่างเราพูดไปแบบ 4 นาทีได้อ่ะเค้าเลยเห็นว่าพูดเยอะละ ก็เลยไม่ถามต่อ

6.ได้อ่านcourse syllabus บ้างมั้ย อะไรน่าสนใจสุด
อันนี้เราไม่ได้อ่านจริงๆ แต่บอกเค้าไปว่าอ่าน5555555555555 พอดีเรามีเพื่อนเรียน BALAC อ่ะเค้าชอบมาบ่นๆ ชื่อวิชา เราเลยพูดชื่อวิชาพวกนั้นไป บอกเลยว่าตอแหลมาก แต่ก็นั่นแหละ การมาสัมภาษณ์ก็ควรจะแถเป็น อันนี้แนะนำให้ฝึกเพราะ ไม่มีอะไรในโลกนี้ถูกต้องไปหมดทุกอย่าง

เค้าถามเราแค่นี้จริงๆ เพราะแค่เรื่องไปเรียนต่างประเทศเค้าก็ถามเยอะแล้วอ่ะ แบบอยู่คนเดียวหรอ อยากไปเองหรอ ทำไมต้องประเทศนี้ บลาๆๆๆ แค่เรื่องนี้ก็ 10 นาทีได้แล้วอ่ะ แล้วเค้าให้เวลาแค่ 20 นาที5555555555
ตอนจบเราก็ถามเค้ามีแค่นี้หรอ ทำได้ดีเปล่า เค้าก็บอก you did great แล้วก็บอกให้รอวันประกาศผล ก่อนออกจากห้องเราก็ถามเค้าว่าไม่มีimpromptu speechหรอ อีจับฉลากพูดอ่ะ เพราะเราไปอ่านกระทู้ก่อนๆ เค้าก็บอกว่ามี อาจารย์เลยบอกว่ารอบ2 ไม่มี มีแค่รอบแรก เพราะรอบแรกสัมภาษณ์ 100% จะจับฉลากพูดทำไมก็ทำข้อเขียนไปแล้วไง แล้วเค้าก็หัวเราะ เราก็หัวเราะ

สุดท้ายนี้การสอบข้อเขียน+สัมภาษณ์ไม่มีอะไรเลย ฝึกเยอะๆ อย่างessay เราฝึกเขียนวันละ 3ข้อ เอาคำถามมาจากเน็ต แบบเอาเรื่องอะไรก็ได้ อ่านข่าวเยอะๆ (แต่เค้าไม่ได้ถามข่าวเราเลยนะ 555555555) ตอนสัมภาษณ์ relax ไว้ อย่าตื่นเต้นมาก เพราะทุกอย่างมันจะgo with the flowเอง สุดท้ายเราก็จะเป้นตัวของตัวเองที่สุด ยิ้มไว้เยอะๆ อย่าไปกลัวที่จะต้องหัวเราะหรือเล่าเรื่อง เอาตรงๆ มันสนุกมากอ่ะ สนุกจนเราอยากสัมภาณ์ต่อ แต่พอเหอะ กลับไปนอนเพราะไม่ไหวแล้วร่างกายแทบไม่ได้นอน ก่อนสอบจะไม่เที่ยวอีกแล้ว55555555

ปล คืนนั้นมีบายเนียร์BALAC เพื่อนเราไปถามอาจารย์ว่าเราติดมั้ย อาจารย์บอกติด แต่ก็ต้องรอดูประกาศตัวจริง55555555
ส่งกำลังใจให้ จขกท.

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยเจ้าของกระทู้

4 ความคิดเห็น

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เด็กดี TCAS

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป