ซ่อน
แสดง

เล่าประสบการณ์ + แนะนำการทำ Portfolio + แนะนำการสอบสัมภาษณ์ + แนะนำเรื่องเรียนต่อ [ยินดีให้แชร์]

วิว
#dek62 #dek63 #portfolio #tcas #dek64
สวัสดีค่า ก่อนอื่นเลยต้องขอเกริ่นไว้ก่อนว่าคำแนะนำของพี่นั้น ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม มันคือการแนะนำจากมุมมองความคิดของพี่ บางครั้งความคิดของพี่อาจจะไม่ตรงกับใครหลายคน พี่ไม่ได้บอกว่าความคิดของพี่ถูก และไม่ได้บอกว่าความคิดของน้องผิด ขึ้นอยู่กับน้องๆจะมองกันยังไงนะคะ แล้วก็ นี่เป็นกระทู้แรกของพี่ด้วย ถ้าผิดพลาดประการใดต้องขออภัยด้วยค่าTT

พี่เป็น #Dek62 ติด TCAS รอบ 1 คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาสถิติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต นะคะ

เริ่มกันที่ว่า รู้จักคณะนี้ได้ยังไง ทำไมถึงเลือกเรียนคณะนี้

การเลือกเรียนต่อในคณะอะไรก็ตาม สิ่งแรกเลยก็คือ ต้องรู้จักตัวเองก่อนนะคะว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร แล้วสิ่งที่ชอบนั้น เราไปได้ดีกับมันรึเปล่า สิ่งที่เราชอบอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เราถนัด อืม... ถ้าเกิดว่าสิ่งที่พี่ชอบกับถนัดมันคือคนละอย่างกัน พี่จะเลือกเรียนสิ่งที่ชอบนะคะ เพราะมันคือความสุขของพี่ ถ้าเกิดพี่เลือกสิ่งที่ถนัด บางทีพี่อาจจะไม่มีความสุขเวลาทำมัน แล้วด้วยนิสัยส่วนตัวของพี่แล้ว พี่ไม่อยากพยายามทำอะไรในสิ่งที่ไม่ชอบ พี่มองว่ามันทำให้ชีวิตดูลำบากเกินความจำเป็นน่ะค่ะ(ฮา) แต่ว่าพี่รู้ตัวของพี่เองอยู่แล้วว่าสิ่งที่ชอบของพี่มีอยู่หลักๆ 3 อย่างค่ะ คือ วาดภาพ , คณิตศาสตร์ , คอมพิวเตอร์ แต่ว่าการวาดภาพของพี่ก็เป็นได้แค่งานอดิเรก เพราะพ่อไม่สนับสนุนทางนี้ แล้วพอมองดูพี่ก็ว่างานของพี่ยังไม่ดีพอ + พี่มีอารมณ์วาดรูปเป็นพักๆค่ะ จะให้วาดตลอดมันจะฝืนตัวเองเกินไป คณะเกี่ยวกับการวาดภาพทุกอย่างก็ถูกตัดไปค่ะ ต่อมาพี่ก็มาเน้นที่คณิตศาสตร์ หลายๆคนถ้าพูดถึงชอบคณิตก็จะนึกถึงคณะบัญชีกันใช่มั้ยคะ ตอนแรกพี่ก็อยากเข้าบัญชีเหมือนกันค่ะ แต่ว่าช่วงหลังๆมานี้จะชอบมีกระแสที่ว่า ‘อาชีพที่จะหายไปในอนาคต’ และก็มีอาชีพ พนักงานธนาคาร , พนักงานบัญชี อยู่ในรายชื่ออาชีพนี้ด้วย พี่ก็เริ่มลังเลนิดหน่อยค่ะ แล้วพอกระแสมันเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความที่ว่าพี่เป็นคนคิดมาก กังวล(ประสาทแ*กนั่นเอง) พี่ก็เริ่มมองหาคณะอื่น(ความจริงแล้วถ้าทำดีๆพี่ว่าน่าจะไม่ตกงานหรอกนะคะ คิดว่าคงน่าจะอีกนานกว่าจะมีโปรแกรมมาแทนเรา สำหรับใครที่อยากเรียนบัญชีก็เรียนได้เลยนะคะ สนับสนุน!) เพราะพี่ชอบไปช่วย(รบกวน)แม่ตอนทำกับข้าว และพี่มีญาติเรียนฟู้ดไซน์(ที่ดูไปได้ดีมากๆๆ) แม่พี่ก็เลยสนับสนุนฟู้ดไซน์ค่ะ ตอนนั้นพี่เคว้งคว้างมาก ก็โอเคๆ ฟู้ดไซน์ก็ฟู้ดไซน์ แล้วพี่ก็ได้ไป Open house คณะนี้ที่มหาลัยนึง พี่ได้ลองไปทำกิจกรรมดูแล้ว พี่รู้สึกได้ทันทีว่ามันไม่ใช่ที่ของพี่ค่ะ ถ้าพี่เรียนต้องซิ่วแน่นอน ตรงนี้พี่อยากจะแนะนำให้น้องๆได้ลองไปค่ายหรือ Open house ดูกันนะคะ ถ้าเกิดพี่ไม่ได้ไป Open house ครั้งนั้น พี่คงเสียใจมากๆTT(ต้องขอบคุณเพื่อนๆที่ชวนกันไปวันนั้น) ต่อมาพี่ก็ได้ลองมองหาคณะอื่นดูอีกครั้ง ด้วยความที่ว่าพี่ไม่รู้ว่าจะเข้าคณะอะไร พี่ก็เลยเปิดแอพ Tcaster (ไม่ได้ค่าโฆษณา เพราะดีจริงๆถึงบอกต่อ พี่ว่าเป็นอีกแอพนึงที่น้องๆควรมีติดไว้ในเครื่องนะคะ) แล้วก็กดจิ้มดูคณะในมก.กับมธ. ตามภาพเลยค่ะ (พี่โดนบังคับเรียนมหาลัยใกล้บ้าน เลยจิ้มดู 2 มอนี้ สำหรับใครที่ไม่ได้โดนบังคับมหาลัยจะจิ้มดูคณะแล้วค่อยดูว่าคณะนี้เปิดที่มหาลัยไหนก็ได้เหมือนกันค่ะ)



สิ่งที่ง่ายที่สุดสำหรับพี่ก็คือ จิ้มเข้าไปทุกคณะ แล้วก็ดูชื่อสาขาเอาค่ะ(ฮา) พี่ก็จิ้มดูทุกคณะมาเรื่อยๆ แล้วก็สะดุดตากับคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาคณิตศาสตร์ ของมธ. ด้วยความที่พี่ชอบคณิตอยู่แล้วก็มีความคิดว่าจะเรียนคณะนี้ แต่เก็บไว้เป็นทางเลือกก่อน พี่ก็เลยลองมองถัดมาอีกสาขา คือสาขาสถิติค่ะ พี่ก็ลองหาข้อมูลดู สรุปสั้นๆก็คือ เน้นคณิต มีเขียนโปรแกรม เรียนวิทย์เป็นวิชาบังคับของคณะ จบไปก็เป็นนักวิชาการสถิติ นักคณิตศาสตร์ประกันภัย โปรแกรมเมอร์ ฯลฯ แล้วก็ ที่พี่ได้หาข้อมูลมา ถ้าทำดีๆจบไปไม่ตกงานค่ะ(ฮูเร่!) เพราะเราเป็นคนเขียนโปรแกรมขึ้นมาใช้ในการทำงาน ไม่ใช่ใช้โปรแกรมในการทำงาน พี่คิดว่าคงอีกนานที่จะโดนแย่งงานเพราะมีโปรแกรมที่เขียนโปรแกรมขึ้นมาเองได้ พี่ก็ได้ตัดสินใจเลือกเรียนต่อในคณะนี้ค่ะ แล้วก็พี่ได้ลองไปจิ้มดูคณะ/สาขาอื่นๆดูหมดแล้ว วิทย์สถิติตรงกับพี่ที่สุดแล้วค่ะ มันเป็นคณะที่รวม 2 สิ่งที่พี่ชอบเข้าไว้ด้วยกัน(คณิตกับคอม) แล้วการวาดภาพของพี่นั้นก็สามารถวาดได้เป็นงานอดิเรกค่ะ ดูชีวิตลงตัวดีนะ5555

ส่วนที่ 2 แนะนำการทำ Portfolio


Portfolio ที่ดี ไม่จำเป็นต้องเนื้อหาเยอะ พี่คิดว่า 10 หน้ามันเพียงพอสำหรับการยื่นเรียนต่อมหาลัยแล้วค่ะ ทางที่ดีก็ควรจะทำพอร์ตให้ดูออกว่าเราจะยื่นคณะอะไร แต่ถ้าดูไม่ออก ก็อย่าทำพอร์ตให้ดูเหมือนจะยื่นคณะอื่น(อย่างเช่นเราจะยื่นวิศวะ แต่ดันทำพอร์ตเหมือนจะยื่นสถาปัตย์ แบบนี้ไม่ดีนะ)

หน้าปก - ควรจะมีรูปตัวเอง ชื่อตัวเอง กับชื่อโรงเรียนของเรานะคะ พี่ไม่ค่อยชอบการที่ใส่ตรา/ชื่อมหาลัยในหน้าปกเท่าไหร่ พี่คิดของพี่เองว่าเรายังไม่ทันติดเลยแต่ดันเอาตรา/ชื่อของเค้ามาใช้ แต่พี่ได้ลองคุยกับเพื่อนพี่ดู เหมือนว่าบางมหาลัยจะบังคับให้ใส่ตรา/ชื่อมหาลัยลงไปที่ปกด้วยนะคะ ตรงนี้ก็ต้องแล้วแต่น้องๆแล้วล่ะค่ะ ว่าจะตัดสินใจทำแบบไหน ไม่มีแบบไหนถูก แบบไหนผิดหรอกนะคะ

คำนำ - บางคณะของมธ.จะมีให้เขียนจดหมายแนะนำตัวแนบไปด้วยค่ะ คำนำตรงนี้อาจจะไม่เน้นมาก แต่สำหรับบางคณะก็ไม่มีจดหมาย พี่ว่าคณะที่ไม่มีควรจะเน้นคำนำมากๆค่ะ มันเปรียบเสมือนจดหมายแนะนำตัวของเราเลย พี่แนะนำให้เขียนด้วยตัวเอง ไม่คัดลอกคนอื่นมานะคะ คณะพี่ก็มีเขียนจดหมายส่งไปค่ะ คำนำ/จดหมายแนะนำตัวที่ดี ไม่จำเป็นต้องยาว ของมธ.จะกำหนด ฟอนต์ + ขนาด + ความกว้างของบรรทัด + เนื้อหาภายในจดหมาย มาให้นะคะ ความยาวไม่เกิน 2 หน้ากระดาษ A4 จดหมายแนะนำตัวของพี่ยาวไม่ถึง 1 หน้า A4 ค่ะ(เกือบๆถึง) (อยากให้น้องๆลองคิดดูว่า อ.ที่ตรวจเค้าต้องอ่านจดหมายที่แสนยืดยาว 2 หน้ากระดาษ A4 ของน้องๆ แล้วน้องไม่ได้ยื่นคณะนี้คนเดียว อ.ต้องอ่านจดหมายไม่รู้ตั้งกี่หน้า ก็ต้องมีเบื่อบ้างแหละ...) จดหมายของพี่ พี่เขียนกระชับ เขียนเนื้อหาที่ทางมธ.กำหนดมาให้ครบ พี่จะเน้นในส่วนเหตุผลที่พี่ควรได้เรียนคณะนี้ค่ะ ใส่ความเป็นตัวเอง(?)ลงไปในจดหมาย เขียนด้วยใจค่ะ แอบบอกว่าพี่ใส่ประโยคสั้นๆที่เป็นหัวใจหลักของจดหมายเข้าไปด้วย(เดาว่าส่วนหนึ่งที่พี่ได้ผ่านไปสัมภาษณ์เพราะประโยคนี้) ถ้าจะให้แนะนำตรงนี้ก็คือ เอ่อ... ค้นหาตัวเองให้เจอ แล้วใส่ความเป็นตัวเองลงไปค่ะ!!

สารบัญ - จริงๆไม่ต้องใส่ก็ได้ค่ะ แต่พี่ใส่ค่ะ เพื่อความสบายใจ(ฮา) แล้วมันก็ดูเป็นระเบียบดี ทำให้รู้เนื้อหาภายในเล่มของเรา

ประวัติส่วนตัว - พี่ไม่แน่ใจนะคะว่าคณะอื่น/มหาลัยอื่น ในส่วนนี้เป็นยังไง แต่ของพี่คือ เค้าดูไม่ค่อยเน้นในส่วนของประวัติส่วนตัวน่ะค่ะ (ตรงนี้ก็ได้ลองคุยกับเพื่อนดูแล้ว เพื่อนพี่บอกว่าที่เค้าดูไม่เน้นอาจจะเพราะพี่ใส่ข้อมูลเยอะแล้วก็ครบถ้วนแล้ว อ.ที่สัมเลยไม่ได้มาเน้นตรงนี้เท่าไหร่) แล้วสิ่งที่ควรมีในประวัตินอกจากข้อมูลทั่วไปน่าจะเป็น แผนการเรียน(อาจจะมีบางคนลืมใส่)/เกรด/วิชาที่ชอบ/งานอดิเรก/ความสามารถพิเศษ/คติประจำใจ (เอาจริงๆแล้วก็ดูเป็นข้อมูลทั่วไปนี่เนอะ555)

ประวัติการศึกษา - บางคนอาจจะใส่เป็นตารางก็ได้ค่ะ อ่านง่ายดี แต่พี่ทำเป็นอีกแบบที่มันเข้ากับพอร์ตของพี่ ความจริงแล้วประวัติการศึกษาอาจจะไม่จำเป็นก็ได้นะคะ ในกรณีที่ใช้เป็นใบปพ.แทน เพื่อนพี่ที่ติดพอร์ตก็ไม่ได้ใส่ค่ะ(ดีกรีเด็กศิลปศาสตร์ มหิดล)

กิจกรรม - พี่ทำแยกเป็นตารางรายชื่อกิจกรรม กับภาพกิจกรรมที่ทำค่ะ เพราะโรงเรียนพี่สอนให้ทำแบบนี้ พี่ก็เห็นด้วยนะคะ พี่ชอบค่ะ มันดูเป็นระเบียบดี555 แต่เพื่อนพี่ที่ติดพอร์ตไม่ได้ทำเป็นตารางค่ะ ทำเป็นภาพประกอบแล้วเขียนบรรยายเอา(ดีกรีเด็กมหิดลเจ้าเดิม) เพื่อนพี่อีกคนที่ติดสถาปัตย์มธ.ก็ไม่ได้ทำตารางเหมือนกันค่ะ (สรุปพี่ทำคนเดียว...) แล้วก็อยากจะแนะนำการเลือกกิจกรรมมาใส่นะคะ อยากให้น้องๆคัดกิจกรรมกันหน่อย ใส่เฉพาะกิจกรรมที่เข้ากับคณะนั้นๆ พี่รู้ค่ะว่าน้องๆทำกิจกรรมมาเยอะ แต่ใส่เยอะไม่ได้แปลว่าจะติดนะคะ อย่างพี่ก็เน้นเลือกพวกโครงงานวิทย์ที่เคยทำ จัดซุ้มวันวิทย์ แล้วก็จะใส่กิจกรรมจิตอาสาที่ไปวาดทางเท้าให้เด็กอ่อน ให้เห็นว่าเรามีจิตอาสานะ เราทำกิจกรรม แล้วก็ไม่ทิ้งการเรียน

ความสามารถพิเศษ - พี่มีความสามารถด้านงานกราฟิกค่ะ พี่ก็ใส่ไปตามปกติ แต่ไม่ได้เน้นในหน้านี้มาก เพราะถ้าเน้นมากมันก็จะเหมือนพี่ทำพอร์ตเข้าคณะที่เน้นงานกราฟิก แล้วที่พี่ไม่ได้เน้นมากอีกเหตุผลนึงก็เพราะพอร์ตเล่มนี้มันแสดงศักยภาพของพี่เกี่ยวกับด้านนี้อยู่แล้ว ด้วยความที่คณะพี่มันเน้นคณิต พี่คิดแหละว่าพอร์ตพี่สวยที่สุดในตรงนั้นแล้ว(ติดแล้วถึงโม้ได้555) เพราะน้อยคนนักที่จะชอบคณิตแล้วก็ชอบคอมไปด้วยกัน (ตรงนี้พี่ก็ได้ปรึกษากับเพื่อน(อีกแล้ว) เพื่อนพี่แนะนำว่าให้ใส่ความสามารถพิเศษไปเต็มที่เลยค่ะ อย่ากั๊กไว้ เพื่อนพี่ก็เล่าว่าใส่ไป แล้วอ.ดูชอบมาก แอบแซวให้มาช่วยงานที่คณะด้วยค่ะ ทั้งหมดนี้ยังไงก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของน้องแล้วนะคะ ว่าจะทำพอร์ตแบบไหน)

เกียรติบัตร - คณะพี่มีจำกัดให้ส่งได้ไม่เกิน 5 ใบค่ะ แต่พี่มีเกิน 5 ใบ แล้วอยากจะใส่ เลยทำพอร์ตเพิ่มขึ้นมาอีก 1 หน้า เป็นหน้าที่มีเกียรติบัตรหลายๆใบ แล้วเขียนคำอธิบายไว้ใต้เกียรติบัตรค่ะ แบบนี้ไม่ผิดเงื่อนไขค่ะ หน้านี้ถือว่านับรวมเป็นพอร์ต 10 หน้า ส่วนเกียรติบัตร 5 ใบไม่นับรวมในเล่มค่ะ(เหมือนที่ไม่นับหน้าปก/ใบปพ.)

หากจะให้แนะนำว่าทำพอร์ตยังไงให้สวย พี่ขอตอบเลยว่าฝึกทำ แล้วก็ทำบ่อยๆค่ะ โรงเรียนพี่วิชาแนะแนวจะมีให้ทำพอร์ตส่งตั้งแต่ม.4 ค่ะ ครั้งแรกที่พี่ทำมันไม่สวยเลย ถ้านับรวมตั้งแต่ม.4 พี่ทำพอร์ตมาทั้งหมดประมาณ 6-7 เล่มค่ะ ทำเยอะหน่อยตอนจะยื่นพอร์ตเข้ามหาลัย มันคืออนาคตของพี่ พี่ต้องการให้มันดีที่สุด พอพี่ทำพอร์ตไม่สวย พี่ก็ทำใหม่ค่ะ จนพี่ได้เรียนรู้ แล้วก็ทำพอร์ตออกมาได้ดี พี่อยากจะขอบคุณโรงเรียนของพี่มากๆที่ให้ทำพอร์ต ถ้าพี่ไม่ได้ทำตั้งแต่ม.4 พี่ก็ไม่รู้ว่าพี่จะทำพอร์ตได้ดีแบบนี้มั้ย ไม่รู้ว่าพี่จะติดพอร์ตรึเปล่า พี่อยากให้น้องๆทำพอร์ตด้วยตัวเอง อ.เค้าดูออกนะคะว่าอันไหนทำเอง อันไหนจ้างคนอื่นทำ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆพี่ขอไม่สนับสนุนให้จ้างนะคะ แล้วก็พี่ไม่อยากให้คนที่จะยื่นคณะที่ต้องใช้ความคิด คณะที่ต้องใช้ความสามารถในด้านนี้ ไปจ้างคนอื่นทำพอร์ตเลย น้องจะเข้าไปในคณะแล้ว แค่พอร์ตน้องยังต้องจ้างคนอื่นทำ น้องจะอยู่รอดในคณะนี้หรอคะ พี่อยากให้น้องลองทบทวนตัวเอง แล้วพี่ก็ไม่อยากให้คัดลอกพอร์ตคนอื่นมานะคะ เราโตกันขนาดนี้แล้วนะ ถ้าไม่ใช่คณะที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ เค้าก็ไม่ตัดสินน้องจากความสวยงามของพอร์ตหรอกนะคะ เค้าตัดสินที่เนื้อหาภายในเล่มของน้อง ความสวยงามเป็นแค่ปัจจัยนึงเท่านั้น

ในส่วนนี้พี่ขอออกตัวว่าเป็นมุมมองความคิดของพี่ อาจจะไม่ตรงกับน้องๆหลายๆคนนะคะ พี่อยากจะให้น้องๆได้ลองยื่นพอร์ตดู ถ้าเราไม่ยื่น โอกาสติดรอบ 1 = 0% แต่ถ้าเรายื่น ถึงแม้โอกาสจะน้อยแค่ไหน มันก็ไม่ใช่ 0 นะคะ พี่อยากให้น้องลบความคิดที่ว่า เรากิจกรรมน้อย เราทำพอร์ตไม่สวย คนสมัครเยอะเรายื่นไปก็ไม่ติดหรอก ลบมันออกไปนะคะ ถ้ามันคือคณะที่เราชอบจริงๆ มันคือคณะที่ใช่ ยื่นไปเถอะค่ะ ไม่ต้องกลัวผิดหวัง นี่มันพึ่งรอบแรก อนาคตของน้องไม่ได้มีโอกาสแค่รอบเดียว ถ้าเกิดน้องไม่ติดขึ้นมา ก็ไปต่อรอบ 2,3,4,5 ก็ได้ค่ะ แล้วตอนที่น้องสอบผ่าน ได้ไปสัมภาษณ์ อาจารย์จะเว้นโอกาสให้น้องพูด น้องสามารถบอกไปได้เลยว่าถึงน้องจะไม่ติดรอบแรก แต่น้องก็ไม่ยอมแพ้นะ น้องอยากเข้าคณะนี้จริงๆ ไม่งั้นไม่มาหรอก พอร์ตนี่ก็ทำเต็มที่แล้ว ถึงรอบ 3,4 จะไม่ค่อยเกิดโอกาสคัดออกตอนสัมเท่าไหร่ แต่การที่น้องได้พูดออกไปแบบนี้ อย่างน้อยอาจารย์เค้าก็คงจะดีใจขึ้นมานิดนึงที่น้องอยากเข้าคณะนี้จริงๆ ไม่ได้มาสัมเพราะไม่ติดคณะอันดับ 1 มาสัมเพราะอยากมีที่เรียนเฉยๆ

แล้วก็เนื้อหาบางส่วนที่พี่บอกว่าไม่ใส่ก็ได้ ถึงอย่างงั้นก็เถอะ พี่ว่าน้องควรใส่ให้ครบจะดีกว่า ถ้าเกิดน้องได้ไปสัมเจออ.โหดๆที่เป๊ะมากๆจะเดือดร้อนนะ ยังไงใส่ครบก็ดีกว่าไม่ครบอยู่แล้ว

(พี่ไม่ได้แนะนำการทำพอร์ตในส่วนนี้เยอะเท่าไหร่นะคะ เพราะน้องๆอ่านจากระเบียบการเอาก็ได้ แล้วก็มีคนอื่นทำเอาไว้เยอะแล้ว พอร์ตก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากเดิมนักหรอกนะ)

ส่วนที่ 3 แนะนำการสอบสัมภาษณ์

คณะอื่นๆเค้าอาจจะคัดคนจากพอร์ต แล้วมาคัดออกนิดหน่อยตอนสัมภาษณ์ แต่สาขาพี่คัดคนนิดหน่อยจากพอร์ต แล้วมาตัดสินกันที่สัมภาษณ์ค่ะ อย่างคณะทั่วไปรับ 10 เรียกสัม 15 แต่คณะพี่รับ 5 แต่เรียกสัม 19 (น้องที่จะยื่นวิทย์สถิติจงเตรียมใจไว้) ตอนไปถึงนี่ใจแป้วมากเลยTT ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับการสัมแล้ว อ.ที่สัมพี่มี 3 ท่านค่ะ อ.1 เปิดพอร์ตพี่ อ.2 ดูใบปพ. อ.3 ถือแผ่นพับที่พี่ทำไป ตอนแรกที่เดินไปถึง อ.3 เห็นปกพอร์ตของพี่ แล้วอ.3 จำพอร์ตของพี่ได้ค่ะTT จุดนั้นภูมิใจมากๆ สำหรับอ.3 พอร์ตพี่มีจุดเด่นอยู่จุดนึงมั้งคะ เค้าก็เล่าว่าตอนดูไฟล์ .pdf ของพี่ก็สะดุดตาตรงนี้ เรียกอ.คนนู้นคนนี้มาดู แต่ขอไม่บอกนะคะว่าคืออะไร อยากรู้จริงๆให้มาถามหลังไมค์ค่ะ555

เชิญแนะนำตัวค่ะ - คำถาม(?)เบสิคแต่เป็นส่วนนึงที่ตัดสินชีวิต พี่ไม่อยากให้น้องๆตกใจเวลาเราแนะนำตัวเสร็จ อ.บางท่านเค้าจะพูดเป็นปกติอยู่ว่าแล้ว ‘มีแค่นี้หรอคะ’ พี่ก็เตรียมตรงนี้มาอยู่แล้ว แต่ว่ามันยังไม่หมดค่ะ ที่อ.พูดกับพี่คือ ‘มีแค่นี้หรอคะ ที่หนูท่องมาน่ะค่ะ มีแค่นี้หรอ’ คะใครก็ได้ช่วยด้วย น่าจะเพราะว่าพี่เตรียมคำถามสัมภาษณ์มา แล้วก็ซ้อมๆๆๆ อาจจะมีจุดนึงที่มันโอเคแล้ว แต่พี่กลัวค่ะ ก็เลยซ้อมต่อ ซ้อมไปเรื่อยๆจนมันกลายเป็นท่อง... แล้วพอมาเจออ.พูดก็... แต่เพราะมันอยู่ในส่วนที่เราได้ซ้อมมาแล้ว(ถึงจะไม่ใช่ทั้งหมดก็เถอะ) พี่ก็ตอบอ.ไปว่า ‘ถ้างั้น หนูขออนุญาตพูดต่อนะคะ’ ประโยคนี้พี่ได้มาจากพี่อีกคนที่เค้ามาเล่าประสบการณ์ในยูทูปค่ะ
แปะลิงก์ https://www.youtube.com/watch?v=bHidMzUVF_Y 
ไปดูพี่เค้ากันได้นะคะ ตรงนี้ก็ต้องขอบคุณพี่เค้ามากๆค่ะ ถ้าไม่มีพี่คนนี้ พี่อาจจะเอ๋อ แล้วก็ตกสัมไปแล้ว ขอบคุณค่ะ

ทำไมถึงอยากเรียนคณะนี้ - สำหรับคำถามนี้ไม่ต้องไปกลัวค่ะ ก็ในเมื่อเราอยากเข้าคณะนี้จริงๆก็อธิบายไปในแบบของเรา คำถามนี้เหมือนเป็นคำถามแจกแต้ม(ฮา) แต่ถ้าสำหรับใครที่มายื่นเพราะอยากมีที่เรียนเฉยๆ หรือยื่นไว้เป็นที่สำรอง ก็ตอบให้ดีที่สุดในแบบของเราเองนะคะ

สถิติเรียนอะไรบ้าง / ค่าxxx มีอะไรบ้าง - เป็นคำถามเฉพาะสาขาของพี่น่ะค่ะ แล้วก็แต่ละคนจะได้คำถามไม่เหมือนกัน พี่ตอบได้ แต่ตอบได้ไม่หมด แต่พอออกจากห้องมาคำตอบก็แล่นเข้ามาในหัว แอบโกรธตัวเองมากๆ....

แล้วก็จะเป็นคำถามแจกแต้มพื้นๆค่ะ อย่างเช่น บ้านอยู่ไหน เทอมที่แล้วได้เกรดเท่าไหร่(สำหรับใครที่เกรดสวยก็ยืดอกได้เลยค่ะ) ของพี่มีไม่ได้เกรด 4 วิชาศิลปะเทอมนึงค่ะ อ.2 ก็ถามทำไมไม่ได้เกรด 4 เห็นว่าพี่ชอบวาดรูป(พี่ใส่ในงานอดิเรกค่ะ) ก็บอกอ.ไปตามความจริงค่ะ ว่าเทอมนั้นเรียนร้องเพลง คะแนนส่วนใหญ่น่าจะมาจากปฏิบัติ เพราะพี่ค่อนข้างมั่นใจว่าทำข้อสอบไม่ได้คะแนนน้อยขนาดนั้น อ.ก็หัวเราะกันค่ะ5555

นอกจากคำถามเบสิคพวกนี้ก็มีคำถามอื่นๆอยู่อีก(พี่เจอคำถามเบสิคแค่นี้ค่ะ แค่นี้จริงๆ...) แต่จะเป็นคำถามเฉพาะตัวบุคคลนั้นๆค่ะ(คิดว่างั้นนะ...) แล้วก็จะเป็นคำถามแจกแต้มอีกนิดหน่อยที่อ.3 ถามเกี่ยวกับจดหมายแนะนำตัวให้คลายเครียดค่ะ(อ.3 จำจดหมายพี่ได้ จำพอร์ตพี่ได้ พี่ดีใจมากๆค่ะTT) คำถามเฉพาะบุคคลตรงนี้ขออุบไว้ละกันค่ะ แต่สำหรับน้องๆที่ต้องการจะรู้จริงๆสามารถถามหลังไมค์ได้นะคะ ไม่ว่ากัน

พี่ไม่แน่ใจนะคะว่าสาขาอื่นเป็นยังไง แต่ของสาขาพี่จะมีกระดาษแจกมาให้แผ่นนึงถือเข้าห้องสัมภาษณ์ค่ะ หน้าแรกส่วนบนก็จะเป็นข้อมูลทั่วไป ชื่อ/ที่อยู่/รายได้/การเดินทาง (รู้สึกคณะสถาปัตย์จะไม่มีกระดาษแบบนี้นะคะ) ต่อมาหน้าแรกส่วนล่างจะมีตาราง 5 แถวค่ะ พี่ก็จำไม่ค่อยได้แล้วรู้สึกจะเป็น

1.ความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์
2.ภาษาและการสื่อสาร
3.ประมาณว่าบุคลิกภาพมั้งคะ
4.จำไม่ได้ค่ะ
5.อื่นๆ(ความสามารถพิเศษ)

จำได้ชัวร์ๆก็คือข้อ 5.อื่นๆ คิดเป็น 10 คะแนน รวม 5 ข้อ 100 คะแนนค่ะ(แต่ละข้อคะแนนไม่เท่ากัน) ตรงนั้นมั่นใจแค่ข้อ 5 ข้อเดียวค่ะว่าได้เต็ม555 แล้วข้างใต้ตารางก็มีช่อง 2 ช่องค่ะ ให้อ.ติ๊กว่าผ่าน กับ ไม่ผ่าน..... หน้าหลังของกระดาษก็ไม่มีอะไรค่ะ แค่อธิบายตารางให้ละเอียดขึ้นเฉยๆ

สำหรับการสอบสัมภาษณ์ครั้งนี้ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีนะคะ อยากจะบอกว่าไม่ต้องกลัวค่ะ ถ้ามันคือคณะที่เราชอบจริงๆ ทำให้ดีที่สุดที่จะทำได้ คำถามทั้งหมดยังไงน้องก็ตอบได้ค่ะ เพราะมันคือตัวเรา มันคือสิ่งที่เราเป็น

ส่วนที่ 4 แนะนำเรื่องเรียนต่อ

แน่นอนว่าน้องๆจะต้องหาตัวเองให้เจอ คำแนะนำพื้นๆพี่ก็ได้แทรกๆไปในทุกส่วนก่อนหน้านี้แล้ว5555 ที่จะพูดตรงนี้ไม่เชิงว่าเป็นการแนะนำเท่าไหร่ เป็นการนำเสนอมุมมองความคิดของพี่มากกว่า พี่ไม่อยากให้น้องๆใช้ชีวิตด้วยความคิดที่ว่ามหาลัยคือทุกสิ่งทุกอย่าง ต้องมีที่เรียนโดยไม่สนใจคณะอะไรเลย พี่ว่ามันผิด น้องควรคิดถึงอนาคตที่ว่า น้องจะเรียนไหวมั้ย ทนทำงานแบบนี้ จ.-ศ. + ทำโอทีอีกได้รึเปล่า แล้วเรียนในมหาลัยน้องควรจะเรียนได้ด้วยตนเอง ไม่ใช่ว่าเข้าคณะที่บังเอิญติด เข้าคะแนนต่ำเพราะอยากมีที่เรียน ไม่อยากรอรอบหลังๆแล้ว พอติดไปแล้วน้องไม่ชอบ น้องเรียนไม่ไหว น้องจะเกาะเพื่อนเรียนไม่ได้(มีคนแบบนี้อยู่จริงๆ) พี่อยากให้น้องแยกแยะระหว่างเพื่อนที่ช่วยกันเรียน กับเพื่อนที่เกาะเพื่อนอีกคนเรียน น้องพาตัวเองไปลำบากแล้วยังจะฉุดเพื่อนคนอื่นอีก พี่อยากให้น้องๆเลือกอนาคตที่เป็นทางของเราจริงๆ แล้วถ้าพูดถึงการซิ่ว พี่ค่อนข้างสนับสนุน เพราะว่าถ้าเราซิ่วเลย เราก็ได้หยุดอ่านหนังสือไปอีก 1 ปีเต็ม แต่ถ้าเราทนเรียนไป ไหนจะเกาะเพื่อนเรียน ไหนจะเสียเวลาไปกับการเรียนในสิ่งที่ไม่ชอบ สู้เอาเวลาไปอ่านหนังสือดีกว่า น้องซิ่ว 1 ปี แต่น้องจะได้เรียนสิ่งที่ชอบ ทำงานที่ชอบไปตลอด พี่มองว่ามันคุ้มมากๆนะ

ขอย้ำอีกทีว่าทั้งหมดนี้คือมุมมองความคิดของพี่คนเดียว บางอย่างอาจจะไม่ตรงกับน้องๆ ความคิดของพี่ไม่ได้ถูก แล้วความคิดของน้องก็ไม่ได้ผิด

สุดท้ายนี้ถ้าน้องๆคนไหนอยากได้คำแนะนำอะไร หรืออยากปรึกษาเรื่องอะไรก็ทักมาได้เลยนะคะ จะพยายามตอบให้เร็วที่สุดค่ะheart
ส่งกำลังใจให้ จขกท.

แสดงความคิดเห็น

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เด็กดี TCAS

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป