/>

ในอนาคตคุณคิดว่าอาชีพนักจิตวิทยาจะรุ่งหรือไม่ [ยินดีให้แชร์]

วิว
#โรคซึมเศร้า #จิตวิทยา #มหาวิทยาลัย #นักจิตวิทยา #สายอาชีพ
          เนื่องในปัจจุบัน คนไทยส่วนใหญ่เป็นโรคซึมเศร้ากันมาเยอะมาก เลยอยากจะทราบความคิดเห็นของทุกคนว่า ในอนาคตสายอาชีพนักจิตวิทยาจะเป็นอย่างไรต่อไป
ส่งกำลังใจให้ จขกท.

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยเจ้าของกระทู้

  • ถูกลบเนื่องจาก:
    IP
    #3
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    ศาสตร์ที่เข้ามาช่วยตรงจุดนี้มันมีมานานแล้วครับ แต่เขาแค่ไม่ได้เรียกเจาะจงว่า 'นักจิตวิทยา' บางอาชีพก็ทำตัวเป็นสายลับที่มาพัฒนาจิตใจโดยไม่ให้เป้าหมายรู้ตัว จิตวิทยาในศาสตร์พวกนี้มันเป็นวิชาพื้นฐาน ที่ควรบวก/ลบให้เป็นก่อนจึงจะต่อยอดด้วยการคูณ/หารได้ง่าย แต่บางศาสตร์ไม่จำเป็นต้องปูพื้นฐานก็ได้ เพราะเรียนๆไปก็จะเข้าใจจิตวิทยาอยู่ดี


    ผมเป็นผู้ป่วยซึมเศร้าที่พยายามวิ่งหาวิธีรักษาตัวเองมาโดยตลอด เลยขอแนะนำศาสตร์ต่างๆที่พอจะรู้จักให้ฟังนะเผื่อว่าจะมีประโยชน์ในการตัดสินใจ แต่ยังไงซะผมเองก็ยังไม่ลึกซึ้งในศาสตร์จำพวกนี้ ถ้าสนใจจริงๆแนะนำให้ไปหาเรียนกับครูบาอาจารย์ของศาสตร์นั้นๆ (จำเป็นต้องเรียนกับตัวบุคคล)


    - Coaching ถามเพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม

    เปรียบเสมือนกระจกเงาสะท้อนตัวตน โค้ชจะไม่ยื่นมือเข้ามายุ่งกับการตัดสินใจของเป้าหมายโดยเด็ดขาด (ยกเว้นบางกรณี) แต่พวกเขาจะใช้คำถามทรงพลังเข้าไปกระตุ้นศักยภาพของเป้าหมายให้เปิดออกมา ซึ่งโค้ชบางสายก็จะมีศาสตร์ของภาษาเอาไว้ใช้กับการสะกดจิตเพื่อปลดเปลื้องความทุกข์ได้ด้วย


    เช่น ถ้าเป้าหมายรู้สึกไม่มีความมั่นใจ "ช่วยเล่าถึงเหตุการณ์ที่ทำให้คุณรู้สึกมั่นใจในตัวเองมากที่สุดในชีวิตให้ผมฟังได้ไหม?" เป้าหมายจะเผลอเล่าออกมา แล้วก็นึกได้เองว่าตัวเองเคยมีคุณสมบัตินี้


    - Facilitator ชวนทำเพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม

    มีหลากหลายรูปแบบมากทั้งแบบเปิดเผยและไม่เปิดเผย ทำหน้าที่คล้ายๆสายลับหรือไม่ก็คอนดักเตอร์ มักนิยมใช้กับการบริหารองค์กร หน้าที่ของเขา(ขอตอบรวมๆเพราะมันมีหลายสาย)คือ...ตอบโคตรยากเลยแหะ ลองนึกถึงพวกตัวร้ายในละครที่ชอบยุแยงให้คนเกลียดกัน แต่เปลี่ยนพวกเขาให้กลายเป็นฝ่ายดี แล้วยุแยงให้คนไปเห็นความดีงามของกันและกันจนพวกเขาเปลี่ยนพฤติกรรมไปเอง เป็นนักยุทย์ศาสตร์ที่คอยซัพพอร์ทให้คนในองค์กรรักกัน เน้นชวนไปทำมากกว่าคิด


    เช่น "วันนี้เราจะมาช่วยกันหาวิธีแก้ปัญหาให้สินค้าตัวนี้ ผมขอให้ทุกคนผลัดกันเสนอไอเดีย โดยทุกคนจะได้เสนอวิธีของตัวเอง เราจะไม่พูดแทรกจนกว่าจะขึ้นพูดจนครบทุกคนนะครับ เริ่มกันเลย!" ปัญหาในห้องประชุมคือมักจะมีการอวดเบ่ง ดูถูก ขัดคอจนเสียเวลาแล้วทุกคนก็เกลียดขี้หน้ากัน ถ้ามีฟาร์คอยช่วยเหลือในส่วนนี้ ทุกคนจะมีโอกาสได้เผยศักยภาพของตัวเองได้เต็มที่ และเข้าอกเข้าใจกันมากขึ้น


    - Mentor เล่าให้ฟังเพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม

    นิยามง่ายๆคือ "ตาแก่เล่านิทาน" อาจจะเป็นการเล่าประสบการณ์ในอดีต เรื่องเล่าเร้าพลัง หรือสร้างสรรค์เป็นนิทาน/นิยาย/หนัง เป็นการเล่าเรื่องต่างๆเพื่อให้ผู้ฟังได้ไอเดียที่จะนำไปปรับใช้กับชีวิตตัวเอง เพราะมนุษย์บางคนจะเกลียดการสอน (อีโกสูงสอนไม่ได้/ตัวกูของกูเยอะ/ไม่เชื่อใจใคร)


    เช่น นิทานกระต่ายกับเต่า นิยายไซอิ๋ว ละครเปาบุ้นจิ้น หนังที่ให้วิธีคิดหรือแรงบรรดาลใจ


    3 อย่างที่พูดมาด้านบน อาจเป็นทั้งอาชีพหลักหรือทักษะเสริมก็ได้ เพราะมันใช้ได้กับทุกอาชีพ และนอกจากจิตวิทยาแล้ว ยังมีศาสตร์อื่นๆที่ใกล้เคียงกันอยู่ด้วยจำพวก...


    - Mindfulness การเข้าใจลึกซึ้งในอารมณ์ของตนเอง (ฝึกสตินั่นเอง!)

    - Oneness การเข้าใจบางสิ่งจนครบถ้วน เช่น ไม่มีเลวหรือดี ไม่มีขาวหรือดำ (Zen)

    - Art ศิลปะบำบัดจิตใจ เช่น การวาดสีน้ำ/พู่กันจีน ธนูคิวโด ที่ยิ่งฝึกยิ่งใจสงบ


    ผมขอเฉลยสิ่งที่เราโดนฝรั่งแหกตาให้ฟังเรื่องนึง ศาสตร์พวกนี้ถ้าเราศึกษาไปลึกๆแล้วจะพบว่ามันแกะมาจากคำสอนของพุทธะทั้งนั้นเลย แต่ไม่ว่าจะด้วยความน่ารักของครูบาอาจารย์ในอดีตหรือความเมตตาจากคนที่เข้าใจว่ามีคนเกลียดศาสนา เลยออกแบบศาสตร์พวกนี้ให้มีความเป็นสากลมากขึ้น


    เช่น เหตุการณ์ที่ผู้หญิงคนหนึ่งอุ้มลูกมาขอให้พุทธะช่วยชุปชีวิตให้ ท่านไม่ได้สอนตรงๆหรืออธิบายให้ฟัง แต่ได้ออกอุบายให้ไปขอเมล็ดผักกาดจากบ้านหลังไหนก็ได้ที่ไม่มีคนตายมาให้ท่าน หากหาได้สำเร็จท่านจะทำการชุปชีวิตลูกของผู้หญิงคนนั้นให้ (ฟาร์) และเมื่อผู้หญิงคนนั้นวิ่งหาทั่วทั้งหมู่บ้านไม่ได้ ก็กลับมาหาพุทธะ แล้วพุทธเลยถามว่าเป็นยังไงบ้าง (โค้ช) ผู้หญิงคนนั้นจึงเข้าใจแล้วว่าความตายเป็นเรื่องธรรมดา มีทุกบ้าน และก็มีการเล่าต่อๆกันมาในเหตุการณ์นี้จนมาถึงหูพวกเราในปัจจุบัน (เมนทอร์)


    ส่วนตัวผมมองว่าหากมีคนเรียนรู้ทักษะนี้มากขึ้นเท่าไหร่ ปัญหาทางอารมณ์และจิตเวชในสังคมจะลดลงมากขึ้นเรื่อยๆ เลยอยากช่วยเล่าให้ จขกท. ฟังเพื่ออนาคตของคนทั้งโลก มีอะไรสงสัยก็ถามเพิ่มเติมได้นะ ถ้ารู้ก็จะตอบ แล้วก็ผมไม่ได้มองว่าพุทธเป็นศาสนา และเป็นชุดความรู้เพื่อศึกษาต่างหาก


    เพราะงั้นคำถามว่า "ในอนาคตสายอาชีพนักจิตวิทยาจะเป็นอย่างไรต่อไป"

    จึงขอตอบว่า "omae wa mou shindeiru"


    ป.ล. โลกมันไปไกลแล้วนะ เลิกสงสัยแล้วหาเรียนเลยเถอะ แต่แนะนำให้พิจารณาจากคุณสมบัติของอาจารย์นั้นๆ เพราะแบบมหาลัยเป็นแค่การยอมรับทางสากลเฉยๆ ไม่ได้รับประกันว่าจิตใจจะควรค่าแด่การเป็นนักจิตวิทยาจริงๆ เพราะโลกเราใช้ระบบวัดด้วยเกรดเฉลี่ย ไม่ได้วัดกันที่พฤติกรรมและสันดาน

    ตอบกลับ

3 ความคิดเห็น

    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #1
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ก็น่าจะไปต่อได้เรื่อย ๆ นะ อยากแนะนำว่าลองหาอ่านบทวิเคราะห์เกี่ยวกับแนวโน้มอาชีพในอีก 5-10 ปีข้างหน้าดูครับ ส่วนใหญ่จะเน้นว่าอาชีพที่ไปได้สวยคือสายงานที่เทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์เข้ามาทำงานแทนไม่ได้ อันนี้เป็นแนวโน้มของโลก แต่ถ้าแนวโน้มของประเทศไทยผมว่าอะไรที่จะเกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุน่าจะไปได้ดีเพราะประเทศเข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัย นอกจากนี้ก็เป็นสายงานที่สามารถเข้ารับราชการ ซึ่งนับว่ามีความมั่นคงแต่อัตราการแข่งขันก็สูงมาก กพ. และสอบเข้ารับราชการก็เปิดสอบปีละครั้งหรือสองครั้ง และยังไม่นับเรื่องที่เมื่อเป็นข้าราชการแล้วต้องการก้าวหน้า ต้องการได้ขั้นเพิ่มได้เงินเดือนเพิ่ม ก็ต้องพร้อมรับการโยกย้ายไปจังหวัดต่าง ๆ อีกด้วย

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #2
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      คนเป็นโรคซึมเศร้ากันเยอะ... อาชีพที่จะรุ่งน่าจะเป็นจิตแพทย์นะคะ

      เท่าที่ทราบคือโรคซึมเศร้ามันเกิดจากฮอร์โมนที่ผิดปกติ

      จิตแพทย์จะทำการรักษาด้วยการให้ยาค่ะ

      แต่นักจิตฯจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ป่วยค่ะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #3
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ศาสตร์ที่เข้ามาช่วยตรงจุดนี้มันมีมานานแล้วครับ แต่เขาแค่ไม่ได้เรียกเจาะจงว่า 'นักจิตวิทยา' บางอาชีพก็ทำตัวเป็นสายลับที่มาพัฒนาจิตใจโดยไม่ให้เป้าหมายรู้ตัว จิตวิทยาในศาสตร์พวกนี้มันเป็นวิชาพื้นฐาน ที่ควรบวก/ลบให้เป็นก่อนจึงจะต่อยอดด้วยการคูณ/หารได้ง่าย แต่บางศาสตร์ไม่จำเป็นต้องปูพื้นฐานก็ได้ เพราะเรียนๆไปก็จะเข้าใจจิตวิทยาอยู่ดี


      ผมเป็นผู้ป่วยซึมเศร้าที่พยายามวิ่งหาวิธีรักษาตัวเองมาโดยตลอด เลยขอแนะนำศาสตร์ต่างๆที่พอจะรู้จักให้ฟังนะเผื่อว่าจะมีประโยชน์ในการตัดสินใจ แต่ยังไงซะผมเองก็ยังไม่ลึกซึ้งในศาสตร์จำพวกนี้ ถ้าสนใจจริงๆแนะนำให้ไปหาเรียนกับครูบาอาจารย์ของศาสตร์นั้นๆ (จำเป็นต้องเรียนกับตัวบุคคล)


      - Coaching ถามเพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม

      เปรียบเสมือนกระจกเงาสะท้อนตัวตน โค้ชจะไม่ยื่นมือเข้ามายุ่งกับการตัดสินใจของเป้าหมายโดยเด็ดขาด (ยกเว้นบางกรณี) แต่พวกเขาจะใช้คำถามทรงพลังเข้าไปกระตุ้นศักยภาพของเป้าหมายให้เปิดออกมา ซึ่งโค้ชบางสายก็จะมีศาสตร์ของภาษาเอาไว้ใช้กับการสะกดจิตเพื่อปลดเปลื้องความทุกข์ได้ด้วย


      เช่น ถ้าเป้าหมายรู้สึกไม่มีความมั่นใจ "ช่วยเล่าถึงเหตุการณ์ที่ทำให้คุณรู้สึกมั่นใจในตัวเองมากที่สุดในชีวิตให้ผมฟังได้ไหม?" เป้าหมายจะเผลอเล่าออกมา แล้วก็นึกได้เองว่าตัวเองเคยมีคุณสมบัตินี้


      - Facilitator ชวนทำเพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม

      มีหลากหลายรูปแบบมากทั้งแบบเปิดเผยและไม่เปิดเผย ทำหน้าที่คล้ายๆสายลับหรือไม่ก็คอนดักเตอร์ มักนิยมใช้กับการบริหารองค์กร หน้าที่ของเขา(ขอตอบรวมๆเพราะมันมีหลายสาย)คือ...ตอบโคตรยากเลยแหะ ลองนึกถึงพวกตัวร้ายในละครที่ชอบยุแยงให้คนเกลียดกัน แต่เปลี่ยนพวกเขาให้กลายเป็นฝ่ายดี แล้วยุแยงให้คนไปเห็นความดีงามของกันและกันจนพวกเขาเปลี่ยนพฤติกรรมไปเอง เป็นนักยุทย์ศาสตร์ที่คอยซัพพอร์ทให้คนในองค์กรรักกัน เน้นชวนไปทำมากกว่าคิด


      เช่น "วันนี้เราจะมาช่วยกันหาวิธีแก้ปัญหาให้สินค้าตัวนี้ ผมขอให้ทุกคนผลัดกันเสนอไอเดีย โดยทุกคนจะได้เสนอวิธีของตัวเอง เราจะไม่พูดแทรกจนกว่าจะขึ้นพูดจนครบทุกคนนะครับ เริ่มกันเลย!" ปัญหาในห้องประชุมคือมักจะมีการอวดเบ่ง ดูถูก ขัดคอจนเสียเวลาแล้วทุกคนก็เกลียดขี้หน้ากัน ถ้ามีฟาร์คอยช่วยเหลือในส่วนนี้ ทุกคนจะมีโอกาสได้เผยศักยภาพของตัวเองได้เต็มที่ และเข้าอกเข้าใจกันมากขึ้น


      - Mentor เล่าให้ฟังเพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม

      นิยามง่ายๆคือ "ตาแก่เล่านิทาน" อาจจะเป็นการเล่าประสบการณ์ในอดีต เรื่องเล่าเร้าพลัง หรือสร้างสรรค์เป็นนิทาน/นิยาย/หนัง เป็นการเล่าเรื่องต่างๆเพื่อให้ผู้ฟังได้ไอเดียที่จะนำไปปรับใช้กับชีวิตตัวเอง เพราะมนุษย์บางคนจะเกลียดการสอน (อีโกสูงสอนไม่ได้/ตัวกูของกูเยอะ/ไม่เชื่อใจใคร)


      เช่น นิทานกระต่ายกับเต่า นิยายไซอิ๋ว ละครเปาบุ้นจิ้น หนังที่ให้วิธีคิดหรือแรงบรรดาลใจ


      3 อย่างที่พูดมาด้านบน อาจเป็นทั้งอาชีพหลักหรือทักษะเสริมก็ได้ เพราะมันใช้ได้กับทุกอาชีพ และนอกจากจิตวิทยาแล้ว ยังมีศาสตร์อื่นๆที่ใกล้เคียงกันอยู่ด้วยจำพวก...


      - Mindfulness การเข้าใจลึกซึ้งในอารมณ์ของตนเอง (ฝึกสตินั่นเอง!)

      - Oneness การเข้าใจบางสิ่งจนครบถ้วน เช่น ไม่มีเลวหรือดี ไม่มีขาวหรือดำ (Zen)

      - Art ศิลปะบำบัดจิตใจ เช่น การวาดสีน้ำ/พู่กันจีน ธนูคิวโด ที่ยิ่งฝึกยิ่งใจสงบ


      ผมขอเฉลยสิ่งที่เราโดนฝรั่งแหกตาให้ฟังเรื่องนึง ศาสตร์พวกนี้ถ้าเราศึกษาไปลึกๆแล้วจะพบว่ามันแกะมาจากคำสอนของพุทธะทั้งนั้นเลย แต่ไม่ว่าจะด้วยความน่ารักของครูบาอาจารย์ในอดีตหรือความเมตตาจากคนที่เข้าใจว่ามีคนเกลียดศาสนา เลยออกแบบศาสตร์พวกนี้ให้มีความเป็นสากลมากขึ้น


      เช่น เหตุการณ์ที่ผู้หญิงคนหนึ่งอุ้มลูกมาขอให้พุทธะช่วยชุปชีวิตให้ ท่านไม่ได้สอนตรงๆหรืออธิบายให้ฟัง แต่ได้ออกอุบายให้ไปขอเมล็ดผักกาดจากบ้านหลังไหนก็ได้ที่ไม่มีคนตายมาให้ท่าน หากหาได้สำเร็จท่านจะทำการชุปชีวิตลูกของผู้หญิงคนนั้นให้ (ฟาร์) และเมื่อผู้หญิงคนนั้นวิ่งหาทั่วทั้งหมู่บ้านไม่ได้ ก็กลับมาหาพุทธะ แล้วพุทธเลยถามว่าเป็นยังไงบ้าง (โค้ช) ผู้หญิงคนนั้นจึงเข้าใจแล้วว่าความตายเป็นเรื่องธรรมดา มีทุกบ้าน และก็มีการเล่าต่อๆกันมาในเหตุการณ์นี้จนมาถึงหูพวกเราในปัจจุบัน (เมนทอร์)


      ส่วนตัวผมมองว่าหากมีคนเรียนรู้ทักษะนี้มากขึ้นเท่าไหร่ ปัญหาทางอารมณ์และจิตเวชในสังคมจะลดลงมากขึ้นเรื่อยๆ เลยอยากช่วยเล่าให้ จขกท. ฟังเพื่ออนาคตของคนทั้งโลก มีอะไรสงสัยก็ถามเพิ่มเติมได้นะ ถ้ารู้ก็จะตอบ แล้วก็ผมไม่ได้มองว่าพุทธเป็นศาสนา และเป็นชุดความรู้เพื่อศึกษาต่างหาก


      เพราะงั้นคำถามว่า "ในอนาคตสายอาชีพนักจิตวิทยาจะเป็นอย่างไรต่อไป"

      จึงขอตอบว่า "omae wa mou shindeiru"


      ป.ล. โลกมันไปไกลแล้วนะ เลิกสงสัยแล้วหาเรียนเลยเถอะ แต่แนะนำให้พิจารณาจากคุณสมบัติของอาจารย์นั้นๆ เพราะแบบมหาลัยเป็นแค่การยอมรับทางสากลเฉยๆ ไม่ได้รับประกันว่าจิตใจจะควรค่าแด่การเป็นนักจิตวิทยาจริงๆ เพราะโลกเราใช้ระบบวัดด้วยเกรดเฉลี่ย ไม่ได้วัดกันที่พฤติกรรมและสันดาน

      ตอบกลับ
เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป