เคยรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นนักเขียนไหมคะ [ยินดีให้แชร์]

กำลังสงสัยเหมือนกันว่าเราชื่ออะไร
Guest IP
วิว
#นักเขียน #ท้อแท้ #กำลังใจ #นิยาย #ระบาย
เรารู้ตัวว่าอยากเป็นนักเขียนตอนอายุ 14 ค่ะ แต่เราไม่ค่อยชอบอ่านนิยายเท่าไร ตั้งแต่รู้ตัวเราก็เขียนมาตลอด ทั้งนิยาย เรื่องสั้น บทกวี บทความ เรามีความสุขที่ได้เขียนนะคะ แต่การเขียนแต่ละอย่างของเรามันไม่เคยทำเงินได้เลย พ่อกับแม่บ่นเราตลอดว่าเรานี่เอาแต่เพ้อฝัน อยากเป็นแบบเจเคแต่นิยายที่เขียนกลับไม่เคยผ่านการพิจารณา เราเลยรู้สึกท้อ เราเขียน ๆ หยุด ๆ มา 12 ปี ปัจจุบันอายุ 26 ก็ยังไม่เคยมีงานเขียนชิ้นไหนได้รับการตีพิมพ์ ไม่เคยได้รางวัลอะไรจากการประกวดเลยสักเวที จะมีก็แต่พวกเกียรติบัตรซึ่งเป็นแค่กระดาษยืนยันการเข้าร่วมกิจกรรมเฉย ๆ มันเป็นแบบนี้บ่อยจนเรารู้สึกว่าเราอาจไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นนักเขียนก็ได้ เรายอมรับว่าเราทุ่มเทกับมันมาก เราใช้เวลาว่างแทบจะทุกนาทีเพื่อเขียน และหาความรู้เพื่อนำมาปรับปรุงงานเขียน แต่มันก็ยังเป็นแค่ความฝันลม ๆ แล้ง ๆ ท้อค่ะ...ท้อมาก นี่ก็จวนจะ 27 แล้ว อีกไม่กี่ปีก็ 30 แต่กลับไม่เคยประสบความสำเร็จในด้านงานเขียนเลย เราเคยเป็นสมาชิกของเด็กดีอยู่เมื่อตอนเริ่มเขียนนิยาย ตอนนี้จำไอดีไม่ได้แล้ว แต่อยากขอพื้นที่ระบายความอึดอัดใจสักหน่อยค่ะ ถ้าถามว่าเราจะเลิกเขียนไหม เราคงไม่เลิกหรอกค่ะ เราสนุกกับงานเขียน แต่คนอื่นไม่ได้สนุกกับเรา เรามานะส่งต้นฉบับไปยังสำนักพิมพ์บ่อยครั้ง แต่ผลตอบรับคือ "ไม่ผ่าน" มันเลยรู้สึก...มันคงไม่ใช่ทางของเราจริง ๆ

เพื่อน ๆ น้อง ๆ เคยรู้สึกแบบนี้บ้างไหมคะ แล้วมีวิธีรับมือกับมันอย่างไรกัน เราเคยได้รับคำวิจารณ์จากสำนักพิมพ์ว่า งานเขียนของเราใช้ภาษาถูกต้องเกินไปจึงไม่ผ่าน และอีกสำนักพิมพ์ก็ว่านามปากกาของเราไม่ดังจึงให้ผ่านไม่ได้ บอกตามตรงว่ารู้สึกแย่กับคำตอบเหล่านี้ ล่าสุดคือเมื่อค่ำวาน ต้นฉบับเราถูกปฏิเสธเพราะบทสนทนาเยอะเกินไป เพื่อน ๆ น้อง ๆ เคยได้รับการตอบรับหรือคำวิจารณ์อะไรแบบนี้บ้างไหมคะ หรือมีแค่เราคนเดียวที่ได้ อยากให้ร่วมแชร์ประสบการณ์กันค่ะ บอกตามตรงว่าเราอยากหากำลังใจ อยากบอกตัวเองว่ามีคนอื่นที่ตกที่นั่งคล้าย ๆ กับเราค่ะ แต่ถ้าไม่มีประสบการณ์แบบเดียวกัน ไม่ต้องแต่งเรื่องเพื่อปลอบใจเราก็ได้นะคะ เราเข้าใจว่าบางครั้งก็อยากให้กำลังใจด้วยเรื่องราวที่มีพล็อตรล้ายกับชีวิตเราเพื่อให้เรารู้สึกว่าเราไม่ใช่คนเดียวในโลก แต่เราอยากอ่านเรื่องราวของเพื่อน ๆ น้อง ๆ ที่โดนคล้าย ๆ เรา ที่เคยท้อแท้คล้าย ๆ เราค่ะ อย่างน้อยก็เว้นที่ไว้ให้มาระบายกันเนาะ ถอดเมมเบอร์ออกกันรัว ๆ เลยค่ะถ้าไม่อยากให้ใครรู้ว่าเราเป็นใคร

สุดท้าย ขอบคุณเด็กดีมากค่ะ ที่ให้โอกาสดิฉันมาจนถึงวันนี้ ดิฉันเล่นตั้งแต่เด็กจนตอนนี้เป็นป้าแล้ว แต่ก็ยังไม่วาย รู้สึกผูกพันธ์ ขอบคุณอีกครั้งค่ะ
ให้หัวใจกระทู้นี้ ~

แสดงความคิดเห็น

ยอดถูกใจสูงสุด

  • ถูกลบเนื่องจาก:
    IP
    #14
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    ตอนแรกแค่แวะมาดูแต่อดใจให้ไม่ตอบไม่ได้ ไม่ชอบเห็นคนหมดกำลังใจ


    อายุ 14 ก็ทราบว่าอยากเดินทางไหนเยี่ยมมากค่ะ


    สำหรับคำถามที่หัวกระทู้ เราไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นนักเขียนแต่แรกค่ะ จนตอนนี้ก็ไม่ใช่...


    เราชอบวาดรูปแต่เด็ก แต่โตมาก็พบว่ามีหลายอย่างที่น่าสนใจให้เรียนรู้ไม่ใช่แค่วาดรูป เลยจัดมันไว้ให้เป็นงานอดิเรกแล้วไปเรียนสายวิทย์ มาเริ่มเขียนเพราะการบ้านที่ครูให้แต่งเรื่องมาส่งทำให้รู้สึกว่าเราก็ 'น่าจะ' เขียนได้เลยเอาพล็อตการ์ตูนที่คิดไว้มาเขียนค่ะ แล้วยังใจกล้าหน้าด้านลงเว็บด้วย ก็มีคนเข้ามาอ่านบ้างแต่ไม่ได้ดังอะไร


    ชีวิตจริงมันเริ่มจากที่ทำงานแล้วค่ะ หลังจบวิทยาศาสตร์บัณฑิต ก็ไปเป็นนักเคมี แล้วก็มีหน้าที่จัดทำเอกสารข้อมูลความปลอดภัย (SDS) ด้วย มานึกถึงว่าสมัยเด็กเคยดูข่าวว่า ถ้าหนูทดลองที่เลี้ยงไว้อายุเกินเขาจะเอาไปรมแก๊สค่ะ ตอนนั้นรู้สึกว่ามันโหดร้าย มาตอนนี้เราต้องเอาข้อมูลที่มาจากชีวิตหนูเหล่านั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดค่ะ พวกเธอไม่ต้องตายเปล่านะ


    สำหรับงานเขียนเคยมีคนตั้งกระทู้ถามเหมือนกัน เราทราบดีว่างานเราไม่เหมาะกับสนพ.ค่ะ การที่คุณถูกปฏิเสธมาหมายถึง สนพ.อาจมองว่างานคุณขายไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่างานคุณไม่ดีค่ะ ถ้าเขาเล็งเห็นว่างานคุณ น่าจะขายหรือคุ้มค่าการตลาด (จากคำแนะนำหลายท่านในบอร์ด) เขาจะให้คำแนะนำในการปรับปรุง พอแก้ตามนั้นส่งไปใหม่ก็ได้รับการพิจารณาให้ผ่านก็มีค่ะ


    เมื่องานเราคงไม่เหมาะกับการตลาดระดับ mass แต่ใช่ว่าจะไร้คุณค่า เราก็มีความคิดว่า เราจะทำขายเองในรูปของการตีพิมพ์เอง (self-publishing) หรือวางขายเป็น e-book ค่ะ แต่นั่นแหละพูดมาตั้งนาน


    เราไม่ได้เกิดมาเป็นนักเขียนค่ะ รายได้หลักเรามาจากงานประจำ 5 วันต่อสัปดาห์ในฐานะนักเคมี ส่วนงานเขียนเป็นสิ่งที่ทำแล้วสบายใจ ถ้าจะสามารถทำรายได้ให้มาก-น้อยเราก็ไม่ได้เดือดร้อนค่ะ

    https://image.dek-d.com/27/0060/1867/127932893

    ตอบกลับ
  • ถูกลบเนื่องจาก:
    IP
    #4
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    อันที่จริง มนุษย์รุ่นแรกๆ ก้ไม่มีสักคนที่เกิดมาเป็นนักเขียนนะครับ

    แวนโก๊ะ ที่ปัจจุบันงานเขียนแกขายได้หลักล้านขึ้น ตอนแกมีชีวิต ....ก็แป้กมาตลอด งานของแกมัดเป็นม้วนๆขายไม่กี่บาทยังไม่มีคนซื้อ ...แกล้มเหลวจนตายและมีแต่คนดูถูก


    ผมเคยไปเข้าคอร์สเรียนเขียนเพลง

    นักเขียนเพลงที่ประสบความสำเร็จแล้วท่านหนึ่งบอกว่า

    "ทำใจนะน้องๆ เส้นทางนี้มีสองจุดจบ

    รวยมหาศาล ไม่ก็อดอยากไม่มีกิน ...ไม่มีเส้นตรงกลางที่เรียกว่า พออยู่ได้"


    งานด้านนี้ต้องยอมรับความจริงที่เจ็บปวดครับ

    เมื่อไหร่ที่พานิช การตลาด กระแส การเมือง เข้ามาปะปนกับวงการงานศิลป์

    คนที่เป็น "ศิลปิน เท่านั้น" คงอยู๋ยากครับ อาจต้องจบแบบแวนโก๊ะ


    เว้นแต่เขาจะยอมเป็นนักธุรกิจการตลาดไปพร้อมๆกับศิลปิน

    ซึ่งอันที่จริงมันก็ไม่ได้เลวรา้ยอะไร เพียงแต่ต้องเปิดสมองยอมศึกษา ยอมจำนนต่อเรื่องบางเรื่องที่การตลาด ดีมานซัพพลาย แหล่งลูกค้า การประชาสัมพันธ์

    สำหรับผมเอง ในข้อนี้ ผมยังไม่พร้อมจะทำ เพราะมีอย่างอื่นที่อยากเอาเวลาไปทำมากกว่า

    จึงเฉยๆ ถ้างานผมจะถูกปฏิเสธ เพระาอันที่จริงก็ยังไม่เคยทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อมัน เพราะอย่างที่บอกครับ สำหรับผม งานเขียนไม่ใช่ความสำคัญลำดับต้นๆ ผมยังไม่พร้อมจะเสียสละเพื่อมัน


    ผมชอบเรื่องของ สงกรานต์ เดอะว้อยซ์

    เขาชอบร้องเพลง แต่งานที่เขาทำคือ ..ขายลูกชิ้น

    มันทำให้เขาสามารถเลี้ยงตัวเองได้ และเป็นผู้ใหญ่ไปเรื่อยบๆผ่านงานขายลูกชิ้นที่เขาทำ ไม่เป้นที่ดูถูกของใครต่อใคร ไม่เกิดแรงกดดัน ขณะเดียวกันก็ร้องเพลงได้อย่างมีความสุข

    กว่าที่แกจะดัง คงขายลูกชิ้นไปได้หลายตังแล้วมั้ง เงินจากการขายเสียงอาจไม่มีความจำเป็นด้วยซ้ำ

    (อย่าดูถูกคนขายลูกชิ้นเชียวนะ)


    สุดท้ายนี้คงบอกได้แค่ว่า

    ขอให้กำลังใจนะครับ


    มองดูรอบๆชีวิตเรา ค้นหาสิ่งที่มีค่าที่สุดจริงๆที่เราพร้อมจะตายเพื่อมันจริงๆ

    ถ้าค้นพบจริงๆ อะไรก็ล้มความตั้งใจเราไม่ได้


    ขอพระเจ้าเสริมกำลังนะครับ

    ตอบกลับ
  • ถูกลบเนื่องจาก:
    IP
    #16
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    Michael Crichton ผู้เขียนนิยาย Jurassic Park รีไรท์นิยายตัวเองอยู่ 5-6 รอบ กว่าจะเข้าตาสำนักพิมพ์และกลายเป็นเรื่องโด่งดังขนาดสร้างเป็นภาพยนตร์ในชื่อเรื่องเดียวกันและกลายเป็นตำนานที่รู้จักกันทั่วโลก


    ๋J.K. Rowling เริ่มเขียนแฮรี่ พอตเตอร์ ตอนช่วงที่ชีวิตแย่ที่สุด ตกงาน แม่เสียชีวิต มีปัญหากับสามี เริ่มป่วยเป็นซุึมเศร้า และยังโดนสำนักพิมพ์กว่า 12 แห่ง ปฏิเสธผลงาน ก่อนที่วรรณกรรมของเธอจะขึ้นหิ้งในที่สุด


    George Lucas คนเขียนบท Stars War ใช้เวลาเขียนบท 3 ปี โดนดูถูก กดดันสารพัด ถึงขั้นจำกัดโรงฉายให้ฉายในอเมริกาแค่ 43 โรง และบอกว่า "หนังแบบนี้ไม่มีใครดูหรอก" แต่ผลคือผู้ชมล้นทะลักจนต้องเพิ่มโรงฉายอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นมหากาพย์แห่งวงการภาพยนตร์ไปในที่สุด


    ที่ยกตัวอย่างมา คิดว่าเจ้าของกระทู้ก็น่าจะพอทราบดีอยู่แล้ว ถึงเหล่าคนดังที่กว่าจะประสบความสำเร็จก็ต้องใช้เวลา บางคนอาจจะครึ่งค่อนชีวิตด้วยซ้ำ


    ตัวผมเองไม่ได้คาดหวังอะไรกับนิยายของผมเท่าไหร่ ไม่ได้คิดจะตีพิมพ์หรือทำ E-book แค่เอาไว้เป็นพื้นที่ระบายจินตนาการเฉยๆ แต่ผมเองก็มีประสบการณ์คล้ายๆกัน จากสมัยเรียนที่มีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักกีฬา แต่ติดที่ครอบครัว คนรอบข้างไม่สนับสนุน ถึงขั้นมีหมอดูมาพูดว่าดวงผมไม่มีทางจะเก่งเรื่องกีฬาได้ และสมัยนั้นก็ต้องเรียนหนังสือ และพยายามจับกลุ่มซ้อมกับพรรคพวกแบบตามมีตามเกิด เพราะไม่มีเงินไปเรียนหรือฝึกกับโค้ชที่ได้มาตรฐานแบบจริงจัง ตอนซ้อมก็โดนเพื่อนร่วมทีมขยี้ประจำ กลายเป็นคนที่ฝีมือระดับท้ายๆของทีมเลยด้วยซ้ำ


    มีอยู่ช่วงหนึ่ง ผมต้องประมือกับอดีตแชมป์เก่า นั่นทำให้ผมยิ่งตั้งใจซ้อมมากขึ้น หักโหมจนช่วงนั้นร่างกายกรอบ จิตใจก็เครียด กดดัน เพราะพอร่างกายเราแย่ ก็ยิ่งสู้เพื่อนร่วมทีมตัวเองไม่ได้เข้าไปใหญ่ ขนาดพวกที่ฝึกทีหลังยังนำหน้าผมไปหมดเลย การเรียนก็หนักขึ้นเรื่อยๆ และยังโดนมอบหมายให้ทำงานเบื้องหลังการแข่ง ต้องติดต่อสถานที่ โดนคนที่เราไปดีลงานด้วยเล่นแง่อีก สุดท้ายด้วยความกดดัน และซ้อมเท่าไหร่ก็ไม่เก่งขึ้น เลยตัดสินใจถอนตัว แล้วลงไปนั่งร้องไห้ ร้องอยู่ในโรงฝึกนั่นแหละครับ และวันนั้นก็คิดว่าจะเลิกแล้ว เพราะพยายามขนาดนี้ยังไม่มีผลอะไรที่จับต้องได้ซักอย่าง เงินก็ไม่มี คนรอบข้างก็ไม่สนับสนุน ก็ไม่รู้จะทำต่อไปทำไม


    จนกระทั่ง วันหนึ่งได้ยินว่ามีโค้ชดีกรีระดับทีมชาติ เปิดสอนให้ในราคาถูก แต่ออกแนวเป็นการสอนภายในทีมของเขาเองเสียมากกว่า ผมก็ตัดสินใจรวบรวมเงินก้อนหนึ่ง เดินทางไปหา แล้วก็ฝากตัวเป็นศิษย์ท่าน ซึ่งผมจำเป็นต้องเดินทางไกล จากที่เรียนของผมไปยังยิมของโค้ชคนนั้น แต่ผมก็พยายาม เพราะรู้ว่าโอกาสมาแล้ว ผมต้องรีบคว้าเอาไว้


    และจากการที่ได้ฝึกกับโค้ชทีมชาติ ผมเก่งขึ้นมาก จนกระทั่งวันหนึ่งมีโอกาสไปเจอแชมป์เก่าคนที่ทุกคนเคยกลัว และผมต้องถอนตัวเพื่อหนีเขาในอดีต เขากำลังจะเซ็นสัญญาเป็นนักกีฬาอาชีพ และมีคนนำผมไปเพื่อทดสอบอดีตแชมป์เก่าคนนั้น


    ปรากฏว่า ผมเล่นเขาเป็นขนมเลย จนกระทั่งต้องมีคนพาผมออกไป เพราะกลัวว่าถ้าเจ้าของงานมาเห็น จะไม่ยอมเซ็นสัญญากับอดีตแชมป์ท่านนั้น และในวันนั้นผมก็รู้แล้วว่าผมมาไกลจากวันที่ผมลงไปนั่งร้องไห้ในยิมหลายเท่าตัวแล้ว


    ลองคิดย้อนกลับไปอีกที ถ้าวันนั้นผมตัดสินใจเลิกเสียก่อน กลับไปใช้ชีวิตปกติที่ไม่ต้องท้อ ไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องเจ็บ ก็คงไม่ได้มายืนอยู่ ณ จุดนี้หรอกครับ


    เรื่องที่ผมเล่า มันอาจจะไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องงานเขียนเท่าไหร่ แต่ประสบการณ์ด้านกีฬาของผม มันทำให้ผมบรรลุสัจธรรมข้อหนึ่งขึ้นมาครับว่า


    "โอกาส มันจะมาเมื่อไหร่ มาในรูปแบบใด ไม่มีใครล่วงรู้ได้ แต่ตราบใดที่เรายังเดินในเส้นทางสายนั้นอยู่ เราทุกคนมีสิทธิที่จะเจอมันครับ"


    ยังไงก็เอาใจช่วยเจ้าของกระทู้นะครับ

    ตอบกลับ
  • ถูกลบเนื่องจาก:
    #3
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    เข้าใจความรู้สึกค่ะ

    สำหรับคนชอบเขียนแล้ว ไม่มีใครไม่อยากมีผลงานที่จับต้องได้ (ถ้าไม่โกหกตัวเอง) แต่ก็ใช่ว่าจะทำได้ หรือประสบความสำเร็จทุกคน มันยังมีองค์ประกอบอีกหลายอย่างที่ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ หรือประสบความสำเร็จแล้ว แต่ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ


    ชีวิตมีขึ้น-ลงค่ะ วันนี้ไม่ใช่วันของคุณ วันหน้าอาจจะใช่ก็ได้ ไม่มีอะไรแน่นอน อย่าเพิ่งท้อถอย หรือถอดใจ การไม่ผ่านการพิจารณา ไม่ทำให้ชีวิตล่มค่ะ มีทางออกที่คุณจะนำเสนอผลงานทำรายได้ ลองรีไรท์งานเขียนอีกครั้งแล้วเปิดขายในรูปแบบ e-book ก็ได้ อย่างน้อย...ก็ยังมีรายได้ มากน้อยนั่นอีกเรื่องหนึ่ง


    ทีนี้มาเข้าเรื่องของคุณกัน

    -สนพ.แรก บอกว่าภาษาถูกต้องเกินไป

    อันนี้เราไม่ค่อยเข้าใจค่ะ ปกติแล้ว ถ้าภาษาถูกต้อง ไม่มีอีโม ย่อมเป็นที่ยอมรับ

    -สนพ.ต่อมา บอกว่านามปากกาไมดัง

    ก่อนอื่นอยากให้คุณเข้าใจในแง่ธุรกิจก่อน การตีพิมพ์หนังสือเล่มหนึ่งใช้ต้นทุนค่อนข้างสูง ผู้ลงทุน(สนพ.) ย่อมต้องการความมั่นใจ เขาต้องแน่ใจว่าขายงานเราได้โดยไม่มีคำขาดทุน สนพ.ที่ไม่ใหญ่มากมักจะไม่เสี่ยงกับนักเขียนโนเนม อันนี้เป็นที่รู้กันอยู่แล้ว เว้นแต่...งานเขียนของคุณจะขึ้นชาร์ทติดอันดับ หรือเป็นนิยายดังในเว็บต่างๆ มียอดแฟนคลับกับคนเข้าอ่านหลักเท่าไหร่ก็ว่าไป อธิบายคร่าวๆ แค่นี้ คิดว่าคุณคงเข้าใจ

    -สนพ.ต่อมา บอกว่าบทสนทนาเยอะไป

    เรื่องนี้คุณต้องปรับแก้ค่ะ หนึ่งงานเขียนต้องมีความสมดุลย์ ทั้งบทบรรยายและบทสนทนา จำนวนอักษรและจำนวนหน้าต้องตามที่ทางสนพ.ระบุไว้ อาจมากกว่าหรือน้อยกว่าได้ ถ้าเขาเห็นว่าเหมาะสม


    อยากบอกว่า...จริงๆ แล้วคุณไม่ควรสลดหดหู่ เพราะคุณไม่ได้รับคำวิจารณ์อะไรที่หนักหนาสากรรจ์มากนัก หากคุณมีโอกาสได้ก้าวขึ้นมายืนบนเส้นทางนักเขียนจริงๆ ยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องต่อสู้และต้องก้าวข้ามผ่านมันไปให้ได้ เพราะมันมีขวากหนามมากมาย ทั้งขัดขากันเอง ทั้งกลั่นแกล้ง ถ้อยคำดูถูกที่คุณจะไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อนและอื่นๆ อีกมากมาย คุณต้องเข้มแข็งกว่านี้ค่ะ


    สุดท้ายนี้...มีคำวิจารณ์ตอนเขียนงานแรกๆ ประมาณปี 51-52 มาให้คุณอ่าน เป็นคำวิจารณ์จากสนพ.ที่ดีมากๆ ถ้าคุณได้อ่านจะรู้ว่าไม่มีใครเก่งเลิศ ทุกคนมีข้อผิดพลาดที่ตัวเองต้องแก้ไข หวังว่าคำวิจารณ์นี้จะทำให้คุณมีกำลังขึ้นมาอีกครั้ง

    https://my.dek-d.com/forkkkk/blog/?blog_id=10011200

    ตอบกลับ
  • ถูกลบเนื่องจาก:
    IP
    #20
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    เขียนแชร์ยากเหมือนกันหลังจากอ่านเนื้อหา เพราะสิ่งที่จะบอกคงทำร้ายจิตใจ ถ้าใจยังไม่พร้อม เลื่อนความเห็นเราไปก่อนก็ได้ค่ะ ไว้แข็งแรงขึ้นค่อยกลับมาอ่าน


    (ถามใจ ถ้าไม่พร้อม ขอให้สายตาหยุดแค่บรรทัดนี้)


    ...


    ...


    ...


    ...


    ...


    บางที “สิ่งที่ชอบ” ก็ไม่ใช่ “สิ่งที่ใช่” ค่ะ


    หากไม่สามารทำใจยอมรับกับมันได้ คงไม่สามารถหลุดพ้นได้ ยังต้องเป็นทุกข์กับมันต่อไป 


    ทั้งที่เวลาผ่านมาขนาดนี้ ใช้เวลาหลายปีกับเส้นทางสายนี้ แต่คุณจขกท ยังไม่สามารถก้าวข้ามมันได้ แสดงว่ามีความรู้สึกแรงกล้าต่อการเขียนจริงๆ


    ศิลปะเป็นเส้นทางของผู้ได้รับเลือกค่ะ ศิลปินหลายล้านคนบนโลกนี้ แต่มีเพียงหลักหมื่นที่ได้รับการยอมรับและมีชื่อเสียง ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างอาชีพนักร้อง ทั้งที่ร้องแทบพ่นไฟได้ อยากได้แบบไหนทำได้หมด แต่กลับไม่ดัง บางคนร้องได้ในระดับหนึ่ง ไม่ดีเท่าพวกแรก แต่ดังเป็นพลุแตกก็มี


    มันคือเส้นทางที่ “ความพยายาม” และ “ความสามารถ” เป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้น ยังมีอีกหลายปัจจัยอย่างยิ่งที่จะทำให้ศิลปินนั้นๆ ได้รับการยอมรับ


    คุณจขกท วนเวียนอยู่ในปัจจัยที่ตนเองพึงจะทำได้ ขยัน เพียร สั่งสมความสามารถ หรือทำใดๆ ที่พึงทำแล้ว แต่ยังถูกปฏิเสธ นั่นแปลว่า มันเกิดจากปัจจัยอื่นที่นอกเหนือจากการควบคุมของตัวเองแล้ว นี่คือ ความโหดร้ายของเส้นทางสายนี้ เพราะไม่มีใครบอกได้เลยว่า แม้ว่าเราจะพยายามไปจนสุดทางของอายุขัยหนึ่งของเรา เราจะกลายเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงหรือไม่


    เส้นทางการเขียนของเรา ไม่ได้ทับซ้อนแบบที่คุณจขกท ประสบ กลับกัน ต้องบอกว่าประสบความสำเร็จนับตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาในวงการนี้ เพราะ เขียนครั้งแรก เรื่องนั้นก็ตีพิมพ์เลย


    (ในคำนิยามของคุณจขกท ที่พูดในเชิงว่าไม่เคยประสบความสำเร็จในเรื่องการเขียน และยกตัวอย่างอย่างเรื่องการตีพิมพ์หรือการชนะการประกวด ดังนั้น เราจึงขออนุญาตใช้คำนิยามนี้ บอกว่าเราประสบความสำเร็จนะคะ)


    ตัวเราเอง อาจจะไม่เข้าใจเต็มร้อยกับนักเขียนที่ไม่เคยได้รับการตีพิมพ์ แต่กลับกัน เรามีประสบการณ์ร่วมในเชิงของ “สิ่งที่ชอบ” อาจไม่ใช่ “สิ่งที่ใช่” เพราะแนวที่เราชอบ ไม่ใช่แนวที่ตลาดชอบค่ะ


    การได้รับการตีพิมพ์เป็นตัวบอกหนึ่งว่าความสามารถทางการเขียนของเราไม่เลวนัก แต่เราต้องใช้เวลานานมากกว่าจะคุยกับสำนักพิมพ์เพื่อที่ว่าแบบที่เราชอบเขียนจะได้ถูกตบๆ ให้เข้ากับแบบที่ตลาดชอบ และนี่คือ ความทรมานใจอย่างยิ่ง คำที่ได้จากสนพ ก็คล้ายกับคุณจขกท เจอ อาจจะไม่ได้พูดถึงเรื่องการเขียน แต่เป็นเหตุผลร้อยแปดที่ไม่เกี่ยวกับการเขียนนี่แหละ แล้วเราจะทำอะไรได้ เราทำอะไรไม่ได้เลย เราจึงคิดว่าเข้าใจคุณจขกท ในจุดนี้


    มีครั้งหนึ่งที่เราเขียนและส่งสนพ เป็นเรื่องที่เราคิดว่าดีที่สุดเท่าที่ทำได้ตอนนั้น สนพ ติดต่อมาว่าพอใจและอยากพิมพ์ แต่แค่ไม่กี่วันถัดมา สนพ ส่งมาบอกใหม่อีกครั้งว่าขอโทษ พิมพ์ให้ไม่ได้แล้วด้วยเหตุผลการเปลี่ยนโครงสร้างในองค์กร และให้เราส่งที่สนพ อื่น (หลังจากนั้น สนพ ไม่ได้ตีพิมพ์แนวที่เราเขียนอีก เชื่อว่ามันเป็นแนวที่ขายไม่ได้ในตลาด และเขาจำเป็นต้องปรับตัว)


    มีอีกครั้งที่เราคล้ายจะประชดตัวเอง เขียนงานแมสขั้นสุด (แต่คนอ่านก็ยังรีวิวนะว่ามันติสท์อยู่ดีถ้าเทียบกับเรื่องอื่นในแนวนี้) ส่งไปสนพ หนึ่ง ผลที่ได้ กองบก ติดต่อมาภายใน 3 วัน ออกมาเป็นรูปเล่มเพียงแค่เดือนเดียวหลังส่ง


    เรานั่งมองจำนวนเงินที่ได้รับมาจากงานชิ้นนั้น นี่ไง เงินที่เราต้องการ เงินที่เรามองว่าไม่ได้ตีพิมพ์งานตั้งนานแล้ว ลองหาเงินจากนิยายแมสบ้าง แล้วมันก็ได้มาทันใจประหนึ่งเงินติดล้อ


    บางทีสิ่งนี้อาจจะเป็นเรื่องน่ายินดีหากคนที่ไม่มีประสบการณ์ตีพิมพ์จะได้รับการตอบรับเร็วแบบนี้ แต่สำหรับเรา มันเป็นเรื่องคล้ายๆ ศักดิ์ศรีถูกทำลายน่ะค่ะ เงินจำนวนเท่านี้ งานประจำที่ทำแค่เดือนสองเดือนก็ได้มาแล้ว มันไม่ได้มีค่าพอที่เราจะเอาสิ่งที่ตัวเองยึดมั่นถือมั่นไปแลก (เราโชคดีด้วยที่ไม่มีปัญหาเรื่องปากท้อง เลยสามารถมีทางเลือกนี้ได้ แต่ถ้าเรามีความลำบากในเรื่องนี้ หนังคงเป็นคนละม้วน คุณจขกท อาจได้เห็นแนวคิดอีกแบบจากเราก็เป็นได้)


    หลังจากนั้น เราเลิกประชดตัวเองอีก และหันหลังให้กับสนพ ต่างๆ โชคดีที่ตอนนี้มีทางเลือกให้กับนักเขียนเพิ่มขึ้น


    ที่เพื่อนๆ ในบอร์ดหลายท่านแนะนำเรื่องทางเลือกอื่นนอกเหนือจากสนพ เราก็คงจะแนะนำเช่นเดียวกับ แต่ตราบเท่าที่คุณจขกท ยังไม่อิน ยังไม่สามารถตัดใจจากความฝันของการตีพิมพ์ผ่านสนพ คงไม่มีประโยชน์ที่จะแนะนำ มันต้องเป็นตัวเองที่สอนตัวเองและตระหนักด้วยตัวเองถึงจะก้าวพ้นจากมันได้


    แต่ข้างบนนั่นเป็นความคิดของเราในตอนนั้น หลังจากที่ทำ Ebook มาเกินครึ่งทศวรรษ แน่นอนว่าความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว


    ส่วนตัวเรามองว่าตัวเองในอดีตสุดโต่งเกินไป มองเห็นแต่ตัวเองเกินไป อยู่ในกะลาที่หมกมุ่นกับตัวเอง ไม่มีสายตามองเผื่อแผ่ถึงคนอื่น เผื่อถึงคนอ่านของตัวเอง มันคล้ายกับการตะโกนใส่ชาวบ้านแล้วปิดหูไม่ยอมรับฟังใคร ประมาณนั้นค่ะ


    งานเขียนเราในตอนนี้เลยกลายเป็นแนวฟีลกู๊ดเป็นหลัก เรายังคงสารที่ตัวเองต้องการไว้ แต่ก็ผสานกับการมอบความสุขให้คนอ่านไปด้วย แล้วพอเป็นแบบนี้ เราเลยหาที่ทางของตัวเองเจอ เป็นจุดที่เราพอใจหลังผ่านเส้นทางมายาวนาน เส้นทางนักเขียนให้ทั้งสิ่งดีและแย่ แต่เมื่อจิตใจหาจุดลงตัวได้ จะดีจะแย่ล้วนเป็นประสบการณ์ที่ดีทั้งสิ้นค่ะ


    ตอนนี้อาจเป็นจุดที่เราพอใจ แต่คนเราจะต้องเติบโตขึ้น อาจจะได้เจอในจุดที่พอใจยิ่งกว่า หรือไม่อาจถึงจุดอิ่มตัวที่เราไม่แตะงานเขียนอีกต่อไป นั่นเป็นเรื่องในอนาคต (เพราะเอาจริงๆ เราไม่ได้ชอบเขียนงานขนาดนั้น เป็นเรื่องจับพลัดจับผลูที่ดันได้ตีพิมพ์ตั้งแต่แรกเริ่ม แต่เราชอบที่นิยายเป็นที่ระบายข้อมูลที่ดีสำหรับคนบรรจุข้อมูลเยอะอย่างเรา งานเขียนเราจึงคล้ายแนวที่ตะโกนใส่คนอื่นตลอดด้วยเหตุนี้)


    แต่ตอนนี้ สิ่งที่คุณจขกท ประสบ คือ ความตรากตรำของเส้นทางนี้ที่ยังต้องหาที่ทางของตัวเองต่อไป แต่เราเชื่อว่าโชคชะตาที่เคี่ยวกรำเราในตอนนี้ มันจะกลายเป็นสิ่งที่ดีต่อไปในอนาคต เพียงแค่ว่าจะพบจุดลงตัวของตัวเองที่ไหน


    เราเป็นนักเขียนที่ประสบความสำเร็จค่ะ


    แต่ไม่ใช่ด้วยการตีพิมพ์หรือชนะการประกวด เราเป็นเพียงนักเขียนโนเนมคนหนึ่ง และตอนนี้เราแค่มีความสุขกับการเขียนในสิ่งที่ตัวเองและคนอ่านพอใจ เราออกงานเขียนได้อย่างมากปีละครั้ง แต่แค่มีคนอ่านเพียงสักคนบอกว่ารองานเขียนของเรา ในฐานะคนเขียนคนหนึ่ง เราว่าไม่มีอะไรน่าภูมิใจไปมากกว่านี้แล้วค่ะ


    ยาวหน่อยนะคะ แต่หวังว่าจะเป็นกำลังใจให้คุณจขกท ผ่านช่วงเวลาที่น่าเหน็ดเหนื่อยนี้ไปได้ และสามารถหาความสุขกับการเขียนงานได้ในอนาคตอันใกล้ค่ะ

    ตอบกลับ

31 ความคิดเห็น

  • ความคิดเห็นที่ 1 - 20
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #1
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ก่อนอื่นเลยต้องขอบอกก่อนว่าเรานับถือจขกท.จริงๆ ค่ะ

      เราไม่เคยมีประสบการณ์เหมือนจขกท.เลย เป็นเพราะแม้กระทั่งเขียนให้จบ เราก็ยังทำไม่ได้ เพราะงั้นเราเลยนับถือคนที่เขียนจนจบเรื่องมากเลยค่ะ พวกคุณช่างเป็นคนที่มีความพยายาม ตัวเราเองก็อยากจะเขียนให้จบให้ได้เหมือนกันค่ะ

      อยากให้กำลังใจจขกท.ให้สู้ต่อไป เพราะนักเขียนดังๆ หลายท่านก็เคยถูกปฏิเสธต้นฉบับกัน เราไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่เราอยากให้จขกท.ทำให้ดีที่สุด จะได้ไม่ต้องเสียใจภายหลัง

      เป็นกำลังใจให้นะคะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #2
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      งงกับคำวิจารณ์​ที่ว่า​ "ใช้ภาษาถูกต้องเกินไป"

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      #3
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เข้าใจความรู้สึกค่ะ

      สำหรับคนชอบเขียนแล้ว ไม่มีใครไม่อยากมีผลงานที่จับต้องได้ (ถ้าไม่โกหกตัวเอง) แต่ก็ใช่ว่าจะทำได้ หรือประสบความสำเร็จทุกคน มันยังมีองค์ประกอบอีกหลายอย่างที่ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ หรือประสบความสำเร็จแล้ว แต่ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ


      ชีวิตมีขึ้น-ลงค่ะ วันนี้ไม่ใช่วันของคุณ วันหน้าอาจจะใช่ก็ได้ ไม่มีอะไรแน่นอน อย่าเพิ่งท้อถอย หรือถอดใจ การไม่ผ่านการพิจารณา ไม่ทำให้ชีวิตล่มค่ะ มีทางออกที่คุณจะนำเสนอผลงานทำรายได้ ลองรีไรท์งานเขียนอีกครั้งแล้วเปิดขายในรูปแบบ e-book ก็ได้ อย่างน้อย...ก็ยังมีรายได้ มากน้อยนั่นอีกเรื่องหนึ่ง


      ทีนี้มาเข้าเรื่องของคุณกัน

      -สนพ.แรก บอกว่าภาษาถูกต้องเกินไป

      อันนี้เราไม่ค่อยเข้าใจค่ะ ปกติแล้ว ถ้าภาษาถูกต้อง ไม่มีอีโม ย่อมเป็นที่ยอมรับ

      -สนพ.ต่อมา บอกว่านามปากกาไมดัง

      ก่อนอื่นอยากให้คุณเข้าใจในแง่ธุรกิจก่อน การตีพิมพ์หนังสือเล่มหนึ่งใช้ต้นทุนค่อนข้างสูง ผู้ลงทุน(สนพ.) ย่อมต้องการความมั่นใจ เขาต้องแน่ใจว่าขายงานเราได้โดยไม่มีคำขาดทุน สนพ.ที่ไม่ใหญ่มากมักจะไม่เสี่ยงกับนักเขียนโนเนม อันนี้เป็นที่รู้กันอยู่แล้ว เว้นแต่...งานเขียนของคุณจะขึ้นชาร์ทติดอันดับ หรือเป็นนิยายดังในเว็บต่างๆ มียอดแฟนคลับกับคนเข้าอ่านหลักเท่าไหร่ก็ว่าไป อธิบายคร่าวๆ แค่นี้ คิดว่าคุณคงเข้าใจ

      -สนพ.ต่อมา บอกว่าบทสนทนาเยอะไป

      เรื่องนี้คุณต้องปรับแก้ค่ะ หนึ่งงานเขียนต้องมีความสมดุลย์ ทั้งบทบรรยายและบทสนทนา จำนวนอักษรและจำนวนหน้าต้องตามที่ทางสนพ.ระบุไว้ อาจมากกว่าหรือน้อยกว่าได้ ถ้าเขาเห็นว่าเหมาะสม


      อยากบอกว่า...จริงๆ แล้วคุณไม่ควรสลดหดหู่ เพราะคุณไม่ได้รับคำวิจารณ์อะไรที่หนักหนาสากรรจ์มากนัก หากคุณมีโอกาสได้ก้าวขึ้นมายืนบนเส้นทางนักเขียนจริงๆ ยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องต่อสู้และต้องก้าวข้ามผ่านมันไปให้ได้ เพราะมันมีขวากหนามมากมาย ทั้งขัดขากันเอง ทั้งกลั่นแกล้ง ถ้อยคำดูถูกที่คุณจะไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อนและอื่นๆ อีกมากมาย คุณต้องเข้มแข็งกว่านี้ค่ะ


      สุดท้ายนี้...มีคำวิจารณ์ตอนเขียนงานแรกๆ ประมาณปี 51-52 มาให้คุณอ่าน เป็นคำวิจารณ์จากสนพ.ที่ดีมากๆ ถ้าคุณได้อ่านจะรู้ว่าไม่มีใครเก่งเลิศ ทุกคนมีข้อผิดพลาดที่ตัวเองต้องแก้ไข หวังว่าคำวิจารณ์นี้จะทำให้คุณมีกำลังขึ้นมาอีกครั้ง

      https://my.dek-d.com/forkkkk/blog/?blog_id=10011200

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #4
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      อันที่จริง มนุษย์รุ่นแรกๆ ก้ไม่มีสักคนที่เกิดมาเป็นนักเขียนนะครับ

      แวนโก๊ะ ที่ปัจจุบันงานเขียนแกขายได้หลักล้านขึ้น ตอนแกมีชีวิต ....ก็แป้กมาตลอด งานของแกมัดเป็นม้วนๆขายไม่กี่บาทยังไม่มีคนซื้อ ...แกล้มเหลวจนตายและมีแต่คนดูถูก


      ผมเคยไปเข้าคอร์สเรียนเขียนเพลง

      นักเขียนเพลงที่ประสบความสำเร็จแล้วท่านหนึ่งบอกว่า

      "ทำใจนะน้องๆ เส้นทางนี้มีสองจุดจบ

      รวยมหาศาล ไม่ก็อดอยากไม่มีกิน ...ไม่มีเส้นตรงกลางที่เรียกว่า พออยู่ได้"


      งานด้านนี้ต้องยอมรับความจริงที่เจ็บปวดครับ

      เมื่อไหร่ที่พานิช การตลาด กระแส การเมือง เข้ามาปะปนกับวงการงานศิลป์

      คนที่เป็น "ศิลปิน เท่านั้น" คงอยู๋ยากครับ อาจต้องจบแบบแวนโก๊ะ


      เว้นแต่เขาจะยอมเป็นนักธุรกิจการตลาดไปพร้อมๆกับศิลปิน

      ซึ่งอันที่จริงมันก็ไม่ได้เลวรา้ยอะไร เพียงแต่ต้องเปิดสมองยอมศึกษา ยอมจำนนต่อเรื่องบางเรื่องที่การตลาด ดีมานซัพพลาย แหล่งลูกค้า การประชาสัมพันธ์

      สำหรับผมเอง ในข้อนี้ ผมยังไม่พร้อมจะทำ เพราะมีอย่างอื่นที่อยากเอาเวลาไปทำมากกว่า

      จึงเฉยๆ ถ้างานผมจะถูกปฏิเสธ เพระาอันที่จริงก็ยังไม่เคยทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อมัน เพราะอย่างที่บอกครับ สำหรับผม งานเขียนไม่ใช่ความสำคัญลำดับต้นๆ ผมยังไม่พร้อมจะเสียสละเพื่อมัน


      ผมชอบเรื่องของ สงกรานต์ เดอะว้อยซ์

      เขาชอบร้องเพลง แต่งานที่เขาทำคือ ..ขายลูกชิ้น

      มันทำให้เขาสามารถเลี้ยงตัวเองได้ และเป็นผู้ใหญ่ไปเรื่อยบๆผ่านงานขายลูกชิ้นที่เขาทำ ไม่เป้นที่ดูถูกของใครต่อใคร ไม่เกิดแรงกดดัน ขณะเดียวกันก็ร้องเพลงได้อย่างมีความสุข

      กว่าที่แกจะดัง คงขายลูกชิ้นไปได้หลายตังแล้วมั้ง เงินจากการขายเสียงอาจไม่มีความจำเป็นด้วยซ้ำ

      (อย่าดูถูกคนขายลูกชิ้นเชียวนะ)


      สุดท้ายนี้คงบอกได้แค่ว่า

      ขอให้กำลังใจนะครับ


      มองดูรอบๆชีวิตเรา ค้นหาสิ่งที่มีค่าที่สุดจริงๆที่เราพร้อมจะตายเพื่อมันจริงๆ

      ถ้าค้นพบจริงๆ อะไรก็ล้มความตั้งใจเราไม่ได้


      ขอพระเจ้าเสริมกำลังนะครับ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #5
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ยังไม่ทันได้รู้สึกเลยแฮะ

      อาจจะเพราะยังไม่นานด้วยมั้ง แค่5ปีเอง

      กับนิยายเรื่องเดียวที่กว่าจะเขียนจบ

      แต่สุดท้ายก็มาติดที่การรีไรต์จนอัพลงเว็บไม่ได้


      ก็เคยอยากจะส่งสำนักพิมพ์เหมือนกันนะ

      เป็นหลักฐานยืนยันว่าเราเคยมีตัวตนบนโลกใบนี้?


      ไม่แน่ว่านานไปอาจจะท้อก็ได้

      แต่ก่อนจะท้อขอลองอีกสักตั้งก่อนน่า

      แต่ก่อนจะลองอีกสักตั้งขออู้ก่อนละกัน

      https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/bb-06.png


      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #6
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ส่วนตัวเราไม่เคยคิดแบบนั้นนะคะ แต่จขกท.เก่งมากนะคะ อย่างเราไม่เคยเขียนจนจบเรื่องแบบจขกท. ไม่เคยส่งสำนักพิมพ์ ไม่เคยประกวด เรานับถือคุณนะคะที่มีความพยายาม


      เรื่องสำนักพิมพ์นี้งานเขียนการเดินทางบนเส้นทางนี้มันไม่ได้ง่ายและโปรยไปด้วยกลีบกุหลาบนะคะ มีทั้งการดูถูกเหยียดหยาม นินทา กลั่นแกล้ง มันมีแต่ขวากหนามทั้งนั้น


      นักเขียนดังๆหลายท่านกว่าจะได้ตีพิมพ์หรืออะไรก็แล้วแต่ เขาก็ต้องเจอกับเรื่องแบบนี้เหมือนกัน ล้มลุกคลุกคลานบนเส้นทางนี้


      เราไม่อยากให้จขกท.หดหู่ คำวิจารณ์ที่บอกว่าบทสนทนามากเกินไปถ้าเป็นจริงๆก็ลองปรับแก้ดูค่ะพยายามเข้านะคะ ส่วนเรื่องนามปากกาไม่ดังันนี้เราว่ามันอยู่ทีการตลาดอะค่ะ เพราะถ้าตีพิมพ์ต้องใช้ต้นทุนค่อนข้างสูงสำนักพิมพ์(ไม่ใหญ่)เค้าก็ไม่อยากขาดทุนน่ะค่ะ เรื่องใช้ภาษาดีเกินไป อันนี้เราไม่เข้าใจน่ะค่ะ แต่การใช่ภาษาถูกต้องก็ดีแล้วมิใช่หรือแต่ สนพ.ยังไม่รับอันนั้นเราก็ไม่รู้ว่าทางสนพ.คิดยังไงกับการใช้ภาษาดี แต่ถ้าคุณรักในการเขียนก็เขียนต่อไปเลยค่ะเราเป็นกำลังใจให้

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      #7
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ผมก็เขียนมาแล้วหลายปี เพราะมีหลายaccount เขียนทั้งในเว็บเด็กดีและอื่นๆ ไม่เคยมีเรื่องไหนดัง


      ผมก็เขียนมาหลายปีแต่ก็ไม่เคยประสบผลสำเร็จเหมือนกัน ไม่ได้ดังแบบใจหวัง


      สำนักพิมพ์ผมเองก็เคยส่งแล้วก็ไม่ผ่านเหมือนกัน ก็รอนานนะ...แต่ผลคือไม่ผ่านอ่ะคั้บ


      สำนักพิมพ์เนี่ยวิจารณ์เยอะอยู่แล้วครับ ของผมนี่ยาวจนจดเป็นบัญชีหางว่าวได้แล้ว คำวิจารณ์แต่ละคำก็ทำให้เราแบบ... อ๋อ...อืมครับผม...อ๋อ...เอ้อ...


      วิธีรับมือกับมันสำหรับผมก็คือ เขียนเพื่อความสนุกครับ ว่างๆไม่มีไรทำก็มาเขียน ปล่อยมโนตนเอง ส่วน-การที่นิยายตีเป็นเล่มได้เนี่ยมันคือความฝันสูงสุดครับ ถ้าทำได้ก็ดี ถ้าทำไม่ได้ก็แห้ว แต่งเรื่องใหม่หรือไม่ก็แก้เนื้อหา


      คุณไม่ใช่คนเดียวที่เคยเจอแบบนั้นหรอกคับ ยังมีนักเขียนอีกตั้งเยอะที่เขาเจอแบบคุณ


      ส่วน-ที่ 'เคยรู้สึกไหมว่าตนเองไม่ได้เกิดมาเป็นนักเขียน' เนี่ย เคยครับ...จริงๆนะ มันท้อนะพอมาถึงจุดหนึ่งที่เราแบบสร้างอะไรไว้ตั้งเยอะ แต่ไม่ได้อะไรกลับมา คือแบบเราอาจจะมีทางอื่นที่ดีกว่านี้อะไรแบบเนี้ย สิ่งที่เราทำตอนนี้มันคงไม่ใช่


      แต่เพราะผมคิดว่า "ถ้าคิดแบบนั้นก็มีแต่บั่นทอน" ผมว่าใครๆก็เป็นนักเขียนได้ ทุกคนมีจินตนาการ นักเขียนไม่ต้องมีพรสวรรค์ครับ พวกเราไม่ใช่นักกีฬา ไม่ต้องเล่นบอลไปด้วยเขียนไปด้วย นั่งจิบชามโนล้วนๆ


      ถ้าคุณบอกว่า "ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นทนายความหรือนักวิทย์ยาศาสตร์" มันได้ยุ เพราะผมจำกฎหมายและทฤษฏีมากๆมายๆไม่ได้ แต่นี่มันนักเขียนนิยายไม่ต้องจำพรื้อไรเลย นอกจากพล็อตนิยายตนเอง

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      #8
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ก็เอาเป็นว่าระบายมาก็ยินดีรับฟังและเป็นกำลังใจให้


      เป็นเราหรอ?

      ถ้าความอยากเป็นนักเขียนขนาดคุณจขกท เราคงยอมจ้าง บก ฟรีแลนซ์มาอ่านให้ก่อนส่งสนพ. มั้ง แบบเงินไม่สำคัญ ขอให้ได้ตีพิมพ์


      คนเราคิดไม่เหมือนกันถ้าคุณคิดว่าประตูนักเขียนปิดตายแล้วสำหรับคุณก็แล้วแต่เลย เราจะบอกว่าประตูไม่ได้มีบานเดียว เส้นทางก็ไม่ได้มีเส้นเดียว เรายอมเดินอ้อมไปไกลในเส้นทางที่ราบเรียบ ดีกว่าเดินทางตรงที่เต็มไปด้วยขากหนามอะนะ


      ขอให้คุณโชคดี สู้ๆ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      แล้วมันจะผ่านไป
      Guest IP
      #9
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เป็นคนนึงที่ไม่ประสบความสำเร็จอะไรเลย ไม่ใช่แค่งานเขียน แม้กระทั่งชีวิตส่วนตัวก็ยังล้มเหลว ทุกอย่างในชีวิตผิดพลาดไปหมด จนวันหนึ่งคนในครอบครัว ก็พูดขึ้นมาว่า เคยทำอะไรได้บ้างไหม มีอะไรที่ถนัดจริงๆบ้างรึเปล่า เรียนจบแล้วทำไมเอาตัวไม่รอด จนต้องกลับมามองตัวเองว่า ทำอะไรเป็นบ้างนอกจากตัวถ่วงในชีวิตคนอื่น


      คิดจนหัวแทบแตก ก็นึกขึ้นได้ว่าเป็นคนเพ้อเจ้อ ลองเขียนงานดูก็ได้ ช่วงที่เขียนแรกๆ ปิดทุกคนรอบตัวหมดเลย กันโดนด่า ยอมเขียนในมือถือ เพราะไม่อยากให้ใครเห็นหน้าจอตอนทำงาน ทำแบบนี้อยู่หลายปี


      จนคนรอบข้างมองว่าเป็นตัวขี้เกียจติดโทรศัพท์ ทั้งๆเกมสักอันยังไม่เคยมีในเครื่อง พอจับโทรศัพท์มากๆ คนที่บ้านโมโห ก็เอาโทรศัพท์เราไปทุบทิ้ง จนทุกวันนี้ไม่กล้าใช้ของแพง เพราะเหตุการณ์แบบเดียวกันนี้ เกิดขึ้นบ่อยครั้ง


      สุดท้ายมีสนพ.ติดต่อมา ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี จึงยอมบอกคนที่บ้านว่าทำอะไร เกิดอะไรขึ้นบ้างในช่วงที่ผ่านมา ไม่เคยได้หวังคำชมหรืออะไร แต่สิ่งที่ได้รับ มันมากเกินไปเกือบตั้งรับไม่ไหว เข้มแข็งแค่ไหน ก็ร้องไห้ได้


      "เพ้อฝัน ตีพิมพ์แล้วยังไงใช่ว่าทุกอย่างที่เขียน จะหาเงินได้ เขียนมากี่ปีเพิ่งจะได้เศษเงินจากตรงนี้"


      ชีวิตมันก็เป็นแบบนี้ ตีพิมพ์ไม่ใช่จุดสิ้นสุด ยังคงต้องก้มหน้าเดินต่อไป ท่ามกลางคำถากถาง ดูแคลนจากคนรอบข้าง


      อยากให้ จขกท เข้มแข็งนะ วันหนึ่งมันต้องเป็นของคุณ นอกจากคุณ อยากให้รู้ไว้ ว่ายังมีคนแบบเราอยู่บนโลก เราผู้ซึ่งไม่มีใครให้กำลังใจเลย นอกจากตัวเอง

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #10
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ของผมเจอไปบริษัทเดียว เขาบอกว่านิยายของผมมีจุดที่ไม่สามารถเอาไปขายได้เพราะ...


      1. ชื่อเรื่องนี้ไม่น่าดึงดูด ถ้าจะเอาผลงานจริง ก็เปลี่ยนชื่อเรื่องใหม่ได้ไม่ใช่หรือ ?


      2. เนื้อหายาวเกินไป ถ้าเกิดทางสำนักพิมพ์อยากได้นิยายของนักเขียนก็ตัดเนื้อหาบางส่วนได้ไม่ใช่หรือ ?


      3. ข้อนี้สำคัญสุด เขาบอกว่านิยายของผมเหมือน นิทาน" เอ่อ... นิยายแฟนตาซีเนื้อหามันก็ค่อนข้างออกเพ้อฝันเหมือนนิทานอยู่แล้วนี่นาความจริงพวกสำนักพิมพ์เขาไม่ชอบนักเขียนที่ไม่มีชื่อเสียงหรอกครับ ไม่เชื่อลองพิมพ์ค้นหาใน Google ก็ได้ "เจเคโรว์ลิ่ง เคยเปลี่ยนนามปากกาแล้วส่งให้สำนักพิมพ์ ปรากฏว่าไม่ผ่านเพราะ... ?" มันบ่งชี้ได้ทันทีว่านามปากกาของนักเขียนก็มีส่วนสำคัญครับ ต่อให้เขียนดีขนาดไหนก็ตาม


      ปัจจุบันนี้เราไม่ต้องไปง้อสำนักพิมพ์แล้วครับ ลงขายอีบุ๊คเลย จะโด่งดังหรือไม่คราวนี้ขึ้นอยู่กับตัวเราเองแล้วครับ ไม่เกี่ยวกับสำนักพิมพ์แล้ว


      มี นี่ตัวผมก็ขายเองเหมือนกัน ซึ่งมันก็ขายได้ด้วย


      จำเอาไว้อย่างเดียวครับ ความฝันของเราอยากให้ไปจำกัดอยู่เพียงแค่ในมือคนใดคนหนึ่ง ที่มาชี้ชะตานิยายของเราว่าแย่เพราะ ?

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #11
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      คุณเป็นนักเขียน แต่งานคุณนายทุนมองแล้วขายไม่ได้จึงไม่ซื้อไปลงทุน หลายคนรักการเขียนมีความสุขกับมัน แต่ชีวิตก็มีเรื่องต้องดูแลสุดท้ายจนใจทำงานประจำ เวลาไม่มีไม่ได้เขียน ทั้งงานทั้งคนกัดกรอนจินตนาการ ทุกอย่างโทษว่าเป็นเรื่องของบุญทำกรรมแต่งได้ก็สบายใจดี


      มีคนมากมายเป็นอย่างคุณ แต่ตลาดเปลี่ยนแล้ว สำนักพิมพ์ไม่ใช่ผู้ผูกขาดการเผยแพร่อีกต่อไป อะไรที่มันขายไม่ได้แต่คุณพอใจมันก็เอามาอัพลงเวบนิยาย สำนักพิมพ์เขาลงทุนกับคนที่มีฐานแฟนด้วยนะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      #12
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      กอดๆๆ ให้กำลังใจนะคะ เรือนแก้วยังไม่เคยมีประสบการณ์ส่งสนพ.เลยยังบอกไม่ได้ว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง แต่บางทีมันก็เหมือนเรื่องตลกร้ายเพราะมันไม่ไ้ดเหมือนในนิทานที่พอพยายามที่สุดแล้วมันจะต้องสำเร็จทุกครั้ง ชีวิตจริงกับนิยายมันต่างกันมากเลยนะ บางทีก็อยู่ที่จังหวะเวลา โอกาสว่าใครที่เห็นงานของเราและหลงรักงานของเรา


      เรือนแก้วเชื่อว่านักเขียนตั้งมากมายใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตเพื่อที่จะให้มีงานสักชิ้นเดียวที่เข้าตาคนอ่าน และเข้าตาสำนักพิมพ์ ถ้าจขกท.อ่านประวัติของเจเค จะรู้ว่าเขาต้องผ่านอะไรมาบ้างและมากมายแค่ไหนกว่าจะประสบความสำเร็จกับแฮร์รี่


      บางทีบางสำนักพิมพ์ฺก็อยากพิมพ์งานตลาดมากกว่า งานที่นักเขียนมีชื่อแล้ว เพราะถ้ามองในมุมสำนักพิมพ์พวกเขาก็แบกรับความเสี่ยงมากเลยกับการพิมพ์ทั้งหมดแล้วต้องเผื่อใจด้วยว่าอาจจะขายไม่ออก โลกทุนนิยมมันก็ร้ายกาจแบบนี้ละค่ะ ไม่มีใครพิมพ์มาแล้วคิดว่าจะขายออกได้หมด


      เรือนแก้วก็เคยมีประสบการณ์เหมือนกัน แต่ในฐานะนักแปล เพราะเคยเป็นนักแปลวรรณกรรมต่างประเทศมาก่อน รู้เลยว่ากว่าจะแปลจบ กว่าจะพิมพ์ กว่าจะขายได้สักเล่ม มันยากมากนะคะ แล้วนิยายที่ขายได้ดีกว่างานแปลเนี่ย ไม่ต้องพูดถึงเลย แข่งกันแบบกรีดเลือดกันเลยทีเดียว งานสัปดาห์หนังสือที่เห็นหนังสือลดราคาเหลือแค่เล่มละ 20 บาทจากราคาปกแพงๆ นั่นคือการตัดเอาทุนคืนสักนิดก็ยังดี นั่นคือภาพของสำนักพิมพ์ค่ะ


      ดังนั้นอย่าเพิ่งคิดว่างานเราไม่ดี แต่อยากให้คิดว่าเราบังเอิญเจอคนที่ไม่ใช่ เรายังหาบ้านของนิยายเราไม่เจอเท่านั้นเอง เจเคลองเป็นร้อยๆครั้งเพื่อความสำเร็จครั้งเดียว งานของจขกท.ก็เหมือนกันนะคะ ถ้าจะเสียใจก็ร้องไห้มันซะ...แล้วสะบัดบ๊อบเชิดหน้าเขียนต่อไปค่ะ :)


      จุดที่ดีแล้วของเราก็อยากให้รักษาไว้ แต่ถ้าได้คอมเม้นต์มาแล้ว คิดว่าเออแฮะ...เราพลาดตรงนี้จริงๆด้วย ก็รีบแก้ไขและปิดจุดอ่อนทั้งหมดเสีย เพื่อให้งานของเราคมขึ้นกว่าเดิม


      อ้อ...ถ้าสนพ.บอกว่าบทสนทนาเยอะเกินไป...แสดงว่าฉากบรรยายเป็นแนว POV1 หรือเปล่าคะ น่าจะลองเพิ่มบทบรรยายความรู้สึกเป็นตัวเบรคบ้าง ก็จะทำให้คนอ่านอินกับตัวละครได้นะคะ ลองดูนะคะ อย่าลืมว่านิยาย...นอกจากบทพูดแล้ว ต้องให้เห็นภาพ...ของตัวละครด้วยค่ะ ^^


      แล้วก็สำหรับคำว่า "ภาษาถูกต้องเกินไป" มันไม่มีหรอกค่ะสำหรับภาษาไทย เพราะถ้าเราใช้ภาษาสะกดที่ดีแล้วต้องไม่เจอประโยคแบบนั้น มีก็เสียอย่างเดียวคือ เขาหาทางปฎิเสธงานของเราไม่ได้แต่แค่ไม่ชอบสำนวนของเราก็เท่านั้นเอง ดังนั้นไม่ได้แปลว่างานเราไม่ดี แต่หมายความว่า สนพ.นี้ "ไม่ใช่" สำหรับเราค่ะ


      ่ส่วนอีกสนพ.ที่บอกว่า "นามปากกาเราไม่ดัง" ก็บอกเขาไปเลยว่า แล้วงานเขียนชิ้นแรกของนักเขียนดังๆ ก็มาจากนักเขียนโนเนมเหมือนกันไม่ใช่หรือ ถ้าทัศนคติสนพ.เป็นแบบนี้...ก็ปล่อยเขาไปเถอะค่ะ เพราะแสดงว่าเขาไม่ได้อ่านงานเราเลย มีแต่อ่านชื่อนามปากกาแล้วตัดสินใจ ก็ไม่ควรใส่ใจคำพูดเขา :)


      สู้ๆนะคะ

      ปท. ถ้าเรือนแก้วรีไรท์บุหลันฯแล้วอาจจะลองส่งไปสนพ.มั่ง แล้วจะมาเล่าให้ทุกคนฟังบ้างนะ :)

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      #13
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ขอพูดทีละประเด็นนะ ยาวหน่อย อ่านประเด็นละวันก็ได้ไม่ว่ากัน


      ประเด็นที่ 1 จุดเริ่มต้นของความทุกข์ของจขกท.ในปัจจุบัน อาจเป็นคำพูดพ่อแม่ตอนอายุ 14 ที่บอกว่า "เอาแต่เพ้อฝัน" ก็ได้นะ


      เราเคยมีประสบการณ์คล้ายๆกันนี้ คือตอนอายุ 13 เราเอานิยายเรื่องแรกที่แต่งไปให้แม่อ่าน สิ่งที่ได้รับกลับมาไม่ใช่แม้แต่คำพูดอ้อมๆ แต่เป็นคำตรงๆทื่อๆทิ่มแทงใจเราสุดแรงอย่าง "ไม่เห็นสนุก อ่านไม่รู้เรื่อง เอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์กว่านี้เถอะ"


      เราจำพูดแม่ได้มาจนทุกวันนี้ แม้มันจะผ่านไปเกือบๆ 20 ปีแล้วก็ตาม


      คำพูดของผู้ใหญ่ ของคนในครอบครัว ยิ่งใกล้ชิดกับเราเท่าไร ก็ยิ่งทรงอิทธิพลกับเราเท่านั้น ยิ่งช่วงที่เราอยู่ในวัยรุ่นซึ่งเป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ กำลังคึก กำลังเต็มไปด้วยความฝัน กำลังต้องการการได้รับการยอมรับจากรอบข้างด้วยแล้ว


      คำพูดที่ไม่คิดอะไรของพ่อแม่ในวันนั้น มันเป็นแผลในใจของลูกที่ไม่มีวันจางหาย (นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่วัยรุ่นมักจะทะเลาะกับพ่อแม่บ่อยๆในสังคม แล้วพ่อแม่ก็มักจะเรียกลูกๆวัยนี้ว่าวัยต่อต้าน)


      ทางแก้สำหรับเรื่องนี้คือ...ปล่อยวาง เราแก้ไขอดีตไม่ได้ แต่ปล่อยคำพูดทำร้ายจิตใจนั้นให้มันกลายเป็นลมที่พัดผ่านหน้าไปได้ เก็บไว้เป็นแค่ความทรงจำหนึ่งในชีวิต


      ประเด็นที่ 2 ท้อ อยากเป็นนักเขียน เขียนๆหยุดๆมา 10 กว่าปีแต่ไม่เห็นผลอะไรเลย...ก่อนอื่น ประเด็นนี้ ถามตัวเองให้แน่ใจจริงๆอีกครั้งนะ เอาแบบแน่ๆเลยว่า "ยังอยากเป็นนักเขียนรึเปล่า?"


      ถ้าคำตอบยังเหมือนเดิม คือ อยากเป็นนักเขียน...ถามตัวเองต่อเลย ว่า "แล้วทุกวันนี้มีกินมีใช้จากรายได้ตรงไหน?"


      หากคำตอบคือ "อยู่บ้านแต่งนิยายไปวันๆ ไม่ได้มีงานหารายได้อื่นๆ รอให้นิยายได้ตีพิมพ์อย่างเดียวเพื่อจะกินค่าต้นฉบับ/เปอร์เซ็นต์การขายไง"


      บอกได้เลยว่า "ช้าก่อนอานนท์" แบบนั้นจะยิ่งเป็นการตอกย้ำกับพ่อแม่ว่าเป็นนักเขียนคือการเพ้อฝัน หาเงินไม่ได้เข้าไปใหญ่น่ะสิ


      เราเคยมีโอกาสได้พูดคุยกับคุณชาติ กอบจิตติ นักเขียนนิยายชื่อดังของไทยเจ้าของผลงาน "คำพิพากษา" ผู้ได้รับรางวัลซีไรต์ถึง 2 สมัย และเป็นศิลปินแห่งชาติ มีคำพูดหนึ่งของคุณชาติที่เรายึดเป็นหลักในการเขียนของตนเองจนปัจจุบันนี้


      "ไม่ใช่ทุกคนจะได้ดีเพราะอาชีพนักเขียน

      ศิลปิน...ถ้าไม่ไส้แห้งก็ดังเป็นพลุแตก

      มันมีอยู่แค่นั้น


      แต่ชีวิตคนเรา มันต้องกินต้องใช้อยู่ตลอด

      ดังนั้น ถ้างานศิลป์ของคุณยังขายไม่ได้

      ผมแนะนำให้ไปทำอาชีพอื่นที่คุณสามารถเลี้ยงตัวเองได้ แล้วทำอาชีพนักเขียนที่คุณอยากเป็นจริงๆไปด้วยคู่กันดีกว่า ทำไปเลยสองอาชีพในชีวิต

      อาชีพที่ใช้เลี้ยงชีพ

      และอาชีพที่ใช้เลี้ยงจิตวิญญาณ"


      ปัจจุบันนี้เราจึงทำงานประจำ และทำงานเขียนของเราควบคู่กันไป ยอมรับว่างานประจำรายได้ดีทีเดียว และเมื่อไม่ต้องพะวงเรื่องปากท้อง ก็สามารถปลดปล่อยจินตนาการให้โลดแล่นได้เต็มที่เลย โดยไม่ต้องแคร์คำใคร เพราะตอนนี้หาเงินเองได้แล้ว แถมมีเงินเก็บไปเที่ยวต่างประเทศหาแรงบันดาลใจใหม่ๆด้วย อย่างปีนี้ เราจะไปปีนเขา


      ประเด็นที่ 3 ท้อ ทำยังไงก็เสนอสำนักพิมพ์ไม่ผ่าน ไม่ชนะการประกวดซักที แล้วแต่ละคำวิจารณ์ก็ช่างเจ็บปวดหัวใจเหลือเกิน จนคิดว่าเราไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นนักเขียน


      อันนี้ มีแค่อย่างเดียวเลยคือ...อย่าท้อ ถ้านี่คือสิ่งที่คุณรัก คุณอาจจะผิดหวัง อาจจะล้มเหลว อาจจะร้องไห้ให้กับความรู้สึกเหล่านั้น แต่ถ้าคุณรักมันจริงๆ ก็ทุ่มเทต่อไป เก็บคำวิจารณ์เหล่านั้นมาพิจารณาและปรับปรุงตามเห็นสมควร ศึกษาตลาดของแต่ละสนพ. ศึกษาลู่ทางการขายนิยายในปัจจุบัน ลองหาคอนเนคชั่นนักเขียน พยายามหาความรู้ประกอบการเขียนเสมอ สะสมประสบการณ์ไปเรื่อยๆ


      ส่วนตัวเรา...บอกได้เลยว่ามีหลายคนบอกให้มาเป็นนักเขียน จนบางทีเราก็มั่นหน้าเลยล่ะเพราะคำชมพวกนั้น แต่พอส่งผลงานเข้าประกวดแล้วแพ้หลุดลุ่ยมาหลายรอบมากก็เลยอีโก้เบาลงไปพอสมควร ท้อขึ้นด้วยเพราะได้รู้จักนักเขียนที่ดีหรือดังเยอะขึ้น จนรู้เลยว่าเรามันแค่ตัวจ้อยๆในวงการนี้ แต่เราก็ไม่ถอดใจ ยังส่งนิยายเข้าไปใหม่ ในโครงการเดิมแต่ปีถัดๆมานั่นแหละ...แล้วก็ชนะ...


      เรามี 'วันของเรา' เกิดขึ้นได้เป็นครั้งแรก เพราะเราไม่ถอดใจ ไม่ยอมแพ้ในสิ่งที่เรารัก


      เราเคยเคยชนะการเขียนนิยายครั้งเดียว ที่เหลือเป็นงานประกวดเขียนบทความเลยที่เราได้รางวัล/เงินมา ตัวเราไม่ค่อยอยากทำอาชีพนักเขียนเป็นงานประจำ เพราะอย่างที่บอก งานประจำเรามันรายได้ดีจริงๆ แม้จะเกี่ยวข้องกับกฎหมายและคดีความ เสี่ยงคุกกว่าสายงานอื่นหน่อยก็ตาม ตัณหาก็เยอะ ชอบเที่ยว ชอบเติมเกม เงินค่าต้นฉบับเพียวๆเลี้ยงชีพเราไม่ได้. เราจึงตัดสินใจทำสองอาชีพตามแนวคุณชาติ


      ไม่มีใครเกิดมาเพื่อเป็นนักเขียนโดยแท้จริงหรอก ขนาดคุณชาติแกก็ยังมีงานที่ขายไม่ออก โดนสำนักพิมพ์ปฏิเสธมาเหมือนกันเลย กว่าจะได้พิมพ์เรื่องแรกก็รากเลือดมาเช่นเดียวกัน


      เป็นกำลังใจให้นะ ขอให้สักวันหนึ่งเป็นวันของคุณ


      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #14
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ตอนแรกแค่แวะมาดูแต่อดใจให้ไม่ตอบไม่ได้ ไม่ชอบเห็นคนหมดกำลังใจ


      อายุ 14 ก็ทราบว่าอยากเดินทางไหนเยี่ยมมากค่ะ


      สำหรับคำถามที่หัวกระทู้ เราไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นนักเขียนแต่แรกค่ะ จนตอนนี้ก็ไม่ใช่...


      เราชอบวาดรูปแต่เด็ก แต่โตมาก็พบว่ามีหลายอย่างที่น่าสนใจให้เรียนรู้ไม่ใช่แค่วาดรูป เลยจัดมันไว้ให้เป็นงานอดิเรกแล้วไปเรียนสายวิทย์ มาเริ่มเขียนเพราะการบ้านที่ครูให้แต่งเรื่องมาส่งทำให้รู้สึกว่าเราก็ 'น่าจะ' เขียนได้เลยเอาพล็อตการ์ตูนที่คิดไว้มาเขียนค่ะ แล้วยังใจกล้าหน้าด้านลงเว็บด้วย ก็มีคนเข้ามาอ่านบ้างแต่ไม่ได้ดังอะไร


      ชีวิตจริงมันเริ่มจากที่ทำงานแล้วค่ะ หลังจบวิทยาศาสตร์บัณฑิต ก็ไปเป็นนักเคมี แล้วก็มีหน้าที่จัดทำเอกสารข้อมูลความปลอดภัย (SDS) ด้วย มานึกถึงว่าสมัยเด็กเคยดูข่าวว่า ถ้าหนูทดลองที่เลี้ยงไว้อายุเกินเขาจะเอาไปรมแก๊สค่ะ ตอนนั้นรู้สึกว่ามันโหดร้าย มาตอนนี้เราต้องเอาข้อมูลที่มาจากชีวิตหนูเหล่านั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดค่ะ พวกเธอไม่ต้องตายเปล่านะ


      สำหรับงานเขียนเคยมีคนตั้งกระทู้ถามเหมือนกัน เราทราบดีว่างานเราไม่เหมาะกับสนพ.ค่ะ การที่คุณถูกปฏิเสธมาหมายถึง สนพ.อาจมองว่างานคุณขายไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่างานคุณไม่ดีค่ะ ถ้าเขาเล็งเห็นว่างานคุณ น่าจะขายหรือคุ้มค่าการตลาด (จากคำแนะนำหลายท่านในบอร์ด) เขาจะให้คำแนะนำในการปรับปรุง พอแก้ตามนั้นส่งไปใหม่ก็ได้รับการพิจารณาให้ผ่านก็มีค่ะ


      เมื่องานเราคงไม่เหมาะกับการตลาดระดับ mass แต่ใช่ว่าจะไร้คุณค่า เราก็มีความคิดว่า เราจะทำขายเองในรูปของการตีพิมพ์เอง (self-publishing) หรือวางขายเป็น e-book ค่ะ แต่นั่นแหละพูดมาตั้งนาน


      เราไม่ได้เกิดมาเป็นนักเขียนค่ะ รายได้หลักเรามาจากงานประจำ 5 วันต่อสัปดาห์ในฐานะนักเคมี ส่วนงานเขียนเป็นสิ่งที่ทำแล้วสบายใจ ถ้าจะสามารถทำรายได้ให้มาก-น้อยเราก็ไม่ได้เดือดร้อนค่ะ

      https://image.dek-d.com/27/0060/1867/127932893

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      จขกท
      Guest IP
      #15
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ขอบคุณทุกความคิดเห็นมากค่ะ เราโพสต์เมื่อคืนแล้วก็หลับไป มาอ่านแล้วมีกำลังขึ้นเยอะเลยค่ะ ขอบคุณสำหรับทุกคำแนะนำด้วยค่ะ สำหรับคำวิจารณ์ที่ว่า "ใช้ภาษาดีเกินไป" ทางสำนักพิมพ์เองก็ไม่ได้แจงรายละเอียด (เราถึงยกมันมาเป็นเรื่องระบาย เพราะงงเหมือนกันว่า ภาษาดี ไม่มีคำผิด ไม่มีคำวิบัติ ไม่ดีหรือ? อะไรทำนองนี้ค่ะ) เราขอเป็นกำลังใจให้นักเขียนและนักอยากเขียนทุกคนเหมือนกันค่ะ มาสู้ไปด้วยกันนะคะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #16
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      Michael Crichton ผู้เขียนนิยาย Jurassic Park รีไรท์นิยายตัวเองอยู่ 5-6 รอบ กว่าจะเข้าตาสำนักพิมพ์และกลายเป็นเรื่องโด่งดังขนาดสร้างเป็นภาพยนตร์ในชื่อเรื่องเดียวกันและกลายเป็นตำนานที่รู้จักกันทั่วโลก


      ๋J.K. Rowling เริ่มเขียนแฮรี่ พอตเตอร์ ตอนช่วงที่ชีวิตแย่ที่สุด ตกงาน แม่เสียชีวิต มีปัญหากับสามี เริ่มป่วยเป็นซุึมเศร้า และยังโดนสำนักพิมพ์กว่า 12 แห่ง ปฏิเสธผลงาน ก่อนที่วรรณกรรมของเธอจะขึ้นหิ้งในที่สุด


      George Lucas คนเขียนบท Stars War ใช้เวลาเขียนบท 3 ปี โดนดูถูก กดดันสารพัด ถึงขั้นจำกัดโรงฉายให้ฉายในอเมริกาแค่ 43 โรง และบอกว่า "หนังแบบนี้ไม่มีใครดูหรอก" แต่ผลคือผู้ชมล้นทะลักจนต้องเพิ่มโรงฉายอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นมหากาพย์แห่งวงการภาพยนตร์ไปในที่สุด


      ที่ยกตัวอย่างมา คิดว่าเจ้าของกระทู้ก็น่าจะพอทราบดีอยู่แล้ว ถึงเหล่าคนดังที่กว่าจะประสบความสำเร็จก็ต้องใช้เวลา บางคนอาจจะครึ่งค่อนชีวิตด้วยซ้ำ


      ตัวผมเองไม่ได้คาดหวังอะไรกับนิยายของผมเท่าไหร่ ไม่ได้คิดจะตีพิมพ์หรือทำ E-book แค่เอาไว้เป็นพื้นที่ระบายจินตนาการเฉยๆ แต่ผมเองก็มีประสบการณ์คล้ายๆกัน จากสมัยเรียนที่มีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักกีฬา แต่ติดที่ครอบครัว คนรอบข้างไม่สนับสนุน ถึงขั้นมีหมอดูมาพูดว่าดวงผมไม่มีทางจะเก่งเรื่องกีฬาได้ และสมัยนั้นก็ต้องเรียนหนังสือ และพยายามจับกลุ่มซ้อมกับพรรคพวกแบบตามมีตามเกิด เพราะไม่มีเงินไปเรียนหรือฝึกกับโค้ชที่ได้มาตรฐานแบบจริงจัง ตอนซ้อมก็โดนเพื่อนร่วมทีมขยี้ประจำ กลายเป็นคนที่ฝีมือระดับท้ายๆของทีมเลยด้วยซ้ำ


      มีอยู่ช่วงหนึ่ง ผมต้องประมือกับอดีตแชมป์เก่า นั่นทำให้ผมยิ่งตั้งใจซ้อมมากขึ้น หักโหมจนช่วงนั้นร่างกายกรอบ จิตใจก็เครียด กดดัน เพราะพอร่างกายเราแย่ ก็ยิ่งสู้เพื่อนร่วมทีมตัวเองไม่ได้เข้าไปใหญ่ ขนาดพวกที่ฝึกทีหลังยังนำหน้าผมไปหมดเลย การเรียนก็หนักขึ้นเรื่อยๆ และยังโดนมอบหมายให้ทำงานเบื้องหลังการแข่ง ต้องติดต่อสถานที่ โดนคนที่เราไปดีลงานด้วยเล่นแง่อีก สุดท้ายด้วยความกดดัน และซ้อมเท่าไหร่ก็ไม่เก่งขึ้น เลยตัดสินใจถอนตัว แล้วลงไปนั่งร้องไห้ ร้องอยู่ในโรงฝึกนั่นแหละครับ และวันนั้นก็คิดว่าจะเลิกแล้ว เพราะพยายามขนาดนี้ยังไม่มีผลอะไรที่จับต้องได้ซักอย่าง เงินก็ไม่มี คนรอบข้างก็ไม่สนับสนุน ก็ไม่รู้จะทำต่อไปทำไม


      จนกระทั่ง วันหนึ่งได้ยินว่ามีโค้ชดีกรีระดับทีมชาติ เปิดสอนให้ในราคาถูก แต่ออกแนวเป็นการสอนภายในทีมของเขาเองเสียมากกว่า ผมก็ตัดสินใจรวบรวมเงินก้อนหนึ่ง เดินทางไปหา แล้วก็ฝากตัวเป็นศิษย์ท่าน ซึ่งผมจำเป็นต้องเดินทางไกล จากที่เรียนของผมไปยังยิมของโค้ชคนนั้น แต่ผมก็พยายาม เพราะรู้ว่าโอกาสมาแล้ว ผมต้องรีบคว้าเอาไว้


      และจากการที่ได้ฝึกกับโค้ชทีมชาติ ผมเก่งขึ้นมาก จนกระทั่งวันหนึ่งมีโอกาสไปเจอแชมป์เก่าคนที่ทุกคนเคยกลัว และผมต้องถอนตัวเพื่อหนีเขาในอดีต เขากำลังจะเซ็นสัญญาเป็นนักกีฬาอาชีพ และมีคนนำผมไปเพื่อทดสอบอดีตแชมป์เก่าคนนั้น


      ปรากฏว่า ผมเล่นเขาเป็นขนมเลย จนกระทั่งต้องมีคนพาผมออกไป เพราะกลัวว่าถ้าเจ้าของงานมาเห็น จะไม่ยอมเซ็นสัญญากับอดีตแชมป์ท่านนั้น และในวันนั้นผมก็รู้แล้วว่าผมมาไกลจากวันที่ผมลงไปนั่งร้องไห้ในยิมหลายเท่าตัวแล้ว


      ลองคิดย้อนกลับไปอีกที ถ้าวันนั้นผมตัดสินใจเลิกเสียก่อน กลับไปใช้ชีวิตปกติที่ไม่ต้องท้อ ไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องเจ็บ ก็คงไม่ได้มายืนอยู่ ณ จุดนี้หรอกครับ


      เรื่องที่ผมเล่า มันอาจจะไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องงานเขียนเท่าไหร่ แต่ประสบการณ์ด้านกีฬาของผม มันทำให้ผมบรรลุสัจธรรมข้อหนึ่งขึ้นมาครับว่า


      "โอกาส มันจะมาเมื่อไหร่ มาในรูปแบบใด ไม่มีใครล่วงรู้ได้ แต่ตราบใดที่เรายังเดินในเส้นทางสายนั้นอยู่ เราทุกคนมีสิทธิที่จะเจอมันครับ"


      ยังไงก็เอาใจช่วยเจ้าของกระทู้นะครับ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #17
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      สำนักพิมพ์แต่ละที่มีมาตรฐานต่างกัน ถ้าคุณต้องการมีผลงานตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ สิ่งแรกที่สำนักพิมพ์คิดคือต้นทุนการผลิตและจำนวนเงินที่ขายได้จากผลงานของคุณว่ามันคุ้มกันมั้ย ที่จริงงานของคุณก็อาจจะดีแต่มีปัจจัยบางอย่างที่ทำให้คุณโดนปฏิเสธ การที่มีคนบอกว่าคุณไม่ดี เราก็ไม่จำเป็นต้องคล้อยตามคำพูดเหล่านั้นหรือยอมรับว่าเราไม่ดีเลยนี่ค่ะ ทำตามมาตรฐานของคนอื่นมันเหนื่อยนะ สู้หาจุดยืนของเราแล้วทำตามทางของเราไปให้สุดไปเลย ส่วนเรื่องคำแนะนำก็เลือกรับเฉพาะที่เห็นว่าสำคัญและตรงกับกรณีของเราจริงๆเท่านั้น แต่คุณเขียนมานานขนาดนี้อย่างน้อยก็มีประสบการณ์ มีฝีมือพอสมควรนะ กว่าสำนักพิมพ์จะตัดสินใจตีพิมพ์หนังสือสักเล่มก็ต้องคิดเยอะอ่ะค่ะ สมัยนี้มีช่องทางเผยแพร่ผลงาน หารายได้จากผลงานของเราตั้งเยอะ ไม่จำเป็นต้องพึ่งสำนักพิมพ์เพียงอย่างเดียว พิมพ์หนังสือเองหรือเผยแพร่สร้างรายได้จากช่องทางอื่นก็ได้ค่ะ ถ้าเห็นว่าเป้าหมายของเราเป็นไปไม่ได้ก็ให้ลดระดับลงมาหน่อย ไม่จำเป็นต้องตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ ไม่จำเป็นต้องเป็นนักเขียนดัง แต่เป็นคนที่มีความสุขกับการเขียนในทุกๆวันก็ได้แล้วค่ะ ไม่อยากให้โฟกัสไปที่เรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเกินไปนะ นอกจากงานเขียนคุณก็ต้องการกิจกรรมอื่นหรืองานอื่นทำบ้าง ให้ความสำคัญกับทุกเรื่องเท่าๆกัน แค่นี้คุณก็จะใช้ชีวิตผ่านไปได้อย่างมีความสุขแล้วค่ะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #18
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      สำหรับเรา เราประสบความสำเร็จเรื่องเรียนและเรื่องการงาน(คิดเองเออเองค่ะ)

      งานเขียนเราเคยส่งเข้าประกวดค่ะ คือตอนนั้นเด็กมากกกก ป.๖ได้ แล้วก็เงียบฮ่าๆๆๆ


      แล้วก็มีคิดพล็อตไว้ จนได้มาเขียนเอาตอนนี้


      แล้วกลายเป็นชอบงานเขียน เพราะปกติเป็นนักอ่านมา๒๐กว่าปี


      เราไม่คิดว่างานเขียนคือชีวิตล่ะมั้งคะ เราคิดว่างานเขียนคือส่ิงที่เราอยากสื่อออกมา


      ไม่ได้ตีพิมพ์ก็ไม่เป็นไร (ขี้เกียจยื่นส่งค่ะ ไม่ชอบงานเร่ง เขียนเพราะควรมชอบล้วนๆค่ะ)


      อย่าหมดหวังค่ะ มีอีกมากมายหลายคนที่ยื่นงานไปแล้วถูกปฏิเสธ ไม่ใช่คุณคนเดียวค่ะ



      ความน้อยใจของคุณมีแน่เลยเพราะว่านิยายของบางนักเขียนอาจจะไม่ดีเท่า


      เราเจอกับตัว แต่เป็นนักเขียนท่านอื่นนะคะ รู้สึกว่าเขาเขียนดีกว่าที่มีคนติดตามหรือว่าที่ได้ตีพิมพ์ แต่ทำไมถึงไม่มีคนอ่าน คนอ่านน้อย


      เราแอบน้อยใจแทนคนเขียนคนนั้นเลยนะ


      เห็นไหมคะไม่ใช่คุณคนเดียวเนอะ สู้ๆ เป็นกำลังใจให้ค่ะ เมื่อไหร่ได้ตีพิมพ์แล้ว บอกมาเลยนะคะ เราจะไปอุดหนุนค่ะhttps://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/jj-11.png

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #19
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      การเป็นนักเขียนก็เหมือนการยืนบนสังเวียนฮะ ใครไหวก็อยู่ ไม่ไหว ก็ต้องลงเวทีไป

      เป็นนักเขียนได้ต้องยืนได้นาน เพราะมันทั้งโดดเดี่ยว เหนื่อยล้า บางทีก็เหมือนพูดอยู่คนเดียว

      เพราะฉะนั้นขอให้อดทน ต่อให้ไม่ได้พิมพ์ ไม่มีใครได้อ่านงานเราเลยนอกจากตัวเราเอง

      แต่ถ้าทำแล้วมีความสุขก็ต้องทำต่อไป ยกเว้นเหนื่อยแล้วไม่ทำแล้ว ก็เลิก คือมีแค่นี้


      ยุคนี้แล้วด้วยการเป็นนักเขียนไม่ได้จำกัดเพียงแค่ต้องได้พิมพ์เป็นเล่ม

      จากผ่านการคัดเลือกของสำนักพิมพ์เท่านั้นแล้วนะฮะ

      มันมีทั้งลงเว็บ (ซึ่งมีหลายเว็บมาก ๆ ) ทั้งอีบุ๊คขายเอง


      แต่ยังไงก็เป็นกำลังใจให้ฮะ คุณยังเขียนได้หลากหลายแนว เขียนจบส่งสนพ.ได้แล้ว

      แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังเขียนไม่จบซักเรื่อง เพิ่งเริ่มเขียน หนทางยังอีกยาว ๆ ๆ ไกล


      เราถือคติซะว่าเมื่อถึงเวลาดอกไม้จะบานเอง (ตามหนังสือดี ๆ เล่มหนึ่งที่เคยมา)

      ซึ่งมันเป็นสัจธรรมนะฮะ ดอกไม้ทุกประเภทมีช่วงเวลาเบ่งบานสวยงามในแบบของมัน

      ชีวิตคนเราก็เช่นกัน เป็นกำลังใจให้ฮะคุณเก่งมากที่เขียนจบแล้วหลายเรื่อง นับว่ามีฝีมือแล้วฮะ

      สู้ในสังเวียนนี้ต่อไป อย่าย่อท้อนะฮะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #20
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เขียนแชร์ยากเหมือนกันหลังจากอ่านเนื้อหา เพราะสิ่งที่จะบอกคงทำร้ายจิตใจ ถ้าใจยังไม่พร้อม เลื่อนความเห็นเราไปก่อนก็ได้ค่ะ ไว้แข็งแรงขึ้นค่อยกลับมาอ่าน


      (ถามใจ ถ้าไม่พร้อม ขอให้สายตาหยุดแค่บรรทัดนี้)


      ...


      ...


      ...


      ...


      ...


      บางที “สิ่งที่ชอบ” ก็ไม่ใช่ “สิ่งที่ใช่” ค่ะ


      หากไม่สามารทำใจยอมรับกับมันได้ คงไม่สามารถหลุดพ้นได้ ยังต้องเป็นทุกข์กับมันต่อไป 


      ทั้งที่เวลาผ่านมาขนาดนี้ ใช้เวลาหลายปีกับเส้นทางสายนี้ แต่คุณจขกท ยังไม่สามารถก้าวข้ามมันได้ แสดงว่ามีความรู้สึกแรงกล้าต่อการเขียนจริงๆ


      ศิลปะเป็นเส้นทางของผู้ได้รับเลือกค่ะ ศิลปินหลายล้านคนบนโลกนี้ แต่มีเพียงหลักหมื่นที่ได้รับการยอมรับและมีชื่อเสียง ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างอาชีพนักร้อง ทั้งที่ร้องแทบพ่นไฟได้ อยากได้แบบไหนทำได้หมด แต่กลับไม่ดัง บางคนร้องได้ในระดับหนึ่ง ไม่ดีเท่าพวกแรก แต่ดังเป็นพลุแตกก็มี


      มันคือเส้นทางที่ “ความพยายาม” และ “ความสามารถ” เป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้น ยังมีอีกหลายปัจจัยอย่างยิ่งที่จะทำให้ศิลปินนั้นๆ ได้รับการยอมรับ


      คุณจขกท วนเวียนอยู่ในปัจจัยที่ตนเองพึงจะทำได้ ขยัน เพียร สั่งสมความสามารถ หรือทำใดๆ ที่พึงทำแล้ว แต่ยังถูกปฏิเสธ นั่นแปลว่า มันเกิดจากปัจจัยอื่นที่นอกเหนือจากการควบคุมของตัวเองแล้ว นี่คือ ความโหดร้ายของเส้นทางสายนี้ เพราะไม่มีใครบอกได้เลยว่า แม้ว่าเราจะพยายามไปจนสุดทางของอายุขัยหนึ่งของเรา เราจะกลายเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงหรือไม่


      เส้นทางการเขียนของเรา ไม่ได้ทับซ้อนแบบที่คุณจขกท ประสบ กลับกัน ต้องบอกว่าประสบความสำเร็จนับตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาในวงการนี้ เพราะ เขียนครั้งแรก เรื่องนั้นก็ตีพิมพ์เลย


      (ในคำนิยามของคุณจขกท ที่พูดในเชิงว่าไม่เคยประสบความสำเร็จในเรื่องการเขียน และยกตัวอย่างอย่างเรื่องการตีพิมพ์หรือการชนะการประกวด ดังนั้น เราจึงขออนุญาตใช้คำนิยามนี้ บอกว่าเราประสบความสำเร็จนะคะ)


      ตัวเราเอง อาจจะไม่เข้าใจเต็มร้อยกับนักเขียนที่ไม่เคยได้รับการตีพิมพ์ แต่กลับกัน เรามีประสบการณ์ร่วมในเชิงของ “สิ่งที่ชอบ” อาจไม่ใช่ “สิ่งที่ใช่” เพราะแนวที่เราชอบ ไม่ใช่แนวที่ตลาดชอบค่ะ


      การได้รับการตีพิมพ์เป็นตัวบอกหนึ่งว่าความสามารถทางการเขียนของเราไม่เลวนัก แต่เราต้องใช้เวลานานมากกว่าจะคุยกับสำนักพิมพ์เพื่อที่ว่าแบบที่เราชอบเขียนจะได้ถูกตบๆ ให้เข้ากับแบบที่ตลาดชอบ และนี่คือ ความทรมานใจอย่างยิ่ง คำที่ได้จากสนพ ก็คล้ายกับคุณจขกท เจอ อาจจะไม่ได้พูดถึงเรื่องการเขียน แต่เป็นเหตุผลร้อยแปดที่ไม่เกี่ยวกับการเขียนนี่แหละ แล้วเราจะทำอะไรได้ เราทำอะไรไม่ได้เลย เราจึงคิดว่าเข้าใจคุณจขกท ในจุดนี้


      มีครั้งหนึ่งที่เราเขียนและส่งสนพ เป็นเรื่องที่เราคิดว่าดีที่สุดเท่าที่ทำได้ตอนนั้น สนพ ติดต่อมาว่าพอใจและอยากพิมพ์ แต่แค่ไม่กี่วันถัดมา สนพ ส่งมาบอกใหม่อีกครั้งว่าขอโทษ พิมพ์ให้ไม่ได้แล้วด้วยเหตุผลการเปลี่ยนโครงสร้างในองค์กร และให้เราส่งที่สนพ อื่น (หลังจากนั้น สนพ ไม่ได้ตีพิมพ์แนวที่เราเขียนอีก เชื่อว่ามันเป็นแนวที่ขายไม่ได้ในตลาด และเขาจำเป็นต้องปรับตัว)


      มีอีกครั้งที่เราคล้ายจะประชดตัวเอง เขียนงานแมสขั้นสุด (แต่คนอ่านก็ยังรีวิวนะว่ามันติสท์อยู่ดีถ้าเทียบกับเรื่องอื่นในแนวนี้) ส่งไปสนพ หนึ่ง ผลที่ได้ กองบก ติดต่อมาภายใน 3 วัน ออกมาเป็นรูปเล่มเพียงแค่เดือนเดียวหลังส่ง


      เรานั่งมองจำนวนเงินที่ได้รับมาจากงานชิ้นนั้น นี่ไง เงินที่เราต้องการ เงินที่เรามองว่าไม่ได้ตีพิมพ์งานตั้งนานแล้ว ลองหาเงินจากนิยายแมสบ้าง แล้วมันก็ได้มาทันใจประหนึ่งเงินติดล้อ


      บางทีสิ่งนี้อาจจะเป็นเรื่องน่ายินดีหากคนที่ไม่มีประสบการณ์ตีพิมพ์จะได้รับการตอบรับเร็วแบบนี้ แต่สำหรับเรา มันเป็นเรื่องคล้ายๆ ศักดิ์ศรีถูกทำลายน่ะค่ะ เงินจำนวนเท่านี้ งานประจำที่ทำแค่เดือนสองเดือนก็ได้มาแล้ว มันไม่ได้มีค่าพอที่เราจะเอาสิ่งที่ตัวเองยึดมั่นถือมั่นไปแลก (เราโชคดีด้วยที่ไม่มีปัญหาเรื่องปากท้อง เลยสามารถมีทางเลือกนี้ได้ แต่ถ้าเรามีความลำบากในเรื่องนี้ หนังคงเป็นคนละม้วน คุณจขกท อาจได้เห็นแนวคิดอีกแบบจากเราก็เป็นได้)


      หลังจากนั้น เราเลิกประชดตัวเองอีก และหันหลังให้กับสนพ ต่างๆ โชคดีที่ตอนนี้มีทางเลือกให้กับนักเขียนเพิ่มขึ้น


      ที่เพื่อนๆ ในบอร์ดหลายท่านแนะนำเรื่องทางเลือกอื่นนอกเหนือจากสนพ เราก็คงจะแนะนำเช่นเดียวกับ แต่ตราบเท่าที่คุณจขกท ยังไม่อิน ยังไม่สามารถตัดใจจากความฝันของการตีพิมพ์ผ่านสนพ คงไม่มีประโยชน์ที่จะแนะนำ มันต้องเป็นตัวเองที่สอนตัวเองและตระหนักด้วยตัวเองถึงจะก้าวพ้นจากมันได้


      แต่ข้างบนนั่นเป็นความคิดของเราในตอนนั้น หลังจากที่ทำ Ebook มาเกินครึ่งทศวรรษ แน่นอนว่าความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว


      ส่วนตัวเรามองว่าตัวเองในอดีตสุดโต่งเกินไป มองเห็นแต่ตัวเองเกินไป อยู่ในกะลาที่หมกมุ่นกับตัวเอง ไม่มีสายตามองเผื่อแผ่ถึงคนอื่น เผื่อถึงคนอ่านของตัวเอง มันคล้ายกับการตะโกนใส่ชาวบ้านแล้วปิดหูไม่ยอมรับฟังใคร ประมาณนั้นค่ะ


      งานเขียนเราในตอนนี้เลยกลายเป็นแนวฟีลกู๊ดเป็นหลัก เรายังคงสารที่ตัวเองต้องการไว้ แต่ก็ผสานกับการมอบความสุขให้คนอ่านไปด้วย แล้วพอเป็นแบบนี้ เราเลยหาที่ทางของตัวเองเจอ เป็นจุดที่เราพอใจหลังผ่านเส้นทางมายาวนาน เส้นทางนักเขียนให้ทั้งสิ่งดีและแย่ แต่เมื่อจิตใจหาจุดลงตัวได้ จะดีจะแย่ล้วนเป็นประสบการณ์ที่ดีทั้งสิ้นค่ะ


      ตอนนี้อาจเป็นจุดที่เราพอใจ แต่คนเราจะต้องเติบโตขึ้น อาจจะได้เจอในจุดที่พอใจยิ่งกว่า หรือไม่อาจถึงจุดอิ่มตัวที่เราไม่แตะงานเขียนอีกต่อไป นั่นเป็นเรื่องในอนาคต (เพราะเอาจริงๆ เราไม่ได้ชอบเขียนงานขนาดนั้น เป็นเรื่องจับพลัดจับผลูที่ดันได้ตีพิมพ์ตั้งแต่แรกเริ่ม แต่เราชอบที่นิยายเป็นที่ระบายข้อมูลที่ดีสำหรับคนบรรจุข้อมูลเยอะอย่างเรา งานเขียนเราจึงคล้ายแนวที่ตะโกนใส่คนอื่นตลอดด้วยเหตุนี้)


      แต่ตอนนี้ สิ่งที่คุณจขกท ประสบ คือ ความตรากตรำของเส้นทางนี้ที่ยังต้องหาที่ทางของตัวเองต่อไป แต่เราเชื่อว่าโชคชะตาที่เคี่ยวกรำเราในตอนนี้ มันจะกลายเป็นสิ่งที่ดีต่อไปในอนาคต เพียงแค่ว่าจะพบจุดลงตัวของตัวเองที่ไหน


      เราเป็นนักเขียนที่ประสบความสำเร็จค่ะ


      แต่ไม่ใช่ด้วยการตีพิมพ์หรือชนะการประกวด เราเป็นเพียงนักเขียนโนเนมคนหนึ่ง และตอนนี้เราแค่มีความสุขกับการเขียนในสิ่งที่ตัวเองและคนอ่านพอใจ เราออกงานเขียนได้อย่างมากปีละครั้ง แต่แค่มีคนอ่านเพียงสักคนบอกว่ารองานเขียนของเรา ในฐานะคนเขียนคนหนึ่ง เราว่าไม่มีอะไรน่าภูมิใจไปมากกว่านี้แล้วค่ะ


      ยาวหน่อยนะคะ แต่หวังว่าจะเป็นกำลังใจให้คุณจขกท ผ่านช่วงเวลาที่น่าเหน็ดเหนื่อยนี้ไปได้ และสามารถหาความสุขกับการเขียนงานได้ในอนาคตอันใกล้ค่ะ

      ตอบกลับ
  • ความคิดเห็นที่ 21 - 31

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป