/>

คำว่า "เรียนที่ไหนก็เหมือนกันถ้าตั้งใจเรียน" [ยินดีให้แชร์]

วิว

ทุกคนคิดอย่างไรกับคำที่ผู้ใหญ่ชอบบอกกับเราว่า "เรียนที่ไหนก็เหมือนกันถ้าตั้งใจเรียน" คะ?
.
.
.
ตรงนี้เป็นชีวิตของเราเอง ข้ามได้ค่ะ เราแค่อยากบ่นกับชีวิตตัวเองนิดหน่อย ฮ่าๆๆ

ก่อนอื่นอยากบอกว่าเราอยากเป็นหมออยากเป็นมาตั้งแต่ยังเล็ก ๆ แต่ตอนป.6 ด้วยความที่ถูกพูดกรอกหูอยู่ตลอดว่า "เรียนที่ไหนก็เหมือนกันถ้าตั้งใจเรียน" เราจึงเลือกเรียนและจบม.ต้นมาจากโรงเรียนมัธยมเล็ก ๆ จากต่างจังหวัดใกล้บ้าน (มีนักเรียนไม่ถึง 300 คน) โรงเรียนนั้นได้ชื่อว่าเรียนอย่างไรก็จบ คนที่ไม่จบจากโรงเรียนอื่นจึงมาเรียนโรงเรียนนี้กัน ในห้องแต่ละห้องอายุปะปนกันไป มากสุดคือเรียนม.3 แต่อายุ 18 ปีค่ะ ใคร ๆ ก็พูดว่าเป็นโรงเรียนเอาวุฒิ เพราะอายุเท่าไหร่มาก็ได้เรียนยังไงก็จบ เด็กนักเรียนรอบด้านของเราเป็นไปตามที่ทุกคนคิดค่ะ อันนี้ต้องขอกล่าวว่าไม่ได้เหยียดนะคะ แต่สภาพแวดล้อมของโรงเรียนที่เราเรียนตอน.ต้นคือเลวร้ายมากจริง ๆ เพื่อนผู้หญิงเฉพาะในสายชั้นเราไม่เรียนต่อเพราะท้องประมาณ 7-8 คน มีการนำเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์มาดื่มในโรงเรียน สถานที่ของพวกเขาคือห้องสมุด(อันนี้ห้องเราทำเอง เราถึงรู้) มีการทะเลาะวิวาทภายในโรงเรียนและนอกโรงเรียนบ่อยครั้ง เด็กในโรงเรียนถูกจับเพราะค้าขายยาเสพติดจนชินตา และวีรกรรมอีกมากมายเลยค่ะ

สภาพการเรียนการสอนคือปานกลางค่อนไปทางน้อยขอเล่าในช่วงชีวิตตอนม.3 นะคะ ยกตัวอย่าง เราได้เรียนคณิตศาสตร์
นับครั้งได้ (คณิตศาสตร์พื้นฐานนะคะ เพราะไม่มีวิชาคณิตศาสตร์เพิ่มเติม) คุณครูเข้าช้าเรียนอย่างมากก็แค่ 20 นาทีจาก 50 นาที ถ้าน้อยกว่านั้นคุณครูจะเข้ามาแจกใบเกมซุโดกุแค่นั้นก็ปล่อย คือคุณครูท่านบอกว่าเขางานเยอะน่ะค่ะ มีอบรมและการเงินต้องคอยดูแล ข้อสอบกลางภาค ปลายภาคเทอมแรก กับข้อสอบกลางภาคเทอมที่สองเป็นข้อสอบเดียวกัน มีปรับเปลี่ยนแค่ข้อเขียนเล็กน้อย แต่ก็นั่นแหละค่ะไม่ได้เรียนทำไม่ได้ พูดไปถึงการสอบโอเน็ตม.3 ของเรา โรงเรียนของเราได้ติวแค่ 1 สัปดาห์นิด ๆ  หลังจากนั้นก็ไปเข้าค่ายลูกเสือ กลับมาติวอีกแค่ไม่กี่วันก็สอบโอเน็ตเลยค่ะ 

พื้นฐานของม.ต้นเราจึงไม่ค่อยได้เท่าไหร่ เพราะทางโรงเรียนเน้นกิจกรรมกับชาวบ้านมากกว่า(ทำนา ขุดดิน ปลูกต้นไม่) เป็นสิ่งที่ดีนะคะ แต่กิจกรรมเข้าแทรกเวลาเรียนมากเกินไป รู้สึกไม่คุ้มเท่าไหร่เพราะเราอยากจะเรียนมากกว่า ตอนม.ต้นได้มีการเรียนพิเศษคณิตศาสตร์อยู่ประมาณ 3 เดือน พอได้พื้นฐานในส่วนนี้มาบ้าง แต่ก็ต้องออกเพราะติดปัญหาการเงิน เพราะการเดินทางเข้าเมืองไปเรียนค่อนข้างสูง

พูดไปถึงคุณครูและบุคลากรของโรงเรียน 
เราเคยถูกคุณครูขย้ำงานและปางานใส่หน้า(เขาถามเราว่าเราสัมภาษณ์จริงมั้ย เราจะเอาคลิปเสียงให้ฟัง แต่เขาโมโห) มันเจ็บปวดจริง ๆ ค่ะ ถ้างานผิดเรายอมรับค่ะ เราพร้อมแก้ไข แต่ถูกทำแบบนี้เราไม่ได้โมโห แต่เป็นเสียใจมากกว่า รายงานหนึ่งเล่มยับไปหมด อีกเหตุการณ์เราเคยถูกตัดคะแนนเพราะเปิดไฟล์งานไม่ได้ มันเป็นงานนำเสนอค่ะ คุณครูบอกว่าให้ส่งไฟล์ไปทางแชทเฟซบุ๊ก เราส่งตามทุกอย่างค่ะ คุณครูก็ส่งแชทกลับมาบอกว่าโอเค แต่พอถึงเวลานำเสนอ คุณครูคลิ๊กเปิดไฟล์ไม่ได้จึงหัก 5 คะแนน เรากลับมาบ้านลองเปิดไฟล์ก็เปิดได้ เหตุการณ์นั้นทำให้เราโมโหของจริงค่ะ เราไม่ได้ผิดอะไรเลย
ปล.แต่คุณครูทุกท่านในโรงเรียนนั้นไม่ได้เป็นใจร้ายทุกคนนะคะ


เราที่ทนไม่ไหวกับสิ่งนั้น จึงขอพ่อและแม่มากรุงเทพฯ ก็ได้ตามใจหวังค่ะ เราซื้อหนังสือมาอ่านและสอบติดสายวิทย์-คณิตโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง เป็นโรงเรียนที่ไม่ได้ใหญ่มาก แต่การเรียนการสอนดีกว่าโรงเรียนเดิมทำให้เราพอใจมาก(เรียนจริง ๆ ค่ะ กิจกรรมมีแค่กีฬาสีเท่านั้น ฮา) ช่วงเรียนปรับพื้นฐานเรากลัวมากเพราะพื้นฐานเราไม่ดีเลยคิดว่าไม่ทันเด็กกรุงเทพฯ แน่ ๆ และใช่ค่ะ บทเรียนที่เขาสอนในช่วงปรับพื้นฐานเราไม่เคยได้เรียนเลย ทั้งคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ แต่โดยส่วนตัวเราคิดว่าเราหัวไว เลยสามารถทำได้ และก็ได้ค่ะ หลังจากสอบคัดห้องครั้งสุดท้าย เราก็ได้อยู่ห้อง 1 แต่เราก็ยังกังวล เราไม่ได้ขอเรียนพิเศษเลยเพราะกลัวว่าเราไม่เก่งพอ เราจะตามคนอื่นทันมั้ยนะ เราจะเข้าใจหรือเปล่า เขาจะสอนแบบใช้ศัพท์ที่เราไม่รู้หรือเปล่า จะมีใครว่าเรามั้ย ตอนนั้นกลัวไปหมดจริง ๆ ค่ะ เพราะเราพื้นฐานไม่ดี

พอได้เริ่มเรียนในโรงเรียนใหม่ยอมรับว่าช่วงแรก ๆ ยังคงกลัวมาก เพราะการเรียนการสอนไม่เหมือนกับที่เคยเจอ เด็กในห้องไปไวต่างจากโรงเรียนเก่า พ่อแม่คอยถามตลอดว่าไหวมั้ย แต่ที่ดีคือสภาพแวดล้อมของห้อง 1 ทำให้เราตั้งใจเรียนมากขึ้นเพราะทุกคนตั้งใจ ทำให้เราต้องตั้งใจไปด้วย ความตั้งใจของเราทำให้เราสำเร็จ เรากลายเป็น Top3 ของห้อง และการเรียนดีขึ้นมาก เกรดไม่ตกอย่างที่คิดไว้ 

เราเคยลองคุยกับเพื่อนที่ยังเรียนอยู่ที่เดิมนะคะ สายวิทย์-คณิต เหมือนกัน แต่ไม่มีวิชาชีววิทยาในการเรียนการสอนค่ะ 

หลังจากที่ได้ผ่านมา เราเห็นความแตกต่างได้ชัดเจน สำหรับเรานะคะ เราคิดว่าโรงเรียนไม่ใช่แค่สถานที่ที่ให้แค่ความรู้ แต่ว่ามันคือสถานที่ที่เราอยู่ไม่น้อยไปกว่าบ้าน อาจจะมากกว่าบ้านเสียด้วยซ้ำ นอกจากการเรียนการสอนต้องดีแล้ว สภาพแวดล้อม นักเรียน ครู และบุคลากรต้องดีด้วย เราจึงไม่เห็นด้วยกับคำว่า "เรียนที่ไหนก็เหมือนกันถ้าตั้งใจเรียน" เพราะถ้ามันเหมือนกันจริง ๆ เด็ก ๆ คงไม่สอบแย่งชินกันหรอก จริงมั้ยคะ 


ขอบคุณที่อ่านจนจบนะคะ แสดงความคิดเห็นได้ค่ะ 
<3
ให้หัวใจกระทู้นี้ ~

แสดงความคิดเห็น

3 ความคิดเห็น

    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #1
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เราก็คิดเหมือนกันค่ะ เพราะสภาพแวดล้อมของโรงเรียน ทั้งสิ่งแวดล้อม บุคลากร มีอิทธิพลต่อผู้เรียนจริงๆ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #2
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ก่อนอื่นเลยขอชื่นชมที่ไหวตัวทันนะครับ 555


      ผู้ใหญ่ทุกคนเขาจะมีชุดความเชื่อ(ไม่ใช่ความรู้)ที่มัน 'ได้ผลสำหรับยุคของเขา' มาสอนเราเสมอ มันอาจจะมาจากความหวังดี...แต่ส่วนใหญ่มันใช้แทบไม่ได้แล้วในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนกันวินาทีต่อวินาทีแบบยุคนี้


      แต่ไหนๆเห็นว่าน้องกำลังเรียนอยู่สินะ งั้นขอบอกอะไรเผื่อเอาไว้อย่างนึง


      - การศึกษาในปัจจุบันมันมีปัญหา เพราะผู้ใหญ่ที่ออกแบบระบบเน้นแต่ให้นักเรียนทำคะแนนแข่งกันจนทำลายจิตใจของเด็ก แต่ตอนนี้เขาเริ่มมีการออกแบบการสอนชนิดใหม่แล้วโดยจับอาจารย์ผู้สอนไปเพิ่มทักษะการโค้ชชิ่ง (Coaching) เป็นการสอนที่เน้น 'ถาม' ให้นักเรียนคิดคำตอบออกมาเอง ซึ่งต่างกับก่อนหน้านี้ที่เป็นระบบสอนตรงๆเหมือนถ่ายเอกสารให้เราเอาไปสอบทำคะแนน


      https://www.admissionpremium.com/content/1857


      - บริษัทใหญ่ๆเริ่มรู้ตัวแล้วว่า 'วุฒิไม่ค่อยผลต่อคุณภาพของผู้สมัครงาน' เขาเริ่มเปลี่ยนไปรับพนักงานผ่านการสังเกตพฤติกรรมกันแล้ว น้องเองก็ลองทบทวนดูดีๆว่าจะเรียนอะไรต่อเพื่ออนาคตตัวเอง (กำลังเริ่ม...ไม่ได้แปลว่าเลิกดู) ซึ่งถ้าน้องทำตัวดีมีน้ำใจ เห็นแก่ส่วนรวม ก็ไม่มีอะไรต้องห่วง


      - พี่แนะนำให้น้องศึกษาเพิ่มเติมจาก ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ (ในยูทูปเพียบ) เพราะอาจารย์ท่านเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทใหญ่ๆในไทยเยอะมาก (เป็นคนสอนวิธีคัดคนให้กับบริษัทต่างๆ) รวมทั้งมีส่วนร่วมในการปรับปรุงการศึกษาเยอะมากด้วย


      สุดท้าย น้องเองอาจจะลองศึกษาเรื่อง Coaching เองเลยก็ได้ เพราะอนาคตทักษะนี้จะสำคัญมากๆ (เขาถึงเริ่มสอนครูก่อนเลยไง) ศึกษาจากคลิปพวกนี้ไปก่อนก็ได้ https://www.youtube.com/watch?v=-rA4Li08DB4&list=PL2cPe9srbCTW5eKII-pNLlZiop2jZr-28


      ป.ล. การเรียนโค้ชมีค่าใช้จ่ายสูงมาก น้องดูคลิปพวกนี้ก็คุ้มแล้ว เสียดายคนไม่ค่อยรู้


      https://image.dek-d.com/27/0641/8534/128813222

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #3
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      พูดถึงสภาพแวดล้อม อันนี้ของจริงเลยค่ะ ก่อนอื่นเมซเรียนอยู่ราชินี ถ.มหาราช โรงเรียนหญิงล้วนที่สอนให้นักเรียนเป็นกลสตรี(?)ที่เมซคิดว่าแก๊งเมซนี่หางไกลจากคำนี้มากแต่พอไปเจอเพื่อนสมัยอนุบาลที่เรียนอยู่อีกที่นึงนี่คนละเรื่องเลย(บอกก่อนนั่นป.3)คำหยาบมาเต็มเลยค่ะ จากที่โรงเรียนของเมซหลุด ก,ม โดนแล้วค่าา แต่เพื่อนสมัยอนุบาลรัวคำหยาบจาก ก,ม เป็นanimal,buffalo ฯลฯ ก็เลยเรียนรู้มาว่าเรียนที่ไหนมันไม่เหมือนกัน และอยากตะโกนใส่หูพ่อแม่เพื่อนคนนั้นมากเลยค่ะเพราะก่อนหน้านั้นเขาบอกว่าเรียนที่ไหนก็เหมือนกันนั่นแหละ

      อ่านกระทู้นี้ยิ่งได้ใจเจ้าค่ะ รับไปหัวใจหนึ่งดวง

      ตอบกลับ

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป